Trust me (Yaoi) [สำนักพิมพ์ไร้กรอบ]

ตอนที่ 2 : Trust 1 : The Memory Away

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 420
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    14 พ.ย. 60

Trust 1 : The Memory Away

ตอนอายุสิบแปดปี ลูเซียโน่ ไรคาร์ท ไม่เคยนึกถึงเรื่องอนาคตมาก่อน

แม้จะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญเพราะกำลังก้าวย่างสู่รั้วมหาวิทยาลัย การเลือกคณะคือจุดเริ่มต้นหนึ่งของการทำงาน กระนั้นเขาก็ไม่เคยนึกเลยว่าตัวเองอยากจะทำงานอะไร แม้แต่งานอดิเรกที่น่าจะเอามาใช้เป็นตัวตัดสินเส้นทางอาชีพ ที่เขาชอบก็มีแค่ฟุตบอลเท่านั้น

มีใครคนหนึ่งเสนอว่าในเมื่อชอบฟุตบอลก็ไปเป็นนักกีฬาเสียสิ ไม่ก็ไปเป็นโค้ช ครูสอนพละ นักข่าวสายกีฬาก็ได้ เขาคิดว่าตัวเลือกพวกนั้นก็ไม่เลวอยู่หรอก เพียงแต่ในใจก็รู้สึกว่ายังไม่ใช่ เขาไม่ได้ปรารถนาจะทำสิ่งเหล่านั้น

ลูเซียโน่ชอบฟุตบอลก็จริงทว่าไม่ได้อยากเอามันมาทำเป็นอาชีพจริงจังนัก มันคืองานอดิเรกที่ช่วยผ่อนคลายจิตใจจากเรื่องเครียดๆ ในแต่ละวัน พอคิดว่าต้องเอาฟุตบอลนี้ไปเป็นส่วนหนึ่งในงานที่ทำด้วย แล้วจะเหลืออะไรให้เขาใช้คลายเครียดกันเล่า ไม่เอาเด็ดขาด

สุดท้ายก็เลยตัดสินใจแบบพื้นๆ ไปว่าจะเรียนต่อสายบริหารธุรกิจเอาไว้ก่อน ทำงานในบริษัทใส่ชุดสูทก็ดูไม่เลว แถมพ่อแม่น่าจะวางใจได้มากกว่าด้วย ไว้เมื่อเจอหนทางที่ชอบจริงๆ ค่อยคิดดูใหม่ก็คงไม่สายเกินไป

ใช่ ลูเซียโน่คิดอย่างนั้นจริงๆ เพราะเห็นว่ายังมีเวลาอีกมากที่จะได้คิดทบทวนเส้นทางอนาคตอย่างจริงจัง ถ้าไม่ใช่เพราะเขาดันมารู้อนาคตที่ไม่อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้อีกแล้ว...

ลูกฟุตบอลกลิ้งมากระทบที่ปลายเท้า ทำให้เขาก้มลงมองก่อนที่เด็กๆ เจ้าของลูกฟุตบอลนี้จะโบกมือแล้วตะโกนว่า

“ขอโทษนะครับ คุณลุง! ช่วยเก็บฟุตบอลให้พวกเราหน่อยครับ!”

คุณลุง... เป็นคำที่พวกเด็กๆ ไม่น่าเอามาใช้เรียกเด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีได้เลย แต่เจ้าของคำเรียกก็นึกขึ้นได้ จริงสินะ ตอนนี้เขาไม่ได้อายุสิบแปดแล้วเสียหน่อย ปัจจุบันนี้เขาอายุยี่สิบแปดแล้วต่างหากล่ะ...

ก้มลงมองร่างกายที่แสนจะไม่คุ้นชินของตัวเองและเผยสีหน้าขมขื่

ส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นมาหลายเซนติเมตร กับผิวที่คล้ำขึ้นมาอีกหน่อย แขนกับขามีร่องรอยแผลเป็นกระจายให้เห็นจางๆ ผมสีดำที่ไว้ยาวเสมอไหล่กับนัยน์ตาชืดชาสีเดียวกับเส้นผม คือตัวเขาที่เห็นในกระจกเมื่อเช้านี้ เค้าหน้าบางส่วนยังคงเดิม แต่ก็มีอะไรหลายอย่างที่เปลี่ยนไปมาก มาก... จนแทบรับไม่ได้

ลูเซียโน่ดึงความคิดกลับมาพยายามฝืนยิ้มให้กับพวกเด็กๆ โบกมือเป็นการบอกว่าเดี๋ยวจะส่งไปให้ เขาถอยหลังมานิดนึง กะระยะส่งลูกไปให้ถึงตัวเด็กคนนั้น เมื่อเท้าสัมผัสกับบอลเขาก็รู้ได้ทันทีว่าตัวเองยังไม่ถึงขั้นลืมทักษะทางกีฬาไปเสียหมด และลูกฟุตบอลนั้นก็ไปถึงที่ตัวของเด็กชายอย่างสวยงาม

“ขอบคุณครับ!”

เด็กที่รับลูกฟุตบอลว่า ก่อนจะไปเล่นกับเพื่อนๆ ต่อ เสียงหัวเราะสนุกสนานดังขึ้นอีกครั้ง มองไปแล้วก็ชวนให้โหยหาอดีตที่แสนไกล

ร่างเพรียวนั่งลงบนม้าหินที่อยู่ข้างสนาม กำมือแน่นจนสั่นระริก จะมีใครยอมรับง่ายๆ กันล่ะว่า ตัวเองได้สูญเสียเวลาสิบปีไปอย่างไม่มีวันหวนกลับในชั่วข้ามคืนแบบนี้ 

ลูเซียโน่ความจำเสื่อม... 

