Himmapan Myth วิโรธน์บาดาล (Yaoi)

ตอนที่ 4 : วิโรธน์ครั้งที่ ๓ ข้ากลับชาติมาเกิดนับไม่ถ้วนเพื่อชดใช้ท่าน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 143
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    17 ก.ค. 62

วิโรธน์ครั้งที่ ๓ ข้ากลับชาติมาเกิดนับครั้งไม่ถ้วนเพื่อชดใช้ท่าน


ในช่วงเช้าตรู่ของวันถัดมาหลังการประชุมพระมหรรณพยังคงคิดหาทางจะคุยกับเสด็จพี่และเสด็จพ่อให้ได้ ทว่าก็ดันมีแขกมาหาเขาแต่เช้าเช่นกัน


“ฝ่าบาท เรื่องอาหารเช้า…”


กุนทีมองนางกำนัลที่ยืนนิ่งอย่างลังเล ในมือถืออาหารเช้าของรัชทายาทไว้อยู่ พระมหรรณพโบกมือไล่นางกำนัลให้กลับไปก่อน


“เอาไว้ทีหลังแล้วกัน”


แขกที่มาเยือนแต่เช้าตรู่ต้องมีเรื่องด่วนเป็นแน่ พระมหรรณพปล่อยให้พวกข้ารับใช้จัดแจงสวมเครื่องแต่งกายให้กับเขา เมื่อเรียบร้อยก็ออกไปพบกับแขกที่อยู่ในห้องรับรอง


“ท่านธารา?”


พระมหรรณพในร่างมนุษย์เลิกคิ้วขึ้น เมื่อมองเห็นแผ่นหลังที่คุ้นตา ธาราในวันนี้ยังคงสวมชุดสีขาวที่มีลายปักเป็นรูปนกหกเหินดูบริสุทธิ์ผุดผ่องเช่นเดิม เพียงแต่ใบหน้าที่เคยแจ่มใสกลับหมองหม่น


“ถวายพระพร รัชทายาท ขอประทานอภัยที่กระหม่อมมาหาพระองค์แต่เช้าตรู่เช่นนี้”


เมื่อธาราก้มลงไหว้ นางกำนัลคนสนิทของธาราก็ก้มลงทำตาม พระมหรรณพเหลือบมองนางกำนัลที่ใบหน้าจิ้มลิ้ม ดวงหน้ากลมประหนึ่งดวงจันทร์นั้นครู่หนึ่งแล้วมองผ่านไป เดิมทีพวกชนชั้นสูงย่อมมีข้ารับใช้หรือนางกำนัลติดตามสักหนึ่งหรือสองคนอยู่แล้ว ที่เขาจ้องหน้านางกำนัลก็เพื่อจดจำเอาไว้เท่านั้น


การรู้จักสังเกตเป็นคุณสมบัติสำคัญต่อการทำงานนี่นา


“ไม่เป็นไร ข้าเข้าใจว่าท่านคงมีเรื่องร้อนใจ ฉะนั้นนั่งเถิด”


พระมหรรณพเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายนั่งลง ธาราก็ยอมนั่งลงโดยดีแม้มือขาวเนียนนั้นจะขยุ้มชายเสื้อเหมือนกำลังกังวลอยู่


“รัชทายาท เรื่องงานแต่งของพวกเรา... เอ่อ”


ว่าแล้วว่าจะต้องมาเรื่องงานแต่ง พระมหรรณพไม่ประหลาดใจเท่าไหร่ เขารีบบอกความคิดของตนเองให้อีกฝ่ายฟัง


“ข้าทราบแล้วว่าท่านมีใจให้กับเสด็จพี่ ไม่ต้องกังวลไป ข้าไม่ได้คิดจะแย่งสิ่งที่รักจากเสด็จพี่หรอก”


ธาราที่กำลังคิดจะหาทางพูดยังไงให้อีกฝ่ายร่วมมือกันถอนหมั้นในครั้งนี้ ปรากฏว่าพระมหรรณพมีใจตรงกัน ธาราจึงเบาใจ เริ่มมีรอยยิ้มบางผุดขึ้นมาบ้าง


“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”


“ไม่ใช่เรื่องที่ต้องขอบคุณอะไรหรอก ในเมื่อพวกท่านรักกัน ข้าจะไปแยกคู่รักออกจากกันได้อย่างไร”


พระมหรรณพไม่ได้รังเกียจเรื่องการแต่งงานทางการเมืองก็จริง แต่ถ้าคู่ของเขามีใจให้คนอื่นอยู่แล้ว จะไปเป็นศัตรูความรักแยกพวกเขาออกจากกันก็ใช่ที่ เขาอยากได้คู่ชีวิตที่แต่งงานด้วยความเต็มใจมากกว่าถูกฝืนใจแบบนี้


“ทรงอ่อนโยนและมีเมตตาเหมือนที่พระอรรณพตรัสไว้ไม่มีผิด” ธารากล่าว ยามเอ่ยถึงคนรัก ดวงตาคู่งามก็หรี่ลงด้วยความรักใคร่


“นั่นไม่ใช่เรื่องความอ่อนโยนหรือมีเมตตาแต่อย่างใด ข้าแค่ยึดมั่นทำในสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้นเอง” พระมหรรณพถ่อมตัว เมื่อเห็นว่าธาราคงมาด้วยจุดประสงค์เดียว และไม่มีธุระอื่นแล้วเขาจึงลองเชื้อเชิญ “ไม่ทราบว่าได้กินอาหารเช้ามาแล้วหรือยัง จะให้ยกอาหารมาให้ดีหรือไม่?”


“คือว่าไม่…”


จ๊อก…


ธาราจะปฏิเสธเพราะเกรงใจ แต่ท้องเจ้ากรรมกลับประท้วงขึ้นมาเสียก่อน ดวงหน้าของกุมภีร์นิมิตรเริ่มแดงซ่านด้วยความอับอาย ส่วนนางกำนัลนั้นก้มหน้างุดรู้สึกอายแทนผู้เป็นนาย พระมหรรณพกลับไม่ได้ล้อเลียนเรื่องนี้ แถมยังยิ้มเอ็นดู


“คงไม่ปฏิเสธสินะ”


ธารายิ้มเขินๆ “อันที่จริงหลังจากทราบเรื่องการหมั้นหมายกับพระองค์ กระหม่อมก็แทบไม่ได้นอนเลย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอาหาร กระหม่อมเป็นห่วงพะวงมากจนต้องรีบถ่อมาที่นี่ตั้งแต่เช้า”


“เช่นนั้นก็ร่วมทานอาหารกับข้าก่อนแล้วค่อยกลับ ระยะทางจากวังข้าไปยังบ้านท่านก็ไม่ได้ใกล้ๆ ด้วย”


พระมหรรณพหันไปพยักหน้ากับกุนที องครักษ์ควบตำแหน่งข้ารับใช้ของเขาก็รู้งานรีบออกไปสั่งคนครัว ในห้องจึงเหลือเพียงเขา ธาราและนางกำนัลติดตามอีกหนึ่งคนเท่านั้น


พวกเขาเพิ่งจะได้คุยกันตัวต่อตัวเป็นครั้งแรก ต่างคนจึงต่างเงียบกันไป พระมหรรณพไม่ต้องการให้อึดอัดจึงเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาก่อน


“ขอเสียมารยาทถาม ท่านธารารู้จักกับเสด็จพี่ได้อย่างไรหรือ?”


