ดวงใจเจ้าเพลิง (yaoi)[สำนักพิมพ์ไร้กรอบ]

ตอนที่ 2 : เจ้าชายรัชทายาทหวนกลับ จุดเริ่มต้นของการเดินทาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 586
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    22 ก.ย. 62

เพลิงที่ 1 เจ้าชายรัชทายาทหวนกลับ จุดเริ่มต้นของการเดินทาง
 
“เจ้าตัดสินใจดีแล้วเหรอ”
 
บุรุษที่นั่งอยู่เบื้องหน้าถามย้ำเจตจำนงค์ ใบหน้าที่คมเข้มประดับนัยน์ตาสีม่วงเจิดจ้า ความน่าเกรงขามแผ่ออกมาชวนให้กดดัน ชนิดที่ถ้ามาอยู่ต่อหน้าก็ถูกแช่แข็งได้ ทว่าสำหรับคนที่บุรุษนัยน์ตาสีม่วงสนทนาอยู่นี้ ไม่สะทกสะท้านกับกลิ่นอายที่แผ่ซ่านออกมา ยังตอบออกไปด้วยความตั้งใจแน่วแน่
 
“ข้าตัดสินใจแล้วครับ ท่านพ่อเดเรค” คู่สนทนาเอ่ย น้ำเสียงเด็ดขาด “ข้าจะออกเดินทางจากอาณาจักรชารุครับ”
 
ไปยังสถานที่อื่น ที่ใดก็ได้ถึงช่วยเยียวยาหัวใจของเขา หลังจากอกหักจากรักแรก...
 
ก่อนที่การตัดสินใจจะเดินทางออกนอกอาณาจักรจะเกิดขึ้น ในวันที่ข่าวดีและข่าวร้ายมาเยือนพร้อมกัน ตอนนั้นเขากำลังนั่งเรียนหนังสืออยู่ในวัง โดยมีชายชราเจ้าของเรือนผมสีขาวโพลนตำแหน่งเสนาบดีนามว่าอัคนีเป็นผู้สอน
 
“โลกใบนี้ถูกแบ่งออกเป็นสี่เผ่าโดยมีทะเลทรายโรฮานกั้นอยู่ตรงกลาง ทางเหนือคือเผ่าคารีน่า แหล่งรวมของจอมเวทย์ เวทมนตร์และของวิเศษทั้งหลาย ทิศตะวันตกคือที่ที่เราอยู่นี้เป็นของเผ่าชารุ เผ่าแห่งนักรบ ทิศตะวันออกเป็นเผ่าบาจัน มีพวกครึ่งคนครึ่งสัตว์และสัตว์วิเศษอาศัยอยู่ ส่วนทางทิศใต้เป็นแหล่งแห่งศิลปะ การร่ายรำ ขับร้องและดนตรี นั่นคือเผ่าวีร์ เมื่อประมาณแปดปีก่อนมีการปะทะกันครั้งใหญ่ระหว่างเผ่าคารีน่ากับเผ่าชารุ ด้วยความโลภของราชาเซคานส์แห่งเผ่าคารีน่าที่ต้องการครอบครองตะเกียงวิเศษจึงทำให้เกิดความขัดแย้งและการต่อสู้มากมาย ทว่าด้วยความช่วยเหลือจากพระสนมนีโอทำให้ทุกอย่างกลับมาสงบสันติอีกครั้ง ปัจจุบันเผ่าคารีน่าก็สงบศึกและยอมอยู่ภายใต้การจับตามองของอีกสามเผ่า หากวันใดที่เผ่าคารีน่าลุกขึ้นมาต่อกร ตอนนั้นทั้งสามเผ่าจะทำลายเผ่าคารีน่าให้สิ้นไป...”
 
“ทำไมต้องทำให้เรื่องยุ่งยากด้วยนะครับ สู้กวาดล้างไปทั้งเผ่าเลยไม่ดีกว่าเหรอ”
 
เด็กหนุ่มที่นั่งฟังบทเรียนเท้าคางเสนอความเห็น เขามีผมสีน้ำตาลเข้มถักเป็นเปียยาวถึงสะโพกเข้ากับผิวคล้ำแดดทำให้ดูอาจหาญ นัยน์ตาโตเด่นเป็นสีอำพันสุกสว่างแสดงถึงความมีชีวิตชีวาและความกระตือรือร้น
 
“องค์ชายเซมัน ท่านจะต้องไม่ลืมว่าบนโลกใบนี้มีทั้งคนดีและคนเลว เผ่าคารีน่าทั้งหมดใช่ว่าทุกคนจะเป็นคนเลว ส่วนใหญ่แล้วประชาชนเป็นผู้บริสุทธิ์ ที่ทำให้กลายเป็นแบบนี้เพราะผู้นำของพวกเขาเป็นต้นเหตุต่างหาก การจะกำจัดเผ่าคารีน่านั้นง่ายแต่เราต้องนึกถึงสมดุลทางพลังด้วย เผ่าคารีน่ามีดีในด้านเวทมนตร์ การสรรสร้างเวทย์ใหม่ๆ รวมถึงการสร้างของวิเศษพวกเขาเป็นอันดับหนึ่ง การนึกถึงผลประโยชน์ในด้านนี้ก็นับว่าสำคัญเช่นกัน”
 
“ข้าเข้าใจแล้วครับ”
 
เด็กหนุ่มเจ้าของนามเซมันกล่าวอย่างสำนึกได้ คือองค์ชายลำดับที่สามแห่งเผ่าชารุ เป็นบุตรบุญธรรมขององค์ชายลำดับที่สองเดเรคกับพระสนมนีโอ ผู้ปกครองของเขาทั้งสองล้วนมีชื่อเสียงเลื่องลือและยังได้รับการจารึกชื่อลงในหน้าประวัติศาสตร์
 
เดิมทีเซมันก็เป็นแค่เด็กกำพร้าธรรมดาในเผ่าชารุเท่านั้น เพียงเพราะเขาเก็บดอกไม้ไปมอบให้พระสนมนีโอโดยแท้ ชีวิตของเขาถึงได้พลิกผันหน้ามือเป็นหลังมือกลายเป็นเจ้าชายแห่งเผ่าชารุไปได้ ไม่ว่าจะคิดยังไงก็ช่างเหมือนกับความฝันเหลือเกิน
 
“ในเมื่อองค์ชายเซมันเข้าใจก็ดีแล้ว ทีนี้เรามาเริ่มเรียนหัวข้อต่อไปกัน เกี่ยวกับพระราชประวัติของกษัตริย์แต่ละเผ่า...”
 