เพราะอุบัติเหตุจากการโดนรถชน ศีรษะฟาดพื้นอย่างแรงทำให้หมอที่ทำการรักษาถึงขั้นบอกว่าโอกาสรอดกลับมาเป็นปกตินั้นมีน้อย เผลอๆ อาจจะกลายเป็นเจ้าชายนิทราด้วยซ้ำ แต่แล้วเขาก็รอดมาได้ราวกับปาฏิหาริย์แลกกับต้องสูญเสียความทรงจำช่วงสิบปีไป เขาจำได้ทุกอย่างแค่ถึงตอนที่ตัวเองอายุสิบแปดปีเท่านั้น

ลองคิดดูว่าตัวเองที่มีอายุสิบแปดเข้านอนตามปกติ แต่ตื่นขึ้นมาอายุเพิ่มเป็นสิบปีดูสิจะน่าตกใจแค่ไหน ในระยะแรกเขาทำใจเชื่อไม่ได้ ถึงขั้นประสาทเสียด้วยซ้ำ ต้องให้หมอมาฉีดยาระงับประสาทควบคู่กับให้จิตแพทย์มาช่วยบำบัด ใช้เวลาอยู่เป็นเดือนเลยทีเดียวกว่าเขาจะยอมรับเรื่องนี้ได้ และพยายามปรับตัวให้เข้ากับเวลา ณ ปัจจุบัน โดยปลอบประโลมใจว่าเมื่อจำได้ทั้งหมด ช่องว่างสิบปีนี้คงได้รับการเติมเต็มเอง

“ลูเซีย โทษทีรอนานมาไหม”

เจ้าของชื่อหันไปทางต้นเสียงก็พบกับชายหนุ่มวัยไล่เลี่ยกัน ผู้มีผมสีดำขลับที่ดูนุ่มเหมือนขนแมว นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มคมดุดั่งตาของเสือ เรือนร่างสูงใหญ่ ผิวสีแทน ท่าทางเป็นผู้ใหญ่ เจ้าตัวอยู่ชุดเสื้อโค้ทสีดำที่ทำให้เหมือนเป็นนายแบบหลุดมาจากแคตวอล์ก 
ให้ตาย เป็นคนที่มองกี่ทีก็ชวนให้ใจละลายเสียเหลือเกิน ลูเซียโน่คิดอย่างเคลิบเคลิ้มไปชั่วครู่ก่อนจะตอบออกไป

“ไม่นานอะไรหรอก สเวน ทางฉันต่างหาก... ต้องขอโทษที่ทำให้วุ่นวาย”

“อย่าพูดแบบนั้นสิ” คนตรงหน้าที่ถูกเรียกว่าสเวนกล่าวพร้อมกับยิ้มอ่อนใจ “มันไม่ใช่เรื่องยุ่งอะไรเลย เพราะลูเซียเป็นแฟนของฉันนี่นา”

จริงด้วย เขาเกือบลืมไปเลย ผู้ชายที่ชื่อสเวน แอ็คเนธคนนี้ เป็นแฟนของเขาเอง...

ที่ลูเซียโน่จะลืมก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะจนป่านนี้เขาก็ยังไม่อยากเชื่ออยู่ดีว่าตัวเองจะหาแฟนที่ดีปานนี้ได้ มันราวกับเป็นความฝันมากกว่าความจริง

ลูเซียโน่ไม่ประหลาดใจที่ตนมีแฟนเป็นผู้ชาย เพราะเขารู้รสนิยมความชอบของตัวเองตั้งแต่อายุสิบห้าปีแล้ว มีอย่างที่ไหนที่เขาชอบดูหุ่นนักกีฬาฟุตบอลมากกว่าหุ่นของเชียร์ลีดเดอร์สาว ทั้งที่เพื่อนรอบตัวเอาแต่พูดว่าสาวคนนั้นเด็ดบ้างล่ะ อึ๋มเซ็กซี่บ้างล่ะ เอวคอดกิ่วบ้างล่ะ ในขณะที่เขาจ้องตาเป็นมันดูหุ่นนักกีฬา ยิ่งตอนที่พวกนั้นถอดเสื้อ เรือนกายเต็มไปด้วยเหงื่อก็ยิ่งปวดมวนในท้องแบบแปลกๆ จึงได้รู้ในตอนนั้นเองว่าเขาชอบผู้ชาย

ฉะนั้นเมื่อตอนที่สเวนมาบอกว่าเป็นแฟนของเขา จึงไม่ประหลาดใจมากเท่าไหร่ เขาคิดอยู่แล้วตัวเองจะต้องมีแฟนในอนาคตแน่ๆ เพียงแค่นึกไม่ถึงว่าจะหาดีได้ขนาดนี้เท่านั้นเอง

“ต่อให้เป็นแฟนกัน ฉันก็สร้างความลำบากให้อยู่ดี” ลูเซียโน่ทำหน้ามุ่ย เมื่อนึกถึงตลอดสองเดือนที่นอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล “สเวนก็มีงานแต่ก็ยังอุตส่าห์มาเยี่ยมฉันทุกวัน”

“นั่นเป็นหน้าที่ของแฟนที่ต้องดูแลอยู่แล้ว ไม่ได้ลำบากอะไรสักหน่อย” ร่างสูงระบายรอยยิ้มอ่อนโยน ยกมือขึ้นลูบหัวคนรักอย่างเบามือ “อีกอย่างลูเซียก็ไม่ต้องคิดมากนักหรอกนะ ให้ทุกอย่างมันค่อยเป็นค่อยไป เดี๋ยวก็จำทุกอย่างได้เองนั่นล่ะ”

“อืม...”

