Himmapan Myth วิโรธน์บาดาล (Yaoi)

ตอนที่ 2 : วิโรธน์ครั้งที่ ๑ ข้าเกิดมาอาภัพ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 226
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    4 ก.ค. 62

วิโรธน์ครั้งที่ ๑ ข้าเกิดมาอาภัพ


ปีหิมพานต์ศักราชที่ ๑๗๙๐



ไม่ว่าโลกภายนอกนั้นจะเป็นเช่นไร ดินแดนหิมพานต์ยังคงเหมือนเดิมไม่เคยแปรเปลี่ยน


ทุกสรรพชีวิตเวียนว่ายตายเกิด ชาติหนึ่งเกิดเป็นมนุษย์ แต่มาอีกชาติหนึ่งกลายเป็นยักษ์ สำหรับเหล่าสัตว์หิมพานต์ที่มีอายุยืนยาวเป็นร้อยปี เรื่องเหล่านี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาและพบเห็นจนเป็นภาพชินตาไปแล้ว


ฉะนั้นการตายของใครสักคนจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าโศกเศร้า เพราะพวกเขารู้ว่าสักวันจะต้องได้พบกันอีก


แต่มันคงน่าเศร้า... หากการมาพบกันเต็มไปด้วยบ่วงความแค้น ประหนึ่งคู่กรรมคู่เวรที่ถูกบาปกรรมลากพามาให้ชดใช้กันและกัน


และถ้าเป็นไปได้นีระก็ไม่อยากจะเจอเรื่องอย่างนั้นเลย…


ไม่ว่าชาติภพที่แล้วเขาเกิดเป็นอะไร แต่ในชาตินี้เขาเกิดเป็นเงือก แถมยังอยู่ในดินแดนหิมพานต์อีกด้วย


เมื่อกล่าวถึงแดนหิมพานต์ สิ่งที่ช่วยหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตและพืชพรรณทั้งหมดในป่าหิมพานต์ก็คือสายน้ำจากสระทั้งเจ็ด อันประกอบไปด้วย สระอโนดาต, สระกัณณมุณฑะ, สระรถการะ, สระฉัททันตะ, สระกุณาละ, สระมัณฑากิณี และสระสีหัปปาตะ


ในบรรดาสระเหล่านั้น สระอโนดาต คือสระศูนย์กลางที่มีขนาดใหญ่ที่สุดปกครองโดยท้าวชลาลัย พญานาคที่เที่ยงธรรมและเมตตา เป็นผู้ที่อยู่เหนือชาวบาดาลทั้งปวง ทรงปกครองประชาชนอย่างร่มเย็นเป็นสุขมาตลอดสี่ร้อยกว่าปี นับว่าเป็นการครองราชย์ที่ยาวนานเมื่อเทียบกับพญานาคตนอื่นๆ


แน่นอนว่าความสงบสุขย่อมเป็นเรื่องที่ยินดี แม้แต่นีระเองก็ชอบชีวิตที่เรียบง่ายมากกว่าชีวิตที่เต็มไปด้วยความตื่นกลัวเพราะประสบภัยสงคราม


ถ้าเกิดสงครามขึ้นมาจริงสำหรับเด็กกำพร้าอย่างเขาแล้วคงไม่รอดพ้นถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารและถูกส่งไปรบแน่นอน เงือกที่ผอมแห้งเช่นกันจะเอากำลังที่ไหนไปปกป้องบ้านเมืองกันล่ะ


“พี่นีระเจ้าคะ! วันนี้ถักให้สวยที่สุดเลยนะเจ้าคะ!”


เด็กหญิงเงือกตัวน้อยซึ่งกำลังนั่งอยู่บนตักของนีระเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วชวนฟัง จนเจ้าของตักยังต้องผุดรอยยิ้มเอ็นดู


“จ้า พี่รับรองว่าจะถักเปียให้เจ้าสวยที่สุดเลยล่ะ ฉะนั้นนั่งนิ่งๆ นะ”


“เจ้าค่ะ!”