“องค์ชายเซมันเพคะ!”
 
เสียงเรียกชื่อดังขัดจังหวะการสอนจนอัคนีต้องชะงักขมวดคิ้วมองไปทางต้นเสียงและเซมันก็พลอยมองตามไปด้วย
 
จากทางหน้าต่างมองเห็นร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาหาด้วยความเร็วสูง ผมเปียของเธอสะบัดไหว ชุดเกราะอ่อนที่เผยทรวดทรงองค์เอวน่าประทับใจก็ทำให้เธอดูผอมบาง หากใครมาเห็นก็คงจะนึกไม่ถึงเลยว่าหญิงสาวคนนั้นเป็นองครักษ์ประจำตัวขององค์ชายเดเรคได้
 
“โบนิต้า?”
 
เซมันเห็นร่างนั้นก็แปลกใจ ปกติองครักษ์สาวจะคอยอยู่อารักขาบิดาบุญธรรมของเขา และยิ่งตอนนี้เป็นเวลางานด้วย ไม่น่าจะมาอยู่ที่นี่ได้
 
โบนิต้าวิ่งมาถึงก็เกาะขอบหน้าต่างไว้ หอบหายใจสักพักหนึ่งจึงเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
 
“องค์ชายเซมันเพคะ... มีข่าวดี... องค์ชายรัชทายาทมาโอเสด็จกลับมาแล้วเพคะ!”
 
ประโยคนั้นทำให้นัยน์ตาสีอำพันของเซมันเป็นประกาย “มาโอกลับมาแล้วเหรอ!”
 
มาโอ เจ้าชายรัชทายาทแห่งเผ่าชารุ บุตรบุญธรรมของราชาฮาริกับพระชายาไลซา อีกทั้งยังเป็นเพื่อนสมัยเด็กที่มาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งเดียวกัน เขากับมาโอจึงสนิทสนมกันเป็นพิเศษ
 
แต่เมื่อสองปีก่อนมาโอออกเดินทางไปนอกเผ่าชารุตามธรรมเนียมของกษัตริย์เพื่อเรียนรู้โลกและหาประสบการณ์ นึกไม่ถึงว่าจะกลับมาในวันนี้!
 
“ท่านปู่อัคนี! ข้าขอ...”
 
เซมันหันมาจะขออนุญาต เสนาบดีอัคนีก็รีบยกมือขึ้นก่อน
 
“ตามสบายเลย องค์ชาย”
 
“ขอบคุณครับ!”
 
เซมันวิ่งไปที่หน้าต่างโหนตัวออกมาจากทางนั้น หันไปถามโบนิต้า
 
“ตอนนี้มาโออยู่ที่ไหนเหรอ!?”
 
“ท้องพระโรงเพคะ แต่ว่า...”
 
“ขอบใจนะ!”
 
เซมันไม่ทันฟังสิ่งที่องครักษ์สาวพูดจนจบก็รีบไปก่อนแล้ว ปล่อยให้โบนิต้าพูดคำที่เหลือออกมาแผ่วเบา
 
“แต่ว่าองค์รัชทายาทไม่ได้กลับมาที่นี่เพียงคนเดียวเพคะ องค์ชายเซมัน...”
 
...........................
 
เด็กหนุ่มลืมมารยาทในวังจนหมดสิ้นเรื่องที่เจ้าชายต้องวางตัวให้สูงสง่าเสมอไม่ว่าจะไปไหนมาไหน เขาเดินชนนางกำนัลกับขุนนางไปตลอดทางเพียงเพื่อจะไปให้ถึงท้องพระโรงและเจอกับเพื่อนรักอีกครั้ง
 
ผ่านไปหนึ่งปีเต็มแล้วมาโอจะเป็นอย่างไรบ้างนะ บางทีคืนนี้เขาอาจจะขอค้างอยู่ที่ห้องของมาโอเพื่อฟังเรื่องราวการเดินทางที่ผ่านมา ตลอดทั้งปีมานี้เพื่อนรักส่งจดหมายมาหาน้อยครั้งมาก เดือนหรือสองเดือนจะส่งจดหมายมาหาสักครั้งและในเนื้อความก็ไม่ได้เขียนอะไรมากนอกจากจะบอกว่าสบายดีและกำลังทำอะไรอยู่เท่านั้น
 
หนึ่งปี... เป็นเวลาที่ดูเหมือนจะสั้นแต่ก็ยาวนานเช่นกัน ในใจของเซมันเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเมื่อใกล้ถึงท้องพระโรงที่มาโออยู่
 
ทหารที่เฝ้าอยู่หน้าประตูท้องพระโรงพอเห็นว่าเป็นใครก็รีบคำนับและเปิดประตูให้ทันที บานประตูยักษ์ค่อยๆ เปิดออกเผยให้เห็นภาพที่อยู่ข้างใน หัวใจของเซมันโลดขึ้นขณะตะโกนเรียกชื่อเพื่อนสมัยเด็กด้วยความดีใจ
 
“มาโอ!”
 
เจ้าของชื่อหันมาในทันที ผมสีเงินที่เคยอยู่ระดับบ่าตอนนี้ไว้ยาวจนมาถึงเอว ตาสีฟ้าใสที่บริสุทธิ์กลับดูสุขุมขึ้น ไม่รวมถึงบุคลิกหลายๆ อย่างของมาโอที่ดูเป็นผู้ใหญ่และเย็นชากว่าเมื่อก่อน ถึงอย่างนั้นทุกอย่างก็คือมาโอ เพื่อนสมัยเด็กที่เขาคิดถึงมานานไม่ผิดแน่
 
“มารยาทไปอยู่ไหนแล้ว เซมัน”
 
เสียงเข้มงวดดังมาจากด้านข้าง เด็กหนุ่มสะดุ้งสุดตัวเพราะจำเสียงที่ทำให้เขากลัวเกรงนี้ได้ 
 
คนพูดคือบิดาบุญธรรมของเขาเองหรือก็คือเจ้าชายลำดับที่สองเดเรคแห่งเผ่าชารุ ใบหน้าที่คมเข้มแฝงความสุขุม มีนัยน์ตาสีม่วงเจิดจรัสเกินใคร คราวนี้จ้องเขม็งมาที่เขาอย่างคาดโทษ เซมันรีบเอ่ยขอโทษทันที
 
“ขออภัยครับ! ข้าลืมตัวไปหน่อย!”
 
