Himmapan Myth วิโรธน์บาดาล (Yaoi)

ตอนที่ 9 : วิโรธน์ครั้งที่ ๘ คนที่จะเคียงข้างข้าได้มีเพียงแค่เจ้าเท่านั้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 151
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    21 ส.ค. 62

วิโรธน์ครั้งที่ ๘ คนที่จะเคียงข้างข้าได้มีเพียงแค่เจ้า


พระอรรณพมองจดหมายเชิญเข้าร่วมงานสังสรรค์วัสสานฤดูก็ได้แต่รู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านใจ


เขาไม่ได้รังเกียจที่จะต้องไปงานใหญ่ระดับนั้นเพราะเคยไปทุกปีอยู่แล้ว แต่ที่เขาไม่ชอบใจก็เพราะว่าในจดหมายเชิญระบุว่าผู้ที่มาร่วมงานนอกจากเขาแล้วนีระในฐานะพระชายาต้องไปงานนี้ด้วย


บอกตามตรงว่าเขารังเกียจที่จะไปงานนี้กับนีระ


ถ้าหากพระชายาของเขาเป็นธาราล่ะก็ เรื่องมันคงง่ายกว่านี้มาก ระหว่างเงือกกับกุมภีร์นิมิตรดูก็รู้ว่าใครเป็นที่เชิดหน้าชูตามากกว่ากัน


“จะเอาอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ?”


รหัทเห็นนายเหนือหัวเอาแต่เคาะนิ้วบนโต๊ะมองจดหมายเชิญด้วยสีหน้าไม่แจ่มใส ก็คิดว่ามันต้องเป็นเรื่องไม่ดีแน่ๆ ถึงกระนั้นการบอกปัดคำเชิญก็ไม่ใช่เรื่องดีเช่นกัน


“ข้ากำลังคิดว่าจะให้นีระป่วยจะได้ไม่ต้องมากับข้า”


กะแล้ว... เจ้านายของเขายังไงก็ไม่อยากให้นีระไปด้วยจริงๆ รหัทแอบถอนหายใจ จากนั้นก็ออกความเห็นว่า


“ทำอย่างนั้นอาจจะไม่ดีเท่าไหร่นะพ่ะย่ะค่ะ”


พระมหรรณพหยุดเคาะโต๊ะ แล้วเหลือบตามององครักษ์คู่ใจ “เพราะอะไร?”


“ทำแบบนั้นก็เหมือนกับการอ้าง คนอื่นๆ อาจจะคิดว่าฝ่าบาททรงอับอายที่แต่งเงือกมาเป็นพระชายาก็เลยไม่ยอมพามาร่วมงานโดยบอกคนอื่นๆ ว่าป่วย ไม่ว่าจะป่วยจริงหรือไม่จริง ทุกคนคงมองพระองค์ในแง่ไม่ดีแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”


ปึง!


พระอรรณพทุบโต๊ะเสียงดังด้วยความไม่พอใจมากกว่าเดิม


“แล้วจะให้ทำยังไง? พามันไปด้วยไม่ยิ่งขายขี้หน้ากว่าหรือไง!”


“ถึงพวกขุนนางอาจจะติฉินนินทาบ้าง แต่ได้ใจประชาชนมากกว่านะพ่ะย่ะค่ะ” รหัทพูดช้าลงเพราะระวังอารมณ์ร้อนของพระอรรณพจะพุ่งมาเล่นงานเขา “อย่างไรเสียไม่อาจปฏิเสธได้ว่าประชากรใต้บาดาลเป็นเงือกเสียส่วนใหญ่ หากพระองค์พาพระชายาไปอย่างเปิดเผย ประชาชนย่อมรู้สึกดีกับพระองค์แน่ๆ และขุนนางที่จะนินทาพระองค์นั้นอาจจะน้อยกว่าที่คิดก็ได้พ่ะย่ะค่ะ เพราะฝ่าบาทได้ใช้ความกล้าพาพระชายาที่เป็นเงือกมาร่วมงานนี้ด้วยนี่นา”


เมื่อรับฟังเหตุผลของรหัทแล้ว พระอรรณพก็เงียบไปเหมือนกำลังทบทวนข้อดีข้อเสียอยู่ ใช้เวลาอยู่นานกว่าเจ้านายของเขาจะยอมลงให้แบบไม่เต็มเสียง


“ก็ได้ ข้าจะพามันไป เจ้าเตรียมชุดให้มันหน่อยแล้วกัน ไม่จำเป็นต้องดีมาก เพราะแต่งไปก็ไม่ช่วยให้มันหล่อเหลาดูดีขึ้นหรอก”


“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปเตรียมการให้เดี๋ยวนี้”


แม้รหัทจะตกปากรับคำไปแล้วก็ตาม แต่ด้วยความสงสารเขาจึงทำงานนอกเหนือคำสั่งไปนิดนึง ด้วยการเอาเสื้อผ้าที่อยู่ในเกณฑ์ชั้นดีไปให้นีระ


“เข้าร่วมงานเลี้ยงวัสสานฤดู? นี่ข้าไปได้เหรอ?”


