Himmapan Myth วิโรธน์บาดาล (Yaoi)

ตอนที่ 7 : วิโรธน์ครั้งที่ ๖ ไม่มีใครสนใจความเจ็บปวดของข้าหรอก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 152
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    7 ส.ค. 62

วิโรธน์ครั้งที่ ๖ ไม่มีใครสนใจความเจ็บปวดของข้าหรอก


ความชาหนึบที่แก้มของนีระทำเอาสติเขาเกือบจะปลิวหาย ยังดีที่เขาได้เตรียมใจเอาไว้ตั้งแต่ที่เข้ามาในห้องแล้วเห็นสายตาเย็นชาของพระอรรณพ เขารู้ในทันทีว่าจะต้องไม่เจอดี


“พี่นีระ!”


อาโปตกใจรีบเข้าไปประคองพี่ชายเอาไว้ ส่วนรหัทมองเจ้านายตาค้าง


ไหนบอกว่าจะคุยไง!? ทำไมถึงใช้กำลังแบบนี้ล่ะ!?


ยังดีที่พระอรรณพหยุดแค่ทีเดียวไม่ได้ง้างมือตบอีกรอบ เจ้าผู้ครองสระกัณณมุณฑะเก็บมือกลับไปคล้ายกับขยะแขยงที่สัมผัสตัวเงือกเบื้องหน้า ดวงตาสีแดงมองต่ำไปที่นีระซึ่งเอามือกุมแก้มที่ถูกตบอยู่


“เจ้าช่างกล้ามากนะที่ออกไปหาของป่าข้างนอก! ทำอะไรได้คิดถึงเรื่องหน้าตาของข้าไหม! หากใครรู้ว่าพระชายาของเจ้าผู้ครองสระอดอยากถึงขั้นต้องไปเก็บของป่ากิน คนจะคิดกันยังไง!”


นีระยังไม่ทันตอบ อาโปที่อดทนไม่ไหวโพล่งออกมาว่า


“ถ้าไม่ใช่เพราะข้ารับใช้นางกำนัลพวกนั้นงุบงิบอาหารและเงิน พวกกระหม่อมคงไม่ทำแบบนี้หรอกพ่ะย่ะค่ะ!”


พระอรรณพฟังคำโต้เถียงนั้นแล้วเลิกคิ้ว “พวกเจ้าจะโทษว่าเป็นเพราะข้ารับใช้และนางกำนัลงั้นหรือ”


เนื่องจากสายตาเย็นชานั้นเสียดแทงอาโปเกินไป ทำให้เงือกหนุ่มกลัวจนพูดไม่ออก จากที่ช่วยเป็นปากเป็นเสียงให้พี่ชายกลับต้องกล้ำกลืนคำพูดลงคอไป


“ว่ายังไง ทำไมไม่พูดล่ะ!?”


“ฮึก!”


เจอเสียงตวาดเข้าไปอาโปก็สะดุ้งแล้วตัวสั่น นีระเห็นดังนั้นจึงโอบร่างของเงือกน้อยไว้ ขณะเป็นฝ่ายตอบไปเอง


“โปรดอย่าทรงตวาเใส่คนของกระหม่อมเลย หากจะตำหนิควรเป็นที่ตัวกระหม่อมมากกว่า”


“มันก็แหงอยู่แล้ว คนผิดยังไงก็คือเจ้า! เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะตัวเจ้าเอง! อย่างว่าเจ้าเป็นแค่เงือกต้อยต่ำ บารมีไม่ถึงจะจัดการพวกข้ารับใช้ไม่ได้ก็ไม่แปลก!”


แต่บารมีของภรรยาจะมาได้ก็ต่อเมื่อสามีให้ความสำคัญด้วย!


รหัทเอ่ยแย้งในใจ เขารู้สึกว่าเจ้านายทำแบบนี้มันไม่ถูกต้อง แต่ขณะจะช่วยกล่อมพระอรรณพ นีระก็ชิงพูดขึ้นมา


“กระหม่อมทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ ต่อจากนี้จะไม่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก”


ทว่านีระกลับยอมรับอย่างง่ายดาย...


อาโปถึงกับอึ้งที่พี่ชายยอมง่ายขนาดนี้ เช่นเดียวกับรหัทที่ต้องหุบปากจะช่วยเกลี้ยกล่อมกลับไป พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องทนกับความไม่ถูกต้องด้วย แต่เมื่อได้เห็นสีหน้าของนีระแล้ว ทั้งคู่ก็สั่นสะท้าน


ทำไม... ถึงได้ดูหมดอาลัยตายอยากขนาดนั้นกัน


สีหน้าแม้จะเรียบเฉยทว่ามีความเศร้าเจือจาง ยิ่งประกอบกับดวงตาสีนิลที่ไร้ประกายและว่างเปล่าแล้ว มันช่างกระทบใจพวกเขายิ่งนัก ถึงขนาดที่ว่าไร้คำพูดเลยทีเดียว


พระอรรณพเห็นว่าเงือกตรงหน้าไม่ขัดขืนหรือโต้เถียงก็ได้ใจ เขาสั่งอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด


“ในเมื่อเจ้ารู้แล้วก็ดี ถ้ามีครั้งหน้าข้าจะเฆี่ยนหลังเจ้าต่อหน้าพวกข้ารับใช้และนางกำนัล! ทีนี้ไปให้พ้นหน้าข้าได้แล้ว!”


“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ”


นีระยืนขึ้นมาด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีแล้วว่ายออกไปจากห้องโดยมีอาโปคอยประคอง ก่อนที่จะไปเงือกน้อยได้ตวัดสายตามาที่รหัทด้วยความผิดหวังและโกรธเคือง


'สุดท้ายก็ไม่ได้ช่วย แถมยังซ้ำเติมให้เหตุการณ์แย่ขึ้นไปอีก! '


รหัทเหมือนเข้าใจความนัยที่สื่อผ่านทางสีหน้าและแววตานั้นได้ เขาเม้มปากด้วยความเสียใจแทนทั้งสองคน


เมื่อลับร่างของเงือกผู้น่าสงสาร รหัทก็เอ่ยเสียงเบาว่า


“ทำแบบนี้มันจะไม่... โหดร้ายไปหรือพ่ะย่ะค่ะ”


“นี่มันเรื่องของข้า เจ้าอย่าเสือก!”


พระอรรณพใช้หางตามองรหัท ย้ำเตือนสถานะว่าเป็นแค่ข้ารับใช้อย่ามายุ่งเรื่องส่วนตัว รหัทจึงทำได้แค่ก้มหน้ายอมจำนน


ขอโทษนะ ที่ข้าช่วยอะไรพวกเจ้าไม่ได้เลย...