“กระหม่อมกับพระอรรณพรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วพ่ะย่ะค่ะ” ธาราไม่ได้มีท่าทีอึดอัดที่อีกฝ่ายถามเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวนั้รน ตรงข้ามกลับแย้มยิ้มมากขึ้นอย่างมีความสุขยามนึกถึงความหลัง “ตอนนั้นกระหม่อมตามท่านพ่อมาเรียนรู้งานจึงได้เจอกับพระอรรณพ ซึ่งมาเรียนกับอาจารย์เช่นกัน ช่วงพักเรามักจะมาเล่นด้วยกันบ่อยๆ ทำให้สนิทกันโดยปริยายพ่ะย่ะค่ะ”


“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง”


พระมหรรณพไม่รู้เรื่องนี้เพราะด้วยตำแหน่งรัชทายาท เขาได้ครูส่วนตัวมาฝึกถึงที่ห้อง ต่างจากเสด็จพี่และนาคตนอื่นๆ ที่ต้องไปเรียนรู้กับครูประจำวัง


ถึงพี่ชายจะอิจฉาในตำแหน่งรัชทายาทของเขา แต่เอาเข้าจริงพระมหรร๊พต่างหากที่อิจฉา พี่ชายสามารถทำอะไรได้อย่างอิสระต่างจากเขาที่เวลาจะทำอะไรต้องคำนึงถึงฐานะรัชทายาทเสมอ เรื่องเรียนนั้นก็เหมือนกันเป็นไปได้เขาอยากจะมีเพื่อนร่วมเรียนมากกว่านั่งฟังครูสอนเพียงลำพังเสียอีก


“พระอรรณพทรงกล้าหาญมาตั้งแต่พระเยาว์แล้ว พระองค์เคยช่วยกระหม่อมจากคนที่มารังแกด้วยพ่ะย่ะค่ะ” นึกถึงช่วงเวลาที่ไร้เดียงสาธาราก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “อาจจะฟังดูน่าอายไปหน่อย การที่พระอรรณพทรงปกป้องกระหม่อมเป็นอะไรที่องอาจสง่างามมากจนกระหม่อมหลงรักเลยพ่ะย่ะค่ะ”


ยามที่เล่านอกจากสีหน้าธาราจะเปี่ยมไปด้วยความสุขแล้ว ดวงตาก็ยังเปล่งประกายมีชีวิตชีวา พระมหรรณพเห็นก็ลอบยิ้ม คนตรงหน้าหลงรักพี่ชายของเขาจากใจจริง ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก


“ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรอก ข้าเองก็ชื่นชมเสด็จพี่ที่เป็นคนกล้าหาญและตรงไปตรงมาเช่นนั้นเหมือนกัน กับข้าแล้วเสด็จพี่คอยช่วยเหลือข้ามาตลอดเลย”


พระอรรณพไม่ใช่คนเก่งแต่เป็นคนที่มีความพยายามสูง เขาชมชอบความมุมานะของพี่ชายที่พยายามจะก้าวข้ามใครๆ เพื่อกลายเป็นผู้ปกครองสระกัณณมุณฑะ ตัวเขาไม่ได้เก่งกาจเท่าพี่ชายยังเคยท้อแท้อยู่หลายครั้ง ทว่าพอเห็นพระอรรณพที่ฮึดสู้เอาเป็นเอาตายแล้ว ทำให้เขามีแรงบันดาลใจแล้วเอาเยี่ยงอย่าง


ธารายิ้มขื่น “นั่นสินะพ่ะย่ะค่ะ พระอรรณพเก่งถึงเพียงนี้แต่ท้าวชลาลัยกลับ...”


ธาราไม่กล้าพูดคำที่เหลือออกมาเพราะมันเท่ากับเป็นการนินทาแถมยังทำต่อหน้ารัชทายาทอีกด้วย พระมหรรณพไม่ถือสา เขาเองก็เห็นด้วยที่เสด็จพ่อของเขามองข้ามพี่ชายไปหลายๆ เรื่อง


“แต่ผลงานของเสด็จพี่เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างดีแล้ว ต่อให้เสด็จพ่อไม่เห็น ขุนนางและประชาชนย่อมต้องเห็น หากลองกล่อมเสด็จพ่ออีกสักหน่อย จะต้องยอมให้พวกท่านแต่งงานกันแน่นอน” พระมหรรณพกล่าวด้วยความเชื่อมั่น


ธาราพยักหน้าอย่างมีความหวัง “พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเองก็จะแสดงความจริงใจให้ท้าวชลาลัยได้เห็นเช่นกัน”


พวกเขานั่งคุยกันพักหนึ่งกุนทีก็กลับเข้ามา สีหน้าไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่ จนพระมหรรณพรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลต้องถามออกมา


“เกิดอะไรขึ้นกุนที ทำไมเจ้าทำหน้าอย่างนั้น”


“ฝ่าบาท คือว่า...”


กุนทีเหล่ตามาที่ธาราแบบไม่ค่อยแน่ใจนัก พระมหรรณพก็เข้าใจความนัยจึงถามกลับไป


"เป็นเรื่องงานหรือ?”


“ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ” กุนทีส่ายหน้ารัวๆ คราวนี้ดวงตาหลุบต่ำด้วยความกังวล “เป็นเรื่องของ... พระอรรณพน่ะพ่ะย่ะค่ะ”


“พระอรรณพ? มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ?”


พอได้ยินว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันกับคนที่รัก ธาราจึงไม่อาจทำเป็นไม่รู้เรื่องได้แล้วถามอย่างคาดคั้นออกมา กุนทีลังเล ริมฝีปากอ้าขึ้นอ้าลงเหมือนปลาทองจนพระมหรรณพทนไม่ไหวแล้วกล่าวว่า


“เล่ามาเถอะ ในเมื่อไม่ใช่เรื่องงาน เล่าให้ข้ากับท่านธาราฟังก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก”


“พ่ะย่ะค่ะ” ในเมื่อสั่งมาแบบนี้ กุนทีมีแต่ต้องกลืนความลังเลลงท้องไปแล้วเปิดปากเล่า “คือว่าด้านนอก... มีข่าวลือแพร่สะพัดเรื่องที่พระอรรณพเมาแล้วไปนอนกับเงือกตนหนึ่งที่ไม่ใช่พวกขายเรือนร่างพ่ะย่ะค่ะ…”


“อะไรนะ!?”


สองเสียงประสานอุทานพร้อมกัน พระมหรรณพถึงกับตาเบิกกว้าง ส่วนธาราผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ ทั่วร่างสั่นสะท้านกับข่าวร้ายที่ไม่ทันตั้งตัวนี้


“เรื่องนั้นไม่จริงใช่ไหม!?”


