Himmapan Myth วิโรธน์บาดาล (Yaoi)

ตอนที่ 8 : วิโรธน์ครั้งที่ ๗ ยามยิ้มเจ้างดงาม ฉะนั้นอย่าเศร้าอีกเลย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 123
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    14 ส.ค. 62

วิโรธน์ครั้งที่ ๗ ยามยิ้มเจ้างดงาม ฉะนั้นอย่าเศร้าอีกเลย


ความรู้สึกยินดีที่ได้เจอกับน้องชายอีกครั้งเลือนหายไปทันทีที่เห็นนีระ อีกฝ่ายมาเสนอหน้านั่งกับพระมหรรณพ ทำตัวเป็นภรรยาของเขาทั้งที่... ก็เป็นเงือกด้อยค่าเท่านั้น


นีระเห็นสายตาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อนั่น เข้าใจเลยว่าตัวเองต้องโดนดีแน่หัวจึงก้มต่ำลงทำท่าสงบเสงี่ยมนอบน้อม เห็นดังนั้นพระมหรรณพจึงเป็นฝ่ายช่วยพูดแทนนีระ


“พระนีระแค่มาต้อนรับข้าตามหน้าที่ของพระชายาที่ดีเท่านั้น ทำไมเสด็จพี่ต้องโมโหพระนีระด้วยล่ะ”


เห็นน้องชายช่วยพูดให้คนที่เขาเกลียดชัง พระอรรณพก็ยิ่งไม่พอใจมากขึ้นไปอีก


“ไม่ต้องปกป้องมันเลย มหรรณพ เจ้าไม่รู้มารยาเงือกพวกนี้หรอก ทำตัวอ่อนแอ ซื่อๆ ให้น่าสงสาร แต่ที่จริงอาจจะมีแผนอะไรก็ได้ ข้าไม่เล่นด้วย มันก็เลยมาเล่นกับเจ้าแทน” พระอรรณพวาดนิ้วแล้วออกคำสั่ง “กลับเข้าไปห้องซะ! แล้วงดข้าววันพรุ่งนี้ด้วย!”


“เสด็จพี่!?”


พระมหรรณพไม่คิดว่าพี่ชายจะโหดร้ายได้ถึงเพียงนี้ อีกฝ่ายมองเงือกตนนี้อย่างมีอคติเกินไปแล้ว


“มหรรณพ เจ้าไม่ต้องมายุ่ง นี่มันเรื่องภายในวังของข้า!” พระอรรณพตวัดสายตาเป็นการเตือนอีกฝ่ายก่อนที่จะสั่งนีระด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยวกว่าเดิม “ยังไม่ไปอีก!!”


“เช่นนั้น… กระหม่อมขอตัวพ่ะย่ะค่ะ”


นีระไม่ได้พูดอะไรสักคำเพียงแต่ยกมือไหว้แล้วรีบว่ายออกไป พระมหรรณพมองเงือกเกล็ดสีเงินที่ดูหมองเศร้านั้นในใจทั้งเจ็บปวดและโกรธ


เจ็บปวดที่เงือกตนหนึ่งต้องมาทนรับอะไรแบบนี้ และโกรธ... ที่ความโกรธแค้นของพี่ชายบังตาจนหลงลืมเหตุผลไปหมดแล้ว


“เสด็จพี่... ยังไงพระนีระก็เป็นภรรยา ปฏิบัติแบบนี้มันไม่ถูกต้องนะขอรับ!”


“มหรรณพ ข้าบอกแล้วไงว่าเรื่องนี้ห้ามมาสอด!” พระอรรณพขบกรามแน่นเพราะน้องชายเอาแต่เข้าข้างเงือกตนนั้นทั้งที่ปกติไม่เคยเถียงกับเขาเลย “เจ้าคงไม่ได้หลงมันแล้วใช่ไหม มันออดอ้อนขออะไรไปบ้างล่ะ ถึงเอาแต่ช่วยมันอยู่ได้!”


“พระนีระไม่ได้มาขออะไรเลย เรื่องที่เขามากินข้าวก็ด้วย ข้าขอให้เขามานั่งด้วยเท่านั้น” พระอรรณพรู้ดีว่าหากตนเอาความโกรธเข้าข่มก็จะถูกความโกรธยิ่งกว่าสาดกลับมา จึงพยายามอธิบายด้วยความใจเย็นที่สุด “เสด็จพี่ไม่เห็นหรือว่าพระนีระผอมมากแค่ไหน เหมือนไม่ได้กินอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน...”