ลูเซียโน่พยักหน้าว่าง่าย แล้วทั้งสองก็เดินไปขึ้นรถเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน

นี่เป็นอีกอย่างที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ความทรงจำที่หายไปเป็นสิบปีนี้ พ่อแม่ของเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว ปัจจุบันเขาอาศัยอยู่บ้านเดียวกับสเวนที่เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในรัฐวอชิงตัน 
จากบ้านเกิดอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เมืองลอสแองเจอลิส ย้ายมาอยู่อีกรัฐและอีกเมืองหนึ่ง ยิ่งตอกย้ำช่องว่างระหว่างเวลาได้เป็นอย่างดี ลูเซียโน่ไม่อยากจะเชื่อด้วยซ้ำว่าพ่อแม่ของตนตายหากไม่มีหลักฐานเป็นใบมรณะที่สเวนจำใจเอามาให้ดู

ตอนที่เห็นเขาร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรอยู่หลายวัน ความทรงจำล่าสุดของเขาหยุดลงที่บอกกล่าวราตรีสวัสดิ์กับแม่ และพ่อบอกกับเขาเรื่องการตื่นแต่เช้าไปดูการแข่งขันฟุตบอลที่สนามใกล้บ้าน อุตส่าห์ตั้งตาคอยอย่างใจจดใจจ่อ แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกที โลกใบนี้ก็หมุนผ่านไปสิบปีแล้ว

ช่างเลวร้ายยิ่งนัก...

ลูเซียโน่หลับตาลง เปิดกระจกรถให้ลมด้านนอกพัดเข้ามา สเวนไม่ได้เปิดแอร์เพราะเห็นแก่เขาที่เพิ่งจะฟื้นตัวจากโรงพยาบาล กระนั้นนี่ก็เป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงแล้ว อากาศเริ่มจะเย็นลง ทำให้คนข้างตัวเตือนว่าอย่าเปิดหน้าต่างกว้างมากนัก เพราะอาจจะเป็นหวัดได้

พวกเขาใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียวก็มาถึงเมืองข้างเคียง ซึ่งเป็นเมืองที่พวกเขาอาศัยอยู่ สองข้างทางรายล้อมไปด้วยต้นสนสูงขึ้นหนาทึบและมีหมอกบางๆ ปกคลุมทางเข้าเมือง  

“หมอกเยอะจังนะ ถ้าฤดูหนาวมันจะไม่ยิ่งหนากว่านี้อีกเหรอ”

ลูเซียโน่พึมพำเมื่อไม่สามารถเพ่งมองทิวทัศน์ข้างทางได้ถนัดตา

“ไม่ต้องห่วงหรอก หมอกจะปกคลุมอยู่รอบๆ เมืองเท่านั้นล่ะ ในตัวเมืองไม่หนาเท่าไหร่”

“อย่างนั้นเหรอ...”

ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดี ลูเซียโน่ไม่ได้เกลียดหมอก ออกจะชอบด้วยซ้ำ เวลาที่ละอองเย็นๆ กระทบกับผิวมันให้ความรู้สึกสดชื่น เพียงแต่เขากังวลเรื่องทิศทางเท่านั้น หากมีหมอกปกคลุมคงยากที่จะจำทางได้ 

ขับไปสักระยะหนึ่งก็เห็นป้ายทางเข้าหมู่บ้านที่เป็นสีเหลืองเด่นสะดุดตาฝ่าม่านหมอก มีข้อความสีดำเขียนต้อนรับผู้มาเยือน

เมืองนอกซ์ (Nox) เหรอ... ชื่อแปลกดี

คิดพลางเท้าคางลงบนกรอบหน้าต่างรถ ปัดเรือนผมสีดำของตนที่ปลิวมาระใบหน้า เพ่งมองทางที่เป็นถนนสีเทาคอนกรีตนี้เชื่อมต่อเข้าไป

เมื่อทะลุผ่านหมอกนั่นไปแล้วก็เข้าเขตตัวเมือง สมกับที่อยู่ชนบท เขามองเห็นพื้นที่การเกษตรแผ่กว้างอยู่หลายร้อยไร่ ตอนที่ขับผ่านก็เห็นมีทั้งกะหล่ำปลี มะเขือเทศ มันฝรั่ง และอีกหลากหลายชนิด คนงานบางส่วนกำลังวุ่นรดน้ำ เก็บพืชผลใส่ตระกร้า เป็นภาพที่ดูงดงามและสงบสุขดี

ขับต่อไปอีกจะมองเห็นบ้านหลากหลายขนาดและสารพัดรูปแบบตั้งกระจัดกระจายกันไป ทุกบ้านล้วนมีสวนสีเขียวครึ้ม ไม่ก็มีไม้ดอกประดับแต่งแต้มให้มีชีวิตชีวา ตามริมทางมองเห็นคนเดินประปราย

