Himmapan Myth วิโรธน์บาดาล (Yaoi)

ตอนที่ 6 : วิโรธน์ครั้งที่ ๕ ไม่มีใครรู้จักข้าอย่างแท้จริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 145
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    31 ก.ค. 62

วิโรธน์ครั้งที่ ๕ ไม่มีใครรู้จักข้าอย่างแท้จริง


ชีวิตที่มาครองคู่กับพระอรรณพลำบากอย่างที่นีระเคยพูดไว้


การที่พระอรรณพไม่มาสนใจเขาก็เป็นเรื่องดีอยู่ เพราะจะได้ไม่ต้องทนรับแรงกดดันจากความโกรธของอีกฝ่าย ยิ่งช่วงนี้มีงานที่กองสุมจนเห็นพระอรรณพเข้าๆ ออกๆ วังเป็นว่าเล่นแล้ว นีระรู้ตัวว่าไม่ควรไปกวนหาเรื่องมาใส่ตัว


ทว่า... เพราะพระอรรณพไม่สนใจเขาเลย ผลก็คือข้ารับใช้นางกำนัลพลอยเมินเฉยเขาไปด้วย มีบ้างบางรายที่ใจกล้าหน่อยนินทาแบบให้ได้ยินชัดๆ


“พระชายาคนใหม่นี่น่าสมเพชนะว่าไหม แต่งงานมาได้ไม่กี่วัน ก็ไม่เคยร่วมเตียงกับพระอรรณพเลย”


“นั่นสินะ... แต่ว่าพระชายาก็เสียตัวไปแล้วนี่นา”


“สงสัยว่าลีลาจะไม่ถึงใจ พระอรรณพเบื่อก็เลยไม่ร่วมหลับนอนอีกเลย”


“ก็เป็นแค่เงือกนี่นา จะไปถึงใจได้ยังไงเล่า”


“นั่นสิ ทั้งรูปร่างหน้าตาก็แสนธรรมดา หุ่นก็แห้งเป็นปะการังติดโรค คิดว่าต้องกอดคนแบบนี้ก็ขนลุกแล้ว”


“ขยะแขยงด้วยเนอะ”


“ถ้าไม่ใช่เพราะข่าวลือมันแพร่สะพัดไป พระอรรณพไม่มีทางคว้าเงือกแบบนี้มาเป็นคู่ชีวิตหรอก ดูก็รู้ว่าตำแหน่งพระชายามันมากเกินไป”


“แค่ตำแหน่งเมียน้อยยังไม่คู่ควรเลย”


และอื่นๆ อีกจิปาถะ...


นีระนั่งเย็บซ่อมแซมเสื้อผ้าอยู่ในเรือนเงียบๆ อย่างใจเย็น ขณะที่อาโปฟังแล้วคิ้วกระตุกรัวๆ จนจะดึงเส้นด้ายขาดอยู่รอมร่อแล้ว เห็นดังนั้นเขาจึงรีบปรามเสียก่อนที่จะกลายเป็นเรื่องใหญ่


“ไม่เอาน่า อาโป อย่าอารมณ์เสียกับอีแค่คำพูดพวกนั้นน่า”


“ขนาดข้าไม่ใช่พี่นีระยังรู้สึกโมโหเลย แล้วทำไมพี่ถึงไม่โมโหเลยล่ะขอรับ!” อาโปโยนผ้าคลุมที่กำลังปะรูอยู่ลงจากตัก มือกำแน่นสั่นระริก “ข้าคงไม่ว่าอะไรถ้าพวกมันจะนินทา แต่ควรไปทำที่ลับๆ ไม่ใช่หน้าห้องของพวกเราสิ!”


ทุกวันพี่ชายของเขาต้องโดนคำพูดดูถูกเหยียดหยาม จะเรื่องที่เป็นเผ่าเงือก พระอรรณพไม่สนใจหรือข่าวลือที่สระหลวง พวกนั้นขยันหาเรื่องมาทับถมนีระอยู่เรื่อย!


นีระไหวไหล่น้อยๆ ยังคงมีสมาธิกับการซ่อมรอยขาดบนชุดต่อไป “พวกนั้นก็ทำได้แค่พูดเท่านั้นแหละ แต่ไม่กล้าลงไม้ลงมือหรอก”


“อะไรทำให้พี่นีระมั่นใจขนาดนั้นล่ะขอรับ”


ความจริงอาโปก็กังวลอยู่ว่าต่อไปมันจะบานปลายใหญ่โตจนกลายเป็นการรังแกและทำร้ายร่างกายเลยหรือไม่ เพราะขนาดนินทาพวกมันยังหน้าด้านมาคุยกันหน้าห้องพวกเขาเลยนี่นา


“พวกเขาคงรอให้เราทนไม่ไหว จนมาสู่การใช้กำลังนั่นแหละ ถ้าเราอยู่ของเรา ไม่เต้นไปตามการยั่วยุ พวกเราก็จะสงบสุข”


อาโปฟังแล้วทำหน้ามุ่ย “พี่พูดอย่างกับพวกที่ปลงกับชีวิตอย่างนั้นแหละ”


“ก็คล้ายๆ อย่างนั้นล่ะมั้ง”


ชาติที่แล้วๆ มาเขาเจอความอาฆาตแค้นของเจ้ากรรมนายเวรมาสารพัดรูปแบบ เทียบกับการโดนขึงทรมาน ตัดแขนตัดขาทั้งเป็นแล้ว การแกล้งแค่นี้มันเรื่องเล็กๆ นัก


ถ้าการที่เขามีสภาพความเป็นอยู่แบบนี้คือการชดใช้กรรมล่ะก็ เขาก็ยินดีจะเป็นแบบนี้ต่อไป


อาโปขยับปากขมุบขมิบ “แต่ว่า... ถึงจะไม่โดนทำร้ายร่างกาย พวกนั้นก็งุบงิบอาหารกับเงินนี่นา”


มาอยู่ที่นี่นอกจากอาหารหรูหราในวันแต่งงานแล้ว วันถัดๆ มาพวกเขาได้อาหารที่ไม่ต่างอะไรกับพระผู้ถือศีลอดเลย นอกจากจะน้อยนิดแล้วยังจืดชืดสิ้นดี


เรื่องเงินก็เหมือนกัน ตามกฎของการครองเรือนแล้วสามีต้องแบ่งปันเงินให้ภรรยาด้วย ทว่าเงินที่ได้รับในฐานะพระชายากลับน้อยมาก พอๆ กับค่าจ้างขั้นต่ำของพวกข้ารับใช้และนางกำนัลด้วยซ้ำ


“ถึงอาหารจะน้อยไปหน่อย แต่ก็ไม่ถึงขั้นอดตายนี่นา” นีระแย้ง ชูผ้าในมือขึ้นเพื่อตรวจความเรียบร้อย “เรื่องเงินก็เหมือนกัน ไม่ต่างอะไรกับตอนอยู่สถานนุบาลหรอกน่า เราไม่ได้เอาไปใช้จ่ายอะไรฟุ่มเฟือยก็มีให้เก็บได้”


“เรื่องนั้นมันก็ใช่ แต่พี่เป็นถึงพระชายานะขอรับ! มันต้องดีกว่านี้สิ ไม่ใช่ระดับเท่าข้ารับใช้แบบนั้นน่ะ!”