นีระแทบไม่เชื่อหูตัวเองตอนได้รับเสื้อผ้าชุดใหม่มา แค่มือแตะลงบนเนื้อผ้าก็รู้ว่าเป็นของดีแบบที่ตอนอยู่ในสถานนุบาลไม่มีทางได้สวมใส่ รหัทช่วยยืนยันอีกครั้ง


“พ่ะย่ะค่ะ จดหมายเชิญบอกมาแบบนั้น พระอรรณพจึงต้องพาพระชายาไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ”


แบบจำใจน่ะนะ...


อาโปที่ยังไม่หายเคืองเรื่องที่พี่ชายโดนตบแถมถูกตัดผมอันงดงามไปอีก มองรหัทอย่างระวังตัวมากกว่าเดิม


“เสื้อผ้านี่ท่านเป็นคนจัดเตรียมหรือ?”


“ใช่... เป็นผ้าที่ดีนะ ผ้าสีฟ้าผืนนี้ต้องเหมาะกับพระชายาที่มีครีบสีเงินแน่นอน”


ปกติการเลือกผ้าควรเป็นหน้าที่ของสามี แต่พระอรรณพต่างจากสามีทั่วไป หน้าที่จึงตกมาเป็นของรหัท เขาเองก็เคยเลือกผ้าเพื่อจีบคนอยู่บ้าง จึงพอจะเดาความเหมาะสมของเสื้อผ้าได้ เขาคิดว่าหากนีระใช้ผ้าผืนนี้ต้องออกมาดูดีแน่ๆ


“อืม ผ้าเนื้อดีของจริง”


นีระพิจารณาความเรียบรื่นของมันแล้วเทียบกับชุดที่ใส่อยู่ประจำ เนื้อผ้าในสถานนุบาลมักจะสากแถมยังเปื่อยง่าย ไม่เหมือนผ้าใหม่ที่ได้รับมานี้ที่ดูใช้ด้ายทักถอคุณภาพดีจึงทั้งนุ่มและเรียบลื่น


อาโปค้อนใส่พี่ชายที่ไม่คิดอะไรเลย “พี่นีระจะชื่นชมมันไม่ได้ขอรับ ไม่รู้ว่าทางนั้นคิดอะไรอยู่ถึงได้ให้พี่นีระไปด้วย อาจจะมีจุดประสงค์ไม่ดีก็ได้”


ทีแรกนีระก็คิดอย่างนั้น ทว่าในเมื่อสามีสั่งมา ภรรยาอย่างเขาจะปฏิเสธอะไรได้? เขาส่งผ้าให้อาโปถือไปแล้วกล่าวกับรหัทว่า


“ฝากคำของคุณให้พระอรรณพด้วยแล้วกัน ในฐานะพระชายา ข้าจะไม่ทำให้เขาขายหน้าแน่นอน”


“พ่ะย่ะค่ะ เช่นนั้นกระหม่อมขอตัวก่อน”


ส่งของเสร็จรหัทก็ว่ายออกจากเรือน อาโปคลี่ผ้าออกเพื่อหาร่องรอยการวางแผนกลั่นแกล้ง แต่ตรวจแล้วก็ไม่มีอะไรพิรุธจึงเบาใจเปลาะหนึ่ง


“ข้ายอมรับนะพี่นีระ ข้าไม่ชอบแบบนี้เอาเสียเลย”


“เจ้าหมายถึงผ้าเหรอ?”


“ไม่ใช่เสียหน่อย!” อาโปปฏิเสธเสียงแข็ง พับผ้าให้เรียบร้อยตามเดิม “ที่ข้าพูดหมายถึงไม่ชอบที่เดาไม่ออกว่าพระอรรณพคิดอะไรอยู่ ข้ากลัวว่าเขาจะเล่นงานพี่นีระหนักอีก ดูผมของพี่สิ เกือบจะโดนกร้อนทั้งหัวอยู่แล้ว!”