เด็กหญิงรับคำและนั่งนิ่งเป็นท่อนไม้ นีระหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะบรรจงสางผมนุ่มอย่างเบามือ ปลายนิ้วเกี่ยวกระหวัดทำเป็นเปียให้


มองจากภายนอกแล้วสองคนนี้เหมือนพี่ชายกับน้องสาว แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาไม่ได้มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดกันเลย ที่เหมือนกันก็มีแค่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันคือเงือกนั่นเอง


นีระ เป็นเงือกหนุ่มโตเต็มวัย แต่ตัวค่อนข้างผอมแห้งจนทำให้ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเด็กอยู่เรื่อย เรือนผมสีดำคลับยาวจนมาถึงกลางหลังถูกรวบเป็นหางม้าหลวมๆ ไว้ ใบหน้าสะอาดสะอ้านไม่มีอะไรโดดเด่น นอกจากดวงตาสีนิลที่ดูสุขุมเป็นผู้ใหญ่ หางปลาของเขาก็เป็นเกล็ดสีเงินค่อนไปทางขาวไร้สีสัน ถ้าให้เทียบกับความงดงามของหางเงือกตนอื่นแล้วจัดว่าอยู่ในระดับต่ำสุดเพราะสีเงินเป็นสีที่หาได้ทั่วไป


ต่างจากเงือกน้อยบนตักของเขาที่นอกจากจะมีผมสีน้ำตาลอ่อนนุ่มสลวยแล้วยังมีดวงตาสีทับทิม หางปลาของเธอก็เป็นสีแดงฉานงดงาม ร้อนแรงไม่ต่างอะไรกับเปลวไฟใต้น้ำ


และคงเพราะรูปลักษณ์เช่นนี้เองที่ทำให้เขาซึ่งอยู่ในสถานนุบาลของเงือกไม่เคยถูกรับเลือกไปเลี้ยงเลยจนโตป่านนี้แล้ว


ในดินแดนหิมพานต์การเกิดของสัตว์ต่างๆ ไม่ได้เกิดจากการสมสู่แล้วตั้งครรภ์เพียงอย่างเดียว มีทั้งเทวดาเนรมิตขึ้นมาเอง เกิดจากเลือด เหงื่อ น้ำตาหรือขี้ไคลของผู้มีอิทธิฤทธิ์ รวมถึงกำเนิดขึ้นมาจากธรรมชาติอีกด้วย


นีระเองก็ถือกำเนิดมาจากธรรมชาติ เขาเกิดมาจากฟองคลื่นใต้บาดาล ได้ยินว่าสถานที่ที่เขาเกิดนั้นรกร้างไม่มีใครอาศัยอยู่ แต่โชคดีที่มีคนเดินทางผ่านมาเพื่อเป็นทางลัดกลับเมืองเป็นผู้มาเจอเข้า ไม่เช่นนั้นเงือกเกิดใหม่ที่ไม่สามารถหาอาหารเองได้คงต้องอดตายในไม่ช้าแน่


นีระระบายลมหายใจจนเกิดเป็นฟองปุดๆ เงือกสามารถหายใจทั้งใต้น้ำและบนบกได้อย่างอิสระ ฉะนั้นจึงไม่ลำบากนักหากต้องขึ้นไปบนผิวน้ำเป็นครั้งคราว กระนั้นชาวเงือกก็นิยมอยู่ใต้น้ำมากกว่าขึ้นบนบกอยู่ดี


เพราะไม่มีขาการขึ้นบนบกคงไม่ต่างอะไรกับการใช้หางเลื้อยเป็นงู เว้นแต่จะได้รับเครื่องรางกลายร่างเป็นมนุษย์มา แต่มันก็มีราคาแพงพอตัว


บางครั้งนีระก็อิจฉากุมภีร์นิมิตร สัตว์หิมพานต์ที่ลำตัวท่อนบนเป็นเทวดาท่อนล่างเป็นจระเข้ กุมภีร์นิมิตรมีขาก็จริงแต่สามารถว่ายได้อย่างอิสระ และยังไปเดินบนบกได้อีกด้วย


อีกเผ่าพันธุ์หนึ่งที่นีระอิจฉา ก็คือผีเสื้อสมุทร พวกเขามีร่างกายเป็นมนุษย์ทว่ามีปีกใสคล้ายผีเสื้อที่กลางหลังกระนั้นปีกนั่นทำหน้าที่ไม่ต่างจากครีบปลาสามารถแหวกว่ายในน้ำได้แล้วยังโบยบินไปบนท้องฟ้าไม่ต่างอะไรกับพวกกินรีกินร ยังไม่รวมพวกที่เป็นสัตว์เต็มตัวแต่ยังจำแลงกายเป็นมนุษย์ได้ ใครๆ จึงว่าเกิดเป็นเงือกนั้นอาภัพที่สุดในบาดาลแล้ว


“เอาละ เรียบร้อย”


เขาจัดการรวบปลายหางเปียด้วยเถาวัลย์เส้นเล็ก ตกแต่งเปียของเด็กหญิงด้วยดอกเปลวสุริยันที่มีสีส้มเจิดจ้าจากดอกไม้ที่ร่วงหล่นมาจากบนบกทำให้ดูสดใสมีชีวิตชีวามากขึ้น เด็กหญิงจับเปียยาวของตัวเองมาดูแล้วระบายรอยยิ้มกว้าง


“สวยจัง! ขอบคุณเจ้าค่ะ!”