นีระกระตุกยิ้ม “เจ้าก็ได้ยินแล้วนี่ว่าพระอรรณพไม่มองพี่เป็นภรรยา แล้วจะมาคาดหวังอะไรที่มากกว่าตำแหน่งข้ารับใช้อีกล่ะ แค่ไม่ถูกใช้ทำงานบ้านจิปาถะก็บุญโขมากแล้วนะ”


พวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบอะไรนอกขอบเขตจากเรือนที่ตนพักอยู่ ทว่าที่นี่ก็เป็นเรือนเล็กๆ ไม่ได้ทำความสะอาดยุ่งยากอะไร ข้าวของเครื่องใช้ที่มีอยู่ก็ซ่อมกันเองได้ ไม่เหนือบ่ากว่าแรง


“เอาเถอะ... ถ้าพี่นีระทนได้ก็…”


เถียงไปหลายรอบแล้วนีระก็ยังนิ่งเฉย อาโปจึงขี้เกียจจะไปแย้งแล้ว แต่วางข้าวของทั้งหมดลงใส่กล่อง นีระจึงเงยหน้ามองอีกฝ่าย


“จะออกไปเก็บของป่ารึ?”


“ขอรับ คราวที่แล้วข้าเจอป่าดีๆ น่าจะมีของดีเพียบ บางทีเราอาจได้กุ้งกลับมาก็ได้นะขอรับ” อาโปเดินไปเปิดตู้แล้วหยิบกระบุงแบบมีฝาปิดออกมา “พี่นีระอยากจะออกไปยืดเส้นยืดสายข้างนอกไหมขอรับ?”


ป่าที่พวกเขาว่าไม่ใช่ป่าที่อยู่บนบก แต่หมายถึงดงสาหร่ายหรือดงปะการัง รวมไปถึงโขดหินที่เต็มไปด้วยดอกไม้น้ำแย้มบาน ที่เหล่านั้นเป็นชุมอาหารอันอุดมสมบูรณ์ของเหล่าปลาน้อยใหญ่และชาวบาดาลทั้งหมดด้วย


สาหร่ายที่นี่ไม่ได้เขียวเข้มหรือดำเหมือนกับที่สระอโนดาต แต่เป็นเขียวสว่างไม่ก็แกมน้ำเงินไปจนถึงสีแดง นีระสนใจป่าสาหร่ายที่บังเอิญเห็นตอนเดินทางอยู่บ้าง ทว่าสภาพอากาศที่ดีเกินไปทำให้นีระอยากจะนอนเกียจคร้านอยู่ในวังเสียมากกว่า


“อืม... ไม่ดีกว่า พี่อยากเย็บเจ้านี่ให้เสร็จน่ะ”


นีระชูเจ้าเสื้อคลุมขึ้นมา แล้วชี้ไปที่ชายผ้าซึ่งเริ่มขาดรุ่ย


อาโปมองชุดนั้นแล้วทำหน้าสลด “ถ้าเก็บเงินได้ประมาณหนึ่งแล้ว ไปหาซื้อผ้าดีๆ กันเถอะขอรับ พี่นีระเป็นถึงพระชายาจะให้ใส่ผ้าเก่าๆ เปื่อยยุ่ยง่ายได้ยังไงกัน”


คิดดูว่าแต่งเข้ามาแทนที่จะได้เสื้อผ้าใหม่ๆ บ้าง กลายเป็นว่าต้องสวมชุดที่มาจากสถานนุบาลซึ่งรู้ๆ กันอยู่ว่ามันเป็นชุดราคาถูกหรือไม่ก็เป็นชุดที่ผ่านมือผู้อื่นมาแล้วสักสองสามรายจนเก่าสุดๆ


“แต่พี่ไม่ถือสาที่จะสวมพวกนี้หรอกนะ”


“พี่นีระ…”


“เอาน่า ช่างเรื่องชุดพวกนี้แล้วไปเถอะ ประเดี๋ยวจะเย็นย่ำเสียก่อนนะ”


นีระโบกมือไล่เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเสียเวลา ถึงที่นี่ให้อิสระในการไปไหนมาไหนก็ตาม แต่ถ้ากลับมาดึกเกินไปก็อาจจะถูกเพ่งเล็งได้เหมือนกัน


“ก็ได้ขอรับ งั้นข้าไปแล้วนะ”


อาโปกระชับกระบุงบนหลังแล้วว่ายออกจากเรือนไป นีระก็กลับมาตั้งสมาธินั่งเย็บผ้าต่ออย่างขะมักเขม้น โชคดีที่เขาเก็บข้าวของจำเป็นมาจากสถานนุบาลเยอะ โดยเฉพาะด้ายกับเศษผ้าไว้ปะชุนเสื้อผ้า เลยทำให้พอเสื้อขาดยังมีหนทางแก้ไข


นีระนั่งซ่อมเสื้อผ้าอยู่ในห้องเงียบๆ อยู่พักใหญ่ ในใจรู้สึกโหวงเหวงไม่น้อย ถ้าเป็นสถานนุบาลต้องมีเสียงเล่นและเสียงหัวเราะของเด็กๆ กันบ้างแล้ว แต่ที่นี่กลับมีแค่ความเย็นชาปกคลุม


เขาคิดว่าตัวเองโชคดีแล้วที่มีอาโปอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะห่อเหี่ยวแห้งตายไม่ต่างจากสาหร่ายที่ขาดน้ำก็ได้


กึง!


มีเสียงบางอย่างหล่นดังมาจากข้างนอก นีระสะดุ้ง เข็มที่กำลังเย็บผ้าอยู่เกือบทิ่มนิ้ว เขาเงี่ยหูฟังสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ทั้งที่ข้างนอกนั้นมีเสียงดัง ทำไมกลับไม่มีเสียงของพวกข้ารับใช้เลยนะ?