ริมฝีปากของธาราสั่นระริก ไม่รู้ว่าเพราะตกใจกับข่าวลือนั่นหรือผิดหวังที่คนรักซึ่งตนเชื่อใจแอบไปมีสัมพันธ์สวาทกับผู้อื่นกันแน่


กุนทีรู้ว่านี่เป็นเรื่องใหญ่จึงก้มหัวลงต่ำตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ “กระหม่อมก็ไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้จริงหรือเท็จ แต่ข้างนอกนั้นโจษจันไปทั้งสระแล้วพ่ะย่ะค่ะ แถมได้ยินว่าเรื่องถึงพระกรรณของท้าวชลาลัยแล้ว ทรงส่งทหารไปคุมตัวพระอรรณพรวมถึงเงือกตนนั้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ”


“ไม่... จริง”


ธารารู้สึกเหมือนโดนทำร้ายจิตใจขั้นรุนแรง แข้งขาอ่อนแรงจนกลับไปนั่งอีกรอบ วาปี นางกำนัลคู่กายของธาราจึงผวาเข้าประคอง


“ท่านธาราไม่เป็นไรนะเจ้าคะ!?”


“อืม...”


ธาราส่งเสียงตอบแค่นั้นก็ไม่พูดอะไรอีก นอกจากเอามือปิดหน้าไว้ข้างหนึ่ง ส่วนพระมหรรณพที่รับฟังข่าวสะเทือนขวัญนี้มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น


“ทำไมถึงมีข่าวลือแพร่ออกไปได้? มันดูแปลกเกินไป หรือจะมีคนจงใจปล่อยข่าว บางทีอาจจะประสงค์ทำลายชื่อเสียงของเสด็จพี่?”


เรื่องเกิดขึ้นเมื่อคืน เช้ามาเรื่องก็แดงเลย มันจะไม่รวดเร็วเกินไปหรอกหรือ?


“อาจมีความเป็นไปได้พ่ะย่ะค่ะ” กุนทีมีความเห็นไปในทางเดียวกัน “เพียงแต่เรื่องหลับนอนน่าจะจริง... เพราะข้างนอกพูดกันว่าเห็นทหารจากวังมาคุมตัวพระอรรณพในที่พักแรมของนักเดินทางไปจริงพ่ะย่ะค่ะ”


“อึก!”


ยิ่งฟังธารายิ่งสะเทือนใจมากขึ้นเท่านั้น ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้? พวกเขาควรจะได้ครองคู่อย่างสงบสุขแล้วถ้ามาเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นละก็...


พระมหรรณพหน้าเสีย “จะมีคนลงมือกับเสด็จพี่หรือไม่ก็ตาม ลองข่าวลือมันแพร่ไปแล้วมีทางเดียวคือต้องรับผิดชอบแต่งงานกับ... เงือกตนนั้น”


“นี่มันเกิดเรื่องแบบนี้ได้ยังไงกัน...”


ธารารู้เรื่องที่พระอรรณพชอบไปดื่มเหล้าหลังจากอารมณ์เสียเป็นอย่างดี ทว่าที่ผ่านมานอกจากเรื่องการอาละวาดแล้ว ก็ไม่เคยเกิดเรื่องชู้สาวร้ายแรงขนาดนี้เลย


แถมยังเป็นจังหวะที่เขากับพระมหรรณพจะประกาศหมั้นหมายกันอีก ราวกับมีคนดักทางไม่ให้เขาได้ครองคู่กับพระอรรณพดังหวังอย่างไรอย่างนั้นแหละ


พระมหรรณพเห็นสีหน้าคนรักของพี่ชายซีดเซียวลง ในใจได้แต่รู้สึกสงสาร แค่ถูกบังคับให้แต่งงานกับคนอื่นก็แย่แล้ว ยังเกิดเรื่องกับคนรักอีก จะไม่เจ็บปวดได้ยังไง


“ท่านธาราเข้มแข็งไว้ ทุกอย่างต้องรอความกระจ่างก่อน ข้าจะเข้าวังเพื่อตรวจสอบข่าวลือเรื่องนี้เอง ตอนนี้…”


จะบอกให้กินอาหารเช้าเสียก่อนก็คงไม่ได้แล้ว เรื่องคราวนี้สะเทือนใจทั้งเขาและธาราจนไม่มีกะจิตกะใจจะกินอะไรแล้ว


“กระหม่อม… จะรอฟังข่าวจากพระองค์ที่บ้านนะพ่ะย่ะค่ะ”


ธาราไม่มีอารมณ์ที่จะอยู่สนทนาและกินอาหารอีกต่อไป เจ้าตัวถวายบังคมเขาอย่างซวนเซก่อนจะว่ายออกไปจากตำหนักด้วยขาที่อ่อนแรง กุนทีมองส่งร่างนั้นไปลับตาแล้วหันมาหาเจ้านาย


“จะเอายังไงดีพ่ะย่ะค่ะ”


“เรื่องมันไม่ชอบมาพากลอยู่นะ”


พระมหรรณพถอนหายใจพลางขมวดคิ้วมุ่น เรื่องเก่ายังไม่ทันได้สะสางเรื่องใหม่ก็เข้ามาทันที ลองเป็นแบบนี้จะกล่อมให้เสด็จพ่อยอมให้พี่ชายแต่งกับธาราคงจะริบหรี่แล้ว...


หวังว่าเรื่องครั้งนี้คงจะไม่ใช่ฝีมือของเสด็จพ่อหรอกนะ...


ไม่รู้ทำไมในหัวของเขานึกอย่างนี้ขึ้นมา ถึงเสด็จพ่อจะเย็นชากับพี่ชาย แต่จะทรงพระทัยร้ายสร้างเรื่องทำลายชื่อเสียงพระอรรณพแบบนี้เลยหรือ เขายกมือกุมขมับอย่างคิดหนัก


“จะให้กระหม่อมไปสืบไหมพ่ะย่ะค่ะ”


“ก็ดี ไปสืบเรื่องเงือกตนนั้นด้วย ข้าอยากจะรู้ว่าผู้ที่'โชคดี' ได้แต่งกับเสด็จพี่เป็นใคร”


“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ”


กุนทีโค้งตัวลงแล้วว่ายออกไปหาข่าวตามสั่งทันที ส่วนพระมหรรณพได้แต่นั่งอยู่อย่างนั้น ต่อให้นางกำนัลยกอาหารมากมายมาวางบนโต๊ะ กลิ่นหอมและสีสันที่น่ากินพวกนั้นก็ดึงดูดเขาไม่ได้สักนิด นัยน์ตาสีมรกตมองออกไปนอกหน้าต่างชมทิวทัศน์ที่สงบร่มเย็นแต่แฝงด้วยกลิ่นอายเยือกเย็นกว่าปกติ


เช้าวันนี้ไม่ใช่วันที่ดีของใครเลยสักคน…



ปวดหัวชะมัด...


พระอรรณพพลิกตัวกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง เขารับรู้ถึงแสงแดดอุ่นๆ ที่ลอดผ่านเข้ามา ทว่าดวงตาของเขาหนักอึ้งเกินกว่าจะลืมตาขึ้นมามองไหว


นี่เขากลับมาวังเหรอ...


