ดวงใจเจ้าเพลิง (yaoi)[สำนักพิมพ์ไร้กรอบ]

ตอนที่ 8 : เทศกาล 'ล่าหัวใจ' สิ่งที่เรียกว่าความรัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 350
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    22 ก.ย. 62

เพลิงที่ 7 เทศกาล'ล่าหัวใจ' สิ่งที่เรียกว่าความรัก

หลังจากตอนนั้นเซมันก็ไม่สามารถสลัดความคิดเกี่ยวกับโรเนียร์ออกไปจากหัวได้

ต่อให้เขาโดนผู้เป็นป้าต่อว่าเรื่องที่ทิ้งงานไป มันก็ไม่เข้าหัวเลยสักนิด คำพูดของคนอื่นทะลุผ่านหูไปโดยไม่ได้ใส่ใจ

สองสามวันมานี้เซมันเอาแต่วนเวียนคิดเกี่ยวกับโรเนียร์ไม่หยุด เมื่อเขียนจดหมายส่งให้ท่านพ่อนีโอตามปกติแล้ว เขาก็คิดจะเขียนจดหมายเฉพาะหามาโอด้วยเช่นกัน ทว่าเมื่อคลี่กระดาษและกำลังจะจรดปากกาลงไป ก็ได้หยุดค้างไว้อย่างนั้นไม่รู้จะเขียนอย่างไรดี

ถ้ามาโอรู้เรื่องที่โรเนียร์ไม่ตายจะเป็นยังไงนะ แล้วเขาจะกล้าถามตรงๆ หรือเปล่าว่าเมื่อก่อนมาโอทำอะไรกับโรเนียร์ไว้ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าสิ่งที่เจ้าชายรัชทายาททำกับเพื่อนอีกคนอาจจะเป็นเรื่องเลวร้าย ถึงขนาดทำให้โรเนียร์มีความแค้นล้ำลึกเพียงนี้ ไม่มีทางเลยที่จะเป็นปัญหาเล็กๆ ที่เกิดจากความเข้าใจผิด

แถมเซมันก็ไม่แน่ใจอีกอย่างว่าถ้าเขาถามไปจะได้รับคำตอบ มีความเป็นไปได้สูงที่มาโอจะปิดเงียบ เหมือนกับที่ไม่เคยบอกเขาเรื่องมีคนรัก มาโอต้องทำอย่างนั้นแน่ๆ เจ้าตัวเป็นคนที่เก็บความลับได้ดีเสมอนี่นา

หมึกหยดลงบนกระดาษเป็นดวง เซมันก็ยังไม่ยอมขยับปากกาเขียน ถอนหายใจเฮือก สุดท้ายต้องเก็บไป เขาทำกระดาษเสียไปแล้วเป็นแผ่นที่ห้า

อยากรู้ใจจะขาดก็จริง แต่ยังมีหนทางอื่นที่จะรู้ได้นอกจากการถามมาโอตรงๆ นั่นคือเค้นถามจากโรเนียร์ด้วยตัวเอง เพื่อนสมัยเด็กคนนั้นบอกกับเขาไว้นี่ว่าจะมารับด้วยร่างจริงๆ งั้นก็ยังมีโอกาสได้เจอและพูดคุยกันอีกครั้ง

“เซมัน เจ้าไม่กินข้าวเหรอ”

คนที่เข้ามาคือชินนา เธอแหวกกระโจมเข้ามาด้านใน ถามหลานชายที่ช่วงนี้มีสีหน้าเศร้าซึมผิดปกติ เค้นถามว่ามีปัญหาอะไรก็ไม่ยอมตอบ แม้แต่เอซุสก็เลี่ยงที่จะพูดถึง บอกแค่ว่าเจอเรื่องนิดหน่อย ปล่อยไว้สักพักเดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง

แต่คำว่าสักพักนั้นคงอีกชาติหนึ่งได้เพราะจนถึงตอนนี้หลานชายของเธอก็ยังมีท่าทางอมทุกข์ไม่เปลี่ยน

“ข้าไม่ค่อยหิวน่ะครับ พวกท่านเชิญทานก่อนเถอะ”

“ได้ยังไงกันล่ะ” ชินนาแย้งขึ้น ทรุดนั่งลงข้างๆ “ข้าเป็นห่วงเจ้ารู้ไหม มาอยู่ที่นี่ยังไม่ถึงสัปดาห์ เจ้าก็มีสภาพเป็นแบบนี้แล้ว หากนีโอรู้เข้า ข้าคงโดนด่าแน่ที่ให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนผอมลีบอย่างกับกิ่งไม้แห้ง!”

