ดวงใจเจ้าเพลิง (yaoi)[สำนักพิมพ์ไร้กรอบ]

ตอนที่ 5 : สู่เผ่าวีร์ ความจริงของเอซุส

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 333
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    22 ก.ย. 62

เพลิงที่ 4 สู่เผ่าวีร์ ความจริงของเอซุส

ในวันถัดมาเซมันกับเอซุสก็มาถึงที่อาณาจักรของเผ่าวีร์ ความตระการตาเบื้องหน้าทำให้เจ้าชายแห่งเผ่าชารุอึ้งอยู่เป็นนาน นึกไม่ถึงว่านี่คือเผ่าที่พ่อบุญธรรมนีโอใช้ชีวิตอยู่

ได้ยินมาเหมือนกันว่าเผ่าวีร์โดดเด่นด้านศิลปะทุกแขนง แต่นี่มันเกินกว่าที่คาดเอาไว้มาก!

เพียงแค่หน้าด่านก็เป็นสถาปัตยกรรมประตูโค้งที่แกะสลักเป็นลวดลายอย่างละเอียดประณีต บ้านเรือนสองข้างทางต่างก็มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำแบบใคร บางบ้านใช้สีฉูดฉาด บางบ้านก็ตกแต่งอย่างเลิศหรู หรืออีกบ้านก็ก่อสร้างเป็นรูปทรงพิศดาร เซมันเดินเข้าไปในเผ่าวีร์ก็หันซ้ายหันขวาเหมือนเป็นเด็กหลงทางที่แตกตื่นกับสภาพโดยรอบจนเอซุสหลุดขำ

“เซมัน เจ้าใจเย็นๆ ก่อน ไม่มีอะไรน่าตกใจหรอกน่า”

“ขนาดนี้ยังว่าไม่น่าตกใจได้ไง! แถมที่นี่ก็มีเสียงตลอดเลยด้วย ปวดหัวจัง”

นอกจากสิ่งก่อสร้างที่ชวนตะลึงแล้ว ทุกที่ก็มีเสียงเพลง หากฟังเดี่ยวๆ แล้วคงเป็นบทเพลงที่ไพเราะซาบซึ้งอยู่ แต่เมื่อเสียงเหล่านั้นมารวมกันแถมยังบรรเลงคนละเพลงอีก มันก็ตีกันยุ่งวุ่นวายไปหมด แม้จะไม่ถึงขั้นทนฟังไม่ได้แต่ก็น่ารำคาญไม่ใช่น้อย

“ผู้คนในเผ่านี้เป็นคนรักความสนุกน่ะ ครื้นเครงอย่างนี้กันตลอด”

เซมันขมวดคิ้ว “ขนาดไม่ใช่ตอนงานเทศกาลยังขนาดนี้แล้วถ้ามีงานจะขนาดไหนกันนะ คงปวดหูน่าดู”

ตอนนี้เซมันนึกโหยหาความสงบขึ้นทันใด ขณะหลบหลีกผู้คนเข้าไปในใจกลางเมือง ขนาดผู้คนที่เดินผ่านไปมาก็ยังเดินไปเต้นไปหรือร้องเพลงตลอดเวลาเลย

“ก็ไม่แย่ถึงขนาดนั้น ข้าเคยมางานเทศกาลของที่นี่ครั้งหนึ่ง บรรยากาศใช้ได้ทีเดียว”

เซมันขมวดคิ้วใส่ “ดูเหมือนเอซุสจะรู้เรื่องนั้นเรื่องนี้เยอะนะ ไม่ใช่ว่าความจำเสื่อมหรอกเหรอ”

“ข้ามีความทรงจำอยู่บ้าง โดยเฉพาะพวกความรู้ทั้งหลาย มันฝังแน่นอยู่ ที่ข้าไม่รู้ก็แค่เรื่องของตัวเองเท่านั้น”

“เป็นความจำเสื่อมที่แปลกๆ ดีนะ”

เซมันฟังคำอธิบายของเพื่อนข้างตัวก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่เขาก็เลิกสงสัยเมื่อมีเด็กชายคนหนึ่งเผลอมาชนเข้า แล้วทำน้ำผลไม้ที่ถือมาหกใส่เซมัน

เด็กชายคนนั้นตกใจ ละล่ำละลักขอโทษ “ข้าขอโทษครับ! แย่จัง เสื้อผ้าท่านเปื้อนหมดเลย!”

“ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้เอง”

เจ้าชายลำดับที่สามไม่ถือสา แค่น้ำผลไม้เอาไปซักก็ออก เขายังมีเสื้อผ้าสำรองอีกตั้งเยอะไว้ใช้เปลี่ยน

“ไม่ได้ครับ! ข้าเป็นฝ่ายผิดจะต้องชดใช้!” เด็กชายปฏิเสธเสียงแข็ง หลังจากกวาดมองเซมันรอบหนึ่งรวมถึงเอซุสกับอูฐแล้ว จึงถามว่า “พวกท่านเป็นนักเดินทางสินะครับ”

“ใช่แล้วล่ะ” เอซุสเป็นคนตอบแทน “เราเพิ่งมาถึงที่นี่ไม่นานและกำลังหาที่พักค้างแรมในคืนนี้อยู่”

เด็กชายตาเป็นประกาย “เช่นนั้นเชิญมาพักที่บ้านข้าได้เลยครับ! เป็นการชดใช้เรื่องที่ข้าทำเสื้อของท่านเปื้อนด้วย!”