ตอนฟื้นไข้ขึ้นมาเห็นผมของพี่ชายสั้นลง อาโปก็ทั้งโกรธและตกใจจะแย่อยู่แล้ว กว่าเขาจะเล็มผมพี่ชายให้ออกมาดูดีได้ต้องทนเห็นสีหน้าไร้อารมณ์ของนีระไปอีกเท่าไหร่กัน? เขามีความรู้สึกว่าหนนี้พี่ชายอาจจะเจอของดีเข้า


“อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด แล้วแต่เวรแต่กรรมล่ะกัน” หลังจากที่ผมสั้นลงนีระติดนิสัยชอบลูบผมบ่อยๆ เวลาที่กังวล “เขาให้ผ้าดีๆ มาก็ต้องแต่งให้ถูกกาลเทศะ อย่าให้ใครมาตำหนิเรื่องนี้ได้ก็พอ”


คราวนี้ถ้าทำให้ขายหน้าต่อบรรดาเชื้อพระวงศ์และขุนนาง กลับมาบ้านเขาอาจจะโดนพระอรรณพเล่นงานไม่เหลือซากก็ได้


“วางใจเถอะพี่นีระ ข้าจะแต่งท่านให้งดงามเอง! ต้องให้หล่อเหลาเกินหน้าเกินตาพระอรรณพให้ได้!”


นีระมองแรงฮึกเหิมที่อยากจะเอาคืนของอาโปก็ยิ้มแห้ง “นั่นก็เกินไปนะ รูปลักษณ์ของพระอรรณพเป็นสิ่งที่สวรรค์รังสรรค์ ข้าคงจะหล่อเหลาสู้พระองค์ไม่ได้หรอก”


“ไก่งามเพราะขนฉันใด คนก็งามเพราะแต่งฉันนั้นขอรับ” อาโปพูดด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม “วางใจเถอะพี่นีระ ข้าจะแต่งพี่ให้งามเอง! ถ้าทำให้คนอื่นอึ้งไม่ได้ข้ายอมอดข้าวหนึ่งวันเลย!”


“ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นหรอกนะ ข้าเชื่อฝีมือเจ้า” นีระรีบปรามความคึกของอาโป เพราะกลัวว่าถ้าอดข้าวจริงจะเป็นลมเป็นแล้งได้ “เจ้าอยากจะทำยังไงก็ตามใจเจ้าเลย”


“ขอรับ!”


อาโปยิ้มกว้างแล้วหอบผ้าเนื้อดีผืนนั้นไปตัดเย็บให้พี่ชาย นีระโคลงศีรษะ เขาอยากจะแต่งแค่พอให้ดูได้เท่านั้น ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องงดงามโดดเด่นเหนือใครๆ เพราะส่วนใหญ่แล้วความงามมักจะนำพาภัยร้ายมาด้วยนี่นา...



มาถึงวันงานวัสสานฤดูพระอรรณพก็แต่งองค์ทรงเครื่องพร้อม ชุดสีขาวกับโจงกระเบนสีแดงดอกกระมุททอลายสีทองเข้ากับใบหน้าดุๆ นั้นอย่างดี รหัทเองก็ไม่ได้ชุดสบายๆ เหมือนที่เคยแต่เปลี่ยนมาใส่ชุดขาวและลายผ้าถุงสีสักดูจะเข้าคู่กับเจ้านายเช่นกัน


“เมื่อไหร่มันจะมาเสียทีเนี่ย!? ”


พระอรรณพไม่ชอบเป็นฝ่ายรอใคร ยิ่งกับเงือกที่ตนชิงชังยิ่งแล้วใหญ่ การที่อีกฝ่ายไม่มารอเขาก่อนทำให้หงุดหงิดมากกว่าเดิม


“ประเดี๋ยวก็คงจะมาแล้วล่ะพ่ะย่ะค่ะ โปรดทรงรอสักครู่”


รหัทพยายามบอกให้อีกฝ่ายใจเย็น เขาไม่เข้าใจเลยว่าจะรีบร้อนไปทำไมในเมื่อยังมีเวลาอีกเหลือเฝือกว่าจะถึงเวลางาน ต่อให้พวกเขาอยู่ไกลจากสถานที่จัดงานก็เถอะ แต่ด้วยเวลาที่เตรียมเผื่อถึงขนาดนี้รหัทมั่นใจว่าต้องไปถึงตรงเวลาแน่นอน เผลอๆ ไปถึงก่อนเวลาด้วยซ้ำ


อีกอย่างเขาเชื่อว่านีระเองก็คงไม่อยากได้ยินเสียงตวาดให้อารมณ์ดิ่งลงตั้งแต่เช้าตรู่ ต้องรีบแต่งตัวแล้วออกมาก่อนที่จะกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่นอน


รหัทรีบเปลี่ยนเรื่องหันมาใส่ใจบาดแผลที่แขน “ไม่ทราบว่าอาการบาดเจ็บเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”


เมื่อวานจู่ๆ พระนางพิมวิภาก็อารมณ์แปรปรวนอยากจะกินมะปรางขึ้นมา แต่ตอนนี้ที่วังไม่มีเพราะผลไม้นั่นต้องไปเก็บจากป่าหิมพานต์และต้นมะปรางก็ไม่ขึ้นในเขตนี้ด้วย ทำให้พระนางพิมวิภาอาละวาดปาข้าวของ พระอรรณพต้องเข้าไปช่วยห้ามจึงได้รอยเล็บข่วนลึกมาเต็มแขน