เซมันยิ้มบาง “ข้าชักอยากเห็นตอนที่ท่านพ่อนีโอต่อว่าท่านชินนาแล้วสิครับ”

“นั่นไม่ขำนะ”

ชินนาทำตาเขียวใส่ เห็นแล้วเซมันเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา พอเห็นท่าทางของหลานชายดูดีขึ้น ผู้เป็นป้าจึงรู้สึกยินดี ดึงแขนเจ้าชายลำดับสามให้ลุกขึ้

“ข้าจะไม่ยอมฟังคำด่าของนีโอเด็ดขาด ฉะนั้นเจ้าต้องไปกินข้าว ทำตัวให้มีเรี่ยวมีแรง อย่ามัวแต่อุดอู้อยู่ในนี้เลย วันนี้เป็นวัน 'ล่าหัวใจ' ทั้งทีต้องสนุกเข้าไว้สิ”

“ถึงวันเทศกาลล่าหัวใจแล้วเหรอเนี่ย...”

เซมันกะพริบตาปริบๆ เพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องโรเนียร์จนลืมไปเลยว่าเวลาผ่านมาถึงขนาดนี้แล้ว ก็คิดอยู่ว่าตื่นเช้ามาบรรยากาศรอบตัวมันคึกคักแปลกๆ จากที่ปกติเผ่าวีร์ครื้นเครงอยู่แล้ว ก็ยิ่งทวีความครึกครื้นขึ้นไปอีก 

“ก็ใช่น่ะสิ คนโสดน่ะควรจะเข้าร่วมงานนี้มากที่สุดเลยนะ เอ้า! ออกไปกันเถอะ ได้เวลาไปเกี้ยวพาราสีกันแล้ว!”

“แต่ข้าไม่รู้จะไปเกี้ยวใครเลยนะ!”

ถ้าเป็นที่เผ่าชารุ เขาคงจะไปเกี้ยวมาโออยู่หรอก หากเพื่อนสมัยเด็กไม่มีเจ้าของหัวใจอยู่แล้ว ที่เผ่าวีร์นี้เขาก็แทบไม่รู้จักใครเลย และคนที่รู้จักนั้นก็น่าเกี้ยวนักนี่

ชินนายื่นหน้าเข้ามา ลดเสียงลง “ก็มีคนที่ให้เจ้าเกี้ยวอยู่คนหนึ่งไง ราชาเอซุสไงล่ะ!”

เซมันทำหน้าตะลึง ก่อนจะโวยว่า “จะบ้าเหรอ ท่านชินนา! ให้ข้าไปเกี้ยวเอซุสเนี่ยนะ! ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้!”

จู่ๆ บอกให้ไปเล่นเทศกาลนี้กับระดับราชาแห่งเผ่าบาจัน มิหนำซ้ำยังเป็นถึงพี่ชายของท่านพ่อนีโอ ใครเขาจะทำได้! กระอักกระอ่วนตายชัก!

“ไม่ใช่ว่าเซมันกับราชาเอซุสคบหากันอยู่หรอกเหรอ เห็นสนิทกันดี”

“สนิทแบบเพื่อนครับ ไม่ได้มากไปกว่านั้น”

เจ้าชายลำดับสามตอบเสียงแข็ง แม้จะคิดว่าเขาก็มีใจเอนเอียงไปทางเอซุสอยู่บ้างก็ตาม แต่มันก็ไม่ได้ล้ำเส้นเกินเพื่อนเลยหรืออาจจะเกินมานิดนึง...