พระอรรณพค่อยๆ เรียกคืนสติของตนกลับมาทีละนิด จำได้ว่าเขาแวะร้านเหล้า กินและดื่มระบายอารมณ์ แต่หลังจากนั้น... น่าแปลกที่เขาจำอะไรไม่ได้อีกเลย


เขารู้ขีดจำกัดในการดื่มของตัวเอง ฉะนั้นเรื่องดื่มจนเมาลืมทุกอย่างนั้นเลิกคิดไปได้เลย หรือครั้งนี้เหล้าที่เขาดื่มมีฤทธิ์แรงกว่าปกติจนถึงขั้นจำไม่ได้ว่ากลับมาที่วังได้ยังไง


หรือไม่ก็เพราะน้องชายตัวดีเป็นห่วงตามเขามา ถ้าไม่ใช่ก็เป็นรหัทที่ขัดคำสั่งเขา


...แต่จะยังไงก็ช่างเถอะ เขาควรจะรีบลุกได้แล้ว ต้องรีบไปหาธาราเพื่อคุยกันเรื่องที่เสด็จพ่อหมั้นหมายอีกฝ่ายให้กับพระมหรรณพ


พระอรรณพพยายามยันตัวขึ้นมานั่ง แต่มือกลับสัมผัสถึงอะไรบางอย่างที่นุ่มๆ ข้างเตียง เขาฝืนลืมตาขึ้นมาทั้งที่ยังงัวเงีย แล้วก็เห็นเงือกตนหนึ่งนอนหลับขดอยู่บนเตียงเดียวกับเขา...


พระอรรณพรีบชักมือขึ้นราวกับว่าเงือกตนนี้เป็นของร้อน กะพริบตาอยู่หลายทีเพื่อให้แน่ใจว่าตนไม่ได้เห็นภาพลวงตา “ทำไม... เงือกตนนี้ถึงมานอนข้างข้าได้เล่า!?”


“ทรงสร่างเมาแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ”


ผู้ที่เข้ามาคือชลัมพุ ข้ารับใช้คนสนิทของเสด็จพ่อ อีกฝ่ายเผยสีหน้าตึงเครียดชนิดที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน พระอรรณพมองคนตรงหน้าสลับกับมองเงือกที่นอนอยู่ข้างๆ


“ชลัมพุ... นี่มันเรื่องอะไรกัน ที่นี่ที่ไหนแล้วเงือกตนนี้บังอาจมานอนข้างข้าได้ยังไง!?”


พอลองกวาดสายตาดูแล้วเขาก็พบว่าห้องที่เล็กและคับแคบนี้ไม่ใช่ห้องในวัง เตียงนี้ก็ไม่ได้นุ่มแต่กระด้างดูยังไงก็เหมือนห้องพักแรมราคาถูกสักที่หนึ่ง


“ทรงจำอะไรไม่ได้เลยหรือ ฝ่าบาท”


“จำอะไรล่ะ!” พระอรรณพรู้สึกหงุดหงิดกับคำตอบที่ไม่ได้รับความกระจ่าง จึงขึ้นเสียงว่า “ข้าถามไปแล้วนี่ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ถ้าข้ารู้คงไม่ถามหรอก!”


ชลัมพุมีประสบการณ์รับมือความโกรธเกรี้ยวจากเชื้อพระวงศ์มาเยอะจึงไม่สะดุ้งสะเทือนต่างจากข้ารับใช้และนางกำนัลที่ยืนอยู่ด้านหลัง ซึ่งกำลังตัวสั่นเกรงกลัวความพิโรธน์ของพระอรรณพอยู่


“ในเมื่อทรงจำไม่ได้ เช่นนั้นกระหม่อมจะบอกเท่าที่รู้ให้พระองค์เองพ่ะย่ะค่ะ” ชลัมพุเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวานให้ฟัง “พระอรรณดื่มเหล้าจนเมามายได้ทำเรื่องผิดประเวณีกับเงือกตนนั้น มีชาวบาดาลมากมายเห็นที่พระองค์ฉุดคร่าเงือกตนนี้มา... จูบและตระกองกอด ตอนนี้ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วทั้งสระอโนดาตแล้วพ่ะย่ะค่ะ”


“อะไรนะ...”


สีเลือดหายไปจากใบหน้าของพระอรรณพทันที เขาน่ะหรือ... ฉุดคร่า เอาเงือกต่ำต้อยเช่นนี้มากกกอดหรือ ไม่มีทาง เป็นไปได้!


“เจ้าโกหก! ข้าไม่มีทางใฝ่ต่ำคว้าเอาเงือกตนนี้มาเป็นเมียหรอก!”


“แต่มีพยานรู้เห็นมากมายนะพ่ะย่ะค่ะ” ชลัมพุกล่าวอย่างใจเย็นที่สุด ดวงหน้าที่แก่ชราดูจะอายุเพิ่มขึ้นไปอีกเพราะความวิตกกังวล “ตอนนั้นทรงกอดจูบเงือกตนนี้กลางร้าน ยังไม่พอทรงประกาศชื่อและตำแหน่งออกมาเพื่อจะขอค้างที่นี่ ทำให้เจ้าของร้านจำใจเปิดห้องนี้เพื่อพระองค์”


“ไม่จริง!”


“หลักฐานอยู่บนตัวของเงือกตนนั้น รวมถึงบนร่างของพระองค์ ทรงทอดพระเนตรสิพ่ะย่ะค่ะ”


พระอรรณพก้มมองร่างเปลือยเปล่าของตน แล้วเห็นว่าที่แผงอกมีรอยเล็บข่วนจางๆ พอขยับก็รู้สึกเจ็บแปลบที่แผ่นหลัง ยกมือขึ้นลูบส่วนที่เจ็บเพื่อจะตรวจสอบแต่ชลัมพุกลับยกกระจกมาตั้งให้เห็น


“มีรอยข่วนลึกที่แผ่นหลังพ่ะย่ะค่ะ”


พระอรรณพเห็นร่องรอยในกระจกแล้วก็ตกใจ สภาพอย่างนี้... หากไม่ใช่เกิดจากการที่กอดกันแล้วอีกฝ่ายมาข่วนแผ่นหลังคงไม่มีทางเกิดขึ้นได้ พอเขาหันไปมองร่างของเงือกตนนั้นบ้าง พบว่าริมฝีปากนั้นแดงช้ำ ตามร่างกายมีร่องรอยจ้ำแดง โดยเฉพาะที่คอนั้นเห็นชัดที่สุด


ไม่มีทางปฏิเสธได้เลย...


แค่คิดว่าเขาทำเรื่องที่ผิดต่อธาราก็รู้สึกแย่มากพออยู่แล้ว แต่นี่เขายังคว้าเอาเงือกที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้ามากกกอดอีก ช่างน่าขยะแขยงยิ่งนัก!


“เจ้า!”