“อ๋อ งั้นจะบอกว่าเจ้านั่นอยู่ที่นี่ข้าเลี้ยงมันไม่ดีล่ะสิใช่ไหม” พระอรรณพถามกลับพร้อมทำตาขวางใส่


พระมหรรณพไม่กลัวสายตานั้น เขาเชิดหน้าขึ้นตอบไปตามตรง


“เห็นจากที่เสด็จพี่ปฏิบัติกับพระนีระ... ก็คงเป็นเช่นนั้นแหละ”


“มหรรณพ!”


ดูสิ เดี๋ยวนี้น้องชายกล้ามาต่อปากต่อคำกับเขาเพื่อช่วยเงือกไร้ค่านั่นแล้ว มันน่านัก!


“เสด็จพี่ เรื่องไม่พอใจก็ส่วนไม่พอใจ แต่ว่าพระนีระเป็นแค่เงือกธรรมดาตนหนึ่ง ที่ถูกลากมาแต่งงานด้วยเพราะ... อุบัติเหตุที่เสด็จพี่ก่อ ไม่จำเป็นต้องรักก็ได้ แต่ช่วยให้ความเห็นใจกับพระนีระได้หรือไม่”


พระมหรรณพไม่อยากจะยุ่งเรื่องชีวิตส่วนตัวของพี่ชายนัก ทว่าต่อให้เป็นคนนอก เมื่อมองการกระทำของพระอรรณพเป็นใครก็สงสารนีระและไม่พอใจพี่ชายกันทั้งนั้น เขาอยากจะเตือนก่อนที่มันจะสายเกินไป


ทว่าพระอรรณพไม่มีท่าทีจะสำนึกต่อการกระทำของตัวเอง กลับคิดว่าที่ทำไปนั้นสมควรแล้ว


“เงือกธรรมดางั้นเหรอ? อะไรทำให้เจ้าคิดแบบนั้น เรื่องที่ข้าไปมีอะไรกับมันรวมถึงข่าวฉาวโฉ่พวกนั้น เบื้องหลังอาจจะเป็นเสด็จพ่อก็ได้” พระอรรณพแค่นเสียงพลางกอดอก


“แต่เรื่องโหดร้ายแบบนั้นเสด็จพ่อไม่น่า...”


“เสด็จพ่อใจดีกับเจ้า ไม่ใช่ข้า!” พระอรรณพว่ายเข้ามาใกล้น้องชาย ดวงตาสีแดงเย็นชาเจือด้วยความริษยา “เจ้าได้เห็นแต่ด้านดีๆ ของเสด็จพ่อ ส่วนข้า... เห็นแต่ด้านเลวๆ เสมอมา ข้าจะบอกให้ เสด็จพ่อสามารถใจร้ายกับข้าได้อย่างร้ายกาจชนิดที่เจ้านึกไม่ถึงเลย!”


คนตรงหน้าจะไปรู้อะไร? รัชทายาทที่เป็นที่รักของเสด็จพ่อย่อมต้องได้แต่ของดีๆ เสมอมา ไม่ว่าจะความรัก ฐานะ ทรัพย์สิน ความเคารพ และคนรัก แต่เขาน่ะทุกอย่างต้องไขว่คว้ามาเองทั้งนั้น!


และเขาจะไม่ยอมให้สิ่งที่ตนไขว่คว้ามาได้ถูกแย่งไปเด็ดขาด


เสียงของพระมหรรณพอ่อนลง “เสด็จพี่...”


“หากเจ้าคิดจะแก้ต่างอะไรอีก ขอให้หยุดอยู่แค่นั้นเลย ไม่อย่างนั้นความเป็นพี่น้องที่มีมานานของเราจะสิ้นสุดลงในวันนี้เลย!”


เมื่อพระอรรณพลั่นวาจาออกมาเช่นนั้น ในใจของพระมหรรณพถึงกับเจ็บปวด เพราะไม่อยากจะเชื่อว่าอีกฝ่ายกล้าเอาเรื่องตัดสัมพันธ์มาขู่เขาแบบนี้


“การที่น้องชายจะเตือนพี่ชายด้วยความหวังดีมันเป็นเรื่องที่ผิดด้วยหรือ?”


“ในความคิดของเจ้าอาจจะเป็นการเตือนอย่างหวังดี แต่ในมุมมองของข้า เจ้าจุ้นจ้านในอาณาเขตของข้ามากเกินไป!” พระอรรณพตอกกลับอย่างไม่ไว้หน้า ก่อนจะเอาปึกเอกสารที่รหัทถืออยู่ โยนใส่หน้าน้องชายไป “เจ้าสนเรื่องการงานไปเถอะ อย่าลืมว่าเจ้ามาที่นี่เพราะเรื่องงานไม่ใช่ยุ่งเรื่องภายในครอบครัวของคนอื่น!”