“จริงเหรอ แต่ดูยังไงก็เหมือนว่าเจ้ากับราชาเอซุสคบหากันอยู่เลยนะ” ชินนาทำเสียงสูง บ่งบอกเต็มที่ว่าไม่อยากจะเชื่อ “สองสามวันมานี้ราชาเอซุสใส่ใจเจ้ามากนะ หากเจ้าไม่จมอยู่กับความกลุ้มใจมากเกินไปจนมองไม่เห็น”

ต่อให้เขานึกถึงเรื่องโรเนียร์มากแค่ไหน ก็ไม่ถึงกับไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นรอบด้านหรอกน่า เซมันคิดอย่างหงุดหงิดนิดๆ 

เพื่อนร่วมทางของเขาไม่เคยพูดถึงเรื่องโรเนียร์อีกเลย ไม่บอกว่าคิดอย่างไรด้วยที่เศษเสี้ยวของหัวใจโดนขโมยไปต่อหน้าต่อตา
ถึงจะไม่รู้ เซมันก็เชื่อว่าเอซุสต้องโกรธแค้นเรื่องนี้มากแน่ๆ เพียงแต่ทำเป็นสงบนิ่งไปเท่านั้

เหมือนลมสงบก่อนจะเกิดพายุอะไรประมาณนั้นล่ะ

“เอซุสก็ห่วงตามประสาเพื่อนเท่านั้นล่ะครับ ไม่มีอะไรมากหรอก”

เซมันยังคงยืนยันคำตอบนั้นกับผู้เป็นป้า จนชินนาถอนหายใจกับความดื้อรั้นปากแข็งไม่ยอมรับจริงๆ

“เจ้าว่าไงข้าก็ว่าตามนั้น แต่ยังไงวันนี้เจ้าจะมาอุดอู้อยู่ในกระโจมไม่ได้ ออกไปข้างนอกซะ แล้วก็ทานข้าวด้วย! ไปสัมผัสความสนุกข้างนอกบ้างจะได้ดีขึ้น”

เธอฉุดหลานชายตัวดีให้ออกมา เซมันทำท่าอิดออดครู่หนึ่งก่อนจะยอมไปกินอาหารเช้าโดยดี คิดในใจว่ากินเสร็จแล้วก็แอบย่องมาที่กระโจมก็ได้ ผู้เป็นป้าไม่มีทางรู้หรอกเพราะวันนี้เธอจะต้องยุ่งกับเรื่องการแสดงในวันเทศกาล

............................

หลังจากทานข้าวเช้าเสร็จ เซมันก็เดินเล่นเพื่อย่อยอาหารที่กินเข้าไปสักพักก่อนจะไปที่กระโจม ระหว่างนั้นก็คอยมองซ้ายมองขวาว่าผู้เป็นป้าอยู่แถวนี้หรือไม่ แต่ก็ไม่เห็นวี่แวว เขาจึงเดินกลับไปอย่างสบายใจหน่อย

เนื่องจากเซมันมาทานข้าวเช้าสายและเป็นคนสุดท้าย คนอื่นๆ ก็ออกไปทำงานหรือเดินงานเทศกาลก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนเอซุสตื่นเช้ามาก็ออกไปข้างนอกดูเหมือนจะลองลาดตระเวนดูว่าในเผ่าวีร์นี้ยังมีเศษเสี้ยวหัวใจหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่

เสียงดนตรีของงานเทศกาลสอดประสานเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้รื่นหูขึ้นกว่าปกติ วันนี้ทุกคนพร้อมใจที่บรรเลงและร้องเพลงเดียวกัน มันจึงไม่ได้ตีกันยุ่งเหมือนกับทุกที

เด็กที่วัยพอๆ กับจาฟาหลายคนวิ่งไปตามท้องถนนโปรยกลีบดอกไม้พร้อมทั้งส่งเสียงอวยพรคู่รักให้มีชีวิตที่หวานชื่น เห็นแล้วเซมันก็อมยิ้ม ภาพนั้นซ้อนทับกับตัวเขาเมื่อสมัยเด็กจริงๆ เขาก็เคยทำอย่างนี้ตอนที่วัยยังไม่ถึงที่จะมีคู่ได้

แต่พออายุถึงแล้ว เขาก็กลับหาคู่ไม่ได้ซะอย่างนั้น...

ถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะเลี้ยวไปยังที่ตั้งของกระโจมที่พัก ทว่าเซมันกลับเดินเข้าไปซุกในอ้อมกอดของใครบางคนเข้า

“เจ้ากำลังจะไปไหนเหรอ เซมัน”

เจ้าชายลำดับสามตัวแข็งทื่อ จำเสียงนี้ได้ทันที ยิ่งกลิ่นกายที่คล้ายกับแสงอาทิตย์นี้เป็นใครไปไม่ได้นอกจาก...

“เอซุส!”