เวลาผ่านไปสถานการณ์ในวังของพระอรรณพไม่ได้ดีขึ้น มีแต่จะแย่ลงเรื่อยๆ


เรื่องที่พระอรรณพเรียกนีระมาสั่งสอนนั้นเป็นที่รู้กันทั้งวัง แต่แทนที่พวกนั้นจะเวทนาสงสารกลับซ้ำเติมเงือกทั้งสองไม่ต่างอะไรกับการเติมฟืนลงไปในไฟ


จากที่เคยมีอาหาร ตอนนี้ไม่มีเลย ถ้าอาโปไม่ไปหาถึงห้องครัวก็อย่าหวังว่าวันนั้นจะมีอะไรกิน


เงินที่เดิมมีน้อยอยู่แล้วก็ให้น้อยลงไปอีก ต่อให้อาโปออกแรงอาละวาดเพื่อทวงความยุติธรรมแทนพี่ชาย แต่ด้วยจำนวนฝั่งนั้นมีมากกว่า ไม่นานอาโปก็พ่ายแพ้แถมยังได้รับรอยแผลฟกช้ำกลับมาอีก


“ข้าบอกว่าอย่าไปหาเรื่องพวกเขาไง”


นีระมองรอยช้ำตามตัวของอาโปแล้วรู้สึกเจ็บปวดใจ เอากระปุกยาทาแผลออกมาทาให้ แต่ว่า... ยาที่มีก็ใช้จวนจะหมดแล้ว


“แต่พวกนั้นทำไม่ถูกนี่นา!” อาโปโกรธจัดจนหน้าแดง น้ำเสียงจึงโหนสูงเพราะแรงอารมณ์ “บางคนเป็นเงือกเหมือนเราแท้ๆ แทนที่จะช่วยและเห็นใจกลับกลัวจะโดนหางเลข เลี่ยงที่จะช่วยเรากันหมด ไม่น่ามาเกิดร่วมเผ่าพันธุ์เดียวกันเลย!”


“มันเป็นเวรกรรมของข้า” นีระรำพึงเสียงเบา พลางปิดกระปุกยา “ข้าถึงบอกให้เจ้ากลับสถานนุบาลไป อยู่ที่นี่รังแต่จะลำบากเปล่าๆ”


อาโปหันขวับมามองนีระอย่างข้องใจ “ทำไมพี่นีระถึงเอาแต่คิดว่ามันคือเวรกรรมล่ะขอรับ”


ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่นีระก็พูดว่ามันเป็นเวรกรรม เรียกว่ากลายเป็นคำพูดติดปากไปแล้ว


อาโปคิดว่าตนรู้จักพี่ชายคนนี้ดีที่สุด แต่พอมาอยู่ที่นี่กลายเป็นว่าเขาไม่รู้จักอีกฝ่ายเลย


การกระทำบางอย่างเหมือนไม่ใช่นีระ ทั้งเรื่องปล่อยให้พระอรรณพข่มเหงอย่างไม่ยุติธรรม ทั้งไม่เอาเรื่องพวกข้ารับใช้นางกำนัล ถึงนีระจะเป็นคนที่รักสงบไม่ชอบทะเลาะกับใคร ทว่าไม่ถึงขั้นยอมปล่อยวางขนาดนี้


อาโปยังจำสีหน้าที่หมดอาลัยตายอยากของนีระได้ดี ตอนนั้นเขาแทบไม่เชื่อเลยว่านั่นคือพี่ชายของเขา พี่ใหญ่แห่งสถานนุบาลที่อบอุ่นอ่อนโยนจะมีสีหน้าที่สิ้นหวังและยอมจำนนได้ถึงเพียงนี้เลย


เขาเคยคิดว่านีระอาจจะมีอะไรบางอย่างกับพระอรรณพมากกว่าที่เขารู้ เพราะดวงตาสีนิลคู่นั้นตอนที่มองเจ้าผู้ครองสระกัณณมุณฑะมีแววสำนึกผิดและเจ็บปวดอยู่


หากนีระไม่ได้ทำอะไรกับพระอรรณพไว้ละก็คงไม่มีทางมีแววตาเช่นนั้นได้หรอก…


เงือกเจ้าของเกล็ดสีเงินระบายรอยยิ้มบางก่อนจะเลือนหายไปไม่ต่างกับฟองอากาศ


“ก็การที่พี่มาเจอเรื่องพวกนี้ หากไม่ใช่ว่ามันเป็นเวรกรรมมันจะเรียกว่าอะไรได้ล่ะ?”


“พี่นีระคิดอย่างนั้นจริงๆ หรือขอรับ?” อาโปเอียงคอถามคล้ายจะหยั่งเชิงความคิดคนตรงหน้า


“อืม ว่ากันว่าถ้าเรายังไม่ได้ขึ้นสวรรค์ชั้นฟ้า การมาเกิดของเราก็เพื่อชดใช้กรรมและสั่งสมความดีใช่ไหมล่ะ” นีระกล่าว ดวงตาสีนิลหม่นลงราวกับจมอยู่ในห้วงภวังค์ “เพราะงั้นการที่พี่กับพระอรรณพมาอยู่ในสถานะแบบนี้ ก็เพราะเรามีเวรกรรมต่อกันไงล่ะ”


พอฟังแล้วอาโปเหมือนจะคล้อยตามอยู่บ้าง แต่ในใจบางส่วนมีที่ไม่เห็นด้วย พอเขาจะแย้ง เสียงที่เปล่งก็ติดขัดจนไอออกมาแทน


“พี่... แค่กๆ!”


“อ้าวๆ เป็นอะไรไป เจ็บคอเหรอ?”


นีระเข้ามาลูบหลังเพราะอาโปเล่นไอจนตัวโยน เงือกหนุ่มน้อยกะพริบตาถี่ๆ พลางเอามือกุมลำคอไว้


“รู้สึก... จะเจ็บคอนิดหน่อยน่ะขอรับ”


“งั้นเจ้าก็พักซะ ไปโดนพวกนั้นเล่นงานมาบางทีมันอาจจะทำให้ร่างกายเหนื่อยล้าเกินไปก็ได้” นีระดันหลังอีกฝ่ายไปที่เตียงเล็กมุมห้อง “วันนี้นอนแต่หัวค่ำหน่อยแล้วกัน”


“ร่างกายข้าไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นหรอกขอรับ” อาโปเถียงเพราะอีกฝ่ายประคบประหงมเขาประหนึ่งว่าเป็นผู้ป่วยอย่างไรอย่างนั้น


“เอาน่า จะป่วยหรือไม่ก็กันไว้ก่อน นอนพักซะ อย่าให้พี่ต้องเป็นห่วงล่ะ”


พอนีระงัดความเป็นห่วงออกมา อาโปจะดื้อดึงไม่นอนก็ไม่ได้ สุดท้ายก็ยอมพักผ่อนตามคำขอของพี่ชายที่รัก


ทว่าในวันรุ่งขึ้นอาโปกลับมีไข้


ปกติตอนเช้านีระจะได้รับรอยยิ้มแจ่มใสจากน้องชายคนนี้ พออีกฝ่ายป่วยเสียแล้ว หัวใจของนีระก็ปวดหนึบด้วยความสงสาร