พระมหรรณพเม้มปาก ที่ผ่านมาเขาเคารพและรักพี่ชายผู้มีความมุมานะพยายาม แต่ตอนนี้... การกระทำของพระอรรณพได้กัดกร่อนความเคารพรักของเขาจนเกือบไม่เหลืออะไรอีกแล้ว


เป็นครั้งแรกที่เขามีความรู้สึกชิงชังพี่ชายขึ้นมา จนถึงขั้นมีความคิดที่ว่าเขาเข้าใจเสด็จพ่อแล้วว่าเพราะอะไรถึงได้มีท่าทีเย็นชากับพระอรรณพนัก ก็อีกฝ่ายเลือดร้อนและไร้เหตุผลถึงขนาดนี้เลยนี่นา


พระมหรรณพถือเอกสารนั้นไว้ สีหน้าขึงตึงไร้ความเป็นมิตรอีกต่อไป


“ในเมื่อเสด็จพี่ไม่ฟังคำเตือน ข้าก็เหนื่อยการที่จะพูดอีก ขอบคุณสำหรับรายงานเอกสารนี้ข้าคงต้องขอตัวกลับสระอโนดาตก่อน”


“ตามใจ”


พระอรรณพไม่เรียกรั้งให้น้องชายอยู่ค้างคืนที่นี่เลยแม้แต่น้อย ทั้งที่บอกว่าจัดเตรียมที่พักให้ค้างคืนไว้แล้ว พระมหรรณพว่ายออกจากวังมาโดยมีกุนทีที่สะกดกลั้นความไม่พอใจอยู่ด้านหลัง


“กระหม่อมไม่คิดเลยว่าพระอรรณพจะเป็นคนเช่นนี้ได้ ช่างน่าผิดหวังเหลือเกินพ่ะย่ะค่ะ”


“อืม ข้าเองก็คิดแบบเดียวกัน”


พระมหรรณพตอบเสียงเรียบ เหลียวไปมองวังที่ปกครองโดยคนเย็นชาไร้เหตุผลนั่น พอนึกถึงหน้าที่เศร้าหมองของนีระ ในอกก็เจ็บปวดจนหายใจไม่ออก


ข้าชอบรอยยิ้มของเจ้า ฉะนั้นได้โปรดอย่าโศกเศร้าอีกเลย...


พระมหรรณพรู้ว่าคำอธิษฐานของเขามันไร้ผล ต่อให้สงสารนีระมากแค่ไหน แต่เขาก็ไม่อาจสอดมือเข้าไปยุ่งได้มากกว่านี้ เพียงเพราะธรรมเนียมที่ว่า 'เรื่องของผัวเมีย คนนอกห้ามสอด'


พระมหรรณพกำหมัดแน่นจนมือสั่นระริก ไม่เคยรู้สึกเจ็บใจที่ช่วยอะไรไม่ได้เท่านี้มาก่อนเลย



นีระมีลางสังหรณ์ว่าพระอรรณพจะมาหา


จากตรงนี้เขาได้ยินเสียงถกเถียงขาดๆ หายๆ แว่วมา คงเป็นพระมหรรณพช่วยพูดให้เขา แต่น่าเสียดายกับพระอรรณพที่มีความเกลียดชังและความอคติบังตาพูดอะไรก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี


เรือนหลังเล็กนี้ถูกแบ่งเป็นสองส่วน คือด้านในที่เป็นส่วนของห้องนอนกับข้างนอกที่เป็นส่วนรับแขก นีระเก็บห่ออาหารที่กักตุนเอาไว้ลงในหีบ ถึงพรุ่งนี้จะถูกงดอาหารเขายังพอมีกินประทังชีวิตอยู่ เงือกเกล็ดสีเงินจัดการปิดประตูของส่วนในไว้กันเสียงเพราะตอนนี้อาโปกำลังพักผ่อน เขาไม่ต้องการให้เสียงเอะอะใดๆ ดังเข้าไปรบกวน


และลางสังหรณ์ของนีระก็ถูกต้อง ไม่นานหลังจากนั้นพระอรรณพมาหาเขาถึงในเรือน จิตสังหารแผ่ออกมาทำให้ทั่วร่างเย็นวาบ นีระขบฟันยกมือไหว้ตามมารยาทก่อนที่ผมสีดำยาวของเขาจะถูกกระชากด้วยมืออันทรงพลัง!


“อึก!”


“รู้ตัวใช่ไหมว่าทำอะไรลงไป?”


