Himmapan Myth วิโรธน์บาดาล (Yaoi)

ตอนที่ 3 : วิโรธน์ครั้งที่ ๒ ชีวิตของข้าไม่เคยเป็นดังหวัง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 152
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    10 ก.ค. 62

วิโรธน์ครั้งที่ ๒ ชีวิตของข้าไม่เคยเป็นดังหวัง


พระอรรณพไม่คิดว่าเรื่องจะกลับตาลปัตรไปอย่างนี้


เขากับธารารู้จักกันมาตั้งแต่เด็กแล้ว เป็นสหายที่อยู่เคียงข้างกันเสมอมาจนกระทั่งพวกเขาโตขึ้นจึงได้รู้ใจตัวเองว่าไม่อาจขาดอีกฝ่ายไปได้ ถึงได้คบหากันเป็นคนรักโดยปกปิดไม่ให้คนอื่นรู้


พระอรรณพคิดว่าสักวันเขาจะขอแต่งงานกับธาราอย่างเปิดเผย จึงได้ทุ่มเทแรงใจทำงานถวายให้กับบาดาล หวังว่าความสำเร็จในวันนี้จะได้รับผลตอบแทนในภายภาคหน้า ทั้งที่เขาอุตส่าห์ได้รับรางวัลจากเสด็จพ่อแล้วแท้ๆ แต่คิดไม่ถึงเสด็จพ่อจะยกธาราให้กับน้องชายของเขา


พระมหรรณพก็คิดไม่ถึงว่าคู่ที่เสด็จพ่อหมายมั่นปั้นมือให้ก็คือธารา สายตาเหลือบไปมองพี่ชายที่หน้าซีดเซียวโดยอัตโนมัติ เขากล่าวว่า


“เสด็จพ่อ... เลือกท่านธารามาเป็นคู่ให้ลูกจริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ”


“ก็จริงน่ะสิ ทำไม? เจ้ามีเรื่องอะไรไม่พอใจกัน”


ท้าวชลาลัยยืดพระวรกายขึ้นแผ่รัศมีความน่าเกรงขามออกมาจนผู้เป็นลูกยังพูดอะไรไม่ออก ทว่าเมื่อคำนึงถึงความรู้สึกของพี่ชายตน พระมหรรณพสลัดความเกรงกลัวในใจออกไปแล้วตอบว่า


“ลูกไม่อาจแต่งงานกับท่านธาราได้พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่ออาจจะไม่รู้แต่ท่านธารากับเสด็จพี่นั้น... รักกันอยู่ก่อนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”


พระมหรรณพตัดสินใจพูดเป็นใบเบิกทางให้ พร้อมทั้งส่งสายตาให้พี่ชายกล่าวต่อ พระอรรณพรับรู้ถึงความปรารถนาดีที่น้องชายมอบให้คิดว่าถ้าไม่รีบคว้าโอกาสนี้ไว้ก็คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว จึงรีบว่ายเข้ามาใกล้ท้าวชลาลัยและนั่งอยู่บนพื้นด้านล่าง


“เป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ ความจริงแล้วลูกกับธาราคบหาเป็นคนรักกันสักพักแล้ว วันนี้ลูกก็จะมากราบทูลขอพระราชทานอนุญาตให้ลูกนั้นได้แต่งกับธารา ฉะนั้น...”


พระอรรณพเห็นสายตาของท้าวชลาลัยก็ชะงัก เพราะดวงตาสีทับทิมของเสด็จพ่อนอกจากความเย็นชาแล้วยังมีความโกรธกริ้วแฝงอยู่จางๆ อีกด้วย


“พระอรรณพ... เจ้าเคยรู้จักคำว่าที่ต่ำที่สูงบ้างไหม”


“เสด็จพ่อ...?” ไม่นึกว่าจะถูกย้อนถามกลับมาแบบนี้ พระอรรณพถึงกับอึ้งงันไป ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจว่า “ที่ต่ำที่สูงอะไรนั่น... มันใช้กับลูกได้หรือพ่ะย่ะค่ะ ลูกเป็นถึงองค์ชายองค์หนึ่ง อายุอานามรึก็ไม่ได้ห่างจากธาราเลย แถมยังเป็นผู้ปกครองสระกัณณมุณฑะรับผิดชอบดูแลชายแดนอีก เสด็จพ่อจะบอกว่าลูกไม่คู่ควรกับธาราหรือพ่ะย่ะค่ะ”


“ไม่คู่ควรสิ!” ท้าวชลาลัยตวาดในทันที นัยน์ตาสีแดงยิ่งวาวโรจน์ขึ้นเมื่อโอรสองค์โตเถียงตอบอย่างดื้อรั้น “เจ้าเป็นองค์ชายก็จริง แต่ก็ไม่ใช่รัชทายาท! เป็นผู้ครองสระกัณณมุณฑะก็จริง แต่จะเทียบกับพระมหรรณพที่เป็นว่าที่ผู้ครองสระอโนดาตได้ยังไง! อีกอย่างด้วยความสามารถของธาราจะให้ไปเสียเปล่าที่ชายแดนงั้นรึ เจ้า... ทำไมไม่เจียมตนเอาเสียเลย!”


“เสด็จพ่อ!”


ไม่คิดเลยว่าเสด็จพ่อของเขาจะกล้าโจมตีจุดด้อยของเขาแบบนี้ แน่นอนว่าถ้าเทียบกับพระมหรรณพ เขาย่อมเป็นรองกว่าอยู่แล้ว แต่ว่าข้อดีของเขาล่ะ? ไม่ควรค่าจะได้รับการพิจารณาเลยหรือไร!?


“ไม่ต้องมาขึ้นเสียงใส่ข้า อรรณพ เจ้าชักจะไร้มารยาทใหญ่แล้ว! อย่าเห็นว่าเจ้ากับธาราเป็นเพื่อนสมัยเด็กแล้วคิดว่าจะเป็นข้อได้เปรียบนะ เดิมทีพ่อของธารากับข้าได้ตกลงกันไว้ก่อนแล้วว่าจะให้ธาราแต่งกับมหรรณพ ฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะมาขัดได้!”