“เรื่องนั้นไม่...”

“เราขอตอบรับคำเชิญนั้น เจ้านำทางไปสิ”

เซมันจะปฏิเสธ แต่เอซุสชิงตอบรับก่อน เล่นเอาเขาหันมามองเด็กหนุ่มผมแดงอย่างฉุนๆ ทำไมต้องไปตอบรับด้วยนะ

เอซุสอธิบายให้ฟัง “ที่นี่น่ะไม่มีที่ค้างแรมหรอกนะ หากอยากจะนอนค้างคืนต้องไปขอตามบ้าน คนที่นี่ถือคติเรื่องการต้อนรับแขกมาก หากมีแขกมาเยี่ยมเยือนจะยินดีและถือว่าเป็นโชค"

“อย่างนั้นหรอกเหรอ”

เซมันถึงกับบางอ้อ เด็กชายก็พยักหน้ายืนยัน เมื่อเห็นว่าเป็นธรรมเนียมของที่นี่เขาจึงไม่แย้งอะไรอีกและเดินตามหลังเด็กชายไปที่บ้าน

เด็กชายคนนี้มีชื่อว่าจาฟา และบ้านที่อาศัยอยู่มีการตกแต่งที่ถูกใจเซมันมาก ไม่ได้มีสีสันจัดจ้านหรือพิลึกแต่อย่างใด

ตัวบ้านมีขนาดกลางๆ สร้างด้วยหินทรายสีทองอร่ามประกอบเข้ากับไม้ในบางจุด ทำให้มีเอกลักษณ์ ด้านหน้าบ้านประดับด้วยตุ๊กตาดินเผาจำนวนมาก ทั้งสัตว์ทั้งคนตั้งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบดูเรียบร้อยและน่ารักดี

บิดามารดาของจาฟาพอรู้ว่ามีแขกก็ยินดีต้อนรับกันยกใหญ่ เป็นอย่างที่เอซุสพูดไว้คนของเผ่าวีร์จะดีใจอย่างยิ่งหากได้ต้อนรับแขก ขนาดอาหารยังเอาออกมาให้จนเกือบจะล้นโต๊ะ กินกันไม่หวาดไม่ไหว ต้องเอ่ยขอตัวออกมาก่อนจะท้องแตกตาย

ห้องที่เซมันกับเอซุสใช้นอนไม่กว้างมาก แต่ก็ไม่ถึงกับแออัดยัดเยียด มีพื้นที่พอจะกลิ้งไปมาโดยไม่ล้ำเขตกัน เซมันนั่งลงข้างหน้าต่างที่เปิดกว้างออกให้เห็นชุมชนที่พวกจาฟาอาศัย เมื่อเริ่มดึกเสียงที่เคยดังอย่างน่ารำคาญก็เงียบไปทีละน้อย ดูเหมือนว่าต่อให้เผ่าวีร์จะสนุกสนานคึกคักกันขนาดไหนก็ยังรู้จักการพักผ่อน

เซมันมองไปเห็นเด็กชายสามคนกำลังวิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนานก่อนที่พวกเขาจะแยกย้ายกันเข้าบ้าน

ภาพที่เห็นทำให้เขานึกซ้อนทับกับชีวิตวัยเด็กของตนเองที่มีทั้งเขา มาโอกับโรเนียร์อยู่ด้วยกัน...

โรเนียร์ เพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ร่างกายของอีกฝ่ายไม่ค่อยแข็งแรง สามวันดีสี่วันไข้ตลอด เซมันที่เป็นที่พึ่งพาได้ที่สุดในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้านั้น ต้องคอยดูแลโรเนียร์ทุกครั้งที่ป่วย ทั้งเช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อ ป้อนข้าว ป้อนยา เขาเป็นคนทำให้ทุกอย่าง เซมันไม่ได้รังเกียจที่จะดูแลโรเนียร์เลย ตรงข้ามเขารู้สึกสงสารที่ชีวิตของโรเนียร์ต้องจมอยู่กับบนเตียงเท่านั้น

จนกระทั่งมีคนยื่นข้อเสนอรับโรเนียร์ไปรักษาที่เผ่าคารีน่า ได้จุดประกายความหวังให้เซมันว่าโรเนียร์จะแข็งแรงและกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ทว่าความหวังนั้นก็ดับสูญเมื่อได้รับแจ้งข่าวว่าระหว่างการนำตัวไปรักษา โรเนียร์ที่ทนอาการเจ็บป่วยไม่ไหวได้สิ้นชีวิตลงเสียแล้ว...