ด้วยความอยากรู้ว่าเมื่อกี้มันคือเสียงอะไร นีระจึงวางเสื้อผ้ากองเอาไว้ เปิดประตูเรือนชะเง้อหน้าออกไป เห็นว่าทั่วลานกลับว่างเปล่าไม่มีผู้คน เขามานึกได้ว่าตอนนี้บ่ายแล้วพวกข้ารับใช้คงกำลังพักอยู่ แต่น่าจะมีคนเฝ้าดูแลความเรียบร้อยกันบ้างนะ


นีระว่ายออกมาจากเรือน สอดส่ายสายตาหาที่มาของเสียงดังเมื่อครู่ จนไปสะดุดตากับกระถางปะการังสีชมพูที่ล้มอยู่


“คงไม่ใช่เพราะมีปลามาชนกระถางหรอกใช่ไหม?”


นีระพึมพำอย่างไม่ค่อยแน่ใจ แต่ก็จัดการดันกระถางกลับไปตั้งที่เดิม ในตอนนั้นเองที่เขาได้ยินเสียงพึมพำแว่วมา


“ทำไม... ข้ารัก... ดูสิ... ข้าสวย...”


“อะไรน่ะ?”


เสียงที่ได้ยินเหมือนคนกำลังเพ้อจนฟังไม่ได้ความ นีระลองว่ายไปตามต้นตอของเสียงก่อนจะพบหญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีดำสยายดูปวกเปียกเหมือนคนอมโรค ผิวก็ขาวซีดแทบจะมองเห็นเส้นเลือดใต้ผิวหนัง ดวงหน้าที่เคยงดงามกลับมีแต่ความทุกข์จนทำให้ใบหน้าหมองหม่น อีกฝ่ายไม่ได้มีหางหรือขามีเกล็ด แสดงว่าไม่ใช่ทั้งเงือกหรือกุมภีร์นิมิตร


เอ... แต่การแต่งกายแบบนี้น่าจะมีฐานะสูงในวังนะ


สิ่งที่สะดุดตาคือชุดที่สวมใส่เป็นผ้าแพรชั้นดีสีส้มอ่อน ไหนจะเครื่องประดับอย่างละนิดอย่างหน่อยล้วนเป็นทองไม่ใช่เงิน ถ้าไม่มีฐานะสูงคงไม่มีทางใส่ทองได้


นอกจากนี้ถึงร่างเบื้องหน้าจะอ่อนแอ แต่ก็มีรัศมีความน่าเกรงขามออกมาจางๆ แถมใบหน้านั้นก็ละม้ายคล้ายคลึงกับพระอรรณพอยู่หลายส่วนด้วย


“หรือว่า… เสด็จแม่ของพระอรรณพ?”


นีระสันนิษฐานแบบนั้น แต่แล้วหญิงสาวก็หันมามองเขา สีหน้านั้นดูเหม่อลอยจนเหมือนกับเป็นเด็กน้อย ค่อยๆ ว่ายเข้ามาหาเขา


“นี่... ข้าสวยไหม?”


“เอ๋? พะ พ่ะย่ะค่ะ พระนางสวยมากเลย”


นีระถึงกับมึนคำถามนั้น ทว่าก็ยังตอบออกไป ถ้าคนตรงหน้าแต่งหน้าแต่งตามากกว่านี้หน่อยก็คงจะเป็นคนงามมากๆ คนหนึ่งล่ะนะ


หญิงสาวลูบหน้าแล้วยิ้มมีความสุข “ใช่แล้ว ข้าสวย คิกๆ”


หญิงผู้นี้เหมือนว่าจะมีสติไม่ปกติ นีระเห็นแล้วรู้สึกเวทนาสงสารประกอบกับร่างที่บอบบางคล้ายจะปลิวไปตามกระแสน้ำ ทำให้เขาไม่อาจนิ่งดูดายได้ต้องยื่นมือเข้าไปช่วย


“กลับเข้าข้างในเถอะพ่ะย่ะค่ะ พระวรกายของพระนางไม่ค่อยแข็งแรง ว่ายไปว่ายมาอย่างนี้อาจจะเจ็บป่วยได้นะพ่ะย่ะค่ะ”


ที่สำคัญคืออีกฝ่ายไม่ได้มีสติรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ ขืนปล่อยออกมาเพ่นพ่านไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องร้ายอะไรขึ้น ว่าแต่ทำไมไม่มีข้ารับใช้และนางกำนัลคอยดูแลเลยนะ คนป่วยแบบนี้ปล่อยให้อยู่คนเดียวได้ยังไง


เมื่อนีระเข้าไปประคอง อีกฝ่ายก็ไม่ได้มีท่าทางขัดขืนเหมือนเคยชินกับเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เขาอยากจะพาพระนางกลับเข้าเรือนแต่ประเด็นคือเรือนนั้นอยู่ไหน?


“ข้าหิวข้าวแล้ว”


จู่ๆ หญิงสาวก็พูดขึ้นมาพร้อมกับท้องที่ร้องจ๊อกๆ สำหรับผู้สูงศักดิ์การมีเสียงท้องร้องเป็นเรื่องน่าอายมาก ทว่าเพราะสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวพระนางจึงไม่ได้มีท่าทีเขินอายอะไร


“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะพาท่านไปเสวย ว่าแต่ที่ประทับของพระนางอยู่ไหนหรือพ่ะย่ะค่ะ?”


“สาหร่ายแดงสูงๆ ...”


“สาหร่ายแดงสูงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ”


นีระมึนเป็นรอบที่สอง แต่ก็จำใจวนหาสาหร่ายแดงที่ว่านั่น จนกระทั่งมาเจอเข้ากับเรือนหนึ่งที่หน้าประตูมีกระถางใส่สาหร่ายแดงตั้งอยู่


หรือจะหมายถึงเรือนนั้น? นีระใคร่ครวญก่อนจะกึ่งประคองกึ่งดันพระนางไปที่นั่น


เรือนนั้นเห็นได้ชัดว่าได้รับการดูแลอย่างดี แถมยังงดงาม ให้บรรยากาศเหมือนกับผู้อยู่อาศัยเป็นสตรีเพราะทั้งดอกไม้และม่านประดับงานละเอียดพวกนี้ล้วนเป็นของที่ผู้หญิงมักจะชื่นชอบ


“สวัสดีขอรับ มีใครอยู่ไหม?”


เขาลองส่งเสียงเข้าไปข้างในเรือนดู ปรากฏว่ามีเพียงความเงียบที่ตอบกลับมา


มันก็แน่อยู่แล้วล่ะนะ หากมีคนเฝ้าที่เรือนนี้มีหรือที่พระนางจะออกไปเดินเล่นเพ่นพ่านข้างนอกตามลำพังได้น่ะ ให้ตายเถอะ


นีระไม่ค่อยพอใจที่พวกข้ารับใช้ปล่อยปละละเลยคนป่วย ยิ่งเมื่อเดินเข้าไปก็เห็นว่าบนโต๊ะมีอาหารเตรียมไว้อยู่แล้ว แต่ไม่มีคนอยู่เฝ้าตอนกินเลย


เฮ้ยๆ ท่านผู้นี้จะกินได้ด้วยตัวเองเหรอ? นีระไม่มั่นใจเลย ทว่าพอได้กลิ่นอาหารหญิงสาวก็ถลาเข้าไปหาอาหารประหนึ่งเป็นสัตว์ป่าผู้หิวโหย มือที่หยิบอาหารขึ้นมานั้นคว้าได้กำใหญ่แล้วยัดเข้าไปทั้งอย่างนั้น มันมีผลไม้มีเมล็ดด้วย ถ้าไม่แกะเอาเมล็ดออกเดี๋ยวได้ติดคอกันพอดี


“ประเดี๋ยวพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมจะป้อนพระองค์เอง! อย่ายัดเข้าไปทั้งอย่างนั้นนะ!”