“เสด็จพ่อ...”


หากพระอรรณพอ่อนเยาว์กว่านี้อีกสักนิด บางทีอาจจะหลั่งน้ำตาออกมาแล้วก็เป็นได้ ทว่าด้วยศักดิ์ศรีของเจ้าผู้ครองสระทำให้เขาต้องกล้ำกลืนความเจ็บปวดและความผิดหวังเอาไว้ ได้แต่เรียกท้าวชลาลัยเบื้องหน้าด้วยน้ำเสียงน้อยใจแบบที่ทุกคนยังรู้สึกได้


พระมหรรณพฟังอยู่ด้านข้างยังรู้สึกสะเทือนใจแทน ครั้นจะอ้าปากช่วย เขาก็ถูกสายพระเนตรของเสด็จพ่อตวัดมาห้ามไว้เสียก่อน ก่อนที่ท้าวชลาลัยจะตรัสกับพระอรรณพด้วยน้ำเสียงที่ยอมอ่อนลงให้ส่วนหนึ่ง


“อรรณพ เจ้าจงตัดใจจากธาราเสียเถิด ใช่ว่าข้าอยากจะใจร้ายใจดำกับเจ้า แต่... ก่อนหน้านี้ข้าเคยคิดจะหาคู่ให้เจ้าอยู่จึงไปหาฤาษีสุริเยนท์ ทว่าผลการทำนายนั้นเจ้ากับธาราไม่มีบุญวาสนาต่อกัน เขาบอกว่าเจ้ามีคู่ของตนเองอยู่แล้ว ครองคู่กับธาราไปก็ไม่รอด ด้วยเหตุนี้... เพื่อตัวเจ้าและอนาคตต่อจากนี้แล้ว จงตัดใจเสีย”


ท้าวชลาลัยลองใช้ไม้อ่อนเกลี้ยกล่อมพระอรรณพดู หวังว่าโอรสองค์โตจะยอมเชื่อและล่าถอยไปง่ายๆ ทว่าเมื่อได้สบกับดวงตาสีทับทิมแบบเดียวกับตน เขาก็รู้ว่าพระอรรณพไม่ฟัง


ให้ตายสิ ทำไมสายตานั่นต้องเหมือนกับนางด้วยนะ...


“เสด็จพ่อเลิกอ้างเรื่องท่านฤาษีสุริเยนท์เถิดพ่ะย่ะค่ะ” พระอรรณพกดเสียงลงต่ำเจือด้วยความเคียดแค้น “เดิมทีเสด็จพ่อก็ไม่เคยรักลูกอยู่แล้ว เพราะเสด็จพ่อทรงเกลียดเสด็จแม่จึงพลอยเกลียดลูกไปด้วย ไม่อย่างนั้นไหนเลยจึงไล่ลูกและเสด็จแม่ไปอยู่ไกลถึงชายแดน! ทรงลำเอียงเข้าข้างแต่กับมหรรณพ ทั้งที่หมอนั่นเป็นแค่นาคเกล็ดทองไม่มีอะไรเลย! แต่ทรงกลับให้ความรักและความเอ็นดูมากกว่า ถ้าไม่เรียกว่าเข้าข้างลำเอียงจะเรียกว่าอะไร!”


“อรรณพ!!”


เพียะ!


ปลายหางของท้าวชลาลัยสะบัดตบหน้าผู้เป็นลูกเข้าอย่างจัง จนพระอรรณพถึงกับหน้าหันตัวเซเกือบจะไปกองที่พื้น ทว่าด้วยศักดิ์ศรีที่ค้ำคอทำให้เขาต้องยืดตัวขึ้นมา ดวงตาที่แดงอยู่แล้วยิ่งแดงฉานด้วยความผิดหวังรุนแรง


“เสด็จพ่ออยากจะทำอะไรก็เชิญ ข้าไม่อยากยุ่งด้วยอีกแล้ว!”


พระอรรณพทนไม่ไหวว่ายน้ำออกไปจากห้องประชุม พระมหรรณพผุดลุกขึ้นจะไล่ตามไปแต่กลับโดนผู้เป็นพ่อตวาด


“ปล่อยมันไป!”


“แต่ว่าเสด็จพ่อ อย่างไรนั่นก็เป็นเสด็จพี่ของลูกนะพ่ะย่ะค่ะ!”


เกิดเรื่องแบบนี้หากไม่ตามไปก็เหมือนตอกย้ำความโดดเดี่ยวของพระอรรณพมากขึ้น แค่นี้ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ร้าวฉานมากพออยู่แล้วจะให้แย่ยิ่งไปกว่านี้อีกหรือ


“ตามศักดิ์แล้วก็ใช่ แต่เป็นไปได้เจ้าไม่ควรข้องแวะกับอรรณพมากนัก มหรรณพ... เจ้าเป็นถึงรัชทายาท ควรวางตัวให้อยู่เหนือผู้อื่น อย่าไว้ใจใคร แม้แต่เสด็จพี่ของเจ้าเองก็ตาม”


“อะไรกัน…”


คำแนะนำที่แสนโหดร้ายมาจากปากของเสด็จพ่อที่เขาเคารพรักทำให้พระมหรรณพรู้สึกเจ็บปวดเข้าไปใหญ่ กระนั้นเมื่อชั่งตวงสิ่งที่ต้องทำแล้ว เขารู้สึกว่าต้องตามพระอรรณพไปอยู่ดี


“ถ้าเข้าใจแล้ว เจ้าก็กลับห้องไปซะ”


“ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ ครั้งนี้ลูกไม่อาจตามรับสั่งได้ ยังไงก็คิดว่าไม่ควรปล่อยเสด็จพี่ไปเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ”


“มหรรณพ!”


ทว่าต่อให้เรียกยังไงพระมหรรณพก็ว่ายเร็วรี่ตามพี่ชายไปเสียแล้ว ท้าวชลาลัยทิ้งตัวลงบนบัลลังก์หินเย็นเฉียบ หางฟาดแจกันประดับที่อยู่ด้านข้างจนแตกละเอียด


“ให้ตายเถอะ ไม่ได้ดั่งใจสักคน!”