ตอนที่ทราบข่าวนั้นเซมันร้องไห้ไปหลายวัน ส่วนมาโอหน้าซีดและตัวสั่น ใช้เวลาอยู่นานทีเดียวกว่าจะทำใจได้ จากนั้นไม่กี่เดือนพวกเขาก็ได้รับเลือกให้เป็นบุตรบุญธรรมของเชื้อพระวงศ์ แล้วกลายเป็นเจ้าชายรัชทายาทกับเจ้าชายลำดับสามแห่งเผ่าชารุ เซมันก็เริ่มที่จะลืมเลือนโรเนียร์ไป

ท้องฟ้ามืดลงทีละน้อย บ้านเรือนแต่ละหลังเริ่มจุดตะเกียงแขวนไว้ที่หน้าบ้าน ทำให้ที่นี่สว่างเรืองรองราวกับอยู่ในภาพฝัน 

“ไม่เลวใช่ไหมล่ะ”

เอซุสถามขึ้น เมื่ออีกฝ่ายก้าวเข้ามาในห้อง เนื้อตัวมีหยดน้ำเกาะกำลังใช้ผ้าเช็ดร่างกายให้แห้งหลังอาบน้ำเสร็จ

“อืม ก็ดี เราโชคดีที่ไม่ต้องเสียค่าที่พักกับอาหาร” เซมันเลิกรำลึกความหลัง หันมากล่าวยิ้มๆ พลางลูบท้อง “แต่กินมากจนจุกแล้วเนี่ย ครอบครัวนี้เอาแต่คะยั้นคะยอให้ข้ากินอยู่เรื่อย”

“นั่นก็เพราะเจ้าตัวผอมบางไปน่ะสิ” เอซุสกลั้วหัวเราะพลางทรุดนั่งลงข้างๆ “พวกเขาคงนึกว่าเซมันหิวโซเลยจัดการขุนให้อ้วน”

“เจ้ากำลังเยาะเย้ยเรื่องที่ข้าไม่มีกล้ามใช่ไหม”

เซมันทำหน้าบึ้ง เหลือบมองร่างกายของอีกฝ่ายภายใต้เสื้อผ้า เด็กหนุ่มผมสีเพลิงจึงยิ่งหัวเราะเข้าไปใหญ่

“ข้าไม่ได้พูดอย่างนั้นเสียหน่อย เซมันพูดแบบนี้เพราะอิจฉางั้นเหรอ”

“ใช่สิ! ข้าเองก็อยากมีกล้ามเนื้อสวยๆ เหมือนกันนี่นา!” ไม่ว่าเปล่าเจ้าชายลำดับสามก็วางมือลงบนกล้ามเนื้อท้องของคนตรงหน้า “ข้าอยากจะดูแข็งแรงและสมชายเหมือนเจ้าบ้าง แล้วอีกอย่าง...”

เอซุสเป็นคนรูปงาม เป็นความงามที่แฝงด้วยอำนาจและลึกลับ ผิวสีแทนของอีกฝ่ายก็สวยสมกับรูปลักษณ์ประกอบกับร่างกายนี้ ไม่มีชายใดสมบูรณ์พร้อมได้เท่านี้อีกแล้ว เซมันเอามือลูบท้องและเอวของเพื่อนเผ่าบาจันไปมาด้วยความอยากได้

เอซุสหดท้องเข้าไปพลางทำหน้าแปลกๆ ใส่ “เซมัน... เจ้าจะลูบท้องข้าอีกนานไหม... เจ้าทำแบบนี้ทำให้ข้ารู้สึกจั๊กจี้นะ”

มือของเขาหยุดนิ่ง จากนั้นใบหน้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม รีบชักมือออกทันควันราวกับต้องของร้อน

“ขะ... ขอโทษนะข้าไม่ได้ตั้งใจ!”

“เจ้าลูบตัวข้าเพลินเชียวนะ ข้ารู้สึกเหมือนโดนล่วงเกินยังไงไม่รู้สิ”

พอโดนทักมาแบบนี้ เซมันก็ยิ่งก้มหน้างุด อยากเอาหัวโขกพื้นตายในบัดดล

“ข้าขอโทษจริงๆ! ข้าแค่รู้สึกอิจฉากล้ามเนื้อสวยๆ ก็เลยเผลอลูบเพลิน...”

เอซุสพลันยิ้มกริ่ม เขยิบเข้ามาใกล้ “เจ้าจะมาอิจฉาข้าทำไมกัน หุ่นของเซมันก็ใช่ว่าจะเลวร้ายเสียหน่อย ถึงหุ่นจะบางไปนิด แต่จับดูก็รู้ว่าร่างกายเจ้าได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี”

เด็กหนุ่มผมสีเพลิงวางมือลงบนหน้าท้องของเซมันบ้าง สัมผัสนั้นทำเอาเจ้าชายลำดับสามรู้สึกร้อนวูบวาบแปลกๆ ยิ่งมาเจอประกายตาที่ลุ่มลึกสะกดให้ตกอยู่ในห้วงภวังค์แล้ว เซมันก็ต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น 

แย่ล่ะสิ เขารู้สึกร่างกายมันร้อนขึ้นอย่างไรไม่รู้....