เซมันเงยหน้าพรวดแล้วก็เห็นใบหน้าหล่อเหลานั้นแย้มยิ้ม นัยน์ตาสีทองพราวระยิบ มือสองข้างประสานไว้ที่เอวของเขา ล็อคตัวไว้ไม่ให้ไปไหน

“เจ้า! ปล่อยข้านะ!”

“ถ้าปล่อยเจ้าตอนนี้เดี๋ยวก็กลับเข้าไปในกระโจมนั้นอีกน่ะสิ”

เอซุสรู้ทัน พยายามรั้งร่างคนตรงหน้าไว้ด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี เมื่อเซมันพยศจะสลัดหลุดจากอ้อมกอดให้ได้

“การที่ข้าจะกลับไปที่กระโจมนั้นมันผิดหรือไงเล่า!?”

“ไม่ผิดหรอก แต่วันนี้มีงานเทศกาลทั้งที่ ออกไปเดินเล่นข้างนอกกันดีกว่าน่า”

คราวนี้ราชาแห่งเผ่าบาจันปล่อยตัวเซมันในที่สุด ทว่าก็เปลี่ยนมาจับมือเพื่อนเผ่าชารุเอาไว้แทน ทำเอาคนที่นึกว่าจะเป็นอิสระแล้ว ถึงกับหน้าขึ้นสี

“มือนั่นมันอะไร... ปล่อยข้า!”

“ไม่ปล่อย”

เอซุสตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดชนิดที่เจ้าชายลำดับสามต้องกลืนน้ำลายเอื้อก มันแฝงไปด้วยอำนาจสมตำแหน่งราชา

“เลิกจมอยู่กับความทุกข์เถอะ เซมัน ถึงจะกลัดกลุ้มไปก็ไม่ทำให้เจ้ารู้เรื่องเพื่อนเก่ามากขึ้น มุ่งต่อไปข้างหน้าสิ สักวันเจ้าก็จะได้พบคำตอบที่ต้องการเอง”

คำพูดนั้นราวกับช่วยสลายหมอกที่บดบังในใจของเซมัน และมืออบอุ่นที่เกาะกุมกันไว้ก็ถ่ายทอดความมั่นใจมาให้กับเขาด้วย 

เห็นสีหน้าของเจ้าชายลำดับสามอ่อนลง เอซุสจึงรุกต่อ

“อย่าเก็บความทุกข์นั้นไว้คนเดียว ระบายมันออกมาและให้ข้าได้แบ่งเบามันเถอะ ทั้งเจ้าและข้าล้วนมีปัญหากับคนคนเดียวกัน เราสามารถช่วยเหลือกันและกันได้

ท้ายประโยคทำให้เซมันรู้สึกสะท้านใจ ไม่มีใครพูดแบบนี้กับเขามาก่อน ที่ผ่านมาเขาได้แต่เป็นฝ่ายช่วยคนอื่นหรือไม่ก็พึ่งพาตัวเอง ภาระงานทุกอย่างในวังตั้งแต่ที่มาโอออกเดินทางไป เขาก็เป็นผู้รับผิดชอบเพียงผู้เดียว ถึงอย่างนั้นก็ไม่เคยปริปากบ่นว่างานหนักหรือเหนื่อยจนต้องขอร้องให้ใครมาช่วยสักครั้ง เพราะคิดว่างานพวกนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าชายแห่งเผ่าชารุ

การที่เอซุสมาบอกว่าจะช่วยเขา ทำให้บังเกิดความรู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นที่พึ่งพาและน่าจะเปิดใจได้ ทั้งที่เซมันคิดว่าคนที่เขาสามารถพูดอะไรได้ทุกเรื่องจะมีแค่ท่านพ่อเดเรคกับท่านพ่อนีโอเสียอีก

ริมฝีปากของเซมันสั่นเล็กน้อย ขณะถามย้ำเพื่อความมั่นใจ

“เจ้า… จะช่วยข้าจริงเหรอ”

“แน่นอนสิ” เด็กหนุ่มผมสีเพลิงตอบทันทีโดยปราศจากความลังเล “ถ้าพูดให้ถูกคือเราสองคนช่วยเหลือกันและกันน่าจะถูกต้องกว่า”