พระอรรณพโบกแขนที่พันแผลไว้ “เล็บของเสด็จแม่ยาวมาก ข่วนทีก็ลึกน่าดู ยังเจ็บอยู่บ้าง ถ้าไม่ได้ใช้แขนข้างนี้หนักๆ ก็ไม่เป็นปัญหาหรอก”


“งั้นก็ดีพ่ะย่ะค่ะ”


ในตอนที่รหัทจะหาเรื่องชวนคุยอีก คนที่พวกเขารอคอยก็ปรากฏตัว


“ขอประทานอภัยที่ทำให้พระองค์รอพ่ะย่ะค่ะ”


พระอรรณพหันหน้าจะไปต่อว่าสักหลายคำกลับต้องอึ้งไปเมื่อเห็นเงือกเบื้องหน้าตน


นี่...ใครน่ะ?


ยอมรับว่าพระอรรณพจำหน้านีระไม่ได้ในแวบแรก แต่เมื่อพิจารณาดีๆ แล้วเค้าโครงหน้าของอีกฝ่ายไม่ได้เปลี่ยนไป เพียงแต่มันคือการแต่งหน้าที่ทำให้ดูโดดเด่นออกมา ดวงตาสีนิลนั้นเป็นประกายเหมือนลูกแก้ว ริมฝีปากอิ่มเพราะแต้มชาดไว้บางๆ ดวงหน้าแลดูมีเลือดฝาดกว่าที่เคย เครื่องแต่งกายโทนสีฟ้าก็ทำให้สบายตา หางสีเงินที่ดูจืดชืดคราวนี้เหมือนเป็นเพชรเลอค่าเมื่อจับคู่กับผ้าทอสีฟ้าผืนนี้


นีระเห็นพระอรรณพจ้องเขม็งก็ได้แต่หลุบตาลงด้วยความอึดอัดใจ เขาเชื่อว่าอีกฝ่ายคงกำลังตะลึงอยู่แน่ แต่การจ้องแบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกดีเท่าไหร่


พระอรรณพนิ่งไปสักพักคล้ายกับรวบรวมสติอยู่ เขาขบริมฝีปากเพื่อไม่ให้หลงมัวเมากับความงามเบื้องหน้า เงือกตนนี้ก็แค่แต่งแล้วดูงามขึ้นมาเท่านั้นจะไปสู้คนที่งามแท้ๆ อย่างธาราได้อย่างไรกัน!


“เพราะวันนี้มีงานมงคลข้าจะไม่ต่อว่าเจ้า แต่พอเข้าไปงานนั้นแล้วให้เดินตามหลังข้า ห้ามเดินมาข้างๆ เด็ดขาดเข้าใจไหม!?”


คำสั่งนั้นทำให้ทุกคนหน้าเปลี่ยน เพราะตามหลักแล้วสามีภรรยาต้องเดินเคียงข้างกัน ถ้าเดินตามหลังหมายความว่าไม่เคยมองเป็นภรรยาแต่มองเป็นข้ารับใช้หรือต่ำกว่านั้น


มันจะไม่เป็นการโหดร้ายหรือยังไง!?


นีระหัวเราะเย้ยหยันอยู่ในใจ คิดแล้วว่าต้องมารูปแบบนี้ เขาก้มหัวลงน้อยๆ อย่างนอบน้อม


“กระหม่อมทราบแล้ว”


“พี่นีระ…”


อาโปทักท้วงอยู่ด้านข้างเพราะรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม แต่นีระสั่นศีรษะเตือน ไปหาเรื่องทะเลาะไม่ใช่เรื่องดี อีกฝ่ายจะปฏิบัติกับเขายังไง ไม่เคยสนใจอยู่แล้ว แค่ให้เดินตามหลังเป็นเรื่องเล็กๆ เท่านั้น


พระอรรณพแค่นเสียงหึแล้วขึ้นรถ มีรถอยู่สองคันหมายความว่าพระอรรณพไม่คิดจะนั่งร่วมรถด้วย นีระรู้สึกโล่งอกที่ไม่ต้องว่ายตามขบวนรถเหมือนที่นึกกังวล อย่างน้อยก็ได้นั่งรถแถมคนละคันกันด้วย ถือว่าดีมากๆ


รหัทที่เป็นคนเตรียมเรื่องรถบ่นเบาๆ กับพระอรรณพ


“ฝ่าบาทคิดดีแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ ไปคนละคันแบบนี้น่ะ”


“ดีแล้วสิ เรื่องอะไรข้าจะยอมนั่งร่วมรถกับมันด้วย” พระอรรณพทำหน้าขยะแขยง เบือนหน้าออกไปชมทิวทัศน์ด้านนอกหน้าต่าง “ข้าไม่สนใจความคิดของคนอื่น คนที่ข้าสนคือธารา ข้าไม่ต้องการให้ธาราเข้าใจผิดเรื่องที่ข้าให้ความสำคัญกับมัน ยิ่งมันแต่งตัวแบบนี้แล้ว ธาราต้องรู้สึกไม่ดีแน่”


พระองค์ก็เอาแต่ใส่ใจธาราแล้วนีระล่ะ? ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกแย่บ้างหรือยังไง?