พระอรรณพโกรธจัด กระชากร่างของเงือกตนนั้นขึ้นมา โทสะลุกอยู่ในดวงตาสีแดงคู่นั้นขณะมองร่างที่ผอมแห้งไร้เสน่ห์ด้วยความรังเกียจ เขาอยากจะบีบคออีกฝ่ายให้ตายยิ่งนัก!


พระอรรณพเลื่อนมือไปที่ลำคอ สำหรับเงือกที่บอบบางแล้วกำลังของนาคย่อมสามารถป่นกระดูกคอได้เลย ทำให้ชลัมพุต้องรีบเข้ามาขัดขวางก่อนที่เรื่องราวมันจะบานปลายใหญ่โต


“ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ! เกิดพระองค์ฆ่าเงือกตนนี้จะยิ่งเป็นที่ครหาหนักขึ้นนะพ่ะย่ะค่ะ!”


เดิมข่าวเรื่องพระอรรณพไปฉุดคร่าเงือกที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวก็แย่พออยู่แล้ว หากเงือกตนนี้ถูกฆ่าอีก ไม่รู้เลยว่าประชาชนจะมองพระอรรณพเป็นยังไง


“โธ่เว๊ย!”


พระอรรณพปล่อยมือจากลำคอของเงือกที่ตนชิงชัง ทิ้งรอยแดงปื้นใหญ่เอาไว้ ทว่าสำหรับเขาที่กำลังโกรธจึงอดไม่ได้ที่จะโยนร่างนั้นไปกระแทกกับพื้น ศีรษะของเงือกตนนั้นชนกับมุมโต๊ะที่ตั้งอยู่ข้างเตียงจนเลือดไหลออกมา


เหล่านางกำนัลและข้ารับใช้ที่ยืนอยู่ด้านหลังชลัมพุต่างมองเงือกหนุ่มผู้นั้นด้วยความสงสาร โดนพระอรรณพข่มเหงทำลายชื่อเสียงไม่พอยังโดนทำร้ายจนเป็นแผลอีก ได้แต่งกับเชื้อพระวงศ์แบบนี้ไม่รู้ว่าดีหรือร้ายกันนะ


ทางด้านชลัมพุเห็นการอาละวาดของพระอรรณพก็แอบเหงื่อตก คิดถูกแล้วจริงๆ ที่ให้นีระกินยานอนหลับไปด้วย ไม่อย่างนั้นคงจะแกล้งเนียนหลับไม่ไหวแน่


“พวกเจ้าดูแลเงือกตนนี้ซะ”


ชลัมพุออกคำสั่งกับบรรดาข้ารับใช้นางกำนัล ทุกคนรีบรี่เข้ามาช่วยด้วยความเต็มใจ เนื่องจากความสงสารเป็นหลัก


พระอรรณพเม้มปากขัดใจ กับเงือกต่ำต้อยเช่นนี้ไม่เห็นต้องดูแลเลย ปล่อยให้มันพิกลพิการอัปลักษณ์ไปเสียเถอะ!


“พระอรรณพ ยังไงเรื่องนี้ก็ถึงพระเนตรพระกรรณของฝ่าบาทแล้ว ทรงต้องรับผิดชอบในการกระทำของตัวเองนะพ่ะย่ะค่ะ”


“รับผิดชอบงั้นเหรอ” พระอรรณพกำมือแน่นจนข้อขาว หางตาชี้ขึ้นจนใบหน้าที่คมคายอยู่แล้วยิ่งดุดันมากขึ้น “อย่าบอกนะว่าจะให้ข้าแต่งงานกับเงือกชั้นต่ำอย่างนี้น่ะ!”


ข้ารับใช้นางกำนัลที่บางส่วนเป็นเงือกชะงักกับคำพูดดูถูกหยามหมิ่นนี้ แต่ละคนใช้หางตาไม่เป็นมิตรลอบมองพระอรรณพ และยิ่งเวทนาสงสารเงือกหนุ่มที่อยู่ในความดูแลของพวกตนมากขึ้นกว่าเดิม จนมือที่ช่วยทำแผลบนศีรษะนั้นก็ยังช่วยเช็ดเลือดและโปะยาให้อย่างดี


“หากไม่แต่ง ชื่อเสียงของพระองค์จะยิ่งแย่กว่านี้นะพ่ะย่ะค่ะ” ชลัมพุเตือนด้วยความหวังดี “เหล่าขุนนางที่สระกัณณมุณฑะจะมองพระองค์อย่างไร หากพระองค์ไม่แต่งงานรับผิดชอบที่ทำลายเกียรติของเงือกตนนี้น่ะพ่ะย่ะค่ะ”


“ยังไงข้าก็ไม่แต่งเด็ดขาด!” พระอรรณพยังคงยืนกรานเสียงแข็ง “นี่เป็นแผนของเสด็จพ่อล่ะสิใช่ไหม บังคับจับแต่งกับผู้ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า เพื่อขัดขวางข้าไม่ให้ครองคู่กับธารา!”


แม้พระอรรณพจะเดาถูกว่าแผนการครั้งนี้เป็นฝีมือของท้าวชลาลัย แต่ชลัมพุในฐานะที่เป็นด่านหน้าขององค์กษัตริย์จะไม่ยอมปล่อยให้ใครรู้ว่าเป็นฝีมือของท้าวชลาลัยเด็ดขาด แผนทุกอย่างถูกวางอย่างรอบคอบก็เพื่อการนี้


“ทรงเข้าพระทัยผิดแล้วพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทมีหรือจะทำเรื่องเช่นนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะพระองค์ทำองค์เอง หากทรงไม่มาเสวยเหล้าและให้ข้ารับใช้ติดตามมาด้วยสักคน เรื่องนี้คงไม่มีทางเกิดขึ้นหรอกพ่ะย่ะค่ะ”


ชลัมพุโบ้ยความผิดทั้งหมดลงใส่ตัวพระอรรณพจนหนนี้ผู้ครองสระกัณณมุณฑะก็ยังไม่อาจเถียงกลับได้ เพราะมันเป็นความจริงหากพระอรรณพให้ใครสักคนติดตามมาด้วย ชลัมพุก็คิดว่าคงลงมือไม่ได้ง่ายๆ อย่างนี้แน่ จะเรียกว่าดวงเข้าข้างแผนของท้าวชลาลัยหรือเป็นโชคร้ายของพระอรรณพกันแน่นะ


“บัดซบเอ๊ย!”


เมื่อเห็นว่าพระอรรณพได้แต่สบถอย่างเดียว ชลัมพุจึงเผยไพ่ตายลับที่เอาไว้ใช้จัดการกับคนตรงหน้า


อย่างไรก็ต้องทำตามแผนของท้าวชลาลัยให้สำเร็จ!


“ในเมื่อเรื่องเป็นแบบนี้ แผนจากเดิมที่จะจัดงานแต่งพระมหรรณพกับท่านธาราคงต้องเลื่อนออกไป เพื่อให้พระอรรณพได้อภิเษกสมรสก่อน เนื่องจากตอนนี้เงินในคลังหลวงพอใช้สำหรับพิธีอภิเษกสมรสเพียงผู้เดียวเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”


คำกล่าวของชลัมพุทำให้ใบหน้าที่เต้มไปด้วยความขุ่นเคืองของพระอรรรพคลายลง


“หมายความว่ายังไง?”