“พึ่งพากันและกันสินะ...” แบบนั้นก็ไม่เลว รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากของเซทมัน สิ่งที่หนักอึ้งภายในอกทุเลาเบาบางลง “เข้าใจล่ะ ข้าจะไม่คิดมากเรื่องโรเนียร์อีกแล้ว อย่างที่เจ้าว่าอาจมีสักวันที่ข้าได้รู้ความจริง”

“ใช่แล้ว เวลาจะบอกเราเองในไม่ช้า” เห็นเจ้าชายแห่งเผ่าชารุผ่อนคลายขึ้น เอซุสก็พลอยโล่งใจ มือที่จับกันไว้ประสานแน่นขึ้นกว่าเก่า “ทีนี้เราจะไปร่วมงานเทศกาลได้แล้วหรือยัง”

“อ่า เรื่องนั้น... ข้าไม่อยากจะเข้าร่วมเท่าไหร่นะ”

เซมันบ่ายเบี่ยง ทำเอาเอซุสมองเขาอย่างประหลาดใจ

“ไหนว่าไม่กังวลเรื่องเพื่อนเก่าแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมเจ้าไม่อยากเข้าร่วมงานเทศกาลล่ะ”

“ก็มัน... กระอักกระอ่วนจะตายชัก” เซมันอุบอิบตอบ ทำปากยื่นไม่ค่อยพอใจ “วันนี้เป็นวันแห่งคู่รักและคนโสดเกี้ยวพาราสีใช่ไหมล่ะ ข้าไม่มีใครให้เกี้ยวในเผ่าวีร์นี้สักหน่อย ไปร่วมงานเทศกาลไปก็เท่านั้นล่ะ”

เทศกาล'ล่าหัวใจ'คืองานที่สร้างภาพบาดตาบาดใจให้กับคนอกหักในรักมากที่สุด ในวันนี้จะมีคนสารภาพรักกันมากมาย จะมีทั้งที่สมหวังและผิดหวัง เชื่อเถอะว่าพอถึงกลางคืนคงมีหลายๆ คนต้องมาแอบร้องไห้โฮกับเรื่องในวันนี้แน่

“เราก็เดินเล่นกันเฉยๆ ก็ได้นี่นา”

เอซุสไม่เข้าใจว่ามีอะไรให้น่าอึดอัด ถึงแม้วันนี้ตามถนนอาจจะมีคำบอกรักเต็มไปหมด คนกอดกันหรือจูบกันกลางที่สาธารณะชนิดไม่อายใครก็เถอะ

“...เอซุส เจ้าไม่รู้สึกอะไรกับการที่มีบรรยากาศหวานแหววล่องลอยอยู่รอบๆ เลยเหรอ”

“ไม่เลย” เพื่อนร่วมทางตอบทันควันอย่างไม่ต้องคิด “ข้าคิดว่าการแสดงออกถึงความรักเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมดี ข้ารู้สึกยินดีที่ได้เห็นคนอื่นๆ รักกัน”

เซมันรู้สึกว่าคนพูดเป็นคนที่คิดในแง่ดีจนน่าทึ่ง ตรงข้ามกับเขา การเห็นคนรักจู๋จี๋กันเป็นสิ่งที่แสลงตาและแสลงใจ!

ขณะที่เจ้าชายแห่งเผ่าชารุจะปฏิเสธอีกรอบ คนตรงหน้าก็โน้มลงมาชิด นัยน์ตาสีทองคมกล้า ก่อนจะทำสิ่งที่ทำให้เซมันอารมณ์กระเจิดกระเจิงในพริบตา ด้วยการอ้อนเขา!

“ไปงานเทศกาลกับข้าเถอะนะ เซมัน”

ให้ตาย ให้ตาย ให้ตาย ให้ตายเถอะ!

ใจของเขาสั่นระรัวขึ้น เมื่ออีกฝ่ายยื่นหน้ามาคลอเคลีย น้ำเสียงทุ้มเต็มเปี่ยมด้วยความอ่อนโยนช่างหวานหู ดั่งมีมนต์สะกดล่อลวง จูงใจให้เขาตอบรับคำชวน

เพื่อนร่วมทางของเขาเป็นคนหล่อเหลาอยู่แล้ว ขนาดผู้หญิงยังต้องเหลียวมอง ผู้ชายก็ยังต้องใจสั่น ลองมีคนรูปงามระดับนี้มาออดอ้อน ใครกันจะทนไหว!