รหัทคิดว่าหากตนมาเป็นพระชายาพระอรรณพแล้วเจอสถานการณ์อย่างนี้คงกระอักเลือดตายไปแล้ว ไม่ทนก้มหน้าก้มตารับชะตากรรมแบบนี้หรอก


ทว่าเรื่องที่พระอรรณพตัดสินใจเขาเองก็ขัดไม่ได้ เขาปลดผ้าม่านลงมาคลุม จากนั้นตะโกนสั่งสารถีด้านหน้า


“ออกเดินทางได้!”



ถวายบังคม รัชทายาท”


ธารากล่าวคำทักทายต่อผู้มีศักดิ์สูงกว่า วันนี้กุมภีรนิมิตรมาในชุดสีใบตองกับสีไข่ไก่ทำให้ดูสดใส พระมหรรณพผงกหัวให้ เขารับรู้ได้ว่าผู้ใหญ่แถวนี้คงจัดการส่งอีกฝ่ายให้มานั่งข้างเขา


“ไม่ต้องมากพิธีนักหรอก ข้าเชื่อว่าเจ้าจะต้องยกมือไหว้และกราบผู้มีศักดิ์สูงอีกเยอะ”


พระมหรรณพพูดด้วยความเห็นใจ เนื่องจากตำแหน่งของเขาสูงนอกจากเสด็จพ่อแล้วก็ไม่จำเป็นต้องไหว้เคารพใครมาก ไม่เหมือนคนตรงหน้าที่คงต้องไหว้จนเมื่อยมือไปข้างหนึ่ง


ธาราแย้มยิ้ม “กระหม่อมก็คิดเช่นนั้นถึงได้มาหาพระองค์ เป็นการหาข้ออ้างที่ไม่ต้องไปทักทายผู้อื่นได้ดี”


“อย่างนี้นี่เอง”


พระมหรรณพเดาผิดไปถนัด เขาคิดว่ามีคนบอกให้ธารามาตรงนี้แต่กลายเป็นความต้องการของเจ้าตัวเสียอย่างนั้น


ทางด้านธาราพิจารณาพระมหรรณพ วันนี้อยู่ในชุดสีกรมท่าและสีทองแซมบางจุดทำให้รูปลักษณ์เป็นจุดสนใจขึ้นมา พอมองอีกฝ่ายที่เป็นพี่น้องของคนรักก็อดนึกถึงพระอรรณพขึ้นมาไม่ได้


วันนี้พระอรรณพจะมา...และพาพระชายามาด้วย


แค่คิดภาพคนอื่นที่ได้ยืนเคียงข้างคนรักแทนที่จะเป็นตนก็รู้สึกเจ็บปวดแล้ว ทำให้ธาราเผลอเอ่ยปากถามออกไป


“ฝ่าบาท... ทรงรู้จักพระนีระ พระชายาของพระอรรณพหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”


พระมหรรณพเลิกคิ้วที่อีกฝ่ายถามแบบนี้ “ก็รู้จักอยู่ แต่เพียงแค่ผิวเผินเท่านั้น มีอันใดหรือท่านธารา”


ความจริงเขาไม่น่าถามกลับไปอย่างนั้นเลย ที่ธารามาถามกับเขาคงเพราะอยากจะรู้ว่าคู่แข่งทางความรักเป็นอย่างไรนั่นแหละ แต่… พระมหรรณพก็อยากจะลองดูหน่อยว่าอีกฝ่ายมีปฏิกิริยาอย่างไรกับเรื่องของนีระ


ธาราบีบมือเข้าหากัน “กระหม่อมแค่อยากจะรู้น่ะพ่ะย่ะค่ะ อยากจะทราบความเห็นของพระองค์ด้วยว่าคิดอย่างไรกับพระนีระ”


เท่าที่พระมหรรณพสังเกต ธาราไม่ได้มีท่าทีอคติหรือเกลียดชังนีระ เพียงแค่อยากจะรู้เฉยๆ เห็นดังนั้นเขาจึงกล้าตอบออกไปตรงๆ


“พระนีระหรือ... ก็เป็นคนน่ารักดี สุภาพเรียบร้อย เป็นคนนิ่งๆ เงียบๆ น่ะ”


“น่ารักดี... เหรอ?”