นีระเอามือกุมศีรษะแต่ไม่ตอบ มือที่ทึ้งผมยิ่งออกแรงมากขึ้นจนเขารู้สึกเหมือนเส้นผมจะหลุดกระชากหนังหัวออกมาเลย


“เห็นข้าไม่เล่นด้วยเลยไปหว่านเสน่ห์ใส่น้องชายงั้นรึ? เพราะเจ้าไปทำให้มหรรณพหลง เขาถึงได้กล้าเถียงข้าทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน!”


“โอ๊ย!”


นีระอุทานเมื่อถูกกดลงกับพื้นทราย ถึงเขาจะเอามือยันไว้ได้ทันทำให้ศีรษะไม่ได้กระแทกพื้นก็ตาม แต่ความเจ็บที่หนังหัวซึ่งถูกจิกอยู่นี้ก็ทำให้ต้องร้องออกมาได้เช่นกัน


“ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าทำยังไงถึงได้ถูกเสด็จพ่อเลือกให้มาเป็นคู่ของข้า แต่ข้าไม่ยอมรับและจะไม่ยอมให้เจ้าได้มีความสุขด้วย!”


จากทางหางตานีระเห็นประกายสีเงินวาบอยู่ เขาเห็นกริชเล่มเล็กในมืออีกข้างหนึ่งของพระอรรณพ หัวใจชาวาบด้วยความตื่นตระหนก ภาพอันเลวร้ายที่อีกฝ่ายเคยทำกับเขาในชาติก่อนๆ ผุดขึ้นมาซ้อนทับกับตอนนี้


เขาจะโดนตัดแขน ตัดนิ้ว กรีดหน้าเหมือนกับชาติก่อนๆ งั้นหรือ!?


นีระหลับตาอย่างสิ้นหวังและเตรียมใจรับความเจ็บปวดใดๆ ที่ตามมา มีดแหลมคมนั้นเคลื่อนใกล้เข้ามา ทว่า...


ฉับ!


มันตัดเส้นผมสีดำยาวของเขา ปอยผมร่วงลงบนพื้นทราย นีระมองผมของตัวเองถูกตัดออกไป ถึงการทำแบบนี้จะเป็นการทำลายศักดิ์ศรีก็ตาม แต่ตัดผมย่อมดีกว่าการถูกทำลายโฉมหรือตัดแขนตัดนิ้วทิ้งเป็นไหนๆ


“ข้าพยายามทุกอย่างเพื่อให้เสด็จชื่นชม แต่เสด็จพ่อก็ไม่เคยเหลียวแลข้า กระทั่งกับเสด็จแม่ยังก็เย็นชาจนทำให้เสด็จแม่ล้มป่วย งานวันเกิดข้าไม่เคยแม้แต่จะได้รับของขวัญจากเสด็จพ่อ แถมของขวัญที่ข้าควรได้กลับกลายเป็นเงือกอย่างเจ้า! ข้าเกลียดเจ้า เกลียดถึงกับอยากฆ่าให้ตายนัก!”


ปอยผมเส้นแล้วเส้นเล่าร่วงหล่น นีระเอ่ยปากออกมาเป็นครั้งแรกหลังจากที่ถูกอีกฝ่ายทรมาน


“ถ้าทรงเกลียดกระหม่อมขนาดนั้นทำไมไม่ฆ่ากระหม่อมให้ตายเสียล่ะ อ๊ะ!”


หัวที่เคยถูกกดจนหน้าแนบกับพื้นโดนแรงดึงให้เงยขึ้น พละกำลังของนาคมากกว่าเงือกอยู่แล้ว เขาได้ยินเสียงกระดูกตรงคอลั่นดังกร็อบ ได้แต่คิดว่าขอแค่มันเคล็ดไม่ใช่ว่าหักด้วยเถอะ


“คิดจะท้าทายงั้นหรือ หืม?”


ดวงตาสีรแดงฉานสบกับดวงตาสีนิล สีดวงตาของพวกเขาต่างกันแต่ก็สะท้อนความรู้สึกได้สมกับสีของดวงตาเหลือเกิน


คนหนึ่งเป็นสีแดงแผดเผาด้วยความโกรธ ส่วนอีกคนสีดำหม่นแสงด้วยความหมดอาลัย


“กระหม่อมไม่ได้ท้าทาย...”


“งั้นหรือ? หึ ถ้าจะฆ่ามันก็ได้อยู่หรอกนะ แต่แบบนั้นมันง่ายเกินไป การทรมานให้เจ้าตายอย่างช้าๆ มันน่าสาแก่ใจกว่า!”


“โอ๊ย!”