เซมันใจอ่อนยวบในบัดดล รู้สึกว่าเรื่องอื่นก็ไม่สำคัญขึ้นมาทันใด เขาตอบรับด้วยการพยักหน้าอย่างเหม่อลอย ผลคือเอซุสยิ้มกว้างเจิดจรัสให้เขาจนตาแทบพร่าบอด

สุดท้ายก็ตกหลุมกับดักของอีกฝ่ายเข้าจนได้...

..................

ไม่อยากจะบอกเลยว่ามันช่างหวานเอียนเสียจริงๆ...

เดินมาที่ถนนใหญ่ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่คนบอกรักกัน ยื่นของขวัญ ส่งช่อดอกไม้หรือจะเครื่องประดับ ของแทนใจ สารพัดแบบที่จะนึกได้ 

มีคนโผเข้ากอดกันกลางถนนหรือถ้าใจกล้าหน่อยก็จูบกันตรงนั้นเลยท่ามกลางสักขีพยานนับร้อย เสียงโฮ่ร้องแสดงความยินดีดังมาจากหลายทิศทางคละกับเสียงดนตรีรื่นเริงที่ทั่วทั้งเผ่าวีร์พร้อมใจกระหึ่มดัง

ตามทางเดินมีแต่กลีบดอกไม้ปลิวว่อน เด็กๆ เห็นคนที่สมหวังก็จะโปรยกลีบดอกไม้ให้พร้อมกับอวยพร ซึ่งถ้าคนไหนอวยพรดีอาจจะได้รับรางวัลอะไรนิดหน่อย อย่างเงินหรือขนมเป็นต้น

เห็นแบบนี้แล้วเซมันอยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งจริงๆ ไปโปรยดอกไม้อวยพรใครต่อใครคงสนุกกว่าเกี้ยวแล้วอาจจะเผชิญกับการอกหัก

“กินซะสิ เซมัน”

เอซุสแวะไปที่แผงขายอาหารข้างทาง ยื่นขนมหวานสีสันสดใสมาให้ มันคือลูกกวาดที่ทำจากน้ำเชื่อมผลไม้หลากหลายชนิดปั้นเป็นรูปหัวใจ มีขายเฉพาะในงานเทศกาลนี้เท่านั้

เซมันยิ้มแหยตอนที่รับมันมา ในวันนี้จะมีแต่ของหวานๆ ขายเพื่ออำนวยพรให้ครองรักกันหวานชื่น บอกตามตรงว่าภาพที่เห็นตลอดสองทางทำให้อารมณ์อยากกินของหวานติดลบ ทั้งที่เขาชอบขนมพวกนี้มากแท้ๆ กว่าจะถึงฤดูให้ผลไม้ออกผลทำน้ำเชื่อมก็ใช้เวลาเป็นปี ฉะนั้นลูกกวาดอันนี้จะเป็นโอกาสอันหายากที่จะได้กินมัน

เจ้าชายลำดับสามกลั้นใจอยู่นาน ด้วยความเสียดายจึงตัดสินใจจะยัดมันเข้าปากให้มันจบๆ เรื่องไป 

ความหวานหอมของน้ำเชื่อมกระตุ้นความรู้สึกบางอย่าง ลูกกวาดนี้ทำให้เขาผ่อนคลายขึ้น ที่ว่าความหวานช่วยสลายความเครียดได้นี่ถ้าจะเป็นเรื่องจริง 

“ไปเดินดูงานแสดงกันไหม ตอนนี้ท่านชินนาอาจจะกำลังแสดงอยู่ก็ได้”

เอซุสเอ่ยชวน เซมันก็จึงเพิ่งนึกได้ว่าผู้เป็นป้าบอกมีงานแสดงในวันนี้ เขามัวแต่สนใจเรื่องของตัวเอง ลืมไปเลยว่ามีตอนไหน

“เอาสิ ลองโผล่ไปให้ท่านชินนาเห็นหน้าหน่อยก็ดี”

จะได้รู้ว่าเขาออกมาเดินเที่ยวเล่นตามสั่งแล้ว
“งั้นก็มาทางนี้”