เอซุสสังเกตเห็นอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของเซมัน นับน์ตาสีทองพลันไหววูบ ริมฝีปากเผยอขึ้นราวกับจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็หยุดเอาไว้

“นี่ก็ดึกแล้ว เรานอนกันเถอะ”

“เอ๋? อืม...”

เอซุสเป็นฝ่ายผละออกไป การกระทำที่กะทันหันทำให้เซมันตามไม่ทัน ได้แต่ทำหน้างงงวยมองเด็กหนุ่มผมสีเพลิง เป่าตะเกียงที่จุดให้ห้องสว่างไสวดับลงแล้วทรุดตัวลงนอน

เซมันล้มตัวลงนอนบ้าง เขาตะแคงข้างหันหลังให้อีกฝ่าย มือสองข้างยกขึ้นกดหน้าอกเอาไว้ ขดตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่ม

แค่เอซุสสัมผัสเท่านั้น ทำไมเขาถึงใจเต้นแรงด้วยนะ น่ารำคาญจริงๆ เลย

เซมันหลับตาแน่น ด่าตัวเองที่อ่อนไหวกระทั่งหลับสนิท

.........................

มาโอมองกองงานที่วางอยู่เต็มโต๊ะก็ถอนหายใจอีกเฮือก ดูท่าคืนนี้เขาคงไม่มีทางทำงานเสร็จแน่แล้ว

ข้างหน้ามืดสนิท เกือบจะค่อนคืนเข้าไปแล้ว เจ้าชายรัชทายาทยังคงก้มหน้าก้มตาจัดการกับกองงานโดยไม่คิดหยุดพัก ถ้าเขาทำไม่เสร็จในวันนี้ พรุ่งนี้ก็ต้องมีกองงานเข้ามาเพิ่มเติมแน่นอน

ถึงมาโอจะสามารถขอความช่วยเหลือจากคนอื่นได้ แต่เขาก็ไม่ทำ ในเมื่องานกองนี้เซมันสามารถจัดการได้ แล้วทำไมเขาที่เป็นถึงตำแหน่งรัชทายาทจะจัดการไม่ได้ ต่อให้ต้องโต้รุ่งเขาก็จะทำงานให้เสร็จ

“หม่อมฉันนำน้ำชามาเพคะ”

นางกำนัลที่อยู่รับใช้มาโอในคืนนี้เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับถือกาน้ำชาอันใหม่มาด้วย เปลี่ยนกับอันเดิมที่ตอนนี้ชาเย็นชืดไปหมดแล้ว

“ขอบใจนะ”

มาโอเหลือบมองนางกำนัลเพียงครู่หนึ่งก่อนจะก้มหน้าทำงานต่อ นางกำนัลเดินมาที่โต๊ะเพื่อจะรินชาให้ ทว่าเธอกลับสะดุดพรมที่พลิกตลบขึ้นมา จนร่างถลาล้มลงบนโต๊ะ ด้วยสัญชาตญาณของมาโอ ทำให้รับนางกำนัลได้ทันก่อนจะล้มลงทำให้กองเอกสารที่เขาจัดวางไว้เป็นระเบียบเสียหาย

“อึก!”

เมื่อรู้ตัวว่าเขากำลังแตะต้องนางกำนัลอยู่จึงสะดุ้ง แล้วรีบผลักร่างนางกำนัลถอยห่างโดยแรง จนเธออุทานล้มลงไปที่พื้น กาน้ำชาหล่นลงบนพรม น้ำชากระฉอกเปื้อนเต็มไปหมด

“ขะ... ขออภัยเพคะ! หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจ!”

นางกำนัลลนลานกล่าวเพราะเข้าใจไปว่าเจ้าชายรัชทายาทโกรธ มาโอที่รู้ตัวว่าทำรุนแรงเกินไปจึงอ้ำอึ้งจะแก้ความเข้าใจผิ

“ไม่ใช่นะ ข้าไม่ได้จะ...”

“เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก มาโอไม่ได้โกรธที่เจ้าล้มใส่เขาหรอก เขาตกใจน่ะเลยเผลอผลักร่างเจ้าออกไป”

นารีฟเข้ามาในห้องช่วยแก้สถานการณ์ให้ ประคองนางกำนัลที่ตัวสั่นเทาอยู่บนพื้นให้ยืนขึ้น ยิ้มอย่างอ่อนโยน

“มันเป็นอุบัติเหตุ มาโอไม่ถือโกรธเรื่องนี้หรอก เนอะ”

นารีฟไปถามความเห็นจากมาโอ เจ้าชายรัชทายาทก็ส่งเสียงเป็นเชิงตอบรับ นางกำนัลที่ได้ยินดังนั้นจึงรู้สึกโล่งใจขึ้น

“ไปเอาน้ำชามาใหม่เถอะ แล้วก็ทำความสะอาดที่นี่ด้วยล่ะ อีกสักพักจะกลับมา ข้าขอชวนมาโอไปเดินยืดเส้นยืดสายหน่อย”

“เพคะ”

“แต่ข้ามีงานนะ...”