ธารามีสีหน้าไม่สู้ดีนักที่อีกฝ่ายชม เพราะถึงขนาดพระมหรรณพกล้าบอกว่านีระน่ารักแล้วในสายตาของพระอรรณพล่ะ? จะมองเห็นเงือกตนนั้นเป็นยังไง?


พอคนข้างกายไม่ปกปิดความหมองเศร้าเลยทำให้พระมหรรณพลอบถอนหายใจ ธาราก็ยังไม่ยอมตัดใจจากพี่ชาย ฝั่งพี่ชายก็ไม่ปล่อยธาราไปเช่นกัน แบบนี้เรื่องคงได้ยุ่งยากขึ้นอีกแน่ๆ


“พระอรรณพและพระชายาเสด็จมาถึงแล้ว!”


คำประกาศของข้ารับใช้หน้าประตู ทำให้ทั้งพระมหรรณพและธารามองไปที่ทางเข้าโดยพร้อมกัน ไม่ใช่แค่นั้นเหล่าขุนนางที่ตั้งตาคอยจะซุบซิบนินทาเรื่องชีวิตคู่ของพระอรรณพก็มองด้วยสายตาจ้องจับผิดและนึกสนุกเช่นกัน


ความน่าเกรงขามของพระอรรณพนั้นทุกคนคุ้นชินกับมันดีอยู่แล้ว ทันทีที่นาคเกล็ดสีดำปรากฏตัวทุกคนจึงได้เฉยๆ ทว่าเมื่อไม่เห็นนีระอยู่ด้านข้างจึงพากันสงสัย


อ้าว? ไหนบอกว่าพระชายามาด้วยไม่ใช่เหรอ อยู่ไหนเล่า?


เพียงครู่เดียวความสงสัยของพวกเขาก็หายไป เมื่อเห็นเงือกครีบสีเงินว่ายตามหลังพระอรรณพเข้ามาในงาน เกือบทุกคนพากันอ้าปากค้างกับความงดงามของนีระจนไม่น่าเชื่อว่าอีกฝ่ายจะเป็นเงือกต่ำต้อยจริงๆ


ราวกับทั่วร่างของพระชายาพร่างพราวด้วยเพชรระยิบระยับ แม้แต่ฝูงปลาสีฟ้าอ่อนที่ว่ายวนใกล้ๆ นีระก็ยังดูเป็นส่วนหนึ่งของอาภรณ์ มันสะกดสายตาของทุกคนให้จับจ้องมาที่นีระ


ธาราไม่ได้เตรียมใจรับความงามถึงเพียงนี้ของนีระ เขาถึงกับหวาดหวั่นใจ วาปีที่อยู่ด้านข้างก็กระซิบด้วยความกังวล


“งดงาม... กว่าที่คิดนะเจ้าคะ”


“อืม แต่ก็...”


หลังจากที่ชื่นชมความงามผ่านไป ทุกคนก็ได้สังเกตว่าพระชายาที่ควรว่ายเคียงข้างพระอรรณพ กลับว่ายตามหลังมาในระยะที่ห่างราวกับเป็นข้ารับใช้ การกระทำนี้ส่งผลให้ทุกคนพากันซุบซิบ


คำนินทาถึงเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มกระจายไปทั่วงาน จนพระมหรรณพที่นั่งอยู่ห่างจากกลุ่มขุนนางยังได้ยิน จึงเม้มปากขัดใจ เขาชื่นชมที่นีระแต่งตัวได้งดงามเกินกว่าที่คาดไว้มากจนสามารถกลบความต่ำต้อยของเผ่าพันธุ์ไว้ได้ ทว่าการปฏิบัติของพระอรรณพทำให้มีบางคนเริ่มมองไม่ดีอีกครั้ง


พระมหรรณพมองทั้งคู่ว่ายตรงมาทักทาย แม้แต่ในตอนที่ยืนอยู่เบื้องหน้า นีระก็ยังยืนเยื้องไปทางด้านหลังเหมือนเป็นข้ารับใช้มากกว่าพระชายาไม่มีผิด


“ถวายบังคม รัชทายาท แล้วก็สวัสดีท่านธารา”


เพราะอยู่ต่อหน้าคนมากมายจะเรียกแบบสนิทสนมไม่ได้ กระนั้นเรื่องที่สองพี่น้องทะเลาะกันล่าสุดทำให้พระอรรณพยังคงมึนตึงอยู่บ้าง ทว่าเมื่อหันมาทางธารา ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นก็อ่อนโยนลง


นีระเองก็ยกมือไหว้พระมหรรณพและธารา ส่วนบุตรชายที่ปรึกษาก็ยกมือไหว้พระอรรณพ


“การเดินทางไม่มีปัญหาสินะ เสด็จพี่”


พระมหรรณพอาสาเป็นคนต่อบทสนทนาเพื่อไม่ให้บรรยากาศระหว่างพวกเขาอึดอัดเกินไป พระอรรณพก็ตอบคำน้องชายไปเสียงเรียบ