เด็กหนุ่มผมสีเพลิงจับมือเขาไว้มั่น นำทางไปยังที่หมาย เซมันรู้สึกอายนิดหน่อยที่ให้อีกฝ่ายจูง แต่เมื่อมองไปรอบๆ ไม่ใช่แค่เขากับเอซุสคู่เดียวที่เดินจูงมือกัน มีหลายคู่ที่จับมือถือแขนกันอย่างใกล้ชิด คู่ของพวกเขาจึงไม่ได้แปลกอะไรนัก ออกจะกลมกลืนไปกับบรรยากาศรอบตัวด้วยซ้ำ

ในตอนนั้นเองที่เซมันเห็นสีหน้าของคนที่จับมือแย้มยิ้มอย่างมีความสุขมาก ไม่รู้ทำไมพอเห็นแล้วเขาก็ดันใจเต้นรัวและรู้สึกเขินขึ้นมา 
อะไรกันน่ะ ความรู้สึกนี้...

ถึงจะรู้สึกแปลกอย่างบอกไม่ถูก แต่มือที่กุมกันไว้ก็ไม่ยอมปล่อยกระทั่งมาถึงที่ลานแสดง

ในเมื่อวันนี้เป็นวันแห่งความรัก การแสดงย่อมต้องเกี่ยวพันกับตำนานรักอันเลื่องชื่อ เพียงแต่เซมันคิดไม่ถึงว่าการแสดงนั้นจะเป็นเรื่องราวความรักของท่านพ่อบุญธรรมทั้งสองของเขาเอง

นั่งฟังเรื่องราวความรักของพวกท่านไปก็รู้สึกอายแทนขึ้นมา จะว่าซาบซึ้งก็ใช่อยู่หรอก แต่การเอาเรื่องจริงจากบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่มาเล่าเนี่ย มันเก้อเขินแปลกๆ

เอซุสเอียงหัวมาทางเขา พูดเสียงเบาเพื่อไม่ให้รบกวนคนอื่น

“ท่านพ่อของเจ้า มีเรื่องราวความรักที่ดีนะ”

“แต่เอซุสก็มีชื่ออยู่ในการแสดงด้วยนี่”

เซมันว่า บุ้ยใบ้ไปทางนักแสดงที่สวมบทเป็นราชาแห่งเผ่าบาจัน ทั้งที่ตัวจริงนั่งอยู่ตรงนี้ 

“ข้าบอกแล้วว่าจำอะไรไม่ได้ ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเคยทำเรื่องมากมายขนาดนั้น”

เด็กหนุ่มผมสีเพลิงจับจ้องไปที่บนเวที เมื่อนักแสดงที่สวมบทราชาแห่งเผ่าบาจันกำลังเข้าสู้โรมรันกับนักแสดงอีกคนที่สวมบทเป็นราชาเซคานส์ 

“บางทีข้าก็นึกทึ่งตัวเอง ที่ทุ่มเทเพื่อความรักของน้องชายบุญธรรมได้ขนาดนี้”

“ข้าว่ามันก็ดีออก ถ้าไม่มีเจ้า บางทีท่านพ่อทั้งสองของข้าอาจจะไม่ได้ครองคู่กันก็ได้”

เซมันกล่าวแล้วเบือนหน้าไปจากการแสดงบนเวที เมื่อเรื่องราวทั้งหมดสิ้นสุดลง และท่านพ่อทั้งสองของเขาได้ครองคู่กันอย่างมีความสุข ตอนจบอันน่าประทับใจเรียกเสียงปรบมือเกรียวกราวจากผู้ชมทั้งหมด

เอซุสตบมือตามคนอื่นๆ “ข้าว่าท่านพ่อของเจ้ามีโชคชะตาจะได้ครองคู่กันมากกว่า ไม่เกี่ยวกับว่าจะมีข้าช่วยหรือไม่ หากเป็นเนื้อคู่กัน อุปสรรคใดๆ ก็ไม่อาจขวางกั้นรักได้”

“ไม่ยักรู้ว่าเจ้าก็มีความคิดโรแมนติก”

เซมันกระเซ้า คนโดนบอกว่าโรแมนติกหัวเราะ นัยน์ตาสีทองวิบวับเป็นประกายให้ชวนหนาวๆ ร้อนๆ อย่างประหลาด

“ข้าโรแมนติกได้ถ้าต้องการ ข้ามีศรัทธาในความรักนะ เซมัน”

“ศรัทธาในความรักเหรอ”

เซมันกะพริบตาปริบๆ ไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่คนข้างตัวพูดนัก ท่าทางนั้นทำให้เพื่อนร่วมทางหัวเราะน้อยๆ