มาโอกำลังจะท้วง แต่นารีฟไม่สนใจจับแขนลากเจ้าชายรัชทายาทออกมาด้านนอก

อากาศตรงระเบียงหนาวเย็นกว่าข้างในห้อง แต่ทั้งสองก็ไม่สะทกสะท้านกับลมนั้น กลับยืนมองวิวทิวทัศน์ตรงระเบียง ต่างคนต่างเงียบกันไป

มาโอเป็นฝ่ายทนไม่ไหวขึ้นมาก่อน “นางกำนัลคนนั้น... จะไม่เป็นไรใช่ไหม”

“ไม่ต้องห่วงหรอก เจ้าแตะต้องนางเพียงครู่เดียวไม่ใช่เหรอ? อีกอย่างข้าเองก็แตะตัวนางแล้ว น่าจะไม่มีปัญหานะ”

“งั้นเหรอ”

มาโอมีท่าทีโล่งใจขึ้น นารีฟปัดปอยผมไปด้านหลัง เอียงข้างมอง

“ทีหลังถ้าเจ้าจะอยู่ดึกก็เรียกข้ามาด้วยสิ เผื่อเกิดเหตุการณ์แบบเมื่อกี้อีก อาจจะแย่นะ”

“ข้าเห็นเจ้าหลับสบายเลยไม่อยากปลุกน่ะ” มาโอกล่าว หน้าแดงเรื่อขึ้นมานิดนึง “ข้าไม่อยากให้เจ้าฝืนร่างกายตัวเอง”

นารีฟเข้าใจว่าอีกฝ่ายพูดถึงเรื่องอะไร ก็หน้าแดงตาม รีบสะบัดหน้าหนีเพื่อซ่อนความอาย
“ข้าไม่เป็นไรหรอกน่า เรื่องแค่นี้... ก็มาโอต้องมีข้าอยู่ข้างๆ นี่นา”

ไม่อาจแยกจากกันได้และไม่สามารถอยู่ได้หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย นั่นคือความสัมพันธ์ของพวกเขา ที่ไม่ว่าใครก็มาขัดขวางไม่ได้ 

“งั้นเรามาผูกเชือกล่ามตัวติดกันเลยไหม”

มาโอแอบประชด นารีฟหัวเราะและยักคิ้วหลิ่วตา

“นั่นก็ไม่เลวนะ อยู่ด้วยกันตลอดเวลา ทั้งวันทั้งคืน...”

“คิดอีกทีคงไม่ดีแน่ เจ้าจะทำให้ข้าวอกแวก”

“นั่นก็เพราะว่ามาโอเป็นพวกเก็บกดไม่ได้ต่างหากล่ะ”

นารีฟขยับเข้ามาใกล้ มือคล้องคอของเจ้าชายรัชทายาทเอาไว้ โน้มใบหน้าลงมาเกือบชิด

“ตอนนี้เป็นช่วงที่อันตราย เจ้าจะต้องอยู่ข้างๆ ข้าเอาไว้ บาปที่เจ้าได้กระทำไว้ ข้าจะช่วยแบกรับมันครึ่งหนึ่ง”

มาโอยิ้มบาง มือโอบรั้งร่างคนตรงหน้าเข้ามาแนบชิด 

“บาปนี้ของข้าคงไม่มีทางที่เซมันจะให้อภัยแน่...”

"นั่นสินะ” นารีฟยิ้มอ่อน “แต่ไม่ต้องห่วง ข้าคิดว่าท่านพี่เซมันจะต้องเข้าใจ เพราะยังไงมาโอก็คือเพื่อนรักของท่านพี่เซมัน”

มาโอแนบหน้าผากกับนารีฟ “ข้าก็หวังว่าเช่นนั้น แต่ก็น่ากลัวอยู่ ข้าคงทนไม่ได้ถ้าถูกเซมันเกลียดและไม่ให้อภัย...”

สิ่งที่เขาทำลงไป เป็นเพราะอารมณ์ชั่ววูบแท้ๆ ตอนนั้นเขาไม่ทันได้คิดอย่างถี่ถ้วนให้ดี มีแต่ความกลัวจนทำเรื่องแบบนั้นลงไป แล้วมารู้สึกเสียใจเอาภายหลัง รวมทั้งการที่เขาเป็นแบบนี้เป็นผลจากความชั่วของตัวเอง ซึ่งมันก็สาสมแล้ว

“เรื่องนั้นไม่มีทางหรอก ท่านพี่เซมันไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้นและหากรู้เหตุผลที่เจ้าทำ ก็คงจะเข้าใจ ฉะนั้นอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลยนะ”

“อืม...”

มาโอไม่ได้พูดอะไรอีก แต่ก็พึงพอใจที่มีนารีฟอยู่เคียงข้าง และเป็นคนที่เปิดอกคุยกันได้ทุกเรื่อง

เขาจำเป็นต้องมีนารีฟอยู่เคียงข้าง เป็นคนอื่นไม่ได้เด็ดขาด และไม่มีวันยอมให้ใครมาพรากนารีฟไปจากเขาด้วย ไม่มีวัน

....................