“ฝ่าบาท เหตุใดจึงไม่บอกผลคำทำนายของท่านฤาษีสุริเยนท์ให้พระอรรณพรับรู้ทั้งหมดเล่าพ่ะย่ะค่ะ บางทีพระอรรณพอาจจะยอมรับได้”


ชลัมพุ ข้ารับใช้คนสนิทของท้าวชลาลัยว่ายช้าๆ เข้ามาหา เขายืนเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ไม่ไกล อดคิดไม่ได้ว่าการที่ท้าวชลาลัยทำตัวเย็นชากับพระอรรณพเช่นนี้ย่อมทำให้เหตุการณ์บานปลายอย่างที่เห็น


ใครเล่าจะล่วงรู้เบื้องหลังของท้าวชลาลัย นอกจากตัวเขาเอง


ความจริงท้าวชลาลัยรู้ความสัมพันธ์ของพระอรรณพกับธาราอยู่ก่อนแล้ว ทรงคิดว่าที่ผ่านมาอยากจะให้อะไรกับพระอรรณพบ้างจึงคิดจะให้ทั้งสองคนนี้แต่งงานกัน ถึงขั้นไปถามฤกษ์ยามกับท่านฤาษีสุริเยนท์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในแดนหิมพานต์เพื่อความสุขของพระอรรณพ แต่คำตอบที่ได้รับกลับมานั้นทำให้ท้าวชลาลัยเสียใจอย่างที่สุด


“ท่านบอกว่าสองคนนี้... ไม่คู่ควรกันงั้นหรือ”


เบื้องหน้าของท้าวชลาลัยคือฤาษีเคราขาว นุ่งห่มหนังสัตว์เก่าๆ ดวงตาสีราตรีอันเงียบงันนั้นอ่อนโยนเต็มไปด้วยความเมตตา ถึงจะมีภาพลักษณ์เช่นนี้ท้าวชลาลัยกลับสัมผัสถึงความมีบุญญาธิการสูงส่งจากฤาษีผู้นี้ได้


“ใช่แล้ว สองคนนี้ไม่คู่ควรกัน หากฝืนให้ครองคู่... เกรงว่าเจ้าหนุ่มกุมภีร์นิมิตรนี้คงจะประสบเคราะห์กรรมและตายก่อนเป็นแน่”


ฤาษีสุริเยนท์วาดมือไปบนแผ่นไม้ทำนาย ตัวอักษรสีแดงบนกลางกระดานบ่งบอกถึงลางร้าย ผู้ทำนายสั่นศีรษะปลดปลง ท้าวชลาลัยเองก็มีพระพักตร์ซีดเซียวลงเพราะได้ยินว่ามันอาจถึงขั้นที่ธาราต้องตายได้


“เหตุใดถึงเป็นอย่างนี้ไปได้? พวกเขาทั้งสองก็ดูสนิทสนมกันดีนี่นา…”


“สนิทกันแล้วอย่างไรเล่า? คนไม่คู่ควรก็คือคนไม่คู่ควร” นิ้วที่ตะปุ่มตะป่ำเคลื่อนไปยังตำแหน่งดวงดาวที่อยู่เหนือสุดของกระดานไม้ ดวงดาวนั้นเป็นสีดำมืดน่าขนลุก “ถ้าจะโทษต้องโทษชะตาของพระอรรณพนั้นรุนแรงเกินไป หากพระองค์ต้องการหาคนที่จะคู่กับพระอรรณพได้ต้องเป็นคนที่เกิดในเดือนสิบสอง ขึ้นสิบสองค่ำเท่านั้น ในชาตินี้... พระอรรณพถูกกำหนดให้อยู่กับคนผู้นั้น”


“คนที่เกิดในเดือนสิบสอง ขึ้นสิบสอง...” ท้าวชลาลัยพึมพำอย่างหนักพระทัย “วันๆ หนึ่งมีคนเกิดมาตั้งเท่าไหร่ ในวันที่เกิดนี้คงมีเป็นร้อยเลยกระมัง”


“มิได้ มีเพียงผู้เดียวเท่านั้น”


ท้าวชลาลัยตะลึง “อะไรนะผู้เดียวหรือ?”


“ใช่แล้ว ผู้ที่เกิดวันเดือนนี้แล้วยังไร้คู่มีเพียงผู้เดียวเท่านั้น” ฤาษีสุริเยนท์เก็บกระดานกลับไป แล้วนั่งขัดสมาธิทำท่าจะจำศีล “หากพระองค์ตามหาย่อมได้พบแน่นอน”


คิดมาถึงตรงนี้ท้าวชลาลัยก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างนึกปลงให้กับข้ารับใช้


“ต่อให้ข้าอธิบายจนหมดเปลือก อรรณพก็ไม่มีทางเชื่อข้าหรอก เจ้านั่นเหมือนแม่ของมันไม่มีผิด! ทั้งอารมณ์ร้อน แปรปรวน ไม่ได้ดั่งใจก็อาละวาด นิสัยเสียแบบนี้ไม่อยากให้ติดตัวมาจริงๆ!”


ท้าวชลาลัยรู้ตัวว่าเข้าข้างลำเอียงพระมหรรณพมากเกินไป แต่จะให้ทำอย่างไรได้ที่เขาไม่เลือกพระอรรณพเป็นรัชทายาททั้งที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ ของเขาก็เพราะนิสัยเสียนี้ด้วย


เทียบกับพระมหรรณพที่ใจเย็นเป็นน้ำนิ่งก็ดูดีกว่า ถึงด้านความสามารถอาจจะด้อยกว่าพระอรรรพอยู่สักหน่อย แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เขากลัวว่าหากให้พระอรรณพขึ้นครองบัลลังก์แล้ว ความอารมณ์ร้อนแปรปรวนนี้จะทำให้บรรดาขุนนางต้องรับมืออย่างหนัก


แลอาจจะนำไปสู่ปัญหาร้ายแรงอย่างการมีคนคิดก่อกบฏได้…


“แต่ว่าพระอรรณพไม่ใช่พระนางพิมวิภา กระหม่อมคิดว่าถ้าลองพูดกันตรงๆ อาจจะทำให้เข้าใจกันได้พ่ะย่ะค่ะ”