“ลูกไม่จำเป็นต้องขอโทษพวกเราหรอก แต่ต้องไปถวายความเคารพองค์ราชาต่างหากล่ะ”
 
น้ำเสียงนิ่มนวลใจดีมาจากข้างตัวเดเรค คนคนนั้นเป็นบิดาบุญธรรมคนที่สองนามว่านีโอและเป็นพระสนมของเดเรค ใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์ไม่สมกับอายุจริงมีรอยยิ้มใจดีประดับ เครื่องหน้ากับสีผมสีตาล้วนธรรมดา ทว่าพอมายืนเคียงข้างกับเดเรคแล้วกลับดูสมกันอย่างบอกไม่ถูก และเป็นคนที่เซมันรักและเคารพนับถือที่สุดด้วย
 
เซมันเปลี่ยนทิศทางหันไปเคารพราชาที่อยู่บนบัลลังก์ตามคำบอกของนีโอ
 
“โปรดอภัยให้กระหม่อมด้วยที่ทำการเสียมารยาทพ่ะย่ะค่ะ”
 
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ไม่เป็นไรหรอกข้าไม่ถือ เจ้าคงดีใจที่ได้เจอมาโอสินะ”
 
ราชาตอบกลับมาอย่างไม่ถือสาการกระทำของเด็กหนุ่ม ใบหน้าของราชาถอดแบบมาจากเดเรคเลยทีเดียว จะต่างกันที่สีตากับบุคลิกท่าทางเท่านั้น ราชาองค์ปัจจุบันคือฮาริที่เป็นพี่ชายของเดเรคเท่ากับว่าเป็นลุงของเขาด้วย
 
“สบายดีสินะ เซมัน”
 
มาโอทักทายกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ  เซมันยิ้มกว้างเดินตรงเข้าไปหา ในตอนนั้นเองเขาจึงได้สังเกตว่ามีคนแปลกหน้ายืนอยู่ใกล้ๆ เพื่อนสมัยเด็กด้วย
 
คนที่ว่าเป็นเด็กหนุ่มร่างเล็ก ท่าทางปราดเปรียวและขี้เล่น สิ่งที่โดดเด่นคือนัยน์ตาสีมรกตอันเป็นสัญลักษณ์ของชาวเผ่าคารีน่า ผมสีน้ำตาลแดงถักเป็นเปียเส้นเล็กๆ ทำให้ดูเด็ก แต่โดยรวมแล้วจัดว่าเป็นเด็กหนุ่มที่ดูดีไม่เลว
 
เซมันมองเด็กหนุ่มแปลกหน้าคนนั้น “ใครน่ะ มาโอ เพื่อนของเจ้าเหรอ”
 
“ไม่ใช่หรอก”
 
มาโอตอบทันควัน โอบร่างของเด็กหนุ่มเผ่าคารีน่าข้างตัวเข้ามา แนะนำเขาด้วยสีหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความรักที่มีต่อคนข้างตัว 
 
“เขาชื่อนารีฟ เป็นคนรักของข้าเอง”
 
คำบอกนั้นทำให้สิ่งที่เซมันเคยคาดหวังไว้พังครืนลงมา และทำลายความรู้สึกยินดีที่ได้พบมาโอจนหมดสิ้น
 
.................................
 
ข่าวเรื่องที่องค์รัชทายาทพาคนรักกลับมาแพร่สะพัดไปทั่วทั้งวัง บรรดาข้ารับใช้และขุนนางในวังแซวเรื่องนี้ไม่ขาดปากว่ามาโอดำเนินรอยตามเดเรคไปอีกคนแล้ว
 
เซมันรู้ว่าเมื่อก่อนเจ้าชายเดเรคตอนออกเดินทางตามธรรมเนียมของเผ่าก็พาคนรักกลับมาเช่นเดียวกับมาโอ และคนรักของเดเรคในตอนนั้นก็กลายเป็นพระสนมในปัจจุบันนี้ด้วย ฉะนั้นตำแหน่งพระชายาคนต่อไปอย่างไรคงไม่แคล้วคือนารีฟคนนั้นอย่างแน่นอน
 
จากเหตุความวุ่นวายตอนคัดเลือกคู่ครองทำให้มีการประกาศยกเลิกและให้เชื้อพระวงศ์แต่ละคนสามารถเลือกคู่ครองด้วยตัวเองโดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากขุนนางอีก ป้องกันไม่ให้ใช้อำนาจของขุนนางเข้าแทรกแซงอำนาจของเชื้อพระวงศ์
 
“คนรัก... เหรอ”
 
หัวใจของเขากระตุกวูบและเจ็บปวดทุกครั้งที่ได้ยินคำนี้ กระทั่งตอนนี้เขาก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง มาโอมีคนรักแล้ว มิหนำซ้ำยังเป็นถึงเผ่าคารีน่าด้วย หากพวกเขาแต่งงานกัน นั่นหมายถึงความปรองดองที่จะเกิดขึ้นระหว่างสองเผ่าหลังจากสู้รบกันมาช้านาน เป็นเรื่องที่น่ายินดีและไม่มีใครคัดค้านการแต่งงานที่เกิดขึ้นจากความรักของทั้งสองฝ่ายแน่
 
เซมันลดดาบในมือลง เพราะมัวแต่กลัดกลุ้มเรื่องของมาโอทำให้เขาไม่มีสมาธิที่จะซ้อมดาบ หุ่นที่ตั้งเรียงรายไว้ใช้ฝึกซ้อมบ่งบอกได้ว่าฝีมือดาบของเขาไม่นิ่ง แม้แต่จะฟันให้ขาดเป็นสองท่อนก็ยังทำไม่ได้
 