ยามรถสีแดงคันเก่งของทั้งสองขับผ่าน คนที่อยู่บนถนนก็พากันจ้องเขม็ง น่าแปลกที่รู้สึกขนลุกซู่โดยไม่ทราบสาเหตุ คนในหมู่บ้านก็มีหน้าตาและท่าทางปกติ แต่แววตาบางคนกลับดูว่างเปล่าหรือไม่ก็คล้ายมีความนัยซ่อนอยู่... รู้สึกไม่อาจสงบใจได้

“อีกไม่ไกลเราก็ถึงแล้วล่ะ”

สเวนบอกขณะเลี้ยวขวาไปตามทาง ลูเซียโน่ดึงสติกลับมาโดนพลัน อดย่นคิ้วไม่ได้ว่าตนจะเพ้อเจ้อใหญ่แล้ว คงเพราะหมู่บ้านแห่งนี้ให้บรรยากาศที่ดูลึกลับและอึมครึมนิดๆ นั่นล่ะ ที่ทำให้เขามองในแง่ร้าย

ตำหนิตัวเองไประหว่างนั้นก็มีตำรวจนายหนึ่งขับมอเตอร์ไซด์สวนมาอีกเลน ตำรวจนายนั้นโบกไม้โบกมือให้รถของทั้งสองเป็นการบอกว่าให้หยุด เห็นดังนั้นสเวนจึงชะลอรถ 

“มีอะไรเหรอ เมสัน?”

ตำรวจเจ้าของนามเมสัน เป็นผู้ชายที่อายุน่าจะพอๆ กับพวกเขา มีผมสีเทาตุ่นกับนัยน์ตาสีฟ้าซีดๆ สวมแว่นกรอบเหลี่ยมที่ให้ความรู้สึกเป็นคนเอาจริงเอาจังกับการทำงาน ริมฝีปากนั้นเรียบเป็นเส้นตรง

“ขอโทษที แอ็คเนธ ข้างหน้ามีอุบัติเหตุนิดหน่อย รบกวนช่วยเปลี่ยนเส้นทางไปทางอื่นด้วย”

“อะไรกัน ถ้าผ่านทางนี้ไปแล้วเลี้ยวข้างหน้าก็ถึงบ้านของพวกเราแล้วนะ”

คนขับทำหน้ายุ่งยากใจ เมสันก้มหน้าลงเป็นเชิงขอโทษ

“ผมเองก็อยากให้คุณผ่านเหมือนกันล่ะ แต่ตอนนี้เรากำลังเคลียร์สถานที่อยู่ ถ้าให้คุณผ่านเส้นทางนี้อาจก่อความเสียหายให้กับสถานที่เกิดเหตุได้”

ลูเซียโน่มองตรงไป เขายังไม่เห็นว่าทางข้างหน้ามีอะไรนอกจากรถตำรวจที่เปิดไฟกะพริบและไซเรนท์เสียงดังหนวกหู มีเชือกกั้นเขตสีเหลืองพาดไปมาอยู่กลางถนน มีอุบัติเหตุใหญ่ขึ้นหรือไงกันนะ

สเวนถอนหายใจ “ช่วยไม่ได้ ผมจะขับอ้อมไปแล้วกัน ถ้าเข้าทางซอยนั้นก็น่าจะไปถึงบ้านผมได้”

“ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะ” เมสันกล่าวอีกครั้ง จากนั้นก็เบนสายตามาที่ลูเซียโน่ “ยินดีต้อนรับกลับนะ ไรคาร์ท รักษาสุขภาพด้วยล่ะ”

กล่าวจบนายตำรวจก็ผละไปทำงานของตนต่อ ลูเซียโน่ส่งสายตาแสดงความสงสัยมาให้คนข้างตัวซึ่งอีกฝ่ายก็เข้าใจจึงบอกว่า

“เขาชื่อชาร์ล เมสันเป็นตำรวจที่ดูแลเมืองนี้ บ้านของเขาอยู่ฝั่งตรงข้ามเรานี่เอง แต่คุณเมสันไม่ค่อยได้กลับมานอนที่บ้านนักหรอก เขามักจะกินนอนอยู่ที่สถานีตำรวจมากกว่า”

“เป็นนายตำรวจที่มีสีผมแปลกดีนะ”

ลูเซียโน่ว่า สเวนหัวเราะขณะบังคับรถให้ย้อนกลับเส้นทางเก่า

“เดิมทีเขามีผมสีดำน่ะ แต่ภรรยาของคุณเมสันไม่ชอบใจเท่าไหร่ เลยจับย้อมผมเขาเป็นสีนี้ เห็นบอกว่ามันช่วยให้ดูดีขึ้น ซึ่งฉันก็เห็นด้วยตามนั้นล่ะนะ”

นึกภาพของชาร์ล เมสันตอนผมดำแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่ามันทำให้ดูธรรมดาจริงๆ นั่นแหละ พอเป็นผมสีเทาแบบนี้แล้ว รูปหน้าก็เลยเด่นชวนมองขึ้นเยอะ

“คุณเมสันมีภรรยาที่ดีนะ”

ออกความเห็นไปร่างสูงจึงหันมายิ้มให้

“นั่นสินะ แต่ฉันเองก็มีภรรยาที่ดีเหมือนกัน”