ชลัมพุที่เคยเจอพระนางพิมวิภา มารดาของพระอรรณพมาก่อน คิดว่าคนแม่นั้นน่ากลัวและรับมือยากมากกว่า ต่างจากพระอรรณพที่มีส่วนที่อ่อนอยู่บ้าง เขาเชื่อว่าลองเกลี้ยกล่อมต่ออีกสักหน่อยอาจจะทำให้เข้าใจ ในฐานะที่เขาเป็นข้ารับใช้คนสนิทของท้าวชลาลัยซึ่งอยู่ด้วยกันมานานเกินครึ่งชีวิต ไม่ว่ายังไงก็ไม่อยากเห็นคนในครอบครัวเจ้านายแตกแยก


ท้าวชลาลัยโบกหางอย่างอ่อนล้า “มันสายเกินกว่าที่จะพูดแล้วล่ะ เจ้าไม่เห็นแววตาของเด็กคนนั้นหรือยังไง รักปักใจธาราขนาดนั้น เห็นทีคงไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนอกจากทำตามแผนที่วางไว้”


แน่นอนว่าชลัมพุก็เห็น เพียงแต่… “ฝ่าบาท เรื่องนี้…”


“ไม่ต้องมากล่อม ข้าตัดสินใจแล้ว” ท้าวชลาลัยเชิดพระพักตร์ขึ้นแสดงถึงการตัดสินพระทัยอันแน่วแน่ “เจ้าตามหาคนที่เกิดเดือนสิบสอง ขึ้นสิบสองค่ำได้แล้วใช่ไหม?”


“พ่ะย่ะค่ะ แต่ฐานะและชาติกำเนิดค่อนข้างจะ...”


ชลัมพุอึกอัก หลังจากที่เขาตามหาแล้วรู้ว่าเป็นใครก็คิดว่าคนผู้นี้ดูไม่เหมาะสมคู่ควรกับพระอรรณพอย่างที่ท่านฤาษีสุริเยนท์บอกเลย


ทว่าท้าวชลาลัยไม่คิดจะฟัง กลับบอกปัดอย่างตัดรำคาญไป “อีกฝ่ายจะเป็นยังไงก็ช่าง เจ้าไปทำตามแผนของข้าก็พอ รีบลงมือเดี๋ยวนี้ด้วย มันเป็นโอกาสเดียวที่จะทำได้เพราะอรรณพหากอารมณ์เสียขนาดนี้คงได้ไประบายกับร้านเหล้าแน่ๆ”


ดูเอาเถิดถึงภายนอกท้าวชลาลัยจะไม่สนพระทัยโอรสองค์โต แต่กลับรู้อะไรๆ หลายอย่างไม่น้อย ทั้งเรื่องนิสัยเสียที่พระอรรณพชมชอบการร่ำสุรานั่นด้วย ถึงขั้นทราบร้านประจำที่โอรสชอบแวะยามมาสระอโนดาตอีกต่างหาก


“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปจัดการตามรับสั่งเดี๋ยวนี้”


เมื่อไม่มีช่องให้แย้งชลัมพุจึงได้แต่รับคำสั่งและล่าถอยไปจัดการ


ฝ่าบาท... ถึงจะรักพระอรรณพอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ยังรักน้อยกว่าพระมหรรณพอยู่ดี ไม่อย่างนั้นคงไม่วางแผนนี้บีบคั้นพระอรรณพหรอก


ตอนนี้ชลัมพุสงสารคนที่จะมาเป็นคู่ของพระอรรณพเสียแล้ว



อะไรๆ ก็พระมหรรณพ นี่เห็นเขาเป็นลูกอยู่หรือเปล่า!?


พระอรรณพว่ายออกมาด้านนอกวังก็กลายร่างเป็นมนุษย์ เดิมทีเหล่าสัตว์หิมพานต์ที่ไม่มีเศษเสี้ยวของมนุษย์จะคงร่างเดิมของตนตอนที่อยู่ในบ้านเท่านั้น แต่ถ้าออกมาข้างนอกจะจำแลงกายเป็นมนุษย์เพื่อให้ไปไหนมาไหนได้สะดวก


ร่างมนุษย์ของพระอรรณพมีผมสีดำขลับ ผิวสีทองแดงดูเข้ากับดวงตาสีแดงที่หางตาชี้ขึ้นอย่างดุๆ รูปร่างสูงใหญ่สมชายชาตรีทำให้ใครๆ ชื่นชมนุ่งห่มด้วยผ้าชั้นทอชั้นดีกับเครื่องประดับที่เป็นทับทิมเสียส่วนใหญ่ แค่นี้ก็บ่งบอกถึงความไม่ธรรมดาของฐานะได้แล้ว


ทว่ายามนี้พระอรรณพไม่อยากเป็นจุดสนใจจึงคว้าเอาชุดคลุมที่อยู่ในรถลากคันหรูมาสวมทับไว้ ในตอนที่กำลังจะออกปากสั่งบรรดาคนขับและองครักษ์นั่นเอง พระมหรรณพก็ตามมาทันพอดี


“เสด็จพี่ได้โปรดรอเดี๋ยว!”


ยามนี้นอกจากเสด็จพ่อที่เขาไม่อยากพบแล้ว อีกคนที่เขาไม่อยากเจอก็คือพระมหรรณพ ถึงเขาจะให้ความรักและเอ็นดูน้องชายคนนี้แค่ไหน ลึกๆ ก็ยังอิจฉาริษยาอยู่


ได้อยู่ในสระหลวง เป็นรัชทายาท แถมได้ครองครองคนที่เขารักที่สุดไปอีก แค่นี้ก็ทำให้ในอกของเขามอดไหม้เพราะความริษยาได้แล้ว!


พระอรรณพไม่คิดจะรอให้อีกฝ่ายมาถึงตัวรีบว่ายน้ำหนีไปให้ไกล แต่สุดท้ายก็ถูกยื้อยุดเอาไว้จนได้


“เสด็จพี่! ได้โปรดอย่าโกรธเคืองไปเลย! ยังไงลองไปเกลี้ยกล่อมเสด็จพ่ออีกสักครั้ง บางทีเห็นแก่ความรักและความจริงใจที่มีต่อท่านธารา เสด็จพ่ออาจจะพระทัยอ่อนก็ได้!”