เนื่องจากนีระมีประสบการณ์คุมเด็กมาหลายร้อยคน ฉะนั้นกับผู้ใหญ่ตัวโตที่มีจิตใจกลายเป็นเด็กอีกครั้ง ไม่ได้เกินรับมือเท่าไหร่ เขารีบคว้ามือที่ถือผลไม้เอาไว้ได้ทัน ลากให้มานั่งที่เก้าอี้ บรรจงแกะเปลือกและเมล็ดข้างในให้


“เชิญพ่ะย่ะค่ะ”


“อืม”


อีกฝ่ายกินอาหารอย่างว่าง่ายประหนึ่งลูกปลาที่รออาหารจากแม่ปลา นีระยิ้มบางแล้วป้อนให้เรื่อยๆ จนหญิงสาวเริ่มดวงตาหรี่ปรือ


“อยากบรรทมแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ”


“ง่วง...”


หญิงสาวผงกหัวที่โงนเงนนั้นไปมา นีระจึงวางมือจากอาหารพาประคองเข้าไปข้างใน


“งั้นก็บรรทมเถอะพ่ะย่ะค่ะ”


กับคนป่วยแบบนี้ถ้าบอกว่าง่วงก็ควรจะให้พักผ่อน ยังดีที่เตียงถูกจัดอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แถมดูแล้วเป็นเตียงที่สร้างอย่างดีสมกับเป็นของชนชั้นสูง แค่หมอนน้ำนั่นยังห่อหุ้มด้วยผ้าอีกชั้นทำให้นุ่มสบายขึ้นไปอีก


นีระค่อยๆ ดันร่างนั้นให้นอนลง แล้วจัดแจงห่มผ้า เขาคิดว่าอีกฝ่ายจะนอนหลับไปเลยเสียอีก แต่กลับมองไปที่กล่องบนหัวเตียง


“เพลง...”


“เพลง?”


นีระมองกล่องนั้นจึงเห็นว่ามือคือกล่องเพลงแบบไขลาน เขาเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการฟังเพลงกล่อมนอนจึงเปิดให้ ทว่าพอเขาจะเริ่มต้นไขลานตัวหมุนก็หลุดออกมาเสียก่อน


“แย่แล้ว!”


กล่องดนตรีเดิมทีมันเป็นกล่องไม้แกะสลักและใส่กลไกเข้าไป มาอยู่ในน้ำแบบนี้ก็ใช้ได้ไม่นานอยู่แล้ว และครั้งนี้คงถึงคราวพังของมัน ชิ้นส่วนที่หลุดออกมานั้นโดนน้ำกัดกร่อนจนเปื่อยยุ่ยไปแล้ว


“เพลง...”


หญิงสาวเริ่มเบะปากแบบเด็กๆ ทำท่าจะร้องไห้ นีระลนลานหนักได้แต่ก่นด่าความโชคร้ายของตัวเอง เจ้ากล่องดนตรีนี่วันอื่นไม่มาพัง ต้องมาพังตอนที่เขาอยู่ด้วยนะ!


“มะ ไม่กรรแสงนะพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมจะร้องเพลงกล่อมเอง”


ในเมื่อกล่องดนตรีหมดประโยชน์ก็มีแต่ต้องใช้เพลงจากธรรมชาติเนี่ยแหละขับกล่อม เรื่องนี้นีระก็ชำนาญเพราะเคยร้องเพลงกล่อมเด็กให้นอนมาแล้วมากมาย


“มวลมัสยา เริงร่ากลางชล

เกล็ดเงินเปี่ยมมนต์ ดุจดลสายตา

บุปผาพลิ้วไหว แกว่งไกวล้อปลา

คิดถึงแก้วตา ที่ลาจากไป…”


ร้องมาถึงตรงนี้นีระก็ชะงัก เขาเห็นปลาสีเงินว่ายผ่านมาเลยนึกถึงเพลงกล่อมนี้ขึ้นมาได้ แต่เอาเข้าจริงเพลงนี้ค่อนข้างเศร้าและไม่เป็นมงคลเท่าไหร่ เพราะผู้แต่งเพลงนี้เป็นมารดาที่เห็นทิวทัศน์งดงามแล้วนึกถึงลูกน้อยที่ตายไปตั้งแต่เล็กๆ


ทว่าต่อให้เพลงนั้นเศร้าและไม่ดีอย่างไร เสียงร้องที่นุ่มนวลนั้นก็ชวนให้ผ่อนคลายและสบายใจ หญิงสาวฟังเพลงนั้นก็ค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงโดยมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า


นีระร้องกล่อมต่ออยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยๆ เบาเสียงลง เมื่อเห็นว่าพระนางหลับลึกแล้วจึงยิ้มโล่งอก


“ฝันดีพ่ะย่ะค่ะ”


นีระค่อยๆ ลุกขึ้น ใช้ปลายหางสะบัดเบาๆ เพื่อไม่ให้เกิดเสียงน้ำกระเพื่อมดังแล้วออกจากห้องไป โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีนางกำนัลคนหนึ่งที่แอบดูอยู่ตั้งนานแล้ว


“ถ้าเรื่องพวกนี้รู้ถึงพระกรรณพระอรรณพล่ะก็ ข้าต้องตายแน่ๆ”


นางกำนัลกลืนน้ำลาย มองร่างของสตรีบนเตียง เธอแค่แวบออกไปหาคนรักเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมงใครจะนึกล่ะว่าพระนางพิมวิภาจะออกไปข้างนอก เธอก็อุตส่าห์ออกตามหา พอกลับมาก็ดันเห็นพระชายาพระอรรณพกล่อมอยู่ เจ้านายไม่ชอบนีระ ถ้ารู้ว่าเงือกต่ำต้อยนั่นเข้าใกล้เสด็จแม่ไม่ใช่แค่ทางนั้นจะเดือดร้อน เธอที่ปล่อยปละละเลยจะโดนหางเลขไปด้วย


“เรื่องนี้ต้องปิดเป็นความลับให้มิด!”