เขาโดนจับกดลงกับพื้นอีกครั้ง ทรายฟุ้งตลบขึ้นมาเข้าหูเข้าปากจนนีระต้องกระอักกระไอออกมาอย่างน่าสงสาร แต่ท่าทางทรมานของเงือกเกล็ดสีเงินหาได้ทำให้พระอรรณพหวั่นไหวใจเลยสักนิด


ในตอนที่มีดจะตัดกร้อนผมให้เหลือแค่หนังหัวนั้น ด้านนอกก็มีเสียงเอะอะดังลอดเข้ามา พระอรรณพเลิกคิ้วแล้วปล่อยนีระทันที ออกมามองนางกำนัลและข้ารับใช้ที่กำลังว่ายวุ่น


“มีอะไรกัน!?”


นางกำนัลตกใจที่พระอรรณโผล่พรวดออกมาจากห้องของนีระ ก่อนจะนั่งคุกเข่ารายงานว่า


“มะ เมื่อกี้พระนางพิมวิภาอาการทรุดลงอีกแล้วเพคะ!”


“อะไรนะ!?”


พระอรรณพไม่สนใจจะลงโทษนีระแล้วตรงดิ่งไปยังเรือนของมารดาอย่างรวดเร็ว เมื่อไปถึงเขาเห็นพระนางพิมวิภานอนบนเตียงกำลังหอบหายใจหนัก เหมือนอากาศไม่เข้าปอด เขาคว้ามือบอบบางของมารดาขึ้นมาพบว่ามันร้อนจี๋ราวกับไฟ


“เป็นไข้หรือเนี่ย!? ไปตามหมอมาเร็วเข้า!”


“ตอนนี้มีคนไปตามอยู่เพคะ ทรงเย็นพระทัยไว้!” นางกำนัลประจำตัวของพระนางพิมวิภารายงาน


สักพักหมอก็เข้ามา ทุกคนถูกกันออกจากเตียงรวมถึงพระอรรณพเองก็ต้องถอยให้หมอรักษา หลังจากที่ตรวจสภาพร่างกายแล้ว หมอก็กล่าวว่า


“เพราะอุณหภูมิน้ำช่วงนี้ไม่นิ่งประเดี๋ยวเย็นประเดี๋ยวร้อน เลยทำให้พระนางที่เดิมทีอ่อนแออยู่แล้วเป็นไข้ได้ง่าย แต่ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ กินยาสักสองสามเทียบเดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง”


“ไม่เป็นอะไรแทรกซ้อนใช่ไหม?”


“พ่ะย่ะค่ะ เป็นแค่ไข้ธรรมดาเท่านั้น”


เมื่อหมอยืนยันเช่นนั้น พระอรรณพก็เบาใจ หลังป้อนยาที่หมอให้มา พระนางพิมวิภาก็ได้สติ กะพริบตามองบุตรชายที่นั่งอยู่ข้างเตียง


“อรรณพ?”


“พ่ะย่ะค่ะ ลูกอยู่นี่ ขออภัยเสด็จแม่ที่ช่วงนี้ลูกไม่ได้เยี่ยมพระองค์เลย”


พระอรรณพจูบขมับมารดาด้วยความรักและห่วงหา พระนางพิมวิภามีสีหน้าเหม่อลอยไม่รับรู้ เอาแต่พร่ำบ่นถึงอดีต


“วันนี้เสด็จพ่อมาไหม? แม่อยากจะให้เขาดูผ้าทอผืนใหม่ที่แม่ทำ นี่ดูสิ เหมาะกับแม่ใช่ไหม แม่สวยกว่าใครใช่ไหม”


พระอรรณพข่มกลั้นก้อนขมที่ผุดขึ้นตรงคอ ขณะเอ่ยคำโกหกเพื่อให้มารดาสบายใจ


“สวยพ่ะย่ะค่ะ สวยกว่าใครในหิมพานต์นี้ เสด็จพ่อเสด็จกลับไปแล้ว ตรัสชมเสด็จแม่มากมายทรงลืมไปแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ”


“นั่นสินะๆ ทรงชม... ทรงชม” พระนางพิมวิภาปรือตาลง ดวงหน้าที่ซูบซีดมีรอยยิ้มปรากฏ “ข้าสวยยิ่งกว่าใครๆ …”


มองมารดาที่ทำท่าจะหลับไปอีกครั้ง พระอรรณพก็ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงอกของพระนางพิมวิภาพร้อมกับจับมือบางนั้นไว้แน่น


“ทรงพักผ่อนเยอะๆ นะพ่ะย่ะค่ะ จะได้ตื่นขึ้นมาแต่งตัวสวยได้อีก”


“อืม” พระนางพิมวิภารับคำ ดวงตาหรี่ปรือลง พึมพำเสียงเบาว่า “ถ้าตื่นขึ้นมาแล้ว อยากฟังเพลงนั้นอีกรอบจัง”


“เพลงหรือพ่ะย่ะค่ะ อ๋อ กล่องเพลง...”