เมื่อหันมาก็พบว่าน้องชายจำแลงกายเป็นคนเช่นเดียวกัน เส้นผมสีดำขลับเป็นประกายอยู่ตรงหน้า ดวงตาสีมรกตที่สุขุมนุ่มลึกมีเค้ารอยเป็นห่วง ผิวของอีกฝ่ายขาวกว่าและบึกบึนน้อยกว่าเขาเพราะไม่ค่อยได้ออกรบสู้ศึกกลางแดด แต่จะยังไงก็ตามเขาไม่ชอบเครื่องประดับสีทองบนตัวของพระมหรรณพเลย มันเหมือนตอกย้ำว่าความหายากนี้เป็นที่โปรดปรานของเสด็จพ่อ


“เกลี้ยกล่อมงั้นเหรอ? เจ้าพูดง่ายดีนะ” พระอรรณพสะบัดแขนให้หลุดจากการจับกุมเต็มแรง “เจ้าน่าจะรู้จักนิสัยของเสด็จพ่อ สิ่งที่ตัดสินพระทัยไปแล้วไม่มีวันเปลี่ยนแปลง! ต่อให้ข้าไปนั่งคุกเข่ากลางแจ้งจนตัวแห้งตายเสด็จพ่อก็ไม่คิดกลับคำตัดสินใจหรอก!”


“เรื่องนั้นถ้าไม่ลองก็ไม่มีทางรู้หรอก! เสด็จพี่รักท่านธารานี่นา ทำไมไม่ลองทุ่มสุดตัวดูล่ะ!”


พระมหรรณพไม่เชื่อว่าเสด็จพ่อจะใจร้ายปล่อยให้พี่ชายตายจริงๆ ถ้าพระอรรณพแสดงความจริงจังออกมา มันจะต้องสั่นไหวพระทัยของเสด็จพ่อไม่มากก็น้อย


“คิดว่าที่ผ่านมาข้าไม่ทำเหรอ!? ดูอย่างวันนี้สิ! ข้าอุตส่าห์ปราบปรามผู้รุกรานน่านน้ำได้ เสด็จพ่อก็ยังเมินเฉย! หากไม่ใช่เจ้า ธาราและพระชโลธรช่วยพูดให้ ข้าคงไม่มีทางได้รางวัล!”


พระอรรณพประชดประชัน มือกำเข้าหากันแน่นอย่างพยายามสะกดกลั้นอารมณ์


“เพราะฉะนั้นให้ข้าช่วย...”


“พอได้แล้ว!” พระอรรณพตวาด ดวงตาสีทับทิมเต็มไปด้วยความเจ็บแค้น “ข้าไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าอีก ถ้าเจ้าจะช่วยก็ปล่อยให้ข้าอยู่คนเดียว!”


“เสด็จพี่!”


พระมหรรณพพยายามจะรั้งตัวไว้แต่คราวนี้ไม่ได้ผล พระอรรณพว่ายหายลับไปแล้ว แม้แต่รหัทที่เป็นองครักษ์จะติดตามไปคุ้มครองข้างกายก็โดนตวาดสั่งมาเช่นกัน


“รหัท เจ้าอยู่นี่ไม่ต้องตามมาเด็ดขาด ใครตามข้ามาอย่าหาว่าไม่เตือน!”


ได้ยินแบบนั้นเหล่าข้ารับใช้และนางกำนัลที่รักตัวกลัวตายก็ไม่กล้าตาม จึงได้แต่หยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น


พระมหรรณพไม่สนคำขู่นั้น ทว่าก็ยอมเลือกที่จะปล่อยพี่ชายไป ด้วยความคิดที่ว่าอารมณ์ร้อนอย่างนั้นคุยไปก็มีแต่โหมกระพืออารมณ์เดิมให้ร้อนแรงยิ่งขึ้น อีกอย่างการปล่อยให้อีกฝ่ายสงบสติอารมณ์สักหน่อยอาจจะดีกว่าไปเซ้าซี้ก็เป็นได้



จู่ๆ ก็มีคนแปลกหน้ามาเสนองานให้นีระถึงที่สถานนุบาลเงือก


นีระพิจารณาผู้มาเยือนอย่างละเอียดละออ มองภายนอกก็เป็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ดูไม่ออกว่าเป็นเผ่าพันธุ์อะไร แต่ไม่ใช่เงือกหรือกุมภีร์นิมิตรแน่นอน และคงเป็นคนที่มีศักดิ์สูงพอตัว เพราะทั้งเครื่องนุ่งห่มและเครื่องประดับที่สวมอยู่ล้วนเป็นของดี


เขามั่นใจว่าไม่เคยรู้จักคนคนนี้มาก่อนแน่ แล้วทำไมคนตรงหน้าถึงเจาะจงมาเสนองานกับเขากัน?


“ท่านชลัมพุ พูดจริงหรือขอรับที่ว่างานนี้จะจ่ายค่าตอบแทนให้อย่างงาม?” นีระถามย้ำอีกครั้ง ดวงตาสีนิลสุขุมมองอีกฝ่ายประหนึ่งจับพิรุธ


“ใช่แล้ว หากเจ้าทำงานนี้สำเร็จ เรียกว่าชีวิตหลังจากนี้เจ้าจะไม่ลำบากอีกต่อไปเลย” ชลัมพุกล่าวเสียงหนักแน่น แถมยังจ้องตากลับ นีระจึงได้ข้อสรุปว่าอีกฝ่ายพูดเรื่องจริง


เพียงแต่ว่างานอะไรที่ได้ค่าตอบแทนดีขนาดนั้น คงไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายใช่ไหม?