เรื่องที่อาโปไม่เคยป่วยง่ายๆ นั้นเป็นเรื่องจริง ตั้งแต่ที่อยู่ด้วยกันมาอีกฝ่ายป่วยน้อยครั้งมาก บางทีเพราะความไม่คุ้นกับพื้นที่ที่มีสภาพน้ำเจือความเค็มประกอบกับความเครียดสั่งสมเลยทำให้ล้มป่วย นีระรู้ว่าไข้แบบนี้แค่ทำตัวให้อุ่นเข้าไว้เดี๋ยวก็หาย แต่ว่าถ้ามียาช่วยน่าจะทำให้หายเร็วขึ้นและไม่ทรมานตอนนอนให้หายไข้ด้วย


ข้าวของที่ติดตัวมาไม่มียาแก้ไข้ นีระมีแค่กระปุกยาทาที่ได้รับมาจากชลัมพุเมื่อครั้งนั้นเท่านั้น และยาตัวนี้ช่วยเรื่องไข้หวัดไม่ได้ฉะนั้นมีทางเดียวคือเขาต้องเข้าครัวเพื่อไปเอาสมุนไพรมาบดปั้นเป็นยาให้อาโปกิน


“อืม อือ...”


อาโปนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงเพราะพิษไข้ แถมยังครางอย่างทรมานทำให้นีระทนแบกรับความรู้สึกสงสารไม่ไหว ตัดสินใจว่าจะไปที่ครัวเอายามาให้ได้


นีระไม่เคยว่ายสำรวจวังนี้จริงจังนัก เพราะกลัวว่าการเพ่นพ่านไปมาจะเป็นการกวนอารมณ์พระอรรณพ เขาเลยอยู่เงียบๆ แต่ในห้อง


เขาจำทางไปห้องครัวได้จากคำบอกเล่าของอาโป เมื่อผ่านซุ้มโค้งหินทรายไปจะเจอเรือนหลังเล็กๆ ที่มีหลังคาทรงไทย มีบรรดาหม้อดินเผาและโอ่งตั้งเรียงรายอยู่ นีระใช้เวลาเพียงไม่นานก็เจอครัวที่ว่า แต่ที่นั่นกลับมีข้ารับใช้และนางกำนัลประจำอยู่สี่ห้าคน


เมื่อนีระปรากฏตัว พวกข้ารับใช้แถวนั้นก็พากันหยุดงานที่ทำอยู่ มองเขาเป็นตาเดียว ทำราวกับเงือกเกล็ดสีเงินนี้เป็นสัตว์ประหลาดอย่างไรอย่างนั้น


“ไม่ทราบว่ามีธุระอันใดเพคะ พระชายา”


หัวหน้าแม่ครัวนามว่า บัวตอง ถามด้วยสุ้มเสียงไร้ความเคารพขัดกับคำพูดที่ใช้โดยสิ้นเชิง เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวเรียกตำแหน่งพระชายาของเขาแบบประชดไปอย่างนั้นเอง


นีระไม่สนใจจะมาตำหนิเรื่องคำพูดคำจา แต่บอกจุดประสงค์ที่มาครัวตรงๆ


“ข้ามาขอยาน่ะ พอจะมียาลดไข้บ้างไหม หรือถ้าไม่มีก็ขอสมุนไพรสำหรับแก้ไข้หวัดมาที ข้าจะเอามาบดเป็นยาเอง”


บัวตองเหยียดยิ้ม “ไอ้มีก็มีอยู่หรอก แต่ไม่ให้เพคะ”


คำพูดของหัวหน้าแม่ครัวทำให้คนอื่นๆ พากันหัวเราะคิกคัก มองนีระอย่างขำขัน ใบหน้าของคนที่ถูกปฏิเสธขึงตึง


“ทำไมล่ะ? อาโปของข้ากำลังป่วย ข้าต้องการยาไปรักษาเขา”


“ไม่เห็นหรือว่าพวกหม่อมฉันกำลังยุ่งอยู่ ไม่มีมือจะไปหยิบยามาบริการพระชายาหรอกนะเพคะ”


บัวตองโบกมือป้อมๆ ไปยังคนครัวที่กำลังวุ่นวายกันอยู่ แสดงให้เห็นว่ายุ่งจริง


“งั้นก็บอกที่เก็บยามาเดี๋ยวข้าไปหยิบยาเอง”


นีระยังคงดื้อดึงจะเอายามาให้ได้ บัวตองจึงกลอกตาเหนื่อยหน่ายใจ


“เฮ้อ พระชายา สมองน้อยจนไม่เข้าใจที่หม่อมฉันพูดเลยเหรอเพคะ แต่อย่างว่าพระชายาเป็นเงือกจะคิดอะไรฉลาดๆ ได้ยังไงเล่าเนอะ”


บัวตองพูดดูถูกนีระเต็มที่ ในขณะที่คนอื่นๆ มองเขาอย่างเหยียดหยาม ท่ามกลางการกลั่นแกล้งทางวาจานีระก็ยังคงรักษาความนิ่งของตนเองไว้ได้ ตอบไปว่า


“ข้าอาจจะไม่ฉลาด แต่ก็ไม่เข้าใจเหตุผลที่เจ้าต้องปฏิเสธไม่ให้ยาข้าอยู่ดี”


“งั้นหม่อมฉันตอบให้ก็ได้เพคะ นั่นก็เพราะยาเป็นของมีค่าและมีราคามาก จะให้เอามาใช้รักษาข้ารับใช้ชั้นต่ำคงไม่สมควรเพคะ”


ทันทีที่คำว่าชั้นต่ำล่วงพ้นจากปาก ดวงตาสีนิลก็เริ่มวาวโรจน์ขึ้นมา


“เจ้าจะบอกว่าอาโปเป็นข้ารับใช้ชั้นต่ำงั้นหรือ...”


“ก็แล้วไม่จริงหรือเพคะ? ข้ารับใช้ชั้นต่ำแบบนั้นกับอีแค่ไข้นอนพักก็หายแล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งยาให้สิ้นเปลืองหรอกเพคะ”


ว่าแล้วบัวตองก็ยิ้มเยาะ โดยมีข้ารับใช้นางกำนัลรอบด้านหัวเราะสะใจ นีระกำหมัดแน่น ทว่าในหัวใจของเขาก็มีด้านหนึ่งที่ไม่อาจยอมได้เช่นกัน


“ข้าไม่ถือหรอกนะ... หากพวกเจ้าจะด่าหรือนินทาข้าลับหลังอย่างไร แต่อาโป... เขาเป็นน้องชายที่น่ารักและซื่อสัตย์ พวกเจ้าจะว่าเขาเป็นข้ารับใช้ชั้นต่ำไม่ได้เด็ดขาด!”