ลูเซียโน่กะพริบตาปริบๆ เพราะกำลังทำความเข้าใจอยู่ แต่พอรู้ว่าคนที่ถูกพูดหมายถึงตัวเขาเอง ก็หน้าแดงรีบสะบัดหันไปอีกทางเพื่อซ่อนอาการเขิน แฟนของเขาหัวเราะ

จู่ๆ ก็หยอดคำหวานใส่เล่นเอาเขาไม่ทันตั้งตัวเลย

มองหน้าที่แดงนิดๆ สะท้อนอยู่บนกระจกก็ผ่อนลมหายใจ ในเมื่อเป็นแฟนกัน เขาคงได้เจออะไรแบบนี้อยู่เรื่อยๆ นั่นล่ะ ทำใจให้ชินเข้าไว้ ไม่ใช่ว่าตอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล สเวนมาเอาอกเอาใจสารพัดหรอกเหรอ

นึกย้อนไปก็อดใจเต้นนิดๆ ไม่ได้ สเวนคงอยากจะให้เขาคุ้นเคยจึงแวะมาเยี่ยมทุกวัน พูดคุยเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง รวมถึงนำของขวัญเล็กๆ น้อยๆ มาเยี่ยมด้วย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นของกินมากกว่า 

สเวนรู้ของโปรดทุกอย่าง นั่นเป็นหลักประกันชั้นหนึ่งแล้วว่าอีกฝ่ายเป็นแฟนของเขาจริงๆ ไหนจะการเอาใจใส่นั่นอีก หากไม่ใช่คนที่รักกันแล้ว คงไม่ทุ่มเทดูแลขนาดนี้หรอก ทั้งจองห้องพิเศษ จ้างพยาบาลชั้นดี มีอาหารที่ดีกว่าคนไข้ทั่วไป นั่นทำให้ลูเซียโน่ยอมเชื่อใจสเวนและไปที่เมืองซึ่งอีกฝ่ายบอกว่ามันคือบ้านของเขาอย่างง่ายดาย

ไม่นานพวกเขาก็มาถึง ลูเซียโน่ที่จินตนาการบ้านของตัวเองต่างๆ นานา เมื่อมาเห็นของจริงก็ยอมรับว่ามันดีเยี่ยมกว่าที่คิดเอาไว้

เป็นบ้านแบบสองชั้นทาสีเขียวอ่อนตัดกับสีของใบไม้ที่เป็นสีส้มแดงของต้นไม้ซึ่งปลูกอยู่รอบๆ มีสระน้ำขนาดเล็กเลี้ยงปลาคาร์ฟไว้สี่ตัว ด้านข้างตัวบ้านมีเก้าอี้หวายแบบชิงช้าแกว่งไกวไปมาตามแรงลม ชั้นสองมีระเบียงยื่นออกมาด้านหน้า เถาไอวี่เลื้อยปกคลุมอยู่ตรงระเบียงนั้นจนดูเหมือนน้ำตกสีเขียว มีหน้าต่างประดับไว้มากมาย ถ้าลองมีเยอะขนาดนี้แสงคงเข้ามาได้จากทุกทิศทุกทางทำให้ไม่จำเป็นต้องเปิดไฟ

สเวนขับเข้าไปจอดในโรงรถ ข้างในมืดเล็กน้อย มีอุปกรณ์พวกงานสวนและงานช่างวางอยู่ตามชั้นและที่พื้นร่างเพรียวลงจากรถก็ได้กลิ่นน้ำมันจางๆ ผสมกับกลิ่นมิ้นท์ลอยอบอวล เดินมาที่สวนกวาดตาไปเพื่อทำความคุ้นเคย สเวนล็อครถและหอบหิ้วกระเป๋ามาหยุดอยู่ข้างๆ 

“คิดว่ายังไง”

“ก็...” ลูเซียโน่ลังเลที่จะพูด สุดท้ายก็กล่าวว่า “มันก็ดีล่ะมั้ง”

“นิสัยที่ไม่ยอมพูดออกไปตามใจคิดเนี่ย เป็นมาตั้งแต่อายุสิบแปดแล้วเหรอ” ร่างสูงยั่วล้อ ก่อนจะหอมแก้มเขาทีหนึ่ง จนคนโดนหอมหน้าแดงนิดๆ “ฉันรู้ว่าลูเซียชอบที่นี่ เพราะอย่างไรคนที่ยืนกรานจะซื้อบ้านหลังนี้ก็เป็นนายเอง แถมคนที่ตกแต่งห้องและบ้านทั้งหมดก็คือลูเซียด้วย”

เขากำลังคิดแบบนั้นอยู่เหมือนกันว่าบ้านนี้มีจุดที่ตรงใจหลายอย่าง ที่แท้ก็เพราะเป็นฝีมือของเขานี่เอง 

“งั้นเหรอ แต่เหมือนว่ารสนิยมของฉันในช่วงสิบปีมานี้เปลี่ยนไปนะ”

เคยคิดบ้างว่าหากมีบ้านใหม่เขาอยากจะทำสนามฟุตบอลกว้างๆ เอาไว้เล่นเพราะบ้านของพ่อแม่มีพื้นที่แคบเกินไป แต่พอได้บ้านมาจริงๆ ไหงเขาถึงตกแต่งซะหวานเลย เจ้าชิงช้านั่นมีหมอนกับผ้าคลุมระบายลูกไม้บ่งบอกว่าเป็นของชอบ อันนั้นเกินความคาดหมายมากๆ 

สเวนกลั้วหัวเราะ “จะบอกว่ามันหวานมากไปใช่ไหม ตอนฉันเห็นก็คิดแบบนั้น แต่ลูเซียบอกว่ามันคือรังรักของเราควรให้มันโรแมนติกน่ะถูกต้องแล้ว”

“รังรักเหรอ!”