“ใช่ ข้าเชื่อว่าความรักจะนำพาแต่สิ่งดีๆ มาให้ เพราะมีความรักเราถึงได้เป็นสุขไม่ใช่เหรอ”

“นั่นก็อาจจะใช่”

เจ้าชายแห่งเผ่าชารุกล่าวเสียงเบา นึกถึงตอนที่ตัวเองแอบรักข้างเดียวที่มีความสุขกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างมาโอมาอยู่ข้างๆ พูดคุย สวมกอดหรือทำอะไรให้ เขาก็แทบจะยิ้มหน้าบานได้ทั้งวันแล้ว

“แต่ข้าคิดว่าความรักก็ทำให้เราเป็นทุกข์เช่นกัน”

โดยเฉพาะตอนที่อกหัก มันเจ็บเกินจะบรรยาย...

“นั่นสินะ แต่มันก็ทำให้เราเติบโตขึ้นด้วย” เอซุสกล่าวราวกับจะสั่งสอน ในตอนนี้เพื่อนร่วมทางของเขาเป็นผู้ใหญ่อย่างน่าประหลาด “การผิดหวังในความรักทำให้เราได้เรียนรู้ และจะทำให้การเริ่มต้นรักในครั้งใหม่ราบรื่นขึ้น ไม่เคยได้ยินเหรอว่า รักแรก มักจะไม่สมหวัง”

“ข้าเคยได้ยิน” และได้เจอมากับตัวด้วย เซมันคิดในใจ “แต่ก็มีคนไม่น้อยนี่ที่สมหวังในรักแรก”

“คนแบบนั้นอาจจะเป็นเนื้อคู่กันก็ได้ จึงได้สมหวัง หรือไม่พวกเขาก็เข้าใจกันและกันดี ฝ่าฟันอุปสรรคมาได้โดยที่รักไม่สั่นคลอน”

แล้วพวกเขาก็เงียบไป ต่างคนต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเอง คนที่มาชมการแสดงลุกขึ้นไปกันหมดแล้ว เหลือแต่ที่นั่งว่างเปล่า 
เอซุสเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “เป็นไปได้ข้าเองก็อยากจะสมหวังในความรักเหมือนกัน”

เซมันเหลียวหน้ามา หัวใจกระตุกน้อยๆ “เจ้ามีคนที่ชอบแล้วเหรอ”

ใจหนึ่งอยากได้ยิน แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากได้ยิน หัวใจของเซมันสั่นระรัวตอนที่สบกับนัยน์ตาสีทอง และรอฟังคำตอบด้วยใจระทึก

“มีสิ” เอซุสเอ่ยเสียงแหบพร่า จ้องมองคนตรงหน้าโดยไม่หลบตา “คนที่ได้ครอบครองหัวใจข้าคือคนที่อยู่ข้างข้า ณ ตอนนี้ไงล่ะ”

เซมันทำความเข้าใจกับประโยคนั้นอยู่นาน กว่าจะรู้ว่าคนที่อีกฝ่ายพูดถึงอยู่ ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากเขาเอง...

*ขอแจ้งข่าวค่า นับจากตอนนี้ไปไรท์เตอร์ขอปิดเนื้อหาตามที่ได้ตกลงกันไว้ค่ะ หากใครต้องการจะอ่านต่อขอให้ไปตามอ่านฉบับรูปเล่มแทนนะคะ ซึ่งจะออกกับสำนักพิมพ์ไร้กรอบในงานสัปดาห์หนังสือเดือนตุลาคม 2560 นี้ค่ะ เป็นแบบเล่มเดียวจบแถมตอนพิเศษอีกสองตอน ส่วนจะราคาเท่าไหร่อะไรอย่างไรนั้น ติดตามได้ที่หน้าเพจของไรท์เตอร์นะคะ ขอบคุณทุกๆ คนค่ะ
B
E
R
L
I
N
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

86 ความคิดเห็น

  1. #56 Mkrd.Milky (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2559 / 07:25
    พูดตรงดีนะ เซอุส 555
    #56
    0
  2. #27 jabetight (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 เมษายน 2559 / 10:51
    เอซุสจีบเซมันแบบซึ่งหน้าเลยแบบว่าเขินแทนเลยยยย
    #27
    0