ดวงตาสีนิลสาดประกายเกรี้ยวกราดจนผู้ถูกจ้องสั่นสะท้าน ยิ่งน้ำเสียงที่เฉียบขาดไม่ต่างกับใบมีดนั้นช่างดังกังวาลสั่นสะเทือนใจผู้คนชนิดที่ไม่คิดว่ามันจะมาจากร่างของเงือกตนนี้ได้เลย


และก่อนที่บัวตองจะนึกสรรหาถ้อยคำเจ็บๆ โต้ตอบเงือกเบื้องหน้า เสียงห้าวทรงพลังก็ดังขึ้นมา


“พวกเจ้าทำอะไรกัน”



ก่อนหน้านี้ครึ่งชั่วโมงพระมหรรณพในฐานะรัชทายาทต้องรับหน้าที่ไปตรวจตามหัวเมืองในแต่ละเดือน และในเดือนนี้ถึงตาของสระกัณณมุณฑะแล้ว เขาได้ส่งจดหมายแจ้งการมาเยือนไว้ก่อนแล้ว ทว่าเมื่อเขามาถึงพี่ชายกลับไม่อยู่ที่สระกัณณมุณฑะเสียอย่างนั้น


“รู้ไหมว่าเสด็จพี่ไปที่ใด?”


พระมหรรณพสอบถามกับขุนนางที่พี่ชายแต่งตั้งมารักษาการ ขุนนางนั้นเป็นเผ่าผีเสื้อสมุทร ปีกบางใสราวกับปีกของแมงปอนั้นกระพือเบาๆ เพราะความหวั่นเกรง


“กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมเองก็ไม่ทราบแน่ชัด แต่ได้ยินมาแค่ว่าพระอรรณพเสด็จไปสระอโนดาตพ่ะย่ะค่ะ”


“ไปสระหลวงเหรอ? ทำไมกันนะ หรือว่าเสด็จพ่อเรียกหา?”


คำตอบนั้นทำให้พระมหรรณพงุนงงเข้าไปใหญ่ เพราะเดิมทีเสด็จพี่ของเขาไม่ใช่พวกชอบเดินทางจะว่าไปเที่ยวก็คงไม่น่าเป็นไปได้


กุนทียื่นหน้ามากระซิบ “บางที... พระอรรณพอาจจะเสด็จงานวันเกิดของท่านธาราก็เป็นได้นะพ่ะย่ะค่ะ”


ได้ยินดังนั้นสีหน้าของพระมหรรณพก็เครียดขรึมลง


มีความเป็นไปได้สูงว่าพี่ชายจะไปที่นั่น และถ้าหากพระอรรณพไปที่นั่นเขาคงจะผิดหวังมาก ทั้งที่แต่งงานแล้วก็ควรจะรู้จักวางตัวให้เหมาะสม ถึงเขาจะสงสารพี่ชายเรื่องที่ไม่ได้ครองคู่กับคนที่รัก แต่ว่านั่นมันก็เรื่องหนึ่ง ตอนนี้ที่สำคัญคือทำหน้าที่ในฐานะสามีให้ดีต่างหาก


“เสด็จพี่เดินทางไปผู้เดียวหรือว่ายังไง?”


แต่ก่อนที่เขาจะตำหนิการกระทำของพี่ชายไปมากกว่านี้ พระมหรรณพก็ถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากผู้รักษาการ อีกฝ่ายก็ตอบอย่างนอบน้อมว่า


“ไปกับองครักษ์นามว่ารหัทพ่ะย่ะค่ะ”


“ไม่ได้พาพระชายาไปด้วยหรือ?”


“ไม่พ่ะย่ะค่ะ”


เยี่ยมจริง พี่ชายของเขา...


พระมหรรณพอุตส่าห์หวังสักเล็กน้อยว่าพี่ชายจะพานีระไปด้วย ถ้าเป็นอย่างนั้นคงจะถือว่าคู่สามีภรรยาไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดของบุตรชายที่ปรึกษากษัตริย์ได้ แต่นี่พระอรรณพกลับพาองครักษ์ไปกันแค่นั้น เขาถึงกับย่นคิ้วด้วยความไม่พอใจ


มันอาจจะกระอักกระอ่วนอยู่บ้างก็เถอะที่ต้องพาภรรยาของตัวเองไปหาคนรัก ทว่าถ้านึกถึงความเหมาะสมและกาลเทศะแล้วพี่ชายสมควรจะพาพระชายาไปด้วย ไม่อย่างนั้นการไปงานเพียงผู้เดียวอาจทำให้เกิดข่าวลือเรื่องที่ทั้งคู่มีความสัมพันธ์บางอย่างก็เป็นได้


กุนทีเหมือนจะอ่านความคิดเจ้านายได้จึงกระซิบบอกว่า “ฝ่าบาททรงอย่างกังวลไปเลยพ่ะย่ะค่ะ คิดว่าท่านนทีคงไม่มีทางให้พระอรรณพเข้างานง่ายๆ”


พระมหรรณพส่ายหน้า “ข้าเชื่อว่ายังไงเขาก็ต้องปล่อยให้เข้างาน เพราะถ้าปฏิเสธเชื้อพระวงศ์ก็เท่ากับหาเรื่องใส่ตัว แต่ท่านนทีคงจะหาทางจัดการได้ล่ะนะ”


ยังไงเสียหากเกิดข่าวลือไม่ดีไม่งามกับลูกชายขึ้นมา นทีในฐานะที่ปรึกษาของกษัตริย์คงไม่มีทางอยู่นิ่งเฉยแน่


กุนทีผงกหัวน้อยๆ เป็นเชิงเห็นด้วย แล้วเปลี่ยนมาพูดในระดับเสียงปกติ


“ในเมื่อพระอรรณพไม่อยู่จะเอายังไงต่อไปดีพ่ะย่ะค่ะ?”


“ยังไงก็ต้องมีเรื่องรายงานเสด็จพ่อ... ข้ารอเสด็จพี่กลับมาดีกว่า ไปเตรียมที่พัก...”


“คือว่าสำหรับเรื่องนั้น” ผู้รักษาการณ์เอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างขลาดๆ แต่เมื่อเห็นว่าพระมหรรณพไม่ได้มีท่าทีตำหนิอะไรจึงกล้ากล่าวต่อ “พระอรรณพคาดว่าคงเสด็จกลับมาถึงเย็นวันนี้ ทรงรับสั่งไว้ว่าหากพระองค์มาให้ไปรอที่วังของพระองค์ได้พ่ะย่ะค่ะ ที่นั่นได้เตรียมข้าวปลาอาหารและที่พักไว้เรียบร้อยแล้ว”


“งั้นก็ดี”


อย่างน้อยพี่ชายไม่ถึงกับละเลยน้องชายที่มาเยี่ยมเยือนเพราะเรื่องงาน พระมหรรณพจึงเบนที่หมายไปยังวังของพี่ชายแทน