ลูเซียโน่หน้าแดง นี่ตัวเขาในอนาคตกล้าพูดอย่างนี้ออกมาหน้าตาเฉยเลยเหรอเนี่ย น่าอายชะมัด

“ฮ่าๆ ลูเซียตอนเขินนี่น่ารักจริงๆ ซะด้วย” ร่างสูงว่า ยกมือลูบแก้มของเขาที่ร้อนผ่าว “เหมือนได้เห็นตัวตนของลูเซียในด้านใหม่ๆ เลย หากเป็นปัจจุบันนายคงไม่มีทางเขินง่ายแบบนี้หรอก”

บางทีเขาอาจจะมีภูมิต้านทานความหวานแล้วก็ได้ ในอนาคตถึงไม่ได้ออกอาการให้เห็น ลูเซียโน่หลุบตาลงเพราะไม่อยากมองนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่แพรวพราวด้วยความชอบใจ มีตอนนี้ล่ะที่เขาอยากเป็นตัวเองในอนาคตจะได้ไม่ต้องมายืนเขินให้อีกฝ่ายหยอกเล่น

“อะไรกันๆ โชว์ความหวานของตัวเองออกสื่อนี่ไม่อายกันบ้างหรือยังไง คุณคู่รักข้าวใหม่ปลามัน”

เสียงทักมาจากข้างบ้าน พอมองไปที่ต้นเสียงก็เห็นชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีทองซอยเป็นทรงแบบเก๋ๆ สวมแว่นตาทรงเรียวซ่อนนัยน์ตาสีฟ้าจัดที่เฉลียวฉลาดเอาไว้ ชายคนนั้นกำลังเท้าคางอยู่ตรงรั้วมองพวกเขาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แต่ลูเซียโน่กลับคิดว่ารอยยิ้มนั้นมันเกิดจากการปั้นแต่งมากกว่าจะออกมาจากใจจริง

สเวนเปลี่ยนสีหน้าทันควัน ความไม่ชอบใจเผยออกมาผ่านทางแววตา 

“วันนี้เลิกงานไวดีนะ คุณทนายความ”

ร่างเพรียวเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจเมื่อรู้ว่าคนที่ทักพวกเขานั้นเป็นถึงทนายความ แต่ดูจากสูทที่ได้รับการตัดเย็บอย่างดีกับกระเป๋าหนังใส่เอกสารราคาแพงนั่นแล้วก็ดูสมกับตัวอยู่หรอก

“คดีไม่ได้ยากอะไรนี่ แต่มันคงเป็นเพราะคู่แข่งของฉันอ่อนด้วยล่ะนะ” ทนายความกล่าวยิ้มๆ นัยน์ตาเบื้องหลังแว่นเป็นประกายเจิดจ้า “แต่เรื่องนั้นช่างเถอะ ฉันได้ยินมาว่าลูเซียโน่ความจำเสื่อม จำได้แค่ถึงตอนอายุสิบแปดปีเองไม่ใช่เหรอ เห็นที่พวกนายจู๋จี๋กันเมื่อกี้แล้ว ลูเซียโน่ยอมให้ถึงเนื้อถึงตัวง่ายๆ เลยนะ มั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอว่าหมอนั่นเป็นแฟน ทั้งๆ ที่จำอะไรก็ไม่ได้เนี่ยนะ เชื่อคนง่ายจัง”

คำพูดนั้นเหมือนกับแทงใจดำเข้าอย่างจัง ทางด้านคนโดนหาว่าไม่น่าไว้ใจหรี่ตาลงอย่างอันตราย

“เอซ แพนไทร์ นายคิดจะหาเรื่องกวนโมโหฉันหรือยังไง ถ้าไม่มีธุระอะไรก็กลับไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับหมูของนายซะ ไม่ต้องมายุ่งกับชีวิตรักคนอื่นนักหรอก”

ลูเซียโน่มองทั้งสองคนสลับกันไปมา ฟังจากบทสนทนาประกอบกับท่าทางแล้ว พวกเขาไม่กินเส้นกันเลย

เอซหัวเราะเสียงดังเหมือนไม่โกรธที่โดนเพื่อนบ้านขับไล่ไสส่

“ฉันไม่ยุ่งชีวิตรักของนายก็ได้ สเวน แอ็คเนธ แต่ฉันแค่เป็นห่วงลูกแกะตัวน้อยๆ นี่เท่านั้นเอง ในเมื่อลูเซียโน่ความจำเสื่อมยังงี้อาจจะโดนล่อลวงไปไหนต่อไหนก็ได้นะ”

คนพูดขยิบตากวนๆ ให้ คำกล่าวนั้นทำให้เขารู้สึกใจแป๋วขึ้นมาเหมือนกัน แต่ว่าถึงความทรงจำจะมีแค่ถึงตอนอายุสิบแปดปี ก็ใช่ว่าเขาจะเชื่ออะไรง่ายๆ หรือเดินตามคนแปลกหน้าไปราวกับเป็นเด็กไม่ประสีประสาเสียหน่อย