นางกำนัลตั้งใจมั่นเช่นนั้น ก่อนจะเก็บร่องรอยต่างๆ ไม่ให้รู้ว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น


กึกๆ


เสียงเคาะนิ้วดังมาจากมือของพระอรรณพ ร่างสูงกำลังนั่งหลังตรงเป็นเสาอยู่บนเก้าอี้ ขณะที่สายตากวาดมองเอกสารงานไม่ยอมวาง


สำหรับรหัทแล้วท่าทางของเจ้านายบ่งบอกชัดว่ากำลังหงุดหงิด


จะไม่ให้หงุดหงิดได้อย่างไรในเมื่อไม่กี่วันมานี้มีแต่คนมาแสดงความยินดีเรื่องการแต่งงาน ทั้งที่คนแต่งเมียเข้าบ้านไม่ได้รู้สึกยินดีด้วยเลย


ทว่ายังดีที่พอแต่งแล้วนีระไม่ได้เรียกร้องอะไรกับเจ้านายเขาเลย เอาแต่เก็บตัวเงียบๆ อยู่ในห้องกับอาโป ไม่หือไม่อือกับสิ่งรอบข้างทำเหมือนไร้ตัวตนได้ดีมาก


แม้ว่าการกระทำนั่นอาจจะดีกับเจ้านายเขา แต่รหัทกลับไม่รู้สึกดีในเรื่องนี้ด้วย สำหรับเขาแล้วนีระดูน่าสงสารมากกว่า เป็นถึงพระชายาเจ้าผู้ครองสระแท้ๆ กลับต้องมาหมกตัวอยู่ในเรือนเล็กๆ ราวกับเป็นนักโทษที่ถูกคุมขังยังไงยังงั้น


รหัทเป็นแค่ข้ารับใช้คนสนิทควบตำแหน่งองครักษ์เท่านั้น ไม่มีตำแหน่งมากพอจะไปพูดอะไรได้ ก่อนหน้านี้เขาเคยเปรยครั้งหนึ่งก็ถูกพระอรรณพส่งสายตาพิฆาตมา แถมยังขู่ว่าถ้าพูดเรื่องของนีระอีกจะส่งเขาไปทำความสะอาดมูลปลาซะ รหัทจึงต้องหุบปากเงียบ


ตึง!


เก้าอี้ถูกผลักไปด้านหลังอย่างแรงทำให้รหัทถึงกับสะดุ้งน้อยๆ พระอรรณพม้วนแผ่นหนังรายงานทั้งหมดกลับที่เดิม กล่าวกับเขาว่า


“ข้าจะออกไปข้างนอก จงตามข้ามา”


“พ่ะย่ะค่ะ”


รหัทก้มหัวลงเล็กน้อย ก่อนจะว่ายตามหลังเจ้านายไป ในหัวครุ่นคิดว่าพระอรรณพนั้นจะไปไหน


ทว่าความสงสัยของเขาก็ได้รับความกระจ่างเมื่อพระอรรณพแวะเข้าไปในร้านขายเครื่องประดับแห่งหนึ่ง มันเป็นร้านที่มีชื่อเสียงของสระกัณณมุณฑะ ขึ้นชื่อว่าเป็นร้านที่ใช้เครื่องเงินเครื่องทองได้คุ้มค่าที่สุด


พระอรรณพมาซื้อเครื่องประดับให้ธารา?


รหัทตัดเรื่องที่เจ้านายจะซื้อเครื่องประดับให้นีระทิ้งไปอย่างง่ายดาย เพราะพระอรรณพชอบมาซื้อพวกผ้า เครื่องประดับ สมุนไพร ไม่ก็ดอกไม้อยู่บ่อยๆ แต่ว่า… ให้กับธารา


ครั้งนี้ก็เช่นกันพระอรรณพพิถีพิถันกับการเลือกกำไลข้อมือเงินอยู่ ลวดลายของมันเรียบง่ายเป็นปลาตัวน้อยร้อยเรียงกัน เจ้านายเขามองสิ่งนี้อยู่นานมากคาดว่าคงถูกใจชิ้นนี้


แต่ว่า... กำไลรูปปลานั่นก็ดูเหมาะกับนีระเหมือนกัน เพราะครีบหางสีเงินคงจะล้อแสงกับกำไลนี่ไม่น้อย


รหัทเป็นคนรู้กาลเทศะจึงไม่พูดสิ่งที่คิดออกมา ทว่าเจ้าของร้านกลับเป็นพวกปากพล่อยเสียอย่างนั้น


“กำไลวงนั้นเหลือแค่วงเดียวแล้วพ่ะย่ะค่ะ ได้ยินว่าพระชายาของพระองค์เป็นเงือกครีบหางสีเงิน กำไลนี่ก็เหมาะเลยพ่ะย่ะค่ะ”


ไอ้บ้าเอ๊ย!


รหัทอยากจะเข้าไปเขย่าหัวคนขาย พูดไม่ตาม้าตาเรือเลย! แบบนี้ก็...


“ข้าไม่ได้ซื้อกำไลไปให้เจ้านั่น!”


พระอรรณพตวาดเสียงดังพร้อมกับแผ่รัศมีคุกคามออกมาจนเจ้าของร้านขาอ่อนเกือบจะล้มลงไป ถ้าไม่ได้น้ำช่วยพยุงไว้ละก็บางทีเข่าโปนๆ นั่นอาจจะกระแทกกับพื้นไปแล้วก็ได้


“พระอรรณพโปรดพระทัยเย็นไว้ก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ ท่านเจ้าของร้านไม่รู้อะไร โปรดพระทัยกว้างด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”


รหัทรีบออกมาแก้สถานการณ์ก่อนที่เพลิงพิโรธของพระอรรณพจะทำลายร้านนี้เป็นจุณเสียก่อน


พระอรรณพยอมข่มอารมณ์ตามที่ข้ารับใช้คนสนิทขอ แต่กำไลที่อุตส่าห์ถูกใจเขาก็โยนมันคืนเจ้าของร้าน


“ไม่ซื้อแล้ว!”


เมื่อเจ้านายผลุนผลันออกไป รหัทก็ตามติดแต่ยังไม่วายก้มหัวยกมือไหว้ขอโทษแทนคนอารมณ์ร้อน


“พอมีพระชายาแล้ว ข้าจะทำอะไรเป็นต้องมีคนนึกว่าทำเพื่อเงือกต่ำต้อยนั่นตลอด!”


เมื่อออกมาจากร้านได้ไกลพอแล้ว พระอรรณพก็บ่นระบายให้รหัทฟัง ในฐานะข้ารับใช้คนสนิทก็ต้องสนับสนุนและให้กำลังใจเจ้านาย


“กระหม่อมเข้าใจพ่ะย่ะค่ะ แต่ว่าจะทรงอาละวาดใส่ผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ”


“ข้ารู้” พระอรรณพถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะทิ้งกายลงบนหินใหญ่ก้อนหนึ่งเพื่อพักขา “พวกเขาแค่อยากอวยพร แต่พอนึกเรื่องที่ข้าแต่งกับเงือกนั่น... ข้าก็อดโมโหไม่ได้!”