หลังจากแต่งงานแล้วพระมหรรณพคิดว่าวังจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ที่นี่ก็ยังเหมือนเดิมราวกับเวลาหยุดเดินไว้ หัวหน้าข้ารับใช้ที่ออกมาต้อนรับก็ยังหน้าเดิม เมื่อเขาเข้ามาในเขตวัง สินธุ หัวหน้าข้ารับใช้ก็ว่ายรี่มาต้อนรับเขา


“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ พระมหรรณพ”


“อืม เจ้าดูสบายดีสินะ”


พระมหรรณพรับการทำความเคารพด้วยท่าทีสบายๆ ชวนให้น่าเข้าหา สินธุระบายรอยยิ้ม


“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมสบายดี”


“แล้วพระนางพิมวิภาเล่า? อาการเป็นอย่างไรบ้าง”


พระมหรรณพไถ่ถามถึงมารดาของพี่ชายที่ล้มป่วยเพราะสภาพจิตใจ สีหน้าของสินธุหมองลงก่อนจะส่ายหน้า


“เดี๋ยวทรงเดี๋ยวทรุดตามสภาพอากาศพ่ะย่ะค่ะ”


“งั้นเหรอ”


ช่วยไม่ได้อุณหภูมิน้ำของที่นี่ไม่นิ่งเมื่อเทียบกับสระอโนดาต สำหรับพระนางพิมวิภาที่มีจิตใจอ่อนแอ ร่างกายจะป่วยตามก็ไม่แปลกเลย


“พอดีเลย ข้าเอายามาด้วยส่วนหนึ่งเป็นพวกสมุนไพรบำรุงร่างกาย เจ้าเอาไปให้พระนางพิมวิภานะ”


พระมหรรณพพยักเพยิดกับข้ารับใช้ด้านหลัง พวกเขาก็ยกหีบใบเล็กเข้ามาส่งถึงมือสินธุ


“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ พระนางพิมวิภาจะต้องทรงยินดีเป็นแน่” สินธุรับมาด้วยความซาบซึ้งอย่างที่สุด


ก่อนที่พระมหรรณพจะทันได้ตอบคำ ก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา


“ข้าไม่ถือหรอกนะ... หากพวกเจ้าจะด่าหรือนินทาข้าลับหลังอย่างไร แต่อาโป... เขาเป็นน้องชายที่น่ารักและซื่อสัตย์ พวกเจ้าจะว่าเขาเป็นข้ารับใช้ชั้นต่ำไม่ได้เด็ดขาด!”


พวกเขาได้ยินเสียงเกรี้ยวกราดดังมาจากทางตะวันออกของวัง ใบหน้าของสินธุซีดขาว ขณะที่พระมหรรณพเลิกคิ้วขึ้นเพราะจำเสียงนั้นได้


เสียงของนีระนี่?


“เอ่อ ดะ เดี๋ยวพ่ะย่ะค่ะ! พระมหรรณพ!”


เจ้าของชื่อไม่สนใจการเรียกรั้งของสินธุกลับว่ายอย่างว่องไวไปยังต้นเสียง ที่นั่นเขาเห็นนีระยืนกำหมัดแน่นอยู่เบื้องหน้าหัวหน้าแม่ครัว ปกติเงือกเกล็ดสีเงินผู้นี้จะสงบเสงี่ยม การที่อีกฝ่ายถึงขั้นพูดด้วยน้ำเสียงโมโหได้ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กๆ


“พวกเจ้าทำอะไรกัน?”


พระมหรรณพเข้ามายืนอยู่ด้านหลังของนีระ พอเงือกตนนั้นหันขวับมา ดวงตาสีนิลคู่นั้นก็เผยความตกใจ ถึงกับผงะถอยหลังออกห่างจากเขาหนึ่งช่วงแขน


“ถวายบังคม พระมหรรณพ”


ทุกคนเมื่อเห็นว่าใครมาก็รีบยกมือกราบโดยพร้อมเพรียง พระมหรรณพโบกมือไม่ใส่ใจ ก่อนจะถามอีกครั้ง


“ข้าถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น?”


นีระยังคงยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าเขาไม่ยอมเอ่ยอะไรออกมา ทว่าบัวตองกลับเป็นฝ่ายสอดปากขึ้นมา


“ไม่มีอะไรเพคะ มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย...”


“รู้สึกว่าข้าจะถามพระนีระไม่ได้ถามเจ้านะ?”


พระมหรรณพส่งถ้อยคำพิฆาตออกไปบัวตองถึงกับสะอึก คราวนี้คนอื่นเลยปิดปากเงียบไม่กล้าสอดปากเหมือนบัวตองอีกแล้ว


พระมหรรณพเข้ามาใกล้นีระอีกหนึ่งก้าว ยิ่งมองก็ยิ่งเห็นว่าอีกฝ่ายดูผ่ายผอมลงกว่าเดิม แขนนั้นบางไม่ต่างอะไรกับกิ่งไม้แห้งเลย


“พระนีระมีเรื่องอันใดอย่างนั้นหรือ บอกข้าได้หรือไม่”


น้ำเสียงที่พระมหรรณพใช้กับนีระต่างจากที่ใช้กับพวกข้ารับใช้นางกำนัลอย่างเห็นได้ชัด มันทั้งอ่อนโยนและปลอบขวัญดูก็รู้ว่าพระมหรรณพให้ความสำคัญกับภรรยาของพี่ชายคนนี้มาก


นีระเงยหน้าขึ้นมา เพียงเห็นดวงหน้าที่อ่อนแอ ความรู้สึกอยากปกป้องก็ผุดขึ้นในอก จนพระมหรรณพต้องอดใจไว้ไม่ให้ดึงร่างนั้นเข้ามาในอ้อมแขน


“กระหม่อม... มาขอยาน่ะพ่ะย่ะค่ะ”


“มาขอยา?” คราวนี้พระมหรรณพกวาดสายตามองนีระตั้งแต่หัวจรดครีบหาง “เจ้าบาดเจ็บอะไรอย่างนั้นหรือ?”


“มิได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมแค่มาเอายาไปให้อาโป เอ่อ... ข้ารับใช้ของกระหม่อมน่ะพ่ะย่ะค่ะ” นีระเห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยจึงรู้สึกดีขึ้น “แต่พวกเขาไม่ยอมให้ยามาก็เลยถกเถียงกันน่ะพ่ะย่ะค่ะ”


“ไม่ยอมให้ยางั้นเหรอ ทำไมถึงทำแบบนั้น”


คราวนี้พระมหรรณพไม่ได้ถามนีระ แต่พุ่งเป้าไปที่บัวตองซึ่งยังนั่งหมอบอยู่ที่พื้น เจ้าตัวสะดุ้งกับสายตาคาดโทษจากนาคตรงหน้า ลนลานตอบออกไป


“มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดจริงๆ เพคะ ที่หม่อมฉันเอายามาให้ไม่ได้เพราะต้องขอพระราชอนุญาตจากพระอรรณพก่อนจึงจ่ายยาให้ได้เพคะ โปรดทรงเข้าใจหม่อมฉันด้วย”


“ข้าไม่เข้าใจ” พระมหรรณพฟังข้ออ้างนั้นแล้ว รู้สึกโมโหอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถึงกับตวาดออกไป “พระนีระเป็นพระชายาของเจ้าผู้ครองสระกัณณมุณฑะ จะใช้ยาหรืออะไรไม่ได้เลยหรือยังไง! เจ้าทำแบบนี้เท่ากับดูหมิ่นพระนีระ! อยากให้ข้าจับเจ้าไปเฆี่ยนใช่ไหม!?”