“ปกติคลังหลวงจะแบ่งกองเงินเพื่อนำไปใช้งานในส่วนต่างๆ ซึ่งเงินที่ใช้สำหรับงานพิธีการของปีนี้ได้จัดเตรียมไว้แล้ว และมีเงินเหลือสำหรับพิธีพิเศษนอกเหนือจากพิธีการประจำ อาทิ พิธีอภิเษกสมรส ซึ่งฝ่าบาทคิดจะใช้มันกับพระมหรรณพและท่านธารา แต่ในเมื่อเกิดเรื่องแบบนี้...”


เงินนั้นจะถูกใช้กับงานอภิเษกของพระอรรณพ นั่นคือความนัยที่ชลัมพุสื่อ


และเมื่อใช้เงินส่วนนั้นไปแล้วก็ไม่สามารถแบ่งจากส่วนไหนได้อีก ต้องรอรวบรวมเงินจากภาษีใหม่ซึ่งต้องใช้เวลาสักปีหนึ่ง ในระหว่างนั้นพระมหรรณพกับธาราจะแต่งงานไม่ได้


ชลัมพุล่อหลอกให้พระอรรณพตกลงด้วยการเอาสิ่งนี้มาล่อตาล่อใจ ถ้าอีกฝ่ายรักธาราอยู่ การเลื่อนงานแต่งของพระมหรรณพกับธารา จะเป็นผลดีกับพระอรรณพอย่างไม่ต้องสงสัย


เวลาหนึ่งปีพระอรรณพอาจจะคิดหาทางให้ได้แต่งงานกับธาราก็ได้ ทว่าในขณะเดียวกันหนึ่งปีที่ไม่ได้สั้นหรือว่ายาวนั้นก็อาจจะแปรเปลี่ยนจิตใจของพระอรรณพเช่นกัน


ว่ากันว่ารักแท้แพ้ใกล้ชิด ไม่ใช่สุภาษิตที่เป็นจริงหรอกหรือ? ชลัมพุจ้องมองคนตรงหน้าแล้วลองเสี่ยงเดิมพันดู


พระอรรณพขบริมฝีปาก แล้วใช้หางตามองเงือกที่ยังสลบไสลไม่ได้สติอยู่ ถึงจะโกรธเคืองคับแค้นในโชคชะตา ทว่าเขาจะทำอะไรได้ล่ะ


ถ้าเพื่อไม่ให้ธาราต้องตกไปเป็นของน้องชาย ครั้งนี้... เขาจะยอมเสียสละก็ได้!


“...ข้าจะรับผิดชอบแต่งงานกับเงือกตนนี้ ฝากไปบอกเสด็จพ่อตามนั้นด้วย”


“พ่ะย่ะค่ะ พระอรรณพ”


ชลัมพุก้มหน้าลงเพื่อซ่อนรอยยิ้ม แผนการของท้าวชลาลัยสัมฤทธิ์ผลแล้ว



นีระตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดหัวที่ทำให้เขาอยากจะลงไปนอนสลบอีกสักรอบ


เขาคิดถูกแล้วที่รอบคอบไว้ก่อน ตื่นขึ้นมาพระอรรณพคงอาละวาดหนักน่าดู เขารู้สึกว่าคอเจ็บแถมที่หัวยังมีผ้าพันแผลอีก จากคำบอกเล่าของข้ารับใช้ในวังเล่าว่าพระอรรณพเกือบจะบีบคอเขาตาย แถมยังโยนเขาลงจากเตียงอย่างไม่ปราณีจนหัวไปฟาดกับขอบโต๊ะที่อยู่ข้างเตียงเข้า


โชคดีจริงๆ ให้ตายเถอะ...


นีระยืนขึ้นส่องกระจกมองร่องรอยจ้ำแดงบนตัวได้แต่ยิ้มไม่ออก ใครจะคิดละว่าท้าวชลาลัยจะรอบคอบปานนี้ รอยจ้ำแดงจุดๆ นี้ไม่ได้เกิดจากรอยจูบของพระอรรณพหรือใครเลย แต่เป็นการใช้ปลาหมึกจิ๋วมาขบดูดต่างหาก!


หากเป็นในสถานการณ์อื่นคนคงนึกว่าเขาโดนปลาหรืออะไรตอดจนเป็นรอยแดงเล็กๆ แต่ถ้ามันปรากฏในสถานการณ์นี้คนย่อมต้องนึกว่ามันคือรอยจูบ!


เพื่อสร้างหลักฐานที่ดิ้นไม่หลุด เขาก็ต้องข่วนเล็บลงบนแผ่นอกและแผ่นหลังของพระอรรณพด้วย ตอนทำเขามีความเกรงใจมากเพราะรู้สึกแย่ที่ทำให้ร่างกายดีๆ อย่างนั้นมีรอยแผล แต่ชลัมพุเน้นย้ำหนักหนาว่าต้องทำ เขาจึงต้องกดเล็บลงไป ตอนนี้ปลายเล็บของเขายังมีเลือดติดอยู่จางๆ เลย


นีระถอนหายใจอีกเฮือก จนป่านนี้เขายังไม่อยากเชื่อว่าทั้งหมดเป็นเรื่องจริง เขาต้องแต่งงานกับพระอรรณพ ทว่าไม่ใช่เพราะความรักสิเน่หาแต่อย่างใด มันคือบาปกรรมที่ย้อนมาให้เขาต้องชดใช้ต่อเจ้ากรรมนายเวรผู้นี้


'ข้าขอสาบาน! ในทุกชาติข้าจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรตามทรมานเจ้า! ให้ได้รับความเจ็บปวดยิ่งกว่าข้าเป็นร้อยเป็นพันเท่า!’


ถ้อยคำเคียดแค้นนั้นจนถึงชาติปัจจุบันเขายังจำสลักลึกได้ไม่ลืมเลือนเลย...


นีระเอาหน้าผากแนบกับฝ่ามือ ตอนนั้นเองที่ได้ยินเสียงตีน้ำดังพึ่บพั่บ ฟังก็รู้ว่ามีใครบางคนว่ายมาหาด้วยความเร็ว


“พี่นีระ!”


อาโปโผล่พรวดเข้ามาในห้อง ซึ่งก่อนหน้านี้เขาวานให้พวกข้ารับใช้นำคำไปบอกกับทางสถานนุบาลแล้ว พวกเขาจะได้ไม่แตกตื่นว่าเขาหายตัวไปไหนทั้งคืน ถึงจะไม่ได้บอกรายละเอียดที่แน่ชัดลงไป แต่ข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วสระอโนดาตคงทำให้ทุกคนรู้กันหมดแล้วล่ะมั้ง


เห็นคนแปลกหน้าโผล่พรวดเข้ามา พวกข้ารับใช้จึงตั้งท่าระวัง แต่เมื่อนีระส่ายหน้าบอกว่าไม่เป็นไร พวกเขาจึงสงวนท่าทีแล้วออกจากห้องไป ปล่อยให้เขาอยู่กับอาโป


อาโปกวาดมองนีระขึ้นลงเห็นร่องรอยบนตัวแล้ว ถึงกับปากสั่น


“ข่าวลือด้านนอกนั่นเรื่องจริงหรือเนี่ย!? 