“พ่ะย่ะค่ะ ก็ราบรื่นไร้ที่ติ”


ธารารับบทต่อ พร้อมกับยิ้มหวาน “กระหม่อมกำลังกังวลอยู่เลยว่าพระองค์จะมาทันหรือไม่ เพราะสถานที่นี้มันไกลจากสระของพระองค์เหลือเกิน”


“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านธาราเป็นห่วงข้า” พระอรรณพยิ้มออกมาได้ในรอบหลายวันเพียงเพราะได้รับความห่วงใยจากคนที่รัก


“กระหม่อมย่อมต้องเป็นห่วงอยู่แล้ว ถึงสงครามจะจบแต่สถานการณ์ใต้บาดาลยังไม่นิ่ง โจรรึก็มีมาก ระหว่างเดินทางอาจจะเกิดอะไรขึ้นก็ได้”


“เรื่องนั้นข้าทราบดีจึงได้เดินทางอย่างระมัดระวัง ขอบคุณท่านธาราที่ใส่ใจ”


ยิ่งได้เห็นคนรักอารมณ์ของพระอรรณพก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ธาราสังเกตเห็นผ้าที่พันแผลที่แขนไว้จึงทัก


“บาดเจ็บหรือพ่ะย่ะค่ะ”


“หืม? อ๋อ นี่น่ะเหรอ ข้าไม่เป็นไรมากหรอกแค่อุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ น่ะ”


พระอรรณพไม่ได้ใส่ใจแผลที่แขนตนมากนัก ธาราจึงคิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไรมากตามที่พูด เจ้าของสระกัณณมุณฑะเอาแต่คุยกับธาราโดยลืมแนะนำนีระไปเลย เงือกเกล็ดสีเงินยืนอยู่นิ่งๆ ฟังสองคนนี้คุยโดยสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง แต่พระมหรรณพบังเกิดความเห็นใจจึงพูดกับนีระว่า


“เจ้าจะนั่งรอก่อนก็ได้”


“กระหม่อม...”


นีระยังไม่ทันตอบ พระอรรณพก็ตวัดสายตามามองน้องชาย


“รัชทายาท ไม่เห็นต้องมายุ่งกับพระชายาของกระหม่อมเลย พระชายาจะทำอะไรประเดี๋ยวกระหม่อมตัดสินใจเอง”


“อย่างนั้นหรือ? เห็นเสด็จพี่ท่าทางจะคุยกับท่านธารายาวจนไม่ใส่ใจพระนีระ ข้ากลัวว่าพระชายาเสด็จพี่จะเมื่อยเลยให้ไปนั่งก่อน แต่ความจริงเสด็จพี่ใส่ใจอยู่บ้างสินะ แถมยังเหมือนหวงด้วย”


คำประชดประชันนั้นไม่ได้เป็นดาบเสียบพระอรรณพคนเดียว แต่มันยังเสียบไปที่ใจของธาราด้วย


เพราะนั่นหมายความว่าพระอรรณพไม่อยากให้ใครมายุ่งกับพระชายานั่นเอง


พระอรรณพไม่ต้องการให้ธาราเข้าใจผิดจึงกล่าวไปว่า “กระหม่อมไม่ได้หวงอะไรเสียหน่อย รัชทายาททรงคิดมากไปแล้ว หากพระองค์เต็มใจจะพาพระชายาของกระหม่อมไปนั่งพักก็ตามแต่พระทัย”


“ในเมื่อเสด็จพี่อนุญาตอย่างใจกว้างขนาดนี้แล้ว พระนีระไปนั่งกันเถอะ”


พระมหรรณพเชื้อเชิญนีระด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน คนได้รับคำเชิญพยักหน้าน้อยๆ


“พ่ะย่ะค่ะ”


นีระเองก็ไม่อยากอยู่เป็นก้างขวางคอทั้งคู่นัก แถมไม่อยากเป็นจุดสนใจของบรรดาขุนนางที่พยายามแอบดูแอบฟังที่พวกเขาคุยกันอีกด้วย ขณะจะว่ายตามหลังพระมหรรณพไปยังที่นั่งที่จัดเตรียมไว้ ธาราก็เอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน


“กระหม่อมช่างเสียมารยาทจริงๆ มัวแต่คุยกับพระอรรณพเพลิน จนไม่ได้ทักทายพระชายาเลย กระหม่อมมีนามว่าธารเป็นบุตรชายของที่ปรึกษากษัตริย์ ยินดีที่ได้พบพ่ะย่ะค่ะ พระชายา”


นีระมองธาราที่พยายามเข้าหาด้วยความเป็นมิตร เมื่อพิจารณารูปลักษณ์ของอีกฝ่ายแล้วเขาถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย


ธาราคนนี้...