“อืม สวยขนาดนี้พ่อแม่บุญธรรมของเจ้าจะต้องชอบแน่นอนเลย” นีระว่า เก็บปอยผมเล็กๆ ที่หน้าผากให้อีกฝ่าย “ถ้าไปอยู่กับพ่อแม่บุญธรรมแล้ว ต้องไม่ดื้อไม่ซนเข้าใจไหม?”


“เจ้าค่ะ ข้าจะเชื่อฟังคำสั่งและทำตัวว่าง่ายต่อครอบครัวใหม่อย่างดีเจ้าค่ะ”


เด็กหญิงพยักหน้าด้วยใบหน้าขึงขังที่ไม่เข้ากับความอ่อนเยาว์ไร้เดียงสานั่นเลย นีระจึงเอานิ้วจิ้มจมูกหยอกไปทีนึง


“รู้แล้วก็ดี ทีนี้ไปได้แล้วล่ะ ไปรอพวกท่านก่อนน่าจะดีกว่าให้พวกท่านรอเจ้านะ”


“เจ้าค่ะ” เด็กหญิงยกมือไหว้ แล้วกอดเขาทีนึง “ไว้ข้าจะมาเยี่ยมพี่นีระนะเจ้าค่ะ”


“ได้ ไว้เจอกันนะ”


นีระกอดตอบ จากนั้นเด็กหญิงก็ว่ายลับไปในเรือนรับรองของสถานนุบาล ดวงตาสีนิลของนีระฉายแววอบอุ่นปนเศร้าสร้อยเล็กน้อยกับการจากลาน้องที่เขาเลี้ยงมา ก่อนที่เสียงของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งจะดึงสติเขากลับมา


“วารี ได้รับอุปการะแล้วเหรอขอรับ”


เงือกหนุ่มที่อ่อนวัยกว่านีระประมาณสี่ห้าปีว่ายเข้ามาหา เขาคืออาโป เจ้าของเรือนผมสีดำเหลือบน้ำเงินถูกตัดสั้นแค่ต้นคอ ดวงตาสีฟ้าจางมีประกายความร่าเริงเฉิดฉายออกมาเสมอ ยิ่งประกอบกับหางสีเงินอมฟ้าแล้วทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้รู้สึกมีน้ำชุ่มฉ่ำใจตลอดเวลา


นีระหันมายิ้มให้ “ใช่แล้วล่ะ ว่าแต่เจ้าจ่ายตลาดเรียบร้อยแล้วหรือ?”


เหมือนเขาจะจำได้ว่าเจ้าตัวเพิ่งออกไปจ่ายตลาดไม่นานนี้เอง ทำไมถึงกลับมาบ่ายได้


“แค่ซื้อของไม่กี่อย่างเอง ไม่ได้มากมายอะไรเลยขอรับ” อาโปสะบัดหางแล้วนั่งลงบนหินอีกก้อนที่อยู่ใกล้ๆ กัน “ตกลงว่ามีคนรับเจ้าเด็กดื้อนั่นไปเป็นลูกบุญธรรมจริงๆ สินะขอรับ น่าอิจฉา”


“อย่าไปว่าน้องแบบนั้นสิ” นีระเขกหัวอีกฝ่ายทีนึง “การที่วารีได้รับเลือกก็สมควรแล้ว เธอน่ารักออกนี่นา”


อาโปทำหน้าบึ้ง ขยับปากขมุบขมิบ “แต่เงือกที่ดีจริงๆ น่ะคือพี่นีระต่างหาก ทำไมไม่มีใครมองเห็นความดีของพี่กันบ้างเลยนะ”