“ไม่ใช่กล่องเพลง มันเป็นเพลงที่... เขาร้องน่ะ”


พูดเพียงเท่านั้นพระนางพิมวิภาก็หลับไป ปล่อยให้พระอรรรพงุนงงว่าเพลงอะไร แถมไม่ใช่มาจากกล่องเพลงด้วย เขาจึงส่งสายตาไปยังเหล่าข้ารับใช้ประจำเรือนนี้


นางกำนัลคนหนึ่งเหงื่อตก เธอรู้ว่าเพลงที่พระนางพิมวิภาพูดถึงคือเพลงอะไร หมายถึงเพลงที่นีระร้องนั่นเอง หลายวันมานี้ก็เห็นบ่นอยู่จนเธอต้องเดือดร้อนอยู่บ่อยๆ หากเรื่องที่นีระเข้ามาเรือนนี้รู้ถึงพระอรรณพ เธอคงไม่อาจรอดพ้นโทษได้


นางกำนัลคนนั้นตัดสินใจเป็นฝ่ายรับเสียเอง “เป็นเพลงของหม่อมฉันเองเพคะ เผอิญว่ากล่องดนตรีมันพังเสียแล้ว หม่อมฉันไม่อยากรบกวนเรื่องหากล่องเพลงใหม่เพราะมันราคาแพง หม่อมฉันจึงถือวิสาสะร้องเพลงกล่อมพระนางเพคะ”


“อย่างนี้นี่เอง ข้าไม่โกรธเจ้าหรอก กล่องเพลงนั่นก็อยู่มานานแล้วนี่นะ มันจะโดนน้ำจนเปื่อยก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ข้าเสียอีกที่ชื่นชมเจ้าในความเอาใจใส่ เดี๋ยวข้าจะตบรางวัลให้เจ้าแล้วกัน”


เห็นว่านางกำนัลคนนี้เอาใจใส่ถึงขั้นร้องเพลงเพื่อกล่อมมารดาให้หลับจึงชื่นชม นางกำนัลได้ยินก็ดีใจก้มลงกราบทันที


“ขอบพระทัยเพคะ!”


“อืม ว่าแต่เจ้าชื่ออะไร?”


ต่อให้พระอรรณพความจำดีเลิศแค่ไหน ข้ารับใช้และนางกำนัลที่มีเยอะแยะเพียงนี้เขาก็จำไม่ได้ทุกคน นอกจากว่าจะเป็นคนเด่นมากจริงๆ นางกำนัลบอกเสียงสั่น


“มะ หม่อมฉันมีนามว่า ฤทัย เพคะ”


“งั้นฤทัยฝากเสด็จแม่ของข้าด้วยล่ะ ห้ามมีอะไรขาดตกบกพร่องเด็ดขาด! ”


“เพคะ พระอรรณพ”


ฤทัยรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะทั้งที่หัวใจยังเต้นระรัวไม่หาย เห็นทีคงต้องหาทางปิดปากพระนางพิมวิภาไว้ก่อนแล้ว ไม่ให้งอแงขอเพลงที่เธอเองก็ร้องไม่ได้จนเดือดร้อน



ฮืม ฮึม ฮือ~”


เสียงฮัมเพลงสดใสมาจากกุมภีร์นิมิตรที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงาน ทำให้วาปีที่ยกเอาเอกสารไปเก็บแล้วกลับมาถึงกับอมยิ้ม


“เอาแต่มองตะเกียงนั้นไม่วางตาเลยนะเจ้าคะ”


ธาราไม่สนใจคำล้อของนางกำนัล แค่หัวเราะน้อยๆ นิ้วที่งดงามวาดไปตามรูปทรงของตะเกียง


“ทำไมข้าจะมองมันไม่ได้ล่ะ ในเมื่อมันเป็นของขวัญจากคนรักทั้งทีนี่นา”


ตะเกียงนี้หล่อจากแก้วแต่ข้างในไม่ได้ประดับด้วยดวงไฟหรือไส้ตะเกียง กลับเป็นดอกเบญจมาศ พู่ระหงและช่อฟ้าเรียงเป็นช่อประดับอยู่ข้างใน


เพราะอยู่แต่ใต้น้ำ พวกพืชพรรณบนบกจึงน้อยนักจะได้เห็น ของพวกนี้หากมาขายใต้น้ำราคาจะแพงขึ้นเท่าตัว เนื่องจากไม่สามารถเก็บรักษาได้นานนัก


ทว่าตะเกียงแก้วนี้คงความสดของดอกไม้ไว้ได้ชั่วนิรันดร์เพราะมันหลอมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแก้ว มูลค่าของมันจึงสูงขึ้นไปอีก แต่พระอรรณพก็ยังซื้อมาเป็นของขวัญให้กับเขา


“ให้ดอกไม้กับบุรุษจะดูแปลกไปหรือไม่?”