เซมันตื่นขึ้นมาตอนเช้าด้วยความสะลึมสะลือ ใจหนึ่งอยากจะหลับต่อ แต่แสงอ่อนๆ ยามเช้าที่ส่องกระทบหน้าย้ำเตือนให้เขาต้องทำกิจวัตรประจำวัน นั่นคือซ้อมดาบ...

เขาไม่เคยขาดซ้อม ถึงมันจะเป็นแค่การฟันดาบกับอากาศไปมาก็ตาม แต่เซมันคิดว่าการยืดเส้นยืดสายในตอนเช้าก็ช่วยทำให้ตื่นเต็มตาได้เช่นกัน

เมื่อลุกขึ้นจากที่นอน ปรากฏว่าคนที่นอนข้างกายไม่อยู่แล้ว มิหนำซ้ำยังเก็บที่นอนอย่างเรียบร้อยอีกต่างหาก

หรือว่าจะออกไปเดินเล่น? แต่เช้าไปหน่อยหรือเปล่า

เซมันนึกสงสัย ระหว่างไปที่บ่อน้ำเพื่อล้างหน้าก็ส่องหาเอซุสไปด้วย แต่ก็ไม่พบ ในตัวบ้านยังคงเงียบสงัด ครอบครัวของจาฟายังไม่ตื่นนอน

ออกมาด้านนอกพร้อมกับดาบคู่กาย วักน้ำในบ่อเพื่อล้างหน้าล้างตา เขาก็หวดดาบอยู่แถวๆ นั้น ตาก็คอยมองออกไปที่ถนนอยู่เรื่อย เผื่อจะเห็นเอซุสเดินมา

ฝึกไปได้พักใหญ่จนมีเหงื่อซึม เซมันจึงไปอาบน้ำแล้วผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ตอนนั้นเองที่จาฟาเดินสวนออกมาจากห้อง

“อรุณสวัสดิ์ครับ! เมื่อคืนหลับสบายดีไหมครับ!”

“ดีสิ” เซมันตอบสั้นๆ มองตะกร้าที่อยู่ในมือของเด็กชาย “จะออกไปข้างนอกเหรอ”

“ครับ ไปจ่ายตลาด”

ได้ยินว่าตลาด เซมันก็รู้สึกสนใจ “ดีจริง ข้าไปด้วยได้ไหม”

“ก็ได้นะครับ ว่าแต่เพื่อนของท่านล่ะครับ”

จาฟาถามหาเอซุส เซมันส่ายหน้า

“ไม่รู้เหมือนกันว่าไปไหน บางทีอาจจะไปที่ตลาดก็ได้ เลยว่าจะแวะไปดูสักหน่อยน่ะ”

“อย่างนั้นเหรอครับ บางทีท่านเอซุสอาจจะออกไปเดินเล่นก็ได้ ตลาดยามเช้าของที่นี่คึกคักมากเลย! มันคือสงครามดีๆ นี่เองครับ!”

“สงครามเหรอ”

เซมันขมวดคิ้ว จาฟาก็พยักหน้ารับพลางฉีกยิ้มกว้าง

“เดี๋ยวท่านเซมันก็ได้เห็นเองล่ะครับ รับรองว่าตลาดในเผ่าวีร์ไม่เหมือนที่ใดแน่นอน”

.......................

ณ ตอนนี้เซมันเข้าใจแล้วว่ามันคือสงครามยังไง

ถ้าเทียบกับตลาดยามเช้าของเผ่าชารุ ที่ออกจะสงบเงียบ ตลาดของเผ่าวีร์เป็นสถานที่ที่หนวกหูที่สุดและอึดอัดที่สุด!

สองฟากข้างร้านแผงลอยตะโกนเรียกลูกค้า บอกราคาและสินค้าที่นำมาเสนอขายในวันนี้ ส่วนผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อของในตลาดต่างมะรุมมะตุ้มตามร้าน หยิบฉวยเอาของดีที่สุด สดที่สุดหรือไม่ก็ราคาถูกที่สุด เพื่อให้ได้มาซึ่งของที่ต้องการบางครั้งก็มีการขัดแข้งขัดขา ศอกกระแทกใส่ กระทั่งด่าทอกันอย่างเผ็ดร้อน เสียงเหล่านั้นดังอึงอลชวนปวดหั

จาฟาถกแขนเสื้อเตรียมพร้อมสู้ศึก หันมาบอกกับเซมันที่ยืนอึ้งว่า 

“ผมขอไปซื้อของก่อนนะครับ อีกครึ่งชั่วโมงไว้มาเจอกันที่หน้าทางเข้าตลาดนี้”

“อา... ได้”

เซมันตอบรับอย่างเลื่อนลอย มองดูฝูงชนที่กลุ้มรุมกันอยู่ แล้วต้องกลืนน้ำลาย เขาหมดอารมณ์ที่จะเดินตลาดเลยนะเนี่ย

จาฟามุดหายเข้าไป ด้วยความที่ตัวเล็กคงจะสอดแทรกผ่านผู้คนไปได้ แต่เขาล่ะจะเข้าไปดีไหมเนี่ย...