“ขอบคุณครับที่อุตส่าห์เป็นห่วง” ลูเซียโน่เอ่ยแทรกขึ้นมาก่อนที่คนข้างกายจะได้ทันโต้กลับ “ผมจะระมัดระวังตัวครับ”

“ฮ่าฮ่าฮ่า! ฉันไม่ได้เป็นห่วงอะไรหรอกนะ แต่เพราะนายเป็นเพื่อนของสัตว์เลี้ยงฉันถึงได้เตือนเอาไว้ เพราะหากเกิดอะไรขึ้นกับนาย สัตว์เลี้ยงของฉันก็คงกระโจนเข้าไปช่วย แบบนั้นมันเดือดร้อนน่ะ”

เอซยกยิ้มแล้วเดินกลับเข้าบ้านของตนโดยไม่คิดจะร่ำลา ลูเซียโน่ยืนอึ้งทำความเข้าใจคำพูดอยู่นาน สัตว์เลี้ยงเหรอ? เพื่อน? นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย 

“อย่าไปใส่ใจที่ทนายซาดิสต์นั่นพูดเลย” สเวนเอ่ยด้วยสีหน้าที่อ่อนโยนขัดกับคำพูดที่หงุดหงิดเต็มประดา “เจ้าบ้านั่นชอบกวนคนอื่นไปเรื่อยนั่นล่ะ โดยเฉพาะกับคนที่มายุ่งกับหมูของเขาน่ะนะ”

“หมู? หมายถึงสัตว์เลี้ยงของเขาน่ะเหรอ”

เขาหันไปมองบ้านของเอซที่มีขนาดสองชั้นแบบเดียวกัน แต่ตัวบ้านสร้างจากไม้ทั้งหลังใช้สีพื้นทาเรียบๆ มีสวนกว้าง หญ้าสีเขียวตัดเรียบเสมอกันดุจพรม ไม่มีการตกแต่งอะไรอย่างอื่นและถึงจะเป็นชนบทก็ตาม เขาก็ยังไม่เห็นว่ามีส่วนไหนของบ้านหลังนี้มีคอกสำหรับเลี้ยงหมูปรากฏให้เห็นเลย

“ก็ประมาณนั้น แต่ช่างมันก่อนเถอะ เราเข้าบ้านกันดีกว่านะ”

“...อืม”

สุดท้ายเมื่อร่างสูงโอบไหล่ เขาจึงจำต้องเดินเข้าบ้าน โดยที่ไม่ทันได้มองหาสัตว์เลี้ยงของเอซ

ภายในบ้านกว้างขวางและจัดของได้เป็นระเบียบ อีกทั้งยังสะอาดกว่าที่คิด ลูเซียโน่รู้ดีว่าตัวเองไม่ใช่พวกซกมกอะไรนัก และสเวนเองก็คงคล้ายกัน ต่อให้เดินเข้าไปในห้องครัว จามชามก็ยังสะอาดเอี่ยม ไม่มีทิ้งไว้ในอ่างล้างจาน ขยะก็แยกใส่ถุงเรียบร้อยดี บ่งบอกถึงการใส่ใจ

แฟนของเขาหิ้วกระเป๋าที่มีข้าวของของลูเซียโน่อยู่น้อยนิดขึ้นชั้นสอง ระหว่างที่เดินตามไป สายตาก็อดสำรวจไปด้วยไม่ได้ ชั้นสองมีอยู่สามห้อง ห้องหนึ่งคือของเขาและอีกห้องคือของสเวน ส่วนตรงกลางเป็นห้องน้ำ นอกจากนี้ยังมีทางหนึ่งที่โผล่ไปยังระเบียงบ้านอีกด้วย

“เราไม่ได้นอนอยู่ห้องเดียวกันเหรอ”

ร่างเพรียวถามด้วยความสงสัย เพราะเป็นแฟนกันนึกว่าจะอยู่ห้องเดียวกันเสียอีก
สเวนชะงักมือที่กำลังไขกุญแจห้องหันมายิ้มกรุ้มกริ่มใส่ 

“อะไรกันๆ อยากจะนอนกับฉันเหรอ”

“ไม่ใช่!” ลูเซียโน่ค้านเสียงแข็ง ใบหน้าเริ่มแดงอีกครั้ง “เพียงแต่ฉันแปลกใจเท่านั้นเอง ก็เราเป็น... แฟนกันไม่ใช่เหรอ”

คำว่าแฟนนั้นเขาลงเสียงแผ่วมากจนเกือบจะไม่ได้ยิน ร่างสูงบิดลูกกุญแจจนมันส่งเสียงดังกริ๊กแล้วผลักบานประตูให้เปิดออก

“จริงอยู่ที่เราเป็นแฟนกัน แต่ยังไงก็ต้องการความเป็นส่วนตัวบ้างจริงไหม ลูเซียนั่นล่ะที่ยืนกรานว่าจะขออยู่คนละห้อง พอถึงตอนนอนก็สลับกันไปค้างห้องฉันบ้าง ห้องนายบ้าง มีบางครั้งเรานอนค้างที่โซฟาในห้องนั่งเล่นด้วยนะ” สเวนยื่นหน้ามาใกล้ จนตอนนี้อยู่ในระดับสายตา “แต่ถ้าอยากจะนอนห้องเดียวกันล่ะก็ จะย้ายข้าวของตอนนี้เลยก็ได้ ฉันยินดีอย่างยิ่งเลยล่ะ”

ลูเซียโน่เจอคำพูดนั้นถึงกับใบหน้าเห่อร้อน รีบคว้ากระเป๋าและเดินเข้าไปในห้อง ปิดประตูดังปังด้วยความอาย แว่วเสียงหัวเราะลอดเข้ามาในห้อง 

“ดูเหมือนนายจะไม่ปฏิเสธนะ ถ้าอย่างนั้นคืนนี้ฉันจะมานอนค้างด้วยแล้วกัน”

“ไม่ต้องหรอก ฉันแค่ถามเพราะสงสัยเท่านั้นเอง!”