คนที่เลือกของขวัญมารู้สึกอายหน่อยๆ ที่มอบดอกไม้ให้เป็นของขวัญ แต่ธารากลับรับมันมาด้วยความยินดี


“ดอกไม้ไม่แบ่งแยกเพศ มันสวยงามก็คือสวยงามพ่ะย่ะค่ะ”


ตราบใดที่เป็นของขวัญจากคนรักต่อให้เป็นแค่จานชามเขาก็ยังชอบมัน


“ความรักของพวกเราจะอยู่ชั่วนิรันดร์เหมือนกับดอกไม้ในตะเกียงแก้วนี้ที่จะไม่มีวันเหี่ยวเฉา ฉะนั้น...” พระอรรณพโน้มตัวลงมา จนหน้าผากกว้างนั้นแตะกับหน้าผากของเขา “อดทนหน่อยนะ ดวงใจของข้า”


“กระหม่อมเข้าใจพ่ะย่ะค่ะอย่าห่วงไปเลย” ธาราระบายรอยยิ้มเพื่อหวังคลายความกังวลของอีกฝ่าย เขายืดตัวขึ้นแล้วจุมพิตริมฝีปากที่รุ่มร้อนนั้นเบาๆ “กระหม่อมจะรอวันที่เราได้ครองคู่กันดังหวัง”


“อืม”


พระอรรณพดึงเขาเข้ามากอดแล้วมอบจูบที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิมดั่งเป็นคำมั่นสัญญา…


เพราะพระอรรณพแต่งงาน ทำให้หนึ่งปีนี้เขาจึงยังไม่ต้องแต่งกับพระมหรรณพ แต่หลังจากนั้นจะเป็นยังไงล่ะ? ทั้งเขาและพระอรรณพคิดหาทางหลายๆ วิธี ก็ยังไม่เจอวิธีที่ถูกใจ เว้นแต่เขาจะลองขอร้องหนักๆ ให้ได้แต่งกับพระอรรณพ ด้วยการยอมลดตัวแต่งเป็นน้อย ถึงยังไงเขาก็มั่นใจว่าจะได้รับความรักจากพระอรรณพมากที่สุด มากกว่าพระชายาที่เป็นเงือกนั่น


ธาราแค่นยิ้ม นี่เขาต้องมาคิดเรื่องการเป็นเมียน้อยหรืออะไรแล้วหรือเนี่ย ถ้าไม่ใช่เพราะพระอรรณพเขาคงไม่ยอมลดศักดิ์ศรีไปเป็นน้อยให้ใครแน่ๆ จะมีใครยอมแบ่งปันคนรักให้ผู้อื่นได้ลงล่ะ


วาปีว่ายเข้ามาใกล้พลางถอดถอนใจกับความงามของดอกไม้ในตะเกียงแก้ว


“งดงามจริงๆ นะเจ้าคะ ได้ยินว่าของนี่หายากมาก พระอรรณพต้องทรงทุ่มเทสักแค่ไหนกว่าจะได้มันมา”


“เพราะงั้นเราถึงต้องรักษามันเป็นอย่างดีไงล่ะ” ธาราละมือจากตะเกียง ปรายตาไปมองจดหมายบนโต๊ะ “จะว่าไปข้ายังไม่ได้เปิดจดหมายฉบับนี้เลยนี่นา...”


“ท่านธารางานยุ่งนี่เจ้าคะ จดหมายฉบับนี้มาถึงเมื่อตอนเช้าคงไม่สายเกินไปที่จะเปิดหรอกเจ้าค่ะ”


“หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”


ธาราดึงเชือกที่มัดจดหมายแล้วคลี่กางออก ทันทีที่เห็นอักษรสีทองบนม้วนหนังก็รู้แล้วว่าจดหมายนี้มาจากที่ใด


ไม่มีใครอาจหาญใช้อักษรสีทองนอกจากกษัตริย์หรอก


วาปีอ่านตัวหนังสือไม่ออกจึงได้แต่เอ่ยถาม “มันเขียนว่าอะไรหรือเจ้าคะ?”