ความรักที่เขามีให้กับเพื่อนสมัยเด็ก สุดท้ายต้องหยุดลงในสถานะเพื่อนไม่สามารถก้าวข้ามไปในฐานะคนรักได้อีกแล้ว การที่ต้องมาตระหนักในความจริงข้อนี้ทำให้เจ้าชายลำดับที่สามยิ่งเจ็บปวด จนเผลอปักดาบลงบนพื้นอย่างแรงเพื่อระบายอารมณ์
 
“ท่านพี่เซมันกำลังซ้อมดาบอยู่เหรอครับ”
 
ไม่มีใครเรียกเขาว่าท่านพี่ได้นอกเสียจากว่าจะเป็นนารีฟ เด็กหนุ่มแห่งเผ่าคารีน่าถือสิทธิ์ว่าเป็นคนรักของมาโอเรียกเซมันว่าท่านพี่อย่างสนิทสนม ซึ่งคนถูกเรียกเช่นนั้นได้แต่กระอักกระอ่วน ลำบากใจ
 
“มาทำอะไรที่นี่เหรอ”
 
เซมันตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง กวาดตามองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นเพื่อนสมัยเด็กอยู่ แสดงว่านารีฟมาคนเดียว ที่น่าสงสัยคือทำไมมาอยู่ที่นี่ได้
 
นารีฟแลบลิ้นทะเล้น “ขอโทษครับ ข้ากำลังจะไปห้องอาหาร แต่แล้วก็หลงทาง ที่นี่กว้างใหญ่มาก ข้าเดินสะเปะสะปะไปทั่วเลย ข้าถามทางจากทหารแล้ว เขาก็ชี้มาทางนี้จึงเดินมาเรื่อยๆ แต่ไหงถึงกลายเป็นที่ฝึกซ้อมของท่านพี่เซมันเสียได้”
 
หากเรื่องเป็นอย่างที่นารีฟพูดจริง ทหารคนนั้นต้องคิดกลั่นแกล้งเด็กหนุ่มเผ่าคารีน่าคนนี้แน่ เพราะห้องอาหารกับลานซ้อมมันอยู่คนละทางกันเลย...
 
เซมันถอนหายใจก่อนจะดึงดาบที่ปักพื้นขึ้นมาเก็บเข้าฝัก
 
“ทีหลังถ้ายังไม่คุ้นทางก็ให้ไปกับมาโอสิ เจ้าตัวคงยินดีที่จะนำทางเจ้าเต็มที่”
 
นารีฟยิ้มละไม “ข้าก็อยากอยู่นะครับ แต่เห็นมาโอเหนื่อยหลับไป ข้าก็เลยไม่อยากรบกวน อาศัยถามทางคนอื่นเอา ในเมื่อเจอท่านพี่เซมันแล้ว ก็ช่วยข้าหน่อยได้ไหมครับ”
 
อีกฝ่ายอ้อนขอเขาตาใส เซมันอึดอัดใจที่จะต้องมาอยู่กับคนรักของมาโอ ที่เป็นเหมือนหนามทิ่มแทงใจเขา ต่อให้นารีฟเป็นมิตรมากแค่ไหน เขาก็ไม่อาจจะสนิทด้วยได้
 
“ข้ายังมีงานต้องทำอีก เดี๋ยวข้าจะวานนางกำนัลสักคนนำทางเจ้าให้แล้วกัน”
 
เซมันหันหลังให้นารีฟ ตอนนั้นเองเขาก็รู้สึกว่าคอของตนโดนกระตุก จึงโต้ตอบไปตามสัญชาตญาณ เด็กหนุ่มเผ่าคารีน่าเอี้ยวตัวหลบข้อศอกที่กระแทกมาได้ กระโดดถอยหลังไปหลายก้าว มองของที่อยู่ในมือ
 
“ข้าสนใจมานานแล้วว่าสร้อยที่ท่านพี่เซมันสวมช่างงดงามต้องตานัก จะว่าอะไรไหมถ้าข้าจะขอสร้อยเส้นนี้น่ะครับ”
 
เซมันยกมือลูบคอปรากฏว่าสร้อยที่ใส่ไว้ประจำหายไป มองที่มือของนารีฟเห็นเม็ดอัญมณีสีโกเมนสะท้อนตาก็จำได้ทันทีว่าเป็นของเขา คนตรงหน้าถือวิสาสะเอาสร้อยไปโดยไม่บอกกล่าว!
 
เจ้าชายลำดับที่สามเริ่มมีน้ำโห “ไม่ได้ สร้อยเส้นนี้เป็นของสำคัญของข้ามาก ข้ายกให้เจ้าไม่ได้หรอก”
 
นารีฟแกว่งสร้อยในมือก่อนจะยิ้มกริ่ม “เป็นของสำคัญของท่านพี่เซมันเหรอครับ ดูจากสภาพแล้วค่อนข้างจะเก่าอยู่ เป็นของใครให้มาเหรอครับ”
 
“ใครให้ข้ามามันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย”
 
“ข้าก็แค่อยากรู้ว่าใครให้ จริงอยู่ว่าโกเมนนี้หาได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่อยู่ข้างในต่างหากที่หายากและประเมินค่าไม่ได้”
 
นารีฟกล่าวพลางชูจี้สร้อยนั้นขึ้นส่องกับแสงอาทิตย์ โกเมนนั้นเรืองแสงสะท้อนกับใบหน้าของเด็กหนุ่มเผ่าคารีน่าจนเป็นสีแดง
 
“โกเมนนี้ไม่ได้เกิดจากการหลอมรวมของธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยิ่งกว่านั้น ท่านพี่เซมันกลับเก็บห้อยเอาไว้เฉยๆ ช่างน่าเสียดายนัก”
 
เซมันชะงัก ไม่ว่าจะมองยังไงมันก็คือเครื่องประดับธรรมดาไม่ใช่หรือ มันจะกลายเป็นอย่างอื่นไปได้ยังไง
 
เห็นสีหน้างงงันของเจ้าชายลำดับสาม นารีฟจึงกำสร้อยไว้แน่น ทำเสียงอ้อน
 
“ดูเหมือนว่าท่านพี่เซมันจะไม่รู้ค่าของมันนะ ยกสร้อยนี่ให้ข้าจะดีกว่านะครับ มันเหมาะกับข้ามากกว่า”
 