บัวตองที่อายุมากแล้วพอได้ยินว่าจะถูกเฆี่ยนก็ตัวสั่นเทา


“มะ หม่อมฉันไม่บังอาจเพคะ!”


“งั้นก็ไปเอายามาให้สิ!”


“พะ เพคะ!”


บัวตองว่ายทุลักทุเลไปหยิบยาในหีบออกมา มันเป็นยาปั้นสีเขียว นีระรับมาตรวจดูเห็นว่ามันคือยาลดไข้จริงๆ ก็เบาใจ


พระมหรรณพลอบสังเกตนีระตลอดเวลา ยิ่งได้มาพิจารณาชัดๆ แล้ว เขาก็เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้สวมเสื้อผ้าที่สมฐานะเลย แถมยังมีรอยปะอีกต่างหาก นี่พี่ชายเขาไม่ใส่ใจนีระถึงขนาดนี้เลยเหรอ


“มื้อเย็น... พระนีระจะมากินด้วยใช่หรือไม่”


“เอ๋?”


นีระหันมา ทำตาโตใส่เพราะเมื่อกี้คิดว่าตนหูฝาดไป


พระมหรรณพระบายรอยยิ้ม “ก็การต้อนรับแขกเหรื่อของสามีเป็นหน้าที่ของภรรยาไม่ใช่เหรอ?”


นั่นมันก็ใช่...


นีระที่คิดจะปฏิเสธ พอได้เห็นแววตาอ่อนโยนที่ปลอบประโลมจิตใจที่ด้านชาของตนแล้ว ถ้อยคำว่า'ไม่'ก็ถูกกลืนลงคอไป


บางครั้ง... เขาก็ต้องการพื้นที่หายใจบ้างล่ะนะ


“กระหม่อมจะร่วมทานด้วยก็ได้พ่ะย่ะค่ะ แต่ขอตัวไปป้อนยาอาโปก่อน… ได้หรือไม่พะย่ะค่ะ”


“ได้สิ”


พระมหรรณพอนุญาตทันทีไม่แม้แต่จะคิดสักเสี้ยววิ นีระรู้สึกยินดีกับความใจกว้างนั้น จึงยกมือไหว้แล้วรีบว่ายเอายาไปให้คนป่วย ทางด้านกุนทีที่มองเหตุการณ์มาตลอดเขยิบเข้ามาใกล้พร้อมทั้งหรี่เสียงลงให้ได้ยินกันสองคน


“ถึงมันจะเป็นธรรมเนียมก็เถอะ แต่มันจะเหมาะสมหรือพ่ะย่ะค่ะ”


“เราไม่ได้ทานอาหารกันสองคนในที่ปิดเสียหน่อย แถมมีนางกำนัลข้ารับใช้ว่ายผ่านไปมาอีก มันจะไม่เหมาะสมตรงไหน”


“แล้วแต่ฝ่าบาทเลยพ่ะย่ะค่ะ”


ที่กุนทีเตือนไม่ใช่อะไร เพราะเขาเห็นว่าเจ้านายของตนมักจะใจดีกับนีระเป็นพิเศษ ถึงจะบอกว่าทำไปเนื่องจากสงสารก็เถอะ แต่เขารู้สึกว่ามันเกินขอบเขตคำว่าสงสารอยู่


ก็เพราะแววตาของพระมหรรณพนั้นสะท้อนความรู้สึกที่ไม่ควรมีต่อภรรยาของพี่ชายอยู่นี่นา


ทำไมเวลาที่เขาเดือดร้อนพระมหรรณพต้องปรากฏตัวมาช่วยแบบนี้ทุกทีเลยนะ


นีระนึกถึงการพบกันในครัวนั้น หัวใจรู้สึกหนักอึ้งขึ้น เขาไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะมาเยือนถึงในวังแบบนี้ เล่นเอาสติเตลิดไปชั่วครู่เลย


คำสาบานที่ว่าจะปกป้องเขาในทุกชาตินั้นแรงกล้านัก และมันทำให้เขารู้สึกอบอุ่นปลอดภัย แต่ในขณะเดียวกันก็หวาดกลัว


กลัวว่าอีกฝ่ายจะตายเพราะเขาอีก เหมือนกับชาติที่ผ่านๆ มา...


คิดมาถึงตรงนี้ในอกก็ปวดหนึบเหมือนกับหายใจไม่ออก รักมันฝังใจ ฉะนั้นเมื่อสูญเสียสิ่งที่รักไปเขาย่อมเจ็บปวดเจียนตาย


จะให้อีกฝ่ายมายุ่งเกี่ยวกับเขามากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว เขาต้องอยู่ให้ห่างจากอีกฝ่าย แต่ว่า…


“พี่นีระ?”


อาโปที่ได้รับยาเข้าไปได้สติขึ้นมาในที่สุด นีระเห็นดวงตาที่ใสแจ๋วนั้นมองอยู่ก็รู้สึกโล่งอก


“ดีขึ้นแล้วสินะ ดีจังเลย”


“ข้าล้มป่วยหรือขอรับ” อาโปไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองเป็นไข้ แต่อาการครั่นเนื้อครั่นตัวแบบนี้คงไม่มีทางผิดแน่


“อืม นอนสลบไม่ได้สติเลยล่ะ ตัวก็ร้อนจี๋”


อาโปหลุบตาลง “ข้าขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงขอรับ เพราะงั้นเลิกทำหน้าแบบนั้นเถอะ”


“พี่ทำหน้าแบบไหนอยู่งั้นเหรอ?”


นีระที่โดนทักมาก็เอามือลูบหน้าด้วยความสงสัย อาโปยิ้มเหยเก


“อืม แบบ... จะร้องไห้แต่ก็ไม่ร้องน่ะขอรับ” อาโปไม่รู้จะสรรหาคำใดมาพรรณาสีหน้าของพี่ชายในยามนี้ดี เพียงแต่มันทำให้คนมองอย่างเขารู้สึกพะวักพะวงมากๆ “พี่นีระไม่ต้องฝืนยิ้มให้ข้าด้วย แบบนั้นทำให้ข้าเจ็บปวดกว่าเดิมเสียอีก อยากร้องไห้ก็ร้องออกมาเถอะขอรับ”


นีระหุบยิ้ม ทว่าดวงตาสีนิลที่สั่นคลอนคู่นั้นก็ไม่ยอมหลั่งน้ำตา


“ต่อให้ร้องไห้ไป... ก็ไม่มีใครสนใจน้ำตาของข้าหรอก เพราะงั้นไม่ร้องจะดีกว่า”


อาโปทำหน้าดื้อดึง “แต่ข้าสนนะขอรับ!”