กระแทกเสียงกลับไปพลางคิดในใจว่ารู้งี้ไม่น่าถามก็ดีหรอก

ถึงจะไม่ได้รังเกียจ แต่ก็ยังไม่พร้อม สำหรับตอนนี้แค่มีคนอื่นมาอยู่ร่วมบ้านเดียวกันก็รู้สึกตื่นเต้นแปลกๆ แล้ว

สเวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “หากนายนอนคนเดียวไม่ได้ก็มาหาฉัน ห้องของฉันต้อนรับลูเซียให้เข้ามาเสมอ เรียกหาได้ทุกเวลานะ”

เขาไม่ได้ตอบอะไร อีกฝ่ายจึงว่าจะไปเตรียมอาหารกลางวันให้ จากนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินลงบันไดไป

สเวนไม่ใช่คนเลวร้าย ที่สำคัญยังเป็นผู้ใหญ่และอ่อนโยนมาก ถึงจะมีกระเซ้าเย้าแหย่กันบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้รำคาญอะไร เขาออกจะเขินมากกว่า

ไม่อยากจะเชื่ออยู่ดีว่าตัวเองมีแฟนดีขนาดนี้ แถมบ้านก็ไม่เลวด้วย การปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยนี้อาจจะไม่ยากอย่างที่คิด

ลูเซียโน่เริ่มต้นสำรวจห้องของตัวเอง หลังจากวางกระเป๋าไว้หน้าตู้เสื้อผ้า สายตาก็กวาดไปรอบห้อง ที่นี่ตกแต่งได้ไม่ต่างจากตอนอยู่บ้านเลย เฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นก็ขนมาจากห้องเก่าของเขาด้วย เขาจำโต๊ะเครื่องเขียนที่มีสติ๊กเกอร์ทีมแมนเชสเตอร์ติดอยู่ข้างๆ ได้ ตู้เสื้อผ้าก็มีรอยข่วนสามสี่รอยเป็นที่ระลึกจากแมวของเขา เจสซี่... ผ่านมาสิบปีแล้วบางทีมันคงจะตายไปแล้วหรือเปล่านะ เขารู้สึกหดหู่ใจขึ้นมา

มองไปที่ชั้นวาง ของตกแต่งไม่มีอะไรเลยนอกจากหนังสือเรียงกันเต็มสามแถว ชั้นหนึ่งเป็นหนังสือทั่วไปอย่าง พจนานุกรมศัพท์ฝรั่งเศส, หนังสือประวัติศาสตร์ของยุโรป, หนังสือสารพันอาวุธตั้งแต่ยุคแรกเริ่มจนถึงยุคปัจจุบัน, สารานุกรมพืชพรรณทั่วโลก และหนังสือจำพวกฮาวทู วิธีการตกแต่งบ้าน, รีไซเคิลสิ่งของ, งานประดิษฐ์, คู่มือการใช้คอมพิวเตอร์, วิธีใช้โปรแกรมโฟโต้ช็อป ส่วนชั้นสองเป็นหนังสือการ์ตูนยอดฮิต ลูเซียโน่ดีใจมากที่ถึงจะผ่านไปเป็นสิบปีแล้ว เขายังคงตามเก็บการ์ตูนเรื่องนี้อยู่ ชั้นล่างสุดก็เป็นนิยายแนวสืบสวนสอบสวนกับลึกลับสยองขวัญ บางเล่มเป็นเรื่องที่เขามีอยู่แล้วในตอนอายุสิบแปด แต่ก็มีเรื่องที่ไม่เคยเห็นอยู่เยอะเช่นกัน ตัดสินใจว่าเดี๋ยวจะหาเวลามาอ่านเจ้าพวกนี้ มันอาจจะเป็นวิธีช่วยฟื้นความทรงจำได้

เขาเดินไปที่เตียงแล้วโถมตัวลงไปนอน คว่ำหน้าอยู่กับผ้านวมสีขาวขณะสายตาเหลือบไปเห็นชั้นวางเล็กๆ ตรงหัวเตียง ซึ่งมีนาฬิกาปลุก ต้นกระบองเพชรรูปหัวใจ กับถุงขนมขบเคี้ยวอย่างมันฝรั่งทอดวางอยู่ เห็นแบบนี้ก็เชื่อสนิทใจว่าที่นี่คือบ้านของตนจริงๆ เพราะแม้แต่ของที่ชอบกินก็ยังมีตุนเอาไว้ในห้องนอนด้วย

ร่างเพรียวหลับตาลง ขณะรอคอยทานมื้อกลางวัน แต่คงเพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ทำให้เมื่อดวงตาปิดสนิทก็ผล็อยหลับไปทันที

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

48 ความคิดเห็น

  1. #21 urnurn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2560 / 13:37
    รู้สึกไม่ไว้ใจใครเลย 55
    #21
    0