“ที่แท้เจ้ากุเรื่องเพื่อล่อหลอกจะเอาสร้อยของข้ารึ ไม่ได้หรอก สร้อยเส้นนี้ยังไงก็ให้เจ้าไม่ได้”
 
“เช่นนั้นท่านพี่เซมันพอจะบอกได้ไหมว่าใครเป็นคนให้ ข้าจะได้ไปขอกับคนนั้นโดยตรงให้เปลี่ยนมาให้ข้า”
 
เซมันเม้มปาก ไม่ยอมตอบ เพราะเขากลัวว่าถ้าบอกไปว่าคนให้คือมาโอ อีกฝ่ายจะไปขอจากเพื่อนสมัยเด็กจริงๆ และเป็นไปได้ว่ามาโอจะยกให้กับนารีฟเสียด้วย
 
เด็กหนุ่มเผ่าคารีน่ามองเซมัน “หืม... เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ด้วย สร้อยเส้นนี้มาโอเป็นคนให้สินะครับ ท่านพี่เซมัน”
 
“ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลย ทำไมถึงรู้ได้ล่ะ!?”
 
นารีฟชี้หน้า “ก็หน้าท่านมันฟ้องนี่นา เก็บอาการเอาไว้หน่อยก็ดีนะ ท่านพี่เซมัน ป่านนี้ทุกคนคงรู้กันทั้งบางแล้วมั้งครับ ว่าท่านพี่เซมันมีความรู้สึกยังไงกับมาโอ”
 
พอโดนบอกตรงๆ เขาก็หน้าแดง ทั้งด้วยความโกรธและความอาย คนตรงหน้ากล้าดียังไงมาพูดแบบนี้ เขาเป็นถึงเจ้าชายลำดับสามและยังเป็นเพื่อนสนิทของมาโอด้วย นารีฟกลับไม่รู้จักเกรงใจและเคารพเขาเลย!
 
“ถ้ามาโอเป็นคนให้ข้าแล้วจะทำไม เจ้ายังคิดจะเอามันไปงั้นเหรอ ของแบบนี้เจ้าไปอ้อนกับมาโอ คงได้เครื่องประดับล้ำค่ามากมาย ไม่จำเป็นต้องเอาสร้อยของข้าไปหรอก!”
 
เซมันเดินเขามาจะคว้ามันคืน นารีฟกระโดดถอยหลังไปไม่ยอมส่งให้
 
“ก็เพราะเป็นของมาโอน่ะสิครับ ข้ายิ่งอยากได้เข้าไปใหญ่ ท่านพี่เซมัน ข้าขอบอกอะไรท่านไว้อย่างหนึ่ง”
 
นัยน์ตาสีเขียวของนารีฟเรืองรองขึ้นอย่างน่ากลัว ทำให้เซมันขนลุกซู่และเผลอขยับถอยห่างไปโดยสัญชาตญาณ แววตาคู่นั้นช่างกดดันจนเขาอยากจะยอมศิโรราบให้
 
“มาโอเป็นของข้า  ท่านพี่เซมันช่วยรักษาระยะห่างและคงสถานะเป็นเพื่อนสมัยเด็กต่อไปด้วยนะครับ หากท่านคิดจะมาแย่งไปล่ะก็...”
 
นารีฟเดินเข้ามาใกล้ วางมือบนลำคอของเซมัน สัมผัสนั้นทำให้เขาสะดุ้งสุดตัว ยิ่งมาเจอน้ำเสียงที่เย็นชาจับขั้วหัวใจนั่นแล้ว เซมันที่ไม่เคยกลัวอะไรง่ายๆ ยังสะท้าน
 
“รับรองท่านพี่เซมันจะได้เจอเรื่องน่ากลัวแน่นอน... นะ”
 
มือเรียวลูบไล้ลำคอคล้ายกับจะบีบคอเซมันให้ตายคามือ ทำให้คนโดนจับคออยู่มีเหงื่อเย็นๆ ไหลซึม ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว
 
“นารีฟ เจ้ามาอยู่นี่เอง”
 
เสียงที่เข้ามาขัดจังหวะคือมาโอ เด็กหนุ่มแห่งเผ่าคารีน่าจึงเปลี่ยนสีหน้ามาเป็นปกติ แล้วถอยห่างออกมาจากเซมัน เขาจึงรู้สึกว่าหายใจได้คล่องขึ้นมาหน่อย
 
“ตื่นแล้วเหรอ ไม่นอนพักต่ออีกหน่อยล่ะ”
 
“เจ้าไปไหนโดยไม่บอก ใครกันจะหลับลง” มาโอสาวเท้าเข้ามาหาคว้าตัวนารีฟไว้ “ข้าถามทหารแถวนี้จึงรู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่ ว่าแต่เจ้ามาที่ลานซ้อมนี้ทำไม”
 
“ข้าหลงทางน่ะ แล้วก็บังเอิญมาเจอท่านพี่เซมันพอดี เราเลยพูดคุยทำความสนิทสนมกันน่ะ พวกเราคุยกันถูกคอมากเลย เนอะ ท่านพี่เซมัน”
 
“อะ... อืม ใช่”
 
เจ้าชายลำดับที่สามไม่รู้จะตอบยังไงจึงได้แต่เออออไปตามเรื่อง มาโอมองนารีฟแล้วเห็นสร้อยโกเมนที่อยู่ในมือจึงถามขึ้น
 
“สร้อยนั่น... เจ้าได้มายังไง”
 
“ท่านพี่เซมันให้มาน่ะ เขาบอกว่าเป็นการต้อนรับข้า มาโอ ช่วยใส่ให้หน่อยสิ”
 
“ก็ได้”
 
มาโอหยิบสร้อยแล้วไปยืนอยู่ด้านหลังของนารีฟ บรรจงใส่สร้อยให้ เจ้าชายรัชทายาทจึงไม่เห็นสีหน้าที่ประกาศชัยชนะของนารีฟ
 
เซมันกำหมัดแน่นจนสั่นระริก เขายังไม่ได้บอกเลยสักคำว่าจะยกสร้อยให้ ส่วนมาโอก็ไม่คิดจะค้านเรื่องที่เขาให้สร้อยเส้นนี้กับนารีฟเลย ทั้งๆ ที่เพื่อนสมัยเด็กเป็นคนให้เขาไว้แท้ๆ!
 