แล้วก็มีใครคนหนึ่งวางมือลงบนบ่าเขา

“เซมัน มาเดินเล่นเหรอ”

หันไปก็เห็นคนที่ไม่อยู่ตั้งแต่เช้า ยืนอยู่ข้างกาย ใบหน้ามีเค้ารอยประหลาดใจที่เห็นเขาอยู่ที่นี่

“มาจ่ายตลาดกับจาฟาน่ะ แต่เจ้าตัวแยกไปซื้อของแล้ว” เซมันบอกพร้อมกับกอดอก “ว่าแต่เอซุสเถอะ หายไปไหนตั้งแต่เช้า ตื่นขึ้นมาข้าก็ไม่เห็นเจ้าแล้ว”

“ข้าออกมาตามหาของน่ะ” เอซุสกล่าว สายตาหันเหไปที่สุดปลายของตลาด “ข้าสัมผัสได้ว่าของที่ตามหาอยู่แถวนี้ แต่มันก็ไม่ชัดเจนนัก ที่นี่มีคนเยอะเกินไป สัมผัสเลยสับสน”

“เจ้ากำลังหาของเหรอ มันคืออะไร”

เอซุสหันมา ทำหน้าหน่ายใจ “ข้าก็เคยบอกไปแล้วนี่นาว่าข้ากำลังตามหาหัวใจอยู่”

“เอ๋? แต่หัวใจเนี่ยนะ ก็เจ้าบอกว่าความจำเสื่อม ไปๆ มาๆ ข้าชักงงแล้วนะ”

เซมันย่นคิ้ว เอซุสจึงดึงตัวเจ้าชายลำดับสามให้มาอีกทางเพื่ออธิบายให้กระจ่าง

“เจ้ารู้ใช่ไหมว่าเผ่าข้าคือบาจัน” เซมันพยักหน้ารับ “ข้าเป็นฟีนิกซ์ หากเจ้ารู้เกี่ยวกับตำนานของข้าบ้างจะรู้ว่าฟีนิกซ์นั้นเป็นอมตะ หากตายก็จะเกิดใหม่จากกองขี้เถ้าของตัวเอง  ตอนที่เกิดใหม่จะมีแค่ความรู้ทั่วไป ไม่มีความทรงจำอื่น หากอยากจำทุกอย่างได้ก็แค่ไปรวบรวมหัวใจของตัวเองคืนมา”

“หัวใจนี่... หมายถึงหัวใจจริงๆ เหรอ! ทำไมหัวใจถึงกระจัดกระจายล่ะ!?”

“มันเป็นกลไกป้องกันตัวของฟีนิกส์น่ะ สมมติว่าข้าตายอีกรอบ   หัวใจที่กระจายไปดวงใดดวงหนึ่งจะฟื้นตัวข้าขึ้นมา เป็นอย่างนี้เรื่อยๆ และเพื่อให้คงความเป็นตัวตน หัวใจของฟีนิกส์จึงเป็นที่เก็บความทรงจำด้วยยังไงล่ะ”

“อย่างนี้นี่เอง”

เซมันเข้าใจแล้ว และเห็นว่ามันเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิดเอาไว้ ไม่ใช่ว่าเดินทางเรื่อยๆ แล้วจะจำได้ แต่ต้องตามหาหัวใจที่ว่าจึงได้ความทรงจำคืนมา

“แต่ถ้าปล่อยหัวใจพวกนั้นไว้ไม่ตามหา ก็แค่จำไม่ได้เท่านั้นสินะ ไม่มีผลกระทบอื่น?”

“อืม แต่ข้าต้องจำเรื่องราวทุกอย่างให้ได้” เอซุสขบกรามแน่น แววตาเป็นประกายแค้นขึ้นมา “เพราะข้าไม่ได้ตายเพราะโรคหรืออะไร แต่ข้าตายเพราะถูกฆ่า”

ความจริงนั้นทำให้เซมันตะลึง “เจ้าถูกฆ่าเหรอ...”

“ใช่ ไม่รู้ว่าเป็นใคร เพราะความทรงจำนั้นข้ามีแค่เสี้ยวเดียวให้เห็นตอนที่มีอะไรทะลุหน้าอกข้าเท่านั้น”

“...”

เขาไม่รู้จะพูดอะไรดี มันรู้สึกยังไงกันนะเวลาที่ตัวเองตาย แล้วก็ฟื้นขึ้นมา ถึงมันจะเป็นธรรมชาติของฟีนิกซ์ก็เถอะ แต่แบบนั้นไม่เท่ากับว่าใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ในขณะที่คนอื่นๆ ทยอยจากไปอย่างนั้นเหรอ

นอกจากเผ่าบาจันแล้ว เผ่าอื่นๆ อายุขัยก็ไม่ถึงร้อยปี มันสั้นราวกับชั่วพริบตาของเผ่าบาจันเท่านั้นเอง

เซมันอึกอัก “ถ้าอย่างนั้น... เจ้าก็อยู่มานานแล้วน่ะสิ ใช้ชีวิตแบบนี้ไม่เป็นไรเหรอ”