ถึงนีระจะไม่มาวุ่นวาย แต่แค่มีมันอยู่ในวังของเขา แถมยังครอบครองตำแหน่งสูงส่งอย่างพระชายาอีก เขาก็หงุดหงิดจะตายอยู่แล้ว


รหัทเห็นว่าเจ้านายกรุ่นๆ จะอารมณ์เสียอีกรอบ จึงรีบเบี่ยงประเด็นไม่ให้นึกถึงนีระ


“ฝ่าบาทจะส่งของขวัญให้ท่านธาราหรือพ่ะย่ะค่ะ?”


“อืม หลังจากที่ข้าแต่งงานก็แทบไม่ได้ติดต่อกับธารา ข้ากลัวว่าเขาจะน้อยใจ” นึกถึงดวงหน้ากุมภีร์นิมิตรแสนบริสุทธิ์นั่นแล้วก็ยิ้มอย่างโหยหา “ข้าอยากจะส่งของขวัญกับจดหมายไปให้ธาราเพื่อบอกถึงหัวใจของข้าว่ายังคงรักมั่นไม่เปลี่ยนแปลง”


รหัทแอบเม้มปาก ความจริงพระอรรณพแต่งงานแล้วถึงจะเป็นการแต่งแบบไม่เต็มใจก็ตาม การไปเข้าหาชายอื่นอีกออกจะไม่สมควร หากใครรู้เข้าคงครหาแน่


“ฝ่าบาท คือ...”


“อะไร?”


เห็นข้ารับใช้ทำท่าจะพูดบางอย่าง แต่ก็ดันเงียบไปเสียอย่างนั้นพระอรรณพจึงกระตุ้นถาม รหัทที่คิดจะเตือนก็เปลี่ยนเป็นพูดเรื่องอื่น เพราะต่อให้เขาเตือนไปเจ้านายก็ไม่ฟังหรอก เปลืองคำพูดเปล่าๆ


“คือ... กระหม่อมกำลังคิดว่าถ้าจะให้ของขวัญท่านธาราเอาเป็นสมุนไพรน่าจะดีกว่านะพ่ะย่ะค่ะ พวกเครื่องประดับอาภรณ์พวกนี้ท่านธาราน่าจะได้มาเยอะแล้ว ยังไงสมุนไพรก็ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายกว่า”


“ก็จริงของเจ้า” พระอรรณพคล้อยตามอย่างง่ายดาย เพราะเขาขี้เกียจเข้าร้านพวกนั้นแล้วโดนว่าให้ของขวัญกับนีระอีก “ถ้าอย่างนั้นฝากเจ้าจัดการให้ทีแล้วกัน เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา เอาสมุนไพรที่ดีที่สุดให้ธาราก็พอ เข้าใจไหม”


“พ่ะย่ะค่ะ”


บ่ายคล้อยหลังจากนั้นรหัทก็หอบหิ้วกระถางใส่สมุนไพรกับจดหมายเพื่อเดินทางไปส่งของให้ธาราที่สระอโนดาต


ตามจริงพระอรรณพจะใช้คนอื่นไปก็ได้ แต่เพราะอยากยืนยันความหนักแน่นของข้อความในจดหมาย เจ้านายจึงสั่งให้รหัทที่เป็นข้ารับใช้คนสนิทไปด้วยตัวเอง เขาก็มีแต่จำใจต้องไปโดยไม่วายฝากฝังข้ารับใช้นางกำนัลคนอื่นๆ ให้ดูแลพระอรรณพอย่างดี


รหัทถอนหายใจเฮือกกับชะตาชีวิตของตนเอง เขารู้ดีว่าพระอรรณพรักปักใจกับธารามากแค่ไหน น่าสงสารนีระที่ทั้งชีวิตต้องอยู่กับคนที่ไม่มีทางมอบความรักให้


แต่ถึงจะสงสารแค่ไหนเขาก็ไม่มีหน้าที่จะไปขัดขวางหรือขัดคำสั่งของพระอรรณพ เรื่องภายในครอบครัวไม่ใช่หน้าที่ของข้ารับใช้อย่างเขายื่นมือเข้ามายุ่งได้


“หืม?”


ระหว่างจะจ้างปลาโดยสาร รหัทก็เหลือบไปเห็นอาโปกำลังว่ายเข้าไปในป่าสาหร่าย เห็นหางสีน้ำเงินไวๆ นั่นแล้วก็ได้แต่ฉงนว่าเข้าไปทำอะไรที่นั่น


“หมอนั่นไม่รู้หรือไงว่าป่าสาหร่ายนั่นอันตรายน่ะ”


รหัทพึมพำ สองจิตสองใจว่าจะไม่สนอาโปหรือจะตามไปดี สุดท้ายจิตใจด้านดีของเขาก็บอกให้ตามไปดู เผื่อมีอันตรายเขาจะได้ช่วยทัน


รหัทลอบตามอาโป พยายามสะบัดขาเบาๆ ไม่ให้เกิดเสียงดัง พอดูแบบนี้แล้วเขาจึงเห็นว่าอาโปแบกกระบุงที่มีฝาปิดเอาไว้


หรือว่ามาเก็บของป่างั้นเหรอ?


รหัทแปลกใจมากเพราะอาหารที่วังของพระอรรณพน่าจะไม่ขาดเหลือ ถ้าถามว่าที่ไหนมีวัตถุดิบเพียบพร้อมที่สุดก็ต้องที่วังของพระอรรณพเนี่ยล่ะ


อาโปก็มัวแต่เก็บผักใต้น้ำไม่ได้สนใจมองสิ่งรอบตัวเลย จึงไม่ทันสังเกตว่ากำลังยืนอยู่ใกล้รังของงูน้ำ รหัทเห็นงูตัวหนึ่งชูหัวขึ้นมาจากรู จึงรีบตะโกนเตือน


“ระวัง งู!”


“อ๊ะ!?”


อาโปสะดุ้งกำลังจะเหลียวมองหางู แต่ก็ถูกรหัทดึงตัวถอยออกจากรังมา ร่างของเงือกที่ยังไม่เป็นหนุ่มดีเซถลาเข้าอ้อมกอดของรหัท แน่นอนว่าอาโปไม่ได้มาสนใจว่าตนจะอยู่ในสภาพที่ไม่เรียบร้อย แต่เบิ่งตามองงูน้ำที่แยกเขี้ยวพุ่งเข้ามา


ฉับ!