“ในเมื่อนารีฟมีคนดูแลแล้ว ข้าก็ขอตัว ข้ายังมีงานต้องทำอีก”
 
ไม่รอฟังคำตอบจากทั้งสอง เซมันก็หันหลังก้าวฉับๆ ออกจากลานซ้อมไปโดยไม่คิดจะเหลียวหลังกลับมา
 
เขาไม่อยากอยู่อีกแล้ว... ไปที่ไหนก็ได้อย่างน้อยก็ไม่ใช่ที่นี่! หากเขายังอยู่ต่อไป ต้องเจอภาพบาดตาบาดใจจนกระอักเลือดตายไม่รู้กี่รอบแน่ๆ!
 
........................
 
ตกเย็นเป็นเวลาทานอาหาร เด็กหนุ่มถอนหายใจเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้เมื่อต้องมาทานร่วมโต๊ะกับบรรดาพระญาติทั้งหลาย รวมถึงมาโอกับนารีฟด้วย และจากตำแหน่งที่นั่ง ถ้าเซมันจำไม่ผิดเขาจะต้องนั่งหันหน้าเข้าหาทั้งสองพอดี
 
ความกระตือรือร้นที่ได้เจอมาโอหายไปแทนที่ด้วยความเจ็บปวด เซมันกลับไม่อยากเจอหน้าเจ้าชายรัชทายาทเลยโดยเฉพาะตอนนี้
ภาพตอนที่เห็นมาโอกับนารีฟอยู่ด้วยกันทำให้เขารู้สึกอิจฉาริษยาในอกพร้อมๆ กับความเศร้าที่เอ่อล้น เป็นไปได้ก็อยากจะแกล้งป่วยซะ เพื่อจะได้ไม่ต้องไปที่ห้องอาหาร แต่ขืนเขาทำอย่างนั้น หมอหลวงคงแล่นมาหาเขาถึงที่แน่ด้วยคำสั่งของท่านพ่อนีโอที่เป็นห่วงเขาเกินเหตุ 
 
เดินมาถึงห้องอาหารมีคนมานั่งเกือบครบทุกคนแล้ว ทั้งราชาฮาริ เจ้าชายเดเรค พระสนมนีโอ เสนาบดีอัคนี มาโอกับนารีฟ แต่รู้สึกว่าจะขาดไปคนหนึ่ง
 
“มาแล้วเหรอ เซมัน ทีนี้ก็เหลือไลซาสินะ”
 
คนเอ่ยคือราชาฮาริที่ยิ้มแย้มทักทายเขาก่อน เด็กหนุ่มทำความเคารพให้ตามมารยาทก่อนจะไปนั่งข้างๆ พระสนมนีโอ
 
บิดาบุญธรรมคนนี้ยิ้มอย่างอ่อนโยนทำให้เซมันรู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย แต่ถึงยังไงเขาก็คงไม่อาจสงบใจได้ในเมื่อที่นั่งฝั่งตรงข้ามคือมาโอกับนารีฟ
 
“ข้ามาสายที่สุดอย่างนั้นสินะ ต้องขอโทษด้วย”
 
ชายที่ก้าวเข้ามาในห้องอาหาร มีเรือนผมสีทองสวยถักเป็นเปียแบบหลวมๆ  นัยน์ตาสีอำพันเป็นประกายวับฉายความอ่อนโยนอยู่เสมอ คนคนนี้คือพระชายาไลซาเป็นคนรักของราชาฮารินั่นเอง
 
“เจ้าหลงทางอีกแล้วสิใช่ไหม”
 
ราชาฮาริกล่าวอย่างอ่อนใจ เรื่องที่พระชายาไลซาชอบหลงทางนั้นเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้กันดี เซมันยังเคยโดนพระชายาไลซาถามทางกลับตำหนักกับไปท้องพระโรงบ่อยๆ จนเขารู้สึกประหลาดใจว่าบางทีความจำด้านทิศทางของพระชายาไลซาอาจมีปัญหา
 
“ถ้าวังแคบลงกว่านี้อีกสักหน่อย ข้าก็คงจะจำทางได้หรอก” พระชายาไลซาเถียงกลับ ขณะนั่งลงเคียงข้างราชาฮาริ “ที่นี่กว้างเกินไปข้าจำสับสนทุกที”
 
“ข้าว่าต่อให้แคบกว่านี้ เจ้าก็ยังหลงทางอยู่ดีนั่นแหละ”
 
ราชาฮาริว่าและคนอื่นก็แอบเห็นด้วยอยู่ในใจ
เส้นทางในวังถึงจะมีแยกย่อยเยอะ แต่ถ้าจำเส้นทางหลักๆ ได้ก็ไม่มีปัญหา
 
ตอนแรกที่เซมันมาอยู่ในวังก็หลงทางประจำ แต่พอปรับตัวได้ เขาก็เริ่มรู้ว่าที่ไหนเป็นที่ไหน จนตอนนี้สามารถเดินไปได้ทุกที่ เช่นเดียวกับคนอื่นๆ คนที่มีปัญหามีอยู่คนเดียวคือพระชายาไลซา
 
“ในเมื่อท่านพี่ไลซามาแล้ว เราก็ทานอาหารกันเถอะ”
 
เจ้าชายเดเรคพูดเพื่อขัดจังหวะการหยอกล้อของคู่พี่ชาย ทุกคนพยักหน้าก่อนจะลงมือทานอาหาร
 
เด็กหนุ่มรู้สึกไม่อยากอาหารขึ้นมาอย่างแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมาเจอภาพบาดตาบาดใจที่อยู่ตรงหน้า มาโอคอยตักอาหารเอาใจนารีฟตลอดด้วยรอยยิ้ม มันพานให้เขาอิจฉาเด็กหนุ่มแห่งเผ่าคารีน่า ฝืนกล้ำกลืนอาหารของตนโดยไม่รู้รส
 
‘ไม่เอาน่า มาโอ ข้าตักเองได้ ไม่ใช่เด็กเสียหน่อย"นารีฟละเหี่ยใจรู้สึกเขินที่อีกฝ่ายมาเอาใจใส่ "มาโอก็กินบ้างสิ เอานี่ เนื้อโร้กย่าง”
 