“แต่ข้าก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่างานที่ท่านพูดถึงคืองานอะไร? คงไม่ทำให้ข้าเดือดร้อนใช่ไหมขอรับ” นีระถามอย่างระแวดระวัง


ชลัมพุชะงักไปนิดนึง ปากอยากจะตอบว่าไม่เดือดร้อนก็ดูจะโกหกเกินไป ยิ่งเขามาเจอคู่ของพระอรรณพตัวเป็นๆ แบบนี้แล้วเขายิ่งเวทนาสงสาร


เป็นเงือกกำพร้า อาภัพไร้วาสนาไม่พอ ตัวก็ดูผอมแห้งอีก แบบนี้จะไปอยู่กับพระอรรณพที่อารมณ์แปรปรวนได้หรือ?


ทว่าเมื่อนึกถึงคำสั่งของท้าวชลาลัย ชลัมพุจึงไม่มีทางถอย เขาล้วงไปในกระเป๋าแล้วหยิบเกล็ดสีรุ้งออกมา


เกล็ดนั้นปลายมนมีขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือ แถมยังแผ่พลังบางอย่างออกมา นีระที่เห็นเกล็ดนั้นกลืนน้ำลายดังอึก เพราะเกล็ดขนาดใหญ่นี้ไม่ใช่มาจากเงือกหรือกุมภีร์นิมิตรเป็นแน่ จะเป็นเหล่าสัตว์หิมพานต์สายพันธุ์ปลาก็ไม่น่าใช่อีก เพราะเกล็ดของสายพันธุ์ปลาจะบางใสกว่านี้ แต่เกล็ดนี้ทึบและหนา... มีเพียงเผ่าพันธุ์เดียวเท่านั้นที่มีเกล็ดลักษณะเช่นนี้


เกล็ดของพญานาค...


ให้ตายเถอะ นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย ทำไมเขาถึงไปเกี่ยวพันกับคนใหญ่คนโตได้เล่า!?


“เจ้ารู้ใช่ไหมนี่คือเกล็ดของสิ่งใด”


ชลัมพุที่สังเกตสีหน้าของเงือกเบื้องหน้ามาตลอดยอมรับว่าเขาอ่านนีระไม่ออกเลย ถึงแววตาสีดำนั้นจะดูเงียบงันขนาดไหนก็ไม่น่าจะเก็บซ่อนความรู้สึกได้ดีขนาดนี้สิ?


“ข้าทราบขอรับ เกล็ดของนาค... ข้าได้ยินว่าท้าวชลาลัยผู้ปกครองสระอโนดาตเป็นนาคที่มีเกล็ดสีรุ้งงดงาม ฝ่าบาทเป็นผู้รับสั่งลงมาเช่นนั้นหรือขอรับ”


ไม่เพียงแต่เดาถูก ยังช่างวิเคราะห์อย่างละเอียดอีกด้วย ชลัมพุพิจารณาเงือกตรงหน้าใหม่ บางทีนีระอาจจะเหมาะสมกับพระอรรณพกว่าที่เขาคิดก็เป็นได้


“ใช่แล้ว และเจ้าคงรู้ใช่ไหม งานนี้ไม่มีทางปฏิเสธได้”


นีระยิ้มขื่น “คงเป็นเช่นนั้นขอรับ แต่... ข้าก็ยังสงสัยอยู่ดีว่าทำไมถึงเจาะจงเป็นข้า?”


จนถึงตอนนี้นีระก็ยังไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นหรือนี่จะเป็นเคราะห์กรรมของเขา? นีระไม่อาจรู้ได้เลย


“นั่นก็เพราะดวงของเจ้า” ชลัมพุพูดคล้ายรำพึงผสมกับถอดถอนใจ “ท่านฤาษีสุริเยนท์ทำนายว่าพระอรรณพ... พระโอรสองค์โตของท้าวชลาลัยจะแต่งงานกับผู้ที่เกิดเดือนสิบสอง ขึ้นสิบสองค่ำ และผู้ที่เกิดในวันนั้นก็มีเจ้าผู้เดียว”


“ห๊ะ?” นีระกะพริบตาถี่ๆ เหมือนกำลังเรียบเรียงความคิดอยู่ “เพราะเรื่องนี้ท่านจะให้ข้าแต่งงานกับพระอรรณพหรือขอรับ”


“เจ้าเข้าใจง่ายดีนี่”


ไม่... เขาไม่ได้เข้าใจเลย!?


จู่ๆ ทำไมเขาถึงถูกจับแต่งกับพระอรรณพไปได้? เรื่องนี้มันกะทันหันเกินไปจนเขาตั้งรับความเปลี่ยนแปลงไม่ทัน


เพราะฤาษีสุริเยนท์ผู้มีชื่อเสียงแห่งหิมพานต์ทำนายว่าผู้ที่สามารถแต่งกับพระอรรณพได้มีเพียงผู้ที่เกิดเดือนสิบสอง ขึ้นสิบสองค่ำเท่านั้นด้วย แล้วมันก็มาลงเอยที่เขาเนี่ยนะ?


“เจ้ามีชีวิตลำบากมากใช่ไหมล่ะ ถ้ายอมตกลงรับเกียรตินี้ เจ้าจะมีชีวิตที่สุขสบาย เงือกทั่วไปก็ยังฝันถึงการแต่งงานกับนาคเลย เจ้าคือผู้โชคดีคนนั้นเลยนะ”


ชลัมพุหว่านล้อมเพราะเห็นอีกฝ่ายนิ่งไปมาก เขารู้ว่ามันอาจจะหลอกลวงสักหน่อย การแต่งงานกับพระอรรณพที่รักธาราปักจิตปักใจเช่นนั้น อาจจะโชคร้ายมากกว่าโชคดีด้วยซ้ำ


แต่นีระยิ้มไม่ออก “ขออภัย... ข้าไม่แน่ใจว่าจะมีปฏิกิริยากับเรื่องนี้ยังไงดี เพราะข้าไม่เคยคิดฝันถึงเรื่องแต่งงานมาก่อน แถมยังแต่งกับนาคอีก เพียงเพราะฤาษีสุริเยนท์ทำนายว่ามีแต่ข้าที่คู่ควร มันออกจะน่าเหลือเชื่อไปหน่อยนะขอรับ”


“ข้ารู้ว่ามันอาจจะฟังเป็นเรื่องตลกไปเสียหน่อย แต่ท้าวชลาลัยทรงประสงค์ให้พระอรรณพแต่งงานกับเจ้า.... ส่วนหนึ่งเพื่อตัดปัญหา”


“ตัดปัญหาหรือขอรับ?”