รหัทจำต้องชักกริชออกมาจากข้างเอว แล้วฟันงูตัวนั้นขาดเป็นสองท่อน มันลอยดิ้นไปมาเหมือนต้องการจะมีชีวิตแต่สุดท้ายมันก็แน่นิ่งไป


“เอ่อ ขะ ขอบคุณมากขอรับ”


อาโปที่เพิ่งเห็นงูน้ำจะๆ ตา รู้สึกได้รับประสบการณ์ตื่นเต้นที่เกือบตาย แต่เขายังไม่ลืมขอบคุณผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิต


“ไม่เป็นไร...” กลายเป็นว่ารหัทเองเสียอีกที่กระดากใจกับการใกล้ชิดถึงเนื้อถึงตัว รีบปล่อยอีกฝ่ายให้เป็นอิสระ ก่อนจะถามว่า “ทำไมมาเก็บของป่า ที่วังมีคนเก็บของพวกนี้โดยเฉพาะนี่นา หรือถ้าต้องการอะไรทำไมไม่ซื้อเอาที่ตลาดต้องออกมาหาไกลขนาดนี้ มันอันตรายนะ”


อาโปเพิ่งจะรู้ว่าคนที่ช่วยชีวิตตนไว้คือข้ารับใช้ของพระอรรณพ ในใจจึงมีความอคติแฝงอยู่กึ่งหนึ่ง เพราะพระอรรณพปฏิบัติกับพี่ชายของเขาไม่ดี จะให้คาดหวังว่าคนตรงหน้าดีด้วยได้ยังไง


“นี่ท่านไม่รู้จริงๆ เหรอ?”


อาโปย้อนถามกลับอย่างกวนๆ รหัทย่นคิ้วแต่ก็ไม่ได้ตำหนิท่าทีที่เสียมารยาทของผู้อ่อนวัยกว่า


“ข้าไม่รู้จริงๆ น่ะสิ ไม่อย่างนั้นจะถามแบบนี้หรือ”


อาโปจ้องเขม็ง “ในเมื่อท่านไม่รู้ข้าก็จะบอกให้ ข้ารับใช้นางกำนัลไม่สนใจพี่นีระ อาหารก็ให้นิดเดียว เงินก็ยังงุบงิบไปอีกจะให้ไปซื้อของได้ยังไงกัน ข้าถึงต้องมาหาของป่ากลับไปให้พี่นีระน่ะสิ”


อย่างนี้นี่เอง...


รหัทรู้สึกว่าสถานการณ์ทางนีระจะสิ้นหวังกว่าที่คิด เพราะพระอรรณพไม่สนใจพระชายา พวกข้ารับใช้เลยพลอยไม่สนใจตามไปด้วย การละเลยแบบนี้เป็นการกระทำที่ไม่สมควรเลย


แต่ว่าพวกข้ารับใช้ระดับล่างก็มักจะเป็นแบบนี้ เป็นพวกไม่มีมันสมองในการคิด สงสารหรือเห็นใจ เพราะเดิมทีถูกใช้งานใช้แรงอยู่แล้ว หากมีเรื่องที่ทำให้สบายกายสบายใจมากขึ้นก็พร้อมจะยอมทำ


หากพระอรรณพให้ความสำคัญกับนีระสักหน่อย พวกข้ารับใช้คงไม่กำเริบเสิบสาน พวกนั้นมีสัญชาตญาณเอาตัวรอดสูงฉะนั้นย่อมต้องดูทิศทางน้ำไหลเป็นธรรมดา


“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มาหาของป่าแบบนี้มันอันตรายเกินไป ป่าสาหร่ายที่นี่ไม่เหมือนที่สระหลวงหรอกนะ เพราะมันเชื่อมต่อกับทะเลจึงมีสัตว์น้ำมีพิษอยู่บ้าง เลิกแค่นี้แล้วกลับวังไปซะ”


อาโปเหลือกตา “ได้ยังไงกันล่ะ! ข้ายังหาของป่าได้ไม่พอกินมื้อเย็นนี้เลย!”


“ถ้างั้นเอานี่ไป” รหัทหยิบถุงใส่เงินออกมาแล้วแบ่งให้อีกฝ่ายไป “เท่านี้คงซื้อของดีๆ ที่ตลาดได้นะ”


ไหนๆ ก็ช่วยแล้วเขาก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด ยังไงก็ไม่อยากปล่อยให้คนตรงหน้าประสบกับอันตรายจริงๆ


อาโปทำตาโต “เงินขนาดนี้... จะให้ข้าจริงๆ เหรอ!?”


“จริงสิ เอาไปซะ เดี๋ยวข้าจะไปคุยเรื่องนี้กับพระอรรณพเอง”


รหัทมองเงือกที่แทบจะกลายเป็นปลาตากแห้งอยู่แล้ว คว้ามืออีกฝ่ายแล้วยัดเยียดเงินใส่ เงินเดือนของเขามากอยู่แล้วแถมเพิ่งจะได้เงินพิเศษจากการไหว้วานไปส่งของให้ธาราด้วย เขาจึงไม่เดือดเนื้อร้อนใจที่จะแบ่งเงินครึ่งหนึ่งให้


อาโปมองเงินในมืออย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนที่รอยยิ้มเล็กๆ จะผุดขึ้นมา


“ขอบคุณขอรับ”


น่ารักแฮะ...


รหัทเคยเห็นอีกฝ่ายยิ้มแย้มตอนอยู่กับนีระอยู่บ้าง แต่ตอนนั้นไม่ได้สนใจ พออาโปมายิ้มให้เขาแบบนี้ อกข้างซ้ายก็พลันสั่นไหวขึ้นมาแวบหนึ่ง


เอาน่ะ อาโปเป็นเงือกน้อยอยู่นี่นา ไม่แปลกหรอกที่จะมีคนเอ็นดู เขาเองก็ด้วย


รหัทกระแอมแก้เก้อ “ได้เงินแล้วก็ไปตลาดซะ ไปถูกใช่ไหม”


“ข้าไม่ได้เด็กถึงขั้นไม่รู้ทางนะขอรับ” อาโปมองค้อนแบบน่าฟัดมาให้ “ขอบคุณขอรับสำหรับความช่วยเหลือ ถ้าท่าน... เกลี้ยกล่อมให้พระอรรณพจัดการเรื่องนี้ได้ ข้าจะซาบซึ้งมากเลยขอรับ”


พูดจบเจ้าตัวก็ยกมือไหว้แล้วว่ายเร็วรี่ออกจากป่าสาหร่ายไป ส่วนรหัทมาสำนึกทีหลังว่านี่เขารับปากช่วยเหลือในเรื่องที่ยากเกินคาดเสียแล้ว



สองวันต่อมารหัทก็เดินทางกลับมาหาพระอรรณพ โดยแบกเอาความคาดหวังของอาโปเอาไว้ด้วย


จนป่านนี้เขายังนึกคำพูดดีๆ มาเกลี้ยกล่อมไม่ออกเลย เฮ้อ...