เซมันเลิกคิ้ว ขณะมองมาโอที่รับเนื้อโร้กย่างจากคนข้างกายมากินอย่างเอร็ดอร่อย ด้วยความสงสัยจึงโพล่งถามขึ้นว่
 
“เอ๊ะ? มาโอ ปกติเจ้าเกลียดเนื้อโร้กไม่ใช่เหรอ บอกว่ามันมีกลิ่นคาวแรงน่ะ”
 
เด็กหนุ่มจำได้อย่างแม่นยำว่าตอนที่พวกเขายังอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เนื้อโร้กจัดเป็นเนื้อที่หาได้ง่ายที่สุดในท้องตลาดและมีราคาถูกที่สุดด้วย จึงเป็นอาหารที่แพร่หลายในระดับต้นๆ โดยเฉพาะที่ๆ ยากจน อย่างในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามีเนื้อโร้กให้กินก็นับว่าหรูแล้ว แต่มาโอไม่ชอบเท่าไหร่และกินเหลือเป็นประจำจนเขาต้องเป็นคนเก็บกินเสียเอง ตอนนี้กลับเห็นอีกฝ่ายตักเข้าปากโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนเลยสักนิด
 
มาโอโดนทักก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอึกอักตอบว่า “คงเพราะเดินทางทำให้ข้าจำเป็นต้องกินได้ทุกๆ อย่าง หากเอาแต่เลือกของที่ชอบ ข้าก็อาจจะอดตายได้น่ะสิ”
 
“อย่างนั้นหรอกเหรอ...”
 
ก็อาจจะเป็นไปได้ การเดินทางไม่ได้ง่ายขนาดนั้น มาโอคงเจออะไรมามากถึงทำให้ของกินที่เกลียดยังสามารถกินเข้าไปได้
 
“ไหนๆ แล้ว มาโอเจ้าเล่าเรื่องการเดินทางให้พ่อฟังหน่อยสิ”
 
ราชาฮาริร้องขอ มาโอก็ตอบรับอย่างยินดีและเล่าเรื่องที่ผ่านมาให้ฟัง
 
แรกๆ เซมันก็ตั้งใจฟังดี แต่พอหัวข้อเริ่มมีนารีฟมาข้องเกี่ยวมากขึ้น เขาก็เลิกที่จะฟัง และยิ่งต้องมาเห็นมาโอพูดถึงคนข้างตัวด้วยความรักใคร่ เขาก็หมดอารมณ์ทานอาหารทันที อยากให้ตัวเองหูหนวกและตาบอดขึ้นมาเดี๋ยวนั้นจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
 
“แล้วแบบนี้ท่านพี่เซมันจะต้องออกเดินทางเหมือนมาโอด้วยหรือเปล่าครับ”
 
จู่ๆ นารีฟก็ถามขึ้นมา พร้อมทั้งปรายตามมาทางเขา 
 
“เรื่องนั้นเซมันก็ต้องทำเหมือนกัน หลังจากนี้ไปล่ะนะ”
 
ราชาฮาริเป็นคนตอบให้ การออกเดินทางตามธรรมเนียมของเผ่าชารุไม่ใช่แค่แวะไปตามที่ต่างๆ เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีเป้าหมายในการเดินทางด้วย
 
อย่างมาโอมีจุดประสงค์คือเรียนรู้งานประเภทต่างๆ สั่งสมประสบการณ์และความรู้ หรือเมื่อสมัยของราชาฮาริคือเรียนรู้ศิลปะวัฒนธรรมของเผ่านั้น ส่วนเจ้าชายเดเรคมีเป้าหมายในการเจริญสัมพันธไมตรีเป็นมิตรกับเชื้อพระวงศ์ของแต่ละเผ่า เป็นต้น
 
ทันทีที่พูดถึงหัวข้อนี้เซมันก็ฉุกคิดได้ว่าเขาสามารถใช้ข้ออ้างในการทำตามธรรมเนียมเดินทางออกนอกอาณาจักรได้ เป็นการพักหัวใจอีกด้วย!
 
คิดได้ดังนั้นเจ้าชายลำดับที่สามก็ตัดสินใจไปคุยเรื่องนี้กับท่านพ่อเดเรคหลังจากทานข้าวเสร็จ
 
.....................
 
“ข้าจะไม่ห้ามเมื่อเจ้าตัดสินใจจะไป แต่เจ้ามีจุดประสงค์อะไรในการเดินทางครั้งนี้ล่ะ”
 
เมื่อยื่นความต้องการจะเดินทางกับท่านพ่อเดเรคเรียบร้อยแล้ว คนตรงหน้าก็ถามกลับมาถึงเรื่องที่สำคัญที่สุดซึ่งเขาไม่ได้คิดเตรียมไว้ เพราะที่อยากจะเดินทางก็เพื่อไปให้พ้นๆ จากมาโอกับนารีฟ และทำใจกับการอกหักครั้งนี้เท่านั้น
 
“เรื่องนั้น...”
 
“ยังไม่ได้คิดเหรอ”
 
“ครับ”
 
เซมันยอมรับโดยดุษฎี บิดาของเขาขมวดคิ้ว นิ้วมือเริ่มเคาะโต๊ะเป็นจังหวะแสดงให้เห็นว่าเริ่มจะไม่พอใจ
 
“เจ้ามาขออนุญาตเดินทางโดยที่ไม่ได้กำหนดจุดประสงค์เอาไว้ แบบนี้ใช้ได้ที่ไหน”
 
“ข้าขอโทษครับ ท่านพ่อเดเรค แต่ว่าข้าอยากจะเดินทางจริงๆ น่ะครับ! และจำเป็นต้องเร็วๆ นี้ด้วย!”
 
เขาไม่อยากจะทำร้ายหัวใจของตัวเองไปมากกว่านี้อีกแล้ว ยิ่งเขาอยู่ที่นี่ก็ต้องมาเห็นสิ่งที่ไม่อยากเห็นทุกวัน มันโหดร้ายเกินไป การเดินทางนี้อาจจะช่วยเยียวยาจิตใจเขาได้บ้าง
 
“เจ้าอยากเดินทางเพราะเรื่องของมาโอกับนารีฟสินะ”
 
ท่านพ่อเดเรคพูดขึ้น เซมันจึงตาเบิกกว้าง
 
“ท่านพ่อเดเรคทราบ...”
 