ตอนแรกเขาไม่ได้สังเกต แต่เมื่อมาได้เห็นหน้าชัดๆ ก็คิดว่าใช่แน่ เขามองสลับไปมาระหว่างธารากับพระอรรณพ อดคิดไม่ได้ว่าสองคนนี้ก็คู่เวรคู่กรรมเหมือนกัน


ไม่ว่าจะผ่านไปสักกี่ชาติก็ไม่เคยได้ครองคู่กันเลย...


นีระเก็บสายตาเห็นใจ แล้วยิ้มนุ่มนวล “ยินดีที่ได้พบขอรับ ท่านธารา ข้าได้ยินชื่อเสียงของท่านมานานแล้วในเรื่องความเฉลียวฉลาด ทำให้ครองตำแหน่งว่าที่ปรึกษาของกษัตริย์องค์ถัดไป”


“นั่นเป็นคำเล่าลือที่เกินจริงไปมา เมื่อเทียบกับท่านพ่อแล้วกระหม่อมยังนับว่าห่างชั้น” ดวงตาสีเขียวจางนั้นเป็นประกายระริก ก่อนจะแย้มยิ้มกว้างขึ้นอีก “พูดอย่างนั้นพระนีระก็งดงามมาก มิน่าถึงกล้ามาครองคู่กับพระอรรณพได้ ความงดงามของทั้งสองพระองค์ช่างเข้าคู่กันยิ่งนัก”


ฟังดูเหมือนชมแต่ความจริงแฝงความนัยเอาไว้ว่านีระมีดีแค่หน้าตาอย่างเดียวแต่ไร้ความสามารถ


ไม่ใช่แค่นั้นธารายังจงใจพูดให้ดังอีกต่างหาก ได้ยินแบบนั้นทุกคนยิ่งซุบซิบนินทากันใหญ่ หมายความว่านีระเอาหน้าตาไปล่อลวงให้พระอรรณพหลงใช่หรือไม่ ช่างน่ากลัวและน่ารังเกียจยิ่งนัก


พระมหรรณพคิ้วกระตุก เขาเข้าใจความนัยที่แฝงอยู่ในคำชมของธารานั้น ไม่นึกว่ากุมภีร์นิมิตรที่ดูบริสุทธิ์และสูงส่งจะแดกดันคนอื่นเป็นเหมือนกัน ที่สำคัญพระอรรณพไม่คิดจะช่วยแก้ต่างให้นีระกลับสะใจที่ธาราพูดอย่างนี้อีกต่างหาก


พระมหรรณพเก็บความขุ่นเคืองเอาไว้คิดจะช่วยพูดให้นีระ ทว่าเงือกเกล็ดสีเงินกลับพูดขึ้นมาเสียก่อน


“คนที่งดงามอย่างแท้จริงคือท่านธาราต่างหากล่ะขอรับ ทั้งรูปโฉมและฐานะถ้ามาอยู่เคียงข้างพระอรรณพต้องเหมาะกว่าข้าเป็นไหนๆ แน่”


คำพูดของนีระทำให้ธารากับพระอรรณพหน้าเปลี่ยนสี ขณะที่พระมหรรณพแอบหัวเราะเยาะเย้ยทั้งคู่


นีระไม่ได้มีเจตนาร้ายแค่ชมไปตามความจริง แต่การพูดแบบนี้ก็เท่ากับบอกว่าธารามีความสัมพันธ์บางอย่างกับพระอรรณพ ทั้งที่ธาราเป็นคู่หมั้นของพระมหรรณพนี่นา


ไม่อย่างนั้นแล้วเหตุใดนีระถึงคิดว่าธาราเหมาะสมกับพระอรรณพ แทนที่จะเป็นพระมหรรณพเล่า?



*คุยกับไรท์เตอร์*


สวัสดีค่ะ ในที่สุดก็มาถึงตอนที่ 8 แล้ว แต่เนื้อเรื่องก็ยังอีกยาวไกลมาก เหมือนมีหลายคนจะสงสัยว่าใครเป็นพระเอกเรื่องนี้นะคะ ไรท์จะใบ้ให้ว่าพระเอกเป็นคนดีกับนายเอกเสมอต้นเสมอปลายค่ะ พอจะเดาได้หรือยังคะว่าใครเอ่ย?


ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตอนนี้นะคะ ไว้เจอกันใหม่ในตอนหน้า อย่าลืมคอมเมนท์ให้กำลังใจกันด้วยนะ ขอบคุณค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

64 ความคิดเห็น

  1. #46 i s a r a (@rossani) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 15:24
    นีระสู้เขาลูก สู้เขาาาา
    #46
    0
  2. #11 Patjungy (@Ratchuma44) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2562 / 19:33
    รอนะคะ
    #11
    0