“พี่รู้” นีระลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆ “ยังไงก็นอนพักต่ออีกหน่อยเถอะ ยาจะได้ออกฤทธิ์ได้ดีไงล่ะ”


อาโปรู้สึกเหมือนถูกเบี่ยงประเด็นจึงงอแง “แต่ว่าพี่นีระ…”


“ถ้าเจ้าไม่อยากให้พี่เป็นห่วง ก็นอนเถอะ”


น้ำเสียงของนีระกึ่งเว้าวอนหน่อยๆ อาโปได้ยินดังนั้นจึงยอมตามใจพี่ชาย


“ขอรับ”


อาโปดึงผ้าห่มขึ้นมาถึงคอแล้วปิดตาลง บางทียาอาจจะเพิ่งเริ่มออกฤทธิ์เพราะไม่ถึงนาทีคนบนเตียงก็นอนหลับปุ๋ยไป


“อาโป?”


นีระลองทดสอบเรียกอีกฝ่ายเบาๆ แต่อาโปก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไร ลมหายใจสงบนิ่งเหมือนหลับจริงๆ


เขายิ้มบาง “เจ้าอาจจะสนใจน้ำตาของพี่เพราะเราเป็นคนใกล้ชิด แต่คนอื่น... ไม่สนใจพี่หรอกนะ”


ต่อให้ร้องไห้ที่วังนี้แทบตาย คงมีแต่คนซ้ำเติมมากกว่าช่วยเหลือ...


นีระยืนขึ้นแล้วออกจากห้องเพื่อไปต้อนรับพระมหรรณพตามหน้าที่


ศาลากลางใช้เป็นที่รับแขกและทานอาหารร่วมกัน จากตรงนี้นีระได้กลิ่นหอมของอาหารลอยมา ตัวเขาที่ไม่ได้กินของดีๆ มานาน ท้องย่อมปั่นป่วนด้วยความหิวโหย นีระได้แต่เตือนตัวเองว่าอย่าแสดงท่าทีที่เสียมารยาทต่อหน้าพระมหรรณพเด็ดขาด


“ขอประทานอภัยที่ให้พระองค์คอยนานพ่ะย่ะค่ะ”


มาถึงนีระก็ยกมือไหว้ พระมหรรณพที่รอคอยภรรยาของพี่ชายอยู่ส่ายหน้าเป็นคำตอบ


“ไม่ได้นานอะไรเลย เชิญนั่งสิ”


“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”


นีระรู้ว่าจะนั่งใกล้กันมากไม่ได้จึงเลี่ยงมานั่งอีกฝั่ง อาหารบนโต๊ะนั้นดูดี คงเพราะพวกนางกำนัลข้ารับใช้เกรงกลัวพระมหรรณพในระดับหนึ่งและไม่อยากให้เสียชื่อพระอรรณพด้วยจึงทำอาหารออกมาสุดฝีมือแบบนี้


“ไม่รู้ว่าเสด็จพี่จะกลับมาเมื่อไหร่ ถ้ารอเสด็จพี่คงรู้สึกไม่ดี ยังไงเราก็กินกันก่อนแล้วกัน ข้าเองก็หิวแล้วด้วย”


พระมหรรณพเสนอด้วยตัวเองเพราะคิดว่าถ้าพี่ชายกลับมาเมื่อไหร่ นีระอาจจะไม่ได้กินสบายๆ แบบนี้ ซึ่งทางเงือกเกล็ดสีเงินเองก็คิดคล้ายกัน นั่นคือเขาจะกินอาหารเลิศรสเบื้องหน้าตุนเอาไว้เยอะๆ รวมถึงห่อบางส่วนกลับเอาไปให้อาโปด้วย


“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น กระหม่อมจะทานพ่ะย่ะค่ะ”


“อืม”


ทั้งคู่เริ่มลงมือกินเงียบๆ นีระเกือบจะน้ำลายไหลเพราะความอร่อยของอาหารบนโต๊ะนี้ ทั้งชีวิตเขาไม่เคยกินของดีอย่างนี้มาก่อนเลย สมแล้วที่เป็นอาหารของวัง ต่างจากอาหารของชาวบ้านจริงๆ


พระมหรรณพเห็นนีระกินเอาๆ ก็ลอบยิ้ม ดีใจที่คนตรงหน้ากินได้กินดี ยังไงตัวก็ผอมแห้งไปมากสมควรขุนให้มีเนื้อมีหนังสักหน่อย


“เอายาไปให้ข้ารับใช้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง”


พระมหรรณพถามไถ่ นีระชะงักมือที่หยิบเนื้อปลาขึ้นมาแล้วตอบไปว่า


“อาการของอาโปดีขึ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ ขอบพระทัยที่ทรงเป็นห่วง”


นีระตอบอย่างไหลรื่น ไม่มีท่าทีประหม่าที่จะสนทนากับผู้สูงศักดิ์ เห็นดังนั้นพระมหรรณพจึงหาเรื่องชวนคุยต่อ


“อยู่ที่นี่เป็นยังไงบ้าง คงจะแปลกตามากใช่ไหมที่นี่น่ะ”


“พ่ะย่ะค่ะ ก็แปลกตาอยู่ แต่ไม่ยากที่จะปรับตัวหรอกพ่ะย่ะค่ะ”


ตอนมาถึงใหม่ๆ เห็นทรายสีทองกับปลาที่มีสีแสบสันกว่าในสระหลวงก็รู้สึกตื่นเต้นอยู่ แต่พออยู่ไปนานๆ เขาก็หมดความสนใจไปแล้ว


“เจ้าเคยไปที่สระอื่นบ้างไหม? นอกจากสระอโนดาตกับสระกัณณมุณฑะน่ะ”


นีระสั่นศีรษะน้อยๆ จนเส้นผมสีดำงดงามพลิ้วไหว “ไม่พ่ะย่ะค่ะ”


“งั้นอยากไปสระไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า?”


พระมหรรณพถามอย่างกระตือรือร้น นีระนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ


“คงเป็น… สระรถการะมั้งพ่ะย่ะค่ะ”


“ทำไมล่ะ?”