นีระมึนงง เรื่องแต่งงานนี้มีอะไรที่ซับซ้อนกว่าที่คิดจริงๆ ด้วย อีกฝ่ายเล่นเอาเกล็ดนาคมาขู่เขาตั้งแต่เนิ่นๆ แบบนี้กะไม่ให้ปฏิเสธเลย เขาเชื่อว่าถ้าไม่ยอมรับจากนี้ไปเขาต้องใช้ชีวิตลำบากขึ้นแน่ๆ ...


หรือว่าท้าวชลาลัยคิดจะหาทางทำอะไรกับโอรสองค์โตอยู่ เพราะรัชทายาทองค์ปัจจุบันก็เป็นนาคที่เกิดจากธรรมชาติรังสรรค์ เลยหาทางดักไม่ให้พระอรรณพยิ่งใหญ่เกินหน้าพระมหรรณพหรือเปล่านะ เพราะเขาเป็นเงือกต่ำต้อยแบบนี้ ท้าวชลาลัยให้แต่งด้วยก็แปลกเกินไปแล้ว


“ข้าบอกรายละเอียดมากกว่านี้ไม่ได้ แต่เจ้าต้องแต่งกับพระอรรณพ ไม่มีทางเลือกอื่น”


นีระสูดลมหายใจเข้าลึก “เรื่องแบบนี้... พระอรรณพทรงเห็นชอบด้วยหรือขอรับ”


ดวงตาของชลัมพุเป็นประกายวาบ “เจ้าเข้าใจถามนะ มีไหวพริบในการสังเกตดี”


“อย่างนั้นหรือขอรับ”


“ใช่”


ชลัมพุก็พูดแค่นั้น แต่ไม่ยอมตอบคำถามของเขา


นั่นตีความได้ว่าพระอรรณพไม่เห็นชอบสินะ เพราะถ้ารับได้คงตอบมาตรงๆ แล้ว นีระถอนหายใจ


“แล้ว... ข้าจะต้องทำอะไรบ้างขอรับ เรื่องแต่งงานกับพระอรรณพ”


เห็นคนตรงหน้ายอมรับและเข้าใจเรื่องราวได้ไวไม่ต้องเสียแรงกล่อม บ่าของชลัมพุก็เบาขึ้น เขาคิดว่าจะต้องรับมือยากกว่านี้เสียอีก ถึงขั้นเตรียมทหารมาไว้เพื่อจับกุมเลย ดูท่าจะเอามาเสียเปล่า


“ฝ่าบาททรงวางแผนไว้แล้ว” ชลัมพุกระแอมให้คอโล่ง เพราะเนื้อหาหลังจากนี้ละเอียดอ่อนจนคนบอกยังอายอยู่ลึกๆ “ทรงต้องการให้เจ้ากับพระอรรณพได้เสียกัน”


“ห๊ะ?” แผนการนี้ทำให้นีระตกใจจนตัวแข็งทื่อ “ได้เสีย... เอ่อ เรื่องนั้น...”


ได้คู่อย่างกะทันหันไม่พอ จะให้เขาเสียความบริสุทธิ์กับคนที่ไม่ทันได้เจอและรู้จักเนี่ยนะ มันไม่เป็นการขอที่มากเกินไปเหรอ!?


“ข้ารู้ว่าออกจะมากเกินไป แต่การได้เสียกับคนอื่นที่ไม่ใช่ผู้ค้าประเวณีเป็นเรื่องเสื่อมเสียหากเป็นที่รู้กันไปทั่ว ฝ่าบาทไม่ได้ขอให้เจ้าทำถึงขนาดนั้น แค่แสร้งว่าได้เสียกันก็พอ” ชลัมพุกล่าว สีหน้ากระดากใจเล็กน้อย “เมื่อแสร้งว่าได้เสียกันแล้วก็แพร่ข่าวลือออกไป ถ้าเป็นแบบนี้ต่อให้ไม่อยากแต่งก็ต้องจำแต่งเพื่อดำรงชื่อเสียงและความรับผิดชอบเอาไว้”


นีระฟังแล้วก็โล่งอก เพราะเรื่องอย่างว่า... เขายังไม่พร้อมยิ่งกับคนแปลกหน้ายิ่งแย่ไปกันใหญ่ แต่เขาก็สงสัยอยู่อย่างหนึ่ง


“ทำอย่างนี้เป็นการสร้างข่าวฉาว จะไม่เป็นการตัดอนาคตพระอรรณพไปเลยหรือขอรับ หรือท้าวชลาลัยทรงทำอย่างนี้เพื่อให้ชื่อเสียงดีงามที่พระอรรณพปราบปรามผู้รุกรานได้ถดถอย?”


คราวนี้ชลัมพุตะลึงของจริง “เจ้าเฉลียวฉลาดนี่นา ไม่นึกว่าเงือกอย่างเจ้าเข้าใจเรื่องการเมืองด้วย”


“เอ่อ ไม่ขอรับ ข้าแค่คิดส่งเดชไปอย่างนั้นเอง”


นีระก้มหน้าลง ดันเผลอเรอแสดงความสามารถเกินฐานะไปเสียได้ จะบอกให้ชลัมพุรู้ได้ยังไงเรื่องที่เขามีความทรงจำของชาติก่อนก็เลยรู้อะไรต่อมิอะไรหลายอย่างน่ะ เรื่องการเมืองแบบนี้เขาเห็นมาแล้วทุกชาติล่ะนะ


แถมครั้งหนึ่งเขาก็เคยเล่นเกมการเมืองมาแล้วด้วย…


ชลัมพุชื่นชมอย่างตรงไปตรงมา “เจ้าไม่ได้พูดส่งเดชหรอก ข้าชอบที่เจ้าหัวไว แต่ยังไงก็ระวังคำพูดคำจาด้วยแล้วกัน บางเรื่องไม่พูดนั้นดีที่สุด”


“ทราบแล้วขอรับ”