“ข้าย่อมรู้อยู่แล้ว ก็เจ้าเป็นลูกของข้านี่ ข้าจะไม่รู้ความรู้สึกของลูกชายที่มีต่อรัชทายาทได้ยังไง” เจ้าชายลำดับสองยกมือขึ้นลูบหัวบุตรชาย “ข้าเข้าใจถึงความเจ็บปวดของเจ้า และรู้ว่าเรื่องที่รัชทายาทพาคนรักมาทำร้ายเจ้ามาก แม้เจ้าจะพยายามซ่อนมากแค่ไหน แววตาก็ยังแสดงให้เห็นเสมอว่าเจ้าเจ็บปวดเวลาที่รัชทายาทกับคนรักอยู่ด้วยกัน”
 
เป็นอย่างที่นารีฟพูดไว้จริงๆ ทุกคนรู้ว่าเขารู้สึกยังไงกับมาโอ เซมันหน้าร้อนผ่าว ทีนี้ใครๆ ก็พากันสงสารและสมเพชเขาแล้วล่ะสิ ที่ความรักไม่สมหวัง
 
“ในเมื่อเจ้ากำหนดจุดประสงค์การเดินทางไม่ได้ ข้าจะเสนอทางให้ก็แล้วกัน”
 
“ทางอะไรหรือครับ”
 
เดเรคเอื้อมมือไปหยิบเอกสารขึ้นมาจากในกองที่วางอยู่ ยื่นส่งให้บุตรชายได้อ่าน
 
เซมันเปิดดู กวาดตาอ่านคร่าวๆ มันคือรายงานฉบับหนึ่งจากทหารที่สำรวจตามชายแดน
 
“นี่มัน...”
 
“อย่างที่เห็นมีการปรากฏตัวของสัตว์ประหลาดตามทะเลทรายโรฮาน เป็นชนิดใหม่ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ตอนนี้อาจจะมีเพียงประปรายเท่านั้น แต่ก็อยากให้เจ้าลองสำรวจดู ไม่แน่ว่าสัตว์ประหลาดนี้อาจจะเป็นภัยกับพวกเราในอนาคตก็ได้”
 
จากในรายงานมีภาพสเก็ตให้เห็นตัวสัตว์ประหลาดที่ว่าซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับโคลน แต่มีดวงตาติดอยู่ ในนั้นมีรายละเอียดกำกับถึงสภาพผิวและความสามารถ รวมถึงสถานที่ที่มีการพบเห็นตามเผ่าที่เหลือด้วย ไม่ใช่แค่เผ่าชารุที่เดียว
 
“เจ้าคิดว่ายังไง จะใช้จุดประสงค์นี้ในการเดินทางไหม”
 
เซมันกวาดตามอง จดจำรายละเอียดแล้วพยักหน้า
 
“ขอแค่ได้ออกจากเผ่า จะเป็นจุดประสงค์แบบใดข้าก็ยินยอมทั้งนั้น งานที่ท่านพ่อเดเรคมอบหมายก็อาจจะช่วยข้าและเป็นประโยชน์ต่อเผ่าเราด้วย”
 
“ตกลงว่าเจ้าเลือกเดินทางด้วยจุดประสงค์นี้สินะ”
 
“ครับ ข้าตัดสินใจแล้ว”
 
ณ ตอนนี้เขาไม่สนใจว่าการทำภารกิจนี้จะลำบากยากเข็ญหรือมันจะนำพาเขาไปเจอกับอะไร เซมันปรารถนาอย่างเดียวว่าจะได้ออกไปจากเผ่า โดยหารู้ไม่ว่าโชคชะตาของเขาได้เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เริ่มต้นขึ้นจากตรงนี้เอง
B
E
R
L
I
N
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

86 ความคิดเห็น

  1. #68 Noon Kanchana (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2559 / 20:22
    อนาคตข้างหน้านารีฟต้องเป็นคนที่อันตรายมากแน่ๆ เกลียดตัวละครนี้สุดๆ ยิ่งเป็นฉากที่แย่งสร้อยไปจากเซมันนี้ยิ่งแล้วใหญ่เลย คือสันดารแย่มากอะ ขาดการอบรมนิสัยสินะ เฮ้ออออ เหนื่อยแทนเซมัน
    #68
    0
  2. #51 Mkrd.Milky (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2559 / 06:24
    ไม่ชอบนารีฟอะ
    #51
    0
  3. #47 Fernbenben (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2559 / 22:22
    แน่ใจนะว่ามาโอไม่ได้โดนมนต์สะกดไรงี้ ร้ายอ่ะ หวงคนรักมันก็ใช่ แต่ไปเอาของสำคัญมามันใช่เรื่องมั้ยยยย
    #47
    0
  4. #14 em-en (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 มีนาคม 2559 / 16:34
    อ่านแล้วเกลียดนารีฟ เจ้าบังอาจมากที่มาทำร้ายจิตใจเซมันของข้า เจ้าต้องได้รับโทษ
    เซมันน่าสงสารอะ ????????????????
    #14
    0
  5. #10 เรนนี่ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 มีนาคม 2559 / 22:16
    รู้สึกว่าไม่ค่อยชอบนิสัยของนารีฟเท่าไหร่ เหมือนมีเงื่อนงำอะไรบางอย่าง ดูบีบคั้นให้เซมันออกเดินทางเหลือเกิน (แต่ถ้ามีเหตุผลก็รอดูอยู่)

    ทำไมรู้สึกว่า มาโอบอกว่าไม่ชอบกินเนื้อโร้กเพราะอยากให้เซมันได้กินมากกว่า (เอ๊ะ หรือเรามโนมากไป)
    #10
    0
  6. #3 mangalover (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559 / 21:35
    นีโอพูดบทเดียวเอง....เกลียดนารีฟอ่ะ รู้สึกอยากฆ่า แย่! แย่เหมือนนาราเลย! ไม่สิ! แย่กว่า เลวมาก จี้นั่นคือความทรงจำนะ! ตาย! ตาย! เริ่มบ้าแล้วเรา
    #3
    0
  7. #2 KH_byun (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 / 20:21
    ไม่ชอบนารีฟเลยอ่าาาา รู้สึกว่าเห็นแก่ตัว ไร่มารยาทมากกกกกกด สงสารเซมันจัง
    #2
    0