รัชทายาทถึงกับแปลกใจที่อีกฝ่ายเลือกสระอันห่างไกลนั้น


“คงเพราะกระหม่อมชอบสีเขียวมั้งพ่ะย่ะค่ะ” นีระก็ไม่แน่ใจเหตุผลที่เลือกสระรถการะเช่นกัน เพียงแต่... “ได้ยินว่าน้ำในสระรถการะเป็นสีเขียวเพราะแสงที่สะท้อนลอดลงมาใต้น้ำผ่านใบบัว กระหม่อมเลยอยากจะเห็นน่ะพ่ะย่ะค่ะ”


เขาคิดว่าที่นั่นมันต้องงดงามดั่งภาพวาดแน่นอน เพราะขนาดในหนังสือยังพรรณาสระรถการะเสียตระการตาเลยนี่นา


“สระรถการะ งามสะพรั่งด้วยบัวใบ

แสงแดดส่องหน้าใส มรกตกลายทั่วธารา”


พระมหรรณพร่ายกลอนพร้อมกับยิ้มน้อยๆ “เจ้าคงเคยได้ยินมาจากกลอนนี้ล่ะสิ”


“พระองค์อ่านหนังสือเล่มนั้นด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ”


นีระประหลาดใจหน่อยๆ เพราะหนังสือนั้นเป็นเหมือนนิทานสำหรับเด็กๆ ในสถานนุบาล เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับมนุษย์หลงมาในแดนหิมพานต์แล้วพรรณาสถานที่ต่างๆ ที่ไม่ต่างอะไรกับการผจญภัยอันน่าตื่นตาตื่นใจ


“เป็นเล่มโปรดของข้าเลยล่ะ” พระมหรรณพหัวเราะน้อยๆ ดวงตาสีมรกตเป็นประกายเจิดจ้า “ตอนเด็กๆ ข้าอ่านมันบ่อยเสียจนหน้ามันขาดไปหลายหน้าเลย”


เพราะได้กินของอร่อยอารมณ์ของนีระจึงดีขึ้นจนถึงขนาดถามกลับไป


“แล้วฝ่าบาททรงชอบกลอนบทไหนเป็นพิเศษหรือพ่ะย่ะค่ะ”


“อืม ก็... กลอนชมดอกไม้ต้นไม้ล่ะมั้ง ใต้น้ำไม่ค่อยมีพวกพืชพรรณเท่าบนบกนี่นา” พระมหรรณพทำท่านึก แล้วร่ายกลอนที่จำได้ออกมา


“ลมพลิ้วพัดผ่านไพร ชวนชื่นไหวล้อภูมร

มะลิหอมขจร จำปาเด่นชวนดอมดม

ผีเสื้อตอมกล้วยไม้ ทั้งอัญชันก็ชวนชม

เบญจมาศล้อลม ส่วนดอกรักฝากเจ้าไป...”


เขาหยุดไปเพราะจำท่อนที่เหลือไม่ได้แล้ว ทันใดนั้นเสียงนุ่มก็ช่วยต่อกลอนเขาด้วยเสียงใสกังวาน


“ราตรีหอมกลางคืน พิกุลยืนอยู่กลางไพร

อยากถนอมเจ้าไว้ ให้รักเราไม่รู้โรย…”


พระมหรรณพมองนีระด้วยสายตาที่ชวนให้คนถูกจ้องหน้าร้อนผ่าว เขาเลิกหยุดท่องกลอนแล้วว่า


“ทรงจ้องกระหม่อมทำไมหรือพ่ะย่ะค่ะ”


“ไม่มีอะไรหรอก ข้าก็แค่คิดว่ากลอนแบบนี้สมควรให้เจ้าท่องมากกว่า” ดวงตาสีมรกตหรี่ลงอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มก็กว้างขึ้นอีกจนใบหน้าหล่อเหลานั้นชวนหลงใหลยิ่งขึ้น “เสียงของเจ้าไพเราะมาก จนข้าอยากจะฟังมันตลอดไปเลยล่ะ”


“เอ่อ...”


นีระรู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองร้อนมากกว่าเดิม ใจก็เต้นตึกตักจนต้องเผลอกดหน้าอกเอาไว้ ผู้ชายคนนี้อยากฟังเขาร่ายกลอนบอกรักเนี่ยนะ ช่างกล้าพูดออกมาได้


พระมหรรณพเห็นแก้มเริ่มมีสีแดงแซม ความรู้สึกรักใคร่เอ็นดูผุดขึ้นจนอยากจะเอื้อมมือไปสัมผัส แต่ก่อนที่มือของเขาจะยื่นออกไปก็ได้ยินเสียงดังมาจากทางหน้าประตู


“พระมหรรณพเสด็จกลับมาแล้ว!”


บรรยากาศที่เคยรื่นรมย์แปรเปลี่ยนเป็นอึดอัดทันที นีระเมื่อได้ยินว่าสามีกลับมาแล้วดวงหน้าสดใสก็กลับมานิ่งเฉยในพริบตา จนพระมหรรณพเห็นแล้วยังต้องสะทกสะท้อนใจ


เห็นได้ชัดว่าเวลานีระอยู่กับพี่ชายเขาไม่มีความสุขเลย


พระมหรรณพเข้ามาถึงตัวศาลา เห็นน้องชายนั่งอยู่ก็เกือบจะเผยอยิ้มทักทาย ทว่าดวงตาสีแดงกลับเหลือบไปเห็นนีระนั่งอยู่เสียก่อน


อารมณ์ดีๆ ของพระมหรรณพมลายหายไปทันทีที่เห็นหน้านีระ


“เจ้ามาเสนอหน้าทำไมตรงนี้”



*คุยกับไรท์เตอร์*

เป็นตอนที่ยาวมากแต่ไรท์ก็ลงรวดเดียวเลยไม่แบ่งตอนเพราะไม่อยากให้ขาดความต่อเนื่อง ตอนนี้มีกลอนสอดแทรกอยู่นิดหน่อย ออกแนวเกี้ยวพานิดๆ พระมหรรณพกำลังทำคะแนนรัวๆ ส่วนพระอรรณพนั้น... อย่าไปพูดถึงแล้วกันนะคะ > <

หลายคนอ่านตอนนี้อาจจะขัดใจที่นีระทำไมไม่สู้หรือโต้ตอบกลับบ้าง ถ้าในมุมมองของนีระจะคิดว่าการโต้ตอบกลับไปไม่ช่วยอะไร แถมยังคิดว่าที่เป็นแบบนี้เพราะบาปกรรมที่ตนทำไว้กับพระอรรณพด้วย เลยยินยอมรับชะตากรรมค่ะ หวังว่าทุกคนจะเข้าใจและเห็นใจลูกปลาตัวน้อยนี้นะคะ

แล้วก็ขอบคุณสำหรับคอมเมนท์และกำลังใจที่มีมาอย่างต่อเนื่องค่ะ ไว้เจอกันในตอนถัดไปค่ะ!



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

64 ความคิดเห็น

  1. #44 i s a r a (@rossani) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 15:04

    พระมหรรณพ&#8203;ใจดีจังแง ขอบคุณ&#8203;ที่มาช่วยนีระได้ทันเวลา
    #44
    0
  2. #8 FOOLBEAR (@momeerino) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2562 / 23:29
    เป็นกำลังใจให้นะคะ (*&#180;&#969;&#65344;*)
    #8
    0
  3. #7 Patjungy (@Ratchuma44) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2562 / 22:12

    รอนะคะ
    #7
    0