ปลาหมอตายเพราะปาก... ไม่ใช่คำเปรียบเปรยที่ไร้มูล ยิ่งเกี่ยวพันกับคนใหญ่คนโตด้วยแล้ว ยิ่งต้องระวังคำพูดจาให้มาก


จากนั้นชลัมพุก็พาเขามายังที่พักของนักเดินทาง ที่แห่งนี้มีบริการขายเหล้าและอาหารเพียงแค่นั้น ต่างจากบางที่ที่อาจจะมีพวกค้าประเวณีด้วย นีระรู้จักที่นี่เพราะเหล้าดองของที่นี่มีรสชาติดี ปกติใต้น้ำนี้จะไม่สามารถกินอาหารที่เป็นลักษณะของเหลวได้ เช่น ข้าวต้ม, ต้มจืดหรือแกง ทว่าสำหรับเหล้านั้นจะต่างออกไป


ได้ยินว่ามีสัตว์หิมพานต์เผ่าพันธุ์ปลาเสือตนหนึ่งหลงใหลรสชาติของเหล้าที่ได้กินบนบกอย่างมาก ถึงขนาดคิดค้นภาชนะสำหรับใส่เหล้าใช้ดื่มใต้น้ำโดยเฉพาะ เมื่อเปิดจุกที่บรรจุเหล้าแล้วน้ำบาดาลไม่สามารถไหลเข้าไปได้ ขณะเดียวกันเหล้าที่อยู่ข้างในก็ไม่ไหลออก ปากภาชนะที่บรรจุนั้นมีรูปลักษณ์คล้ายหัวนมผู้คิดค้นได้ความคิดมาจากมารดายามให้นมบุตร ว่าง่ายๆ คือถ้าไม่ดูดเหล้าก็จะไม่ไหลออกมานั่นเอง


นีระไม่ได้ชอบเหล้า แต่นับถือผู้คิดค้น เวลาที่หลงใหลอะไรสักอย่างบางครั้งก็มักจะคิดอะไรสร้างสรรค์อย่างนี้ขึ้นมาได้ จนทำให้เหล้ากลายเป็นที่แพร่หลายของชาวบาดาลแบบนี้


“พระอรรณทรงประทับอยู่ที่นี่หรือขอรับ?”


เขากำลังสงสัยว่าทำไมพระอรรณพมาที่นี่ได้ ชลัมพุจึงชี้แจงให้เขาฟัง


“หลังจากที่ทะเลาะกับท้าวชลาลัยก็ทรงตรงดิ่งมาดื่มเหล้าตามนิสัย เราเลยวางยานอนหลับได้ พระองค์จึงทรงบรรทมอยู่ที่นี่” ชลัมพุจ้องมองเขาอย่างจริงจัง “พระอรรณพมีนิสัยอย่างหนึ่งที่อยากให้เจ้าระวังไว้ เวลาอารมณ์เสียจะชอบดื่มเหล้า ถ้าดื่มมากจากนั้นก็จะอาละวาดถ้าเจ้าไม่อยากเจ็บตัว ห้ามไปอยู่ใกล้พระอรรณพเด็ดขาด”


“ขอรับ...”


แย่ล่ะ... เขาไม่ชอบพวกที่ดื่มเหล้าแล้วอาละวาดเสียด้วย พระอรรณพเป็นถึงนาคผู้สูงส่งทำไมประพฤติตนเช่นนี้กันนะ เฮ้อ


ชลัมพุพาเขามาหยุดที่ห้องห้องหนึ่ง หน้าห้องนั้นมีทหารนายหนึ่งเฝ้าอยู่ พอเห็นข้ารับใช้ข้างกายท้าวชลาลัยมาก็ทำความเคารพแล้วล่าถอยไป ชลัมพุจึงเปิดประตูเข้าไปในห้อง


นีระหัวใจเต้นแรงขึ้นทันใด


บนเตียงนั้นมีร่างของชายผู้หนึ่งอยู่ เส้นผมสีดำแผ่อยู่บนหมอนน้ำ ดวงหน้าดุดันแม้ในยามหลับก็ยังไม่ผ่อนคลายลงเลย


“...อย่างนี้นี่เอง”


จู่ๆ นีระก็พึมพำเช่นนั้นออกมา ทำให้ชลัมพุแปลกใจ ทว่าพอมองหน้าของเงือกหนุ่มแล้วเขาก็สั่นสะท้าน


นัยน์ตาสีดำที่เคยราบเรียบ บัดนี้กลับหนาวเยือก...


มันทั้งหดหู่ ไร้ชีวิตและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เหมือนกับหนองน้ำที่อยู่ในป่าลึกไร้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่อย่างไรอย่างนั้น...


นีระพยายามสะกดกลั้นริมฝีปากไม่ให้สั่นระริก รวมถึงความกลัวที่แล่นเข้าหัวใจนี้ด้วย


เจ้ากรรมนายเวรเอ๋ย... ข้ามาชดใช้บาปกรรมกับเจ้าแล้ว



*คุยกับไรท์เตอร์

สวัสดีค่า นักอ่านทุกคน สำหรับตอนนี้ในที่สุดนีระของเราก็ได้พบกับเจ้ากรรมนายเวรของตัวเองแล้ว และเริ่มต้นชดใช้กรรมแล้วค่ะ

หลายคนมักจะคิดว่าเจ้ากรรมนายเวรเป็นพวกผีหรือวิญญาณตามอาฆาต แต่แท้จริงแล้วก็ไม่เสมอไปค่ะ บางครั้งเจ้ากรรมนายเวรก็มาในรูปแบบพ่อแม่ พี่น้อง ญาติ สามีภรรยาไปจนถึงลูกหลาน จึงกลายมาเป็นที่มาของเรื่องราวระหว่างพระอรรณพกับนีระค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

64 ความคิดเห็น

  1. #40 i s a r a (@rossani) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 14:11

    บรรยายลื่นไหลมากเลยค่ะ
    #40
    0
  2. #20 cantus1011 (@cantus1011) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 กันยายน 2562 / 00:09
    บางทีเจ้ากรรมนายเวรก็มาในลักษณะของเนื้อคู่นะคะ ขอให้น้องโชคดี
    #20
    0