“จดหมายเชิญร่วมงานล่องเรือวัสสานฤดูน่ะ หืม... ถึงช่วงเวลานั้นแล้วหรือเนี่ย”


ล่องเรือวัสสานฤดูคืองานใหญ่ที่เผ่าพันธุ์ทั้งบนบก บาดาลและฟากฟ้าจะมาชุมนุมสังสรรค์เชื่อมความสัมพันธ์กัน ท่ามกลางละอองฝนน้อยโปรยปราย ว่ากันว่าวันนั้นน้ำฝนจะเป็นดั่งน้ำทิพย์จากสรวงสวรรค์ให้พรแก่ผู้ที่ได้รับฝน


จะว่าเป็นงานเลี้ยงใหญ่เพื่อสร้างความรื่นเริงและแก้เบื่อของเหล่าชนชั้นสูงก็ได้


“เชื้อพระวงศ์ ขุนนางส่วนใหญ่จะมาร่วมด้วย แบบนี้พระอรรณพก็ต้องเสด็จด้วยน่ะสิเจ้าคะ!”


วาปีตื่นเต้นแทนผู้เป็นนายที่จะได้เจอพระอรรณพอีกแล้ว ธารายิ้มออกมานิดหน่อย ก่อนที่ดวงตาคู่งามจะหรี่ลง


“และพระชายาของพระอรรณพก็คงจะมาด้วยล่ะนะ”


พอพูดถึงเงือกตนนั้นแล้ววาปีก็ทำหน้าบูด “ก็จริงนะเจ้าคะ แล้วท่านธาราจะเอายังไงหรือเจ้าคะ?”


“เอาอะไรยังไง?”


“ก็เรื่องเงือกตนนั้นน่ะสิเจ้าค่ะ! ท่านธาราจะไม่เป็นไรหรือเจ้าคะถ้าต้องไปเจอ”


วาปีลำบากใจที่เจ้านายต้องไปเจอศัตรูหัวใจ แถมยังมาแย่งชิงตำแหน่งที่เจ้านายควรจะได้ไปอย่างหน้าตาเฉย


ธาราทำหน้าเหม่อลอย “ไม่รู้สิ”


“ไม่รู้หรือเจ้าคะ?”


“อืม ก็ข้าไม่เคยคิดถึงเรื่องจะเจอเงือกตนนั้นมาก่อนนี่นา”


ธารายิ้มแห้ง ทว่านางกำนัลประจำตัวเขากลับเป็นเดือดเป็นร้อนแทน


“ได้ยังไงกันล่ะเจ้าคะ! นั่นน่ะศัตรูหัวใจที่ต้องหาทางกำจัดเลยนะเจ้าคะ!”


“เจ้าพูดเกินไปนะ” ธารามองฝูงปลาสีเงินว่ายผ่านหน้าต่างไปราวกับกำลังครุ่นคิด เขาตอบนางกำนัลคนสนิทด้วยเสียงราบเรียบ “ยังไงก็ขอเจอตัวก่อน ถ้าเงือกตนนั้นทำให้ข้าไม่พอใจ...”


เสียงท่อนท้ายของธาราหายไปกับเสียงน้ำกระเพื่อมไหว



*คุยกับไรท์เตอร์*


สวัสดีค่ะ ตอนนี้พี่น้องนาคก็ทะเลาะกันเรื่องของนีระซะแล้ว แถมความรักที่พระอรรณพมีให้กับธาราก็ลึกซึ้งและมั่นคงเสียด้วย แบบนี้ชะตาชีวิตของนีระจะเป็นอย่างไรต่อไปนะ อย่าลืมมาติดตามกันต่อในตอนหน้านะคะ


ปล. หนึ่งคอมเมนท์เท่ากับหนึ่งกำลังใจ ขอบคุณทุกคนที่อ่านค่า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

58 ความคิดเห็น

  1. #45 i s a r a (@rossani) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 15:14
    ถ้าอรรณพ​ใจดีกับนีระให้ได้สักเสี้ยวนึงที่ใจดีกับธาราจะดีมากเลยค่ะ แง
    #45
    0
  2. #32 Rarinya (@Rarinya) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 กันยายน 2562 / 01:11
    น้องงงงง
    #32
    0
  3. #21 cantus1011 (@cantus1011) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 กันยายน 2562 / 01:55
    ร้องไห้เรย ทำไมคนพี่ไม่มีเหตุ เจ้าอารมณ์ สมควรที่พ่อไม่ให้ขึ้นเป็นรัชทายาท

    #พาทนี้ร้องไห้หนักมาก สงสารน้อง สู้ต่อไปนะลูก
    #21
    0
  4. #10 FOOLBEAR (@momeerino) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2562 / 00:18
    อ่า . . . . ปวดใจเวลาเห็นนีระถูกทำร้ายจังเลยค่ะ เมื่อไหร่จะสิ้นสุดกรรมสักทีนะ (เหมือนรีบอ่ะ 555555 เพิ่งบทที่9เอง แหะๆ)
    #10
    0
  5. #9 Patjungy (@Ratchuma44) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2562 / 19:38
    รอตอนต่อไปนะคะ
    #9
    0