“อืม” นีระไม่มีท่าทีเหนียมอายที่ถูกมองรอยจูบปลอมๆ บนตัวกลับว่ายไปนั่งที่ขอบเตียง “ข่าวแพร่ไปไวดีนะ”


“ทำไมพี่ถึงได้ดูสบายๆ อย่างนี้เล่า ไม่ต้องเก็บกดไว้ก็ได้ อยากจะร้องก็ร้องออกมาเถอะขอรับ!”


เพราะจากข่าวลือที่ได้ยินมาอาโปรู้ว่าพระอรรณพปฏิบัติกับนีระไม่ดีเสียเท่าไหร่ แถมไอ้รอยบนคอกับหัวนั่นมันอะไรกัน หากไม่ถูกใช้กำลังข่มเหงจะบาดเจ็บขนาดนี้ได้ยังไง!?


“ข้าปลงเสียแล้ว” นีระยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย พลางยิ้มบาง “เรื่องมันเกิดขึ้นมาแล้วจะร้องไห้ให้มันได้อะไรขึ้นมาหรือ?”


“พี่นีระ...”


อาโปมองพี่ชายที่เคารพรักฝืนทำเป็นเข้มแข็งแล้วสะเทือนใจ ทำไมนีระถึงได้อาภัพเพียงนี้ ถึงจะโชคดีได้แต่งกับนาคแล้วอย่างไร? การแต่งที่ไม่ได้เกิดจากความรักน่ะมันจะไปรอดงั้นหรือ แถมดูบาดแผลบนตัวแล้วเขาไม่อาจมองพระอรรรณพในแง่ดีได้เลย


นีระรู้ว่าน้องชายร่วมเผ่าพันธุ์กำลังเป็นห่วงจึงลูบหัวปลอบโยน


“อย่าคิดมากไปเลยนะ พี่บอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร เอาละ เรากลับสถานุบาลกันเถอะนะ”


ชลัมพุไม่ได้คุมเข้มที่จะกักขังตัวเขาไว้ ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะเชื่อว่าเขาไม่มีทางหนีไปไหนได้ แต่ตัวนีระไม่ได้มีความคิดจะหนีอยู่แล้ว


ไม่มีใครหนีกรรมที่ตัวเองก่อพ้นหรอกน่า...


นีระห่อหุ้มกายด้วยชุดคลุมที่ขอยืมมาจากข้ารับใช้ของวัง เขาไม่อยากออกไปข้างนอกทั้งที่บนตัวและหน้ายังมีร่องรอยชัดขนาดนี้ ถึงยุคสมัยของหิมพานต์จะต่างจากเมื่อก่อนที่สัตว์หิมพานต์แทบจะเปลือยกายไปไหนมาไหน แต่อย่างไรสมัยนี้ทั้งหญิงและชายก็ยังเปลือยอกกันอยู่บ้าง หรือไม่ก็สวมเสื้อผ้าเนื้อบางที่เป็นของประดับมากกว่าจะใช้ปกปิดร่างกาย ฉะนั้นการออกไปทั้งสภาพนี้เท่ากับประกาศตัวชัดๆ ว่าเขานี่ละคือเงือกที่ตกเป็นข่าวลือนั่น


รถลากคันที่ชลัมพุเตรียมไว้เป็นแบบมีผ้าทิ้งตัวลงมาบังข้างในให้ มีความเป็นส่วนตัว แถมยังเทียมด้วยปลายักษ์ถึงสองตัว อาจจะไม่เรียกว่าหรูแต่ก็อยู่ในขั้นที่ชนชั้นสูงระดับปลายๆ นิยมใช้กัน นีระรีบว่ายเข้าไปข้างในรถแล้วนั่งลงโดยมีอาโปว่ายตามมาติดๆ


พวกเขามาถึงที่หมายในเวลาไม่นาน ตอนนี้เป็นช่วงสายใกล้จะเที่ยงแล้ว พวกเด็กๆ ในสถานนุบาลหากไม่เรียนอยู่ พวกที่โตกว่าหน่อยก็ออกไปทำงานแล้ว นีระจึงไม่ต้องพะวงกับคำถามของเด็กๆ ถ้ามาเห็นเขาในสภาพนี้


“นีระ!”


ผู้ดูแลสถานุบาลเงือกนามว่าสายชล ว่ายเข้ามาหาพวกเขา อีกฝ่ายเป็นเงือกที่วัยล่วงเข้าหลักร้อยแล้ว แต่ใบหน้ายังคงอ่อนเยาว์ไม่ต่างอะไรคนวัยหนุ่มวัยสาว เกล็ดปลาสีเขียวจางเป็นประกายระยับอยู่เบื้องล่าง


“ท่านสายชล”


นีระยกมือไหว้ผู้อาวุโสกว่า อาโปก็ไหว้ตาม สายชลมองสภาพของเด็กในความดูแลของตนแล้วต้องกลืนน้ำลาย ตอนที่ได้ยินข่าวลือเขาแทบไม่อยากเชื่อเลย แต่พอเห็นแบบนี้แล้วจะไม่เชื่อก็คงไม่ได้


สายชลดึงตัวเขามากอดไว้ “ไม่เป็นไรนะ?”


“ขอรับ ข้าไม่เป็นไร”


นีระตบหลังสายชลเบาๆ ไม่อาจบอกความจริงได้ว่าเขากับพระอรรณพไม่ได้มีอะไรกัน มันก็แค่การสร้างเรื่องเท่านั้น ทว่าเขารับปากกับชลัมพุไว้แล้วจะไม่บอกใครแม้แต่กับอาโปที่เขาสนิทก็ตาม


ถ้าจะหลอกก็ต้องหลอกให้ถึงที่สุด...


สายชลยิ้มเศร้าสร้อย “ลำบากหน่อยนะ นีระ ความจริงข้าก็อยากให้เจ้าพักผ่อนหลังจากเกิดเรื่องบ้าๆ พวกนี้ แต่ว่า... เรามีแขกน่ะ”


อาโปเลิกคิ้ว “แขกหรือขอรับ หรือจะเป็นพวกช่างสอดรู้สอดเห็นพวกนั้น”


หลังข่าวลือแพร่ออกไป อาโปในฐานะที่สนิทกับนีระที่สุดถูกคนเซ้าซี้ถามไม่หยุดจนเกือบจะประสาทกิน และกลายเป็นว่าไม่ชอบคนช่างสอใส่เกือกไปเลย


“ถ้าเป็นคนพวกนั้นข้าคงไล่ตะเพิดไม่มาต้อนรับแบบนี้หรอก” สายชลก็รำคาญคนที่สอดรู้สอดเห็นเช่นกัน เกรงว่าถ้าพวกนั้นเหยียบเข้ามาในสถานนุบาล เขาคงได้ปาสาหร่ายเหนียวๆ ไล่พวกนั้นกันบ้างล่ะ “แต่แขกไม่ใช่คนพวกนั้น เป็นพระมหรรณพเสด็จมาน่ะ”


“พระมหรรณพหรือขอรับ?”