“เจ้าจะถามว่าข้าไม่เหงาที่ต้องใช้ชีวิตผ่านเวลามายาวนานสินะ” เอซุสยิ้มอย่างรู้ทัน ก่อนจะตอบด้วยสีหน้าไม่ทุกข์ร้อน “แน่นอนว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ข้าถือคติไว้ว่าหากเกิดใหม่ จะไม่สนใจตามหัวใจของตนเอง ข้าจะเริ่มต้นใหม่ แต่เฉพาะครั้งนี้เท่านั้นที่ข้าต้องรวบรวมหัวใจมา เพราะข้าต้องรู้ให้ได้ว่าใครเป็นคนฆ่า”

“ถ้ารู้ เจ้าจะไปล้างแค้นเหรอ”

เอซุสกระตุกยิ้มเย็นชาแบบที่คนเห็นต้องขนลุก “ข้าจะให้มันลิ้มรสคำว่านรกเลยล่ะ”

เขาไม่คิดจะออกความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น มันเป็นเรื่องปกติสำหรับคนโดนฆ่าจะต้องล้างแค้นคืนอยู่แล้ว เพียงแต่รู้สึกสงสารคนที่ฆ่าเอซุสนิดหน่อยที่ดันมาฆ่าคนที่ทำยังไงก็ไม่ตายแบบนี้ คนร้ายคนนั้นต้องไม่ตายดีแน่

ผู้คนที่ทำศึกแย่งชิงของในตลาดเสร็จก็เริ่มออกมา ในจำนวนนั้นมีคนที่เซมันคุ้นตาอยู่ด้วย ผมสีทองหยักศกเป็นประกายดุจระลอกคลื่นผิวน้ำ ทรวดทรงที่เย้ายวนตา แม้กาลเวลาจะผ่านล่วงวัยมานาน เธอคนนั้นก็ยังคงความสวยตามฉบับไว้อย่างเหนียวแน่น เป็นคนอื่นไปไม่ได้ นอกจาก...

“ท่านป้าชินนา!”

“กรี๊ด!! ใครป้ากันยะ! อ้าว เซมัน!”

ชินนาหันมาตวาดแว้ดใส่ทันควันที่ถูกเรียกด้วยคำต้องห้าม แต่พอเห็นว่าเป็นใคร นัยน์ตาก็เปล่งประกายยินดี

“อะไรกันๆ นี่เจ้ามาเยี่ยมเผ่าวีร์เหรอ นีโอกับองค์ชายเดเรคมาด้วยหรือเปล่าจ๊ะ?”

“เปล่าครับ คือข้าเดินทางตามธรรมเนียมของเผ่าชารุน่ะครับ ก็เลยแวะมาที่นี่ นึกไม่ถึงว่าท่านป้าจะ...”

เขาพูดยังไม่ทันจบชินนาก็รีบพุ่งเข้ามาดึงแก้ม แม้ผู้เป็นป้าจะยิ้มมีเมตตา แต่กลับมีจิตสังหารแผ่ออกมาทำให้เซมันต้องขนลุก

“บอก-แล้ว-ไง-จ้ะ ว่าให้เรียกพี่ชินนา คำเรียกอื่นข้าไม่ยอมรับนะจ้ะ”

“แต่ท่าน... เป็นพี่สาวของท่านพ่อนีโอนี่นา จะให้ข้าเรียกแบบนั้น มันไม่ผิดไปหน่อยเหรอครับ!?”

“งั้นก็เรียกท่านชินนาแล้วกัน ถ้าเรียกว่าป้าอีก คราวนี้จะจับตีก้นเหมือนตอนเด็กๆ เลยนะ เอาไหม?”

เซมันหวนนึกถึงการสั่งสอนอันร้ายกาจนั่นแล้วรีบส่ายหน้ารัวเร็ว ความเจ็บที่ก้นในครั้งนั้นยังเป็นแผลใจของเขาอยู่จนถึงตอนนี้

ชินนาปล่อยหลานชายตัวเอง ก่อนจะสังเกตเห็นเอซุสที่ยืนอยู่ใกล้ๆ มองการสนทนาของทั้งสองด้วยความสนใจ ทันทีที่เห็นหน้า ชินนาก็เบิกตากว้าง อุทานว่า

“ราชาเอซุส!? ทำไมพระองค์มาอยู่ที่นี่ได้ล่ะเพคะ!?”
B
E
R
L
I
N
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

86 ความคิดเห็น

  1. #53 Mkrd.Milky (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2559 / 07:07
    มาโอทำอะไรไว้หนะ ?
    #53
    0
  2. #22 Zero-b (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 มีนาคม 2559 / 19:48
    บาปอะไร? มาโอทำอะไรไว้?
    #22
    0
  3. #18 Akane View (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 มีนาคม 2559 / 22:50
    ใครเป็นเซมันก็เอ๋ออ่ะ ราชาเลยนะ5554
    #18
    0
  4. #17 mangalover (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 มีนาคม 2559 / 18:50
    ความลับได้ถูกเปิดเผย!!! ราชาเอซุสนะ! ราชา! เอาล่ะเซมันจะทำยังไง! ไรต์ชอบทำให้รู้สึกค้างเสมอเลยตัดจบตอนสำคัญง่าา
    #17
    0