“กลับมาแล้วเหรอ”


พระอรรณพยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน สีหน้าหรือแววตาไม่มีเค้ารอยหงุดหงิดเลย เขาจึงวางใจได้เปราะหนึ่งว่าข้ารับใช้ที่เขาฝากฝังไม่ได้ทำเรื่องอะไรร้ายแรง


“กระหม่อมกลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ ส่วนนี่เป็นจดหมายตอบกลับจากท่านธาราพ่ะย่ะค่ะ”


รหัทล้วงเข้าไปในย่ามดึงเอาจดหมายที่ม้วนแล้วผูกเชือกผนึกเอาไว้ส่งให้ พระอรรณพมีสีหน้าเบิกบานขึ้นทันทีที่ได้รับจดหมายจากคนที่รัก รีบแกะอ่านอย่างไม่รอช้า


ตลอดการอ่านจดหมายนั้นรหัทก็ลอบสังเกตสีหน้าของพระอรรณพตลอด เห็นว่ายิ่งอ่านยิ่งอารมณ์ดีขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงคิดว่ามันคงเป็นจังหวะที่ดีที่จะบอกเรื่องของนีระให้ฟัง


“หึ เจ้าคงลำบากในการส่งของขวัญให้ธาราน่าดูล่ะสิใช่ไหม?”


“พ่ะย่ะค่ะ แต่เพราะมีวาปีช่วยเลยไม่เท่าไหร่”


ท่านนทีที่เป็นบิดาของธารารู้ว่าลูกชายมีใจให้กับพระอรรณพ จึงได้ขัดขวางการติดต่อในทุกทาง เขาเองก็เข้าใจและไม่อยากว่ายอาดๆ ไปให้ของขวัญดื้อๆ จึงยืมมือวาปี นางกำนัลของธาราช่วยจึงได้ส่งของถึงมือธาราได้


“ถึงจะไม่เห็นตัวธารา แต่แค่ข้อความในจดหมายก็รู้แล้วว่าธาราสบายดีและยังเชื่อใจในความรักที่ข้ามีต่อเขาอยู่”


พระอรรณพกล่าวด้วยรอยยิ้ม บรรจงเก็บจดหมายของคนรักอย่างทะนุถนอม


“นั่นเป็นเรื่องที่ดีนะพ่ะย่ะค่ะ”


“ใช่แล้ว ไหนๆ ที่เรื่องของข้ากับธารายังเป็นไปได้ด้วยดี วันนี้ข้าจะเลี้ยงพวกข้ารับใช้กับนางกำนัลด้วยอาหารดีๆ หน่อยแล้วกัน”


โอกาสมาแล้ว!


รหัทกำหมัดแน่น ก่อนจะกล่าวด้วยถ้อยคำที่ผ่านการเรียบเรียงมาหลายสิบตลบ


“กระหม่อมขอบพระทัยแทนเหล่าบริวารใต้อาณัติของฝ่าบาท... พูดถึงเรื่องนี้แล้วกระหม่อมก็นึกได้ว่าเมื่อสองวันก่อนพบกับอาโปเข้า...”


“อาโป?” พระอรรณพเลิกคิ้ว เหมือนไม่ได้จดจำชื่อนั้นไว้ในหัวเลย “ใครกัน?”


“ข้ารับใช้ของพระนีระพ่ะย่ะค่ะ” รหัทหลีกเลี่ยงใช้คำเรียกพระชายาเพราะกลัวว่าพระอรรณพจะไม่พอใจ แต่จะเรียกว่านีระห้วนๆ ก็ไม่ได้จึงเติมพระนำหน้าชื่อไปตามตำแหน่ง “กระหม่อมไปเจออาโปเก็บของป่าเกือบจะถูกงูน้ำกัดเข้า”


“ไปเก็บของป่า? ทำไมถึงต้องทำแบบนั้นด้วย”


“เรื่องก็คือ...”


รหัทเล่าให้ฟังทั้งหมดทั้งเรื่องที่ข้ารับใช้และนางกำนัลละเลยนีระ จนต้องบีบบังคับให้นีระและอาโปทำแบบนี้ ตบท้ายด้วยการแสดงความเห็นของเขาว่าข้ารับใช้และนางกำนัลที่ย่อหย่อนต่อกฎระเบียบควรจะต้องจัดการบ้าง


“อืม…”


พระอรรณพรับฟังเรื่องราวด้วยใบหน้าราบเรียบ รหัทใจสั่นเพราะเขาคาดเดาไม่ได้เลยว่าอีกฝ่ายคิดเห็นกับเรื่องนี้ยังไง จะจัดการให้ไหมหรือว่าจะปล่อยไป?


“เดี๋ยวกลับวังแล้วข้าจะคุยกับเงือกนั่น”


“พ่ะย่ะค่ะ”


รหัทรู้สึกโล่งใจ ดูพระอรรณพไม่โกรธ บางทีอาจจะยอมช่วยจัดการให้ก็เป็นได้ หากเป็นอย่างนั้นแล้วอาโปก็คงจะดีใจไม่น้อยเลย


พอถึงตอนเย็นพระอรรณพเลิกงานแล้วกลับมาที่วัง รหัทไปตามตัวนีระมาตามรับสั่ง เงือกครีบสีเงินก็ว่ายเข้ามาในห้องส่วนพระองค์ของพระอรรณพด้วยท่าทางสงบนิ่ง


รหัทกับอาโปยืนหลบอยู่ตรงประตูรอดูว่าพระอรรณพจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง แต่แล้ว...


เพียะ!


รอยฝ่ามือสีแดงถูกประทับอยู่บนหน้าของนีระ



*คุยกับไรท์เตอร์*

เอาแล้วค่ะพระอรรณพเริ่มปฏิบัติการสั่งสอน(?)นีระแล้ว พระอรรณพที่มีใจรักมั่นกับธาราเพียงผู้เดียวมองนีระเป็นตัวขัดขวางทางรักไปเสียแล้ว ชะตากรรมของนีระจะเป็นอย่างไรต่อไปมาติดตามกันต่อในตอนหน้าค่ะ ฝากคอมเมนท์และให้กำลังใจกันเช่นเดิมด้วยนะคะ ขอบคุณนักอ่านทุกคนค่ะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

64 ความคิดเห็น

  1. #43 i s a r a (@rossani) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 14:51

    อรรณพทำไมนายร้ายงี้
    ปล.รหัทเป็นคนดีมาก
    #43
    0
  2. #6 Patjungy (@Ratchuma44) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2562 / 11:58

    รอนะคะ
    #6
    0