คราวนี้เป็นนีระที่เลิกคิ้วบ้าง รัชทายาทเสด็จมาด้วยองค์เองแบบนี้ท่าทางจะมีเรื่องยุ่งยากวุ่นวายไม่จบไม่สิ้นแน่


“ใช่แล้ว ข้าว่าพระองค์คงเสด็จมาเรื่องของพระอรรณพ ข้าได้ยินว่าทั้งสองพระองค์สนิทสนมกันมาก” สายชลช่วยย้ำเตือนให้นีระฟัง


“ข้าก็เคยได้ยินมาเหมือนกันขอรับ แต่ในเมื่อทรงเสด็จมาเพื่อพบกับข้าแล้ว คงมีแต่ต้องไปพบ”


เขาไม่สนอะไรอีกแล้ว ไหนๆ ก็ไหนๆ ทำให้มันจบเรื่องไปเลยจะดีกว่า คิดแล้วนีระก็ว่ายไปพบพระมหรรณพทั้งสภาพเช่นนั้น


ห้องรับรองของสถานนุบาลค่อนข้างเล็กและแคบ นีระไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะทนอยู่กับที่อึดอัดได้มากแค่ไหน ถึงจะไม่เคยได้ยินกิตติศัพท์ด้านนิสัยไม่ดีของพระมหรรณพมาก่อน แต่เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเจ็บตัวซ้ำสอง เขาควรระมัดระวังไว้ก่อนดีกว่า


“ขอพระราชทานอภัย กระหม่อม นีระมาเข้าเฝ้าพระองค์แล้วพ่ะย่ะค่ะ”


“เข้ามา”


สุ้มเสียงเย็นชาทำให้นีระหัวใจหนักอึ้ง ถึงพวกเขาจะเป็นพี่น้องกันแต่คงไม่ได้นิสัยเหมือนกันด้วยใช่ไหม ไม่อย่างนั้นเขาต้องเจ็บตัวอีกแน่เลย


นีระเปิดประตูเข้าไปอย่างช้าๆ ทั้งที่ย้ำเตือนตัวเองว่าให้ระวังตัว จังหวะที่ว่ายเข้าไปเจ้าปลาหมอไม่รักดีกลับว่ายมาตัดหางเขาเสียอย่างนั้น นีระจึงเสียหลักล้มเข้าใส่ร่างที่อยู่ใกล้ที่สุด


“อึก!”


แน่นอนว่าคนร้องไม่ใช่เขา แต่เป็นคนที่รับร่างเขาไว้อย่างกะทันหัน นีระวางมือยั้งบนอกแน่นของอีกฝ่ายไว้ แต่ก็พอเห็นเครื่องประดับทองและอำพันพร่างพรายบนตัวได้ รู้แล้วว่าคนที่เขาล้มใส่นั้นเป็นใคร


“ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อม...”


“กับเสด็จพี่เจ้าก็ยั่วยวนเขาเช่นนี้หรือ?”


นีระยังไม่ทันจะกล่าวจบ อีกฝ่ายก็พูดกับเขาแบบนี้แสดงความเป็นปฏิปักษ์ชัดเจน ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะโกรธจนเลือดขึ้นหน้าไปแล้ว แต่นีระรู้ว่าการทำเรื่องไร้มารยาทกับชนชั้นสูงคือการหาเรื่องใส่ตัว เขาจึงได้แต่รักษาระยะห่างแล้วก้มลงกราบขอโทษอย่างเต็มพิธีการ


“ขอประทานอภัยที่กระหม่อมไม่ระวังจนล้มใส่พระองค์ โปรดทรงอย่าถือสาหาความกับเงือกต่ำต้อยอย่างกระหม่อมเลยพ่ะย่ะค่ะ”


กุนทีมองเงือกที่ก้มหมอบอยู่แทบเท้าพระมหรรณพด้วยความชื่นชมอยู่หน่อยๆ เมื่อกี้เจ้านายเขาจงใจพูดยั่วให้โมโหแท้ๆ แต่เงือกตนนี้กลับเฉยชาแล้วยังแสดงความนอบน้อมอีก เป็นเขาป่านนี้หน้าชาจนเสียกิริยาไปแล้วแน่ๆ


ทางด้านนีระแม้ภายนอกจะแสดงออกนิ่งเฉย แต่ในใจนี้ร้อนรนไปหมด ไม่รู้ว่าที่อีกฝ่ายพูดออกมาแบบนี้เพราะรู้ความจริงบางอย่างหรือเปล่า หรือที่จริงแค่หยั่งเชิงกันแน่ ถึงยังไงเขาก็ต้องทำตัวเป็นเหยื่อที่น่าสงสารไว้ก่อน จะไม่ให้แผนมาพังเพราะเขาหรอกนะ


เงียบไปอึดใจหนึ่ง พระมหรรณพก็กล่าวว่า “ช่างเถอะ ข้าไม่ถือสา เจ้าเงยหน้าขึ้นมาเสีย”


นีระยืดตัวและเงยหน้าขึ้นโดยไม่อิดออด ทว่าพอได้เห็นใบหน้าของพระมหรรณพแล้ว หัวใจที่บังคับให้สงบลงกลับเต้นถี่แรงอีกครั้ง


ไม่จริงน่า...


ดวงตาสีดำขลับของเขาสั่นไหว ขณะพินิจทั้งใบหน้า ดวงตาและริมฝีปากที่ซ้อนทับกับชายคนหนึ่งในอดีตชาติ


'เช่นนั้นข้าขอสาบาน... จะตามไปปกป้องคนรักทุกๆ ชาติ'


ที่รักของข้า... แม้แต่ในชาตินี้เจ้ายังมาปกป้องข้าอีกอย่างนั้นหรือ



*คุยกับไรท์เตอร์*


เอาล่ะค่ะตัวละครหลักๆ มากันครบแล้ว ไรท์ขอบอกว่าเรื่องนี้ไม่ 3p นะคะ ส่วนใครเป็นพระเอก ไรท์ไม่แน่ใจว่านักอ่านจะอยากรู้หรือเปล่า (?) เพราะบางคนชอบที่จะเดากันเองมากกว่า แต่ถ้าใครอยากรู้เลยไม่ต้องการลงเรือผิด สามารถพิมพ์ถามไรท์ได้ค่ะ ^ ^ ไว้มาเจอกันใหม่ในตอนหน้านะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

58 ความคิดเห็น

  1. #41 i s a r a (@rossani) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 14:28

    โอ้ยยย ไม่อยากลงเรือผิด แต่พี่ทีมพ่อหนุ่มอารมณ์​ร้อนนะจ๊ะ
    #41
    0
  2. #3 FOOLBEAR (@momeerino) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 / 14:56
    คิดว่ารู้พระเอกแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังจะอยู่ทีมมหรรณพอยู่ดี ʕಠ_ಠʔ
    #3
    0