สำหรับอาโปแล้วในสถานนุบาลแห่งนี้ เงือกที่สมควรได้รับเลือกที่สุดก็คือนีระ


ถึงรูปลักษณ์ภายนอกจะธรรมดา แต่นิสัย... เรียกได้ว่าดีไร้ที่ติ ทั้งอ่อนโยน ใจดี มีมารยาท ขยันทำงานและเชื่อฟังผู้ใหญ่ เด็กๆ ต่างก็ติดนีระกันทั้งนั้น ทว่าไม่รู้ทำไมพี่ชายของเขาถึงได้ไร้วาสนา ตั้งแต่เกิดมาอย่างยากลำบากแล้วยังไม่มีใครเหลียวแลอีก ไม่รู้ว่าพวกนั้นเป็นตากุ้งหรือยังไง ถึงไม่เห็นความดีงามของพี่ชายเขาบ้างเลย


“พี่อายุมากแล้วนะ จะไปเป็นลูกบุญธรรมให้ใครเขาได้ ถ้าจะเลี้ยงลูกสักคนก็ต้องสร้างความผูกพัน เอาเด็กๆ ไปน่ะดีแล้ว”


นีระไม่ได้คาดหวังว่าจะมีใครอุปการะเขาไปเลี้ยง เพราะขอแค่มีที่อยู่กินอิ่มนอนหลับสบาย แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว นอกเหนือจากนั้นเป็นผลพลอยได้ทั้งสิ้น


อาโปนั่งเท้าคาง “ไม่ได้อายุมากเสียหน่อย ถึงพี่นีระจะโตที่สุดในบรรดาพวกเราแต่ก็รับเป็นลูกบุญธรรมได้อยู่นะ! หรือไม่ก็... จริงสิ พี่เบนเข็มไปหาคู่แทนก็ได้นะขอรับ!”


อาโปดูจะตื่นเต้นเป็นที่สุดที่เสนอความคิดออกมาได้ แต่ผู้ที่ถูกบอกให้ไปหาคู่ยิ้มฝืดเฝื่อน


“หาคู่เนี่ยนะ... เจ้าไม่คิดหรือว่ามันหายากยิ่งกว่างมหาเข็มใต้ผืนทรายอีกน่ะ”


“แต่ก็น่าจะหาได้ง่ายกว่าครอบครัวบุญธรรมนะขอรับ” อาโปโยกตัวมาด้านหน้า ดวงตาสีฟ้าจางวิบวับเหมือนกำลังคาดหวัง “พี่นีระเป็นคนดีจะตาย ข้าเชื่อว่าต้องได้เจอคู่ที่ดีๆ แน่นอน!”


“อะไรทำให้เจ้ามั่นใจขนาดนั้นกัน”


นีระไม่ได้คาดหวังจะมีคู่เลยด้วยซ้ำ แต่เงือกตรงหน้ากลับจินตนาการไปไกลแล้ว ต่อให้เขาเป็นเงือกที่ดีแล้วอย่างไรเล่า? เพียงแค่หน้าตาของเขาก็ถูกใครๆ เมินแล้ว จะให้รู้ว่าดีหรือไม่มันใช่เรื่องที่พูดด้วยปากเปล่าได้ที่ไหน ต้องอาศัยความใกล้ชิดและเวลาศึกษากันต่างหาก


“เพราะข้าเชื่อว่าพี่นีระจะไม่ไร้วาสนาอย่างนี้ไปชั่วชีวิตน่ะสิขอรับ! การไม่มีครอบครัวมาอุปการะนั่นหมายความว่าพี่นีระจะได้คู่ที่ดียังไงล่ะ!”


“มองโลกในแง่ดีจริงนะ...”


นีระไม่ได้ประชดอาโปเพียงแต่ชื่นชมที่สามารถมองโลกในแง่ดีได้ขนาดนั้น ถึงกับเชื่อว่าในหนทางที่มืดมนอาจจะมีแสงสว่างสักแห่งหนึ่งที่พาไปสู่ทางออก


ทว่านั่นมันกรณีผู้อื่น ไม่ใช่กับเขา


นีระคิดว่าชาตินี้ยังไงเขาไม่มีทางที่จะมีคู่ได้ นั่นก็เพราะ.... เขามีบ่วงกรรมหนึ่งรัดคออยู่


และเขาก็กำลังรอที่จะชดใช้มันในชาตินี้


มีสิ่งหนึ่งที่อาโปไม่รู้เกี่ยวกับตัวพี่ชายที่แสนธรรมดานั้นมีบางอย่างที่พิเศษอยู่...


นั่นคือนีระมีความทรงจำของทุกชาติที่เขาเคยเกิดมา


สิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะมนุษย์ สัตว์หรือชาวหิมพานต์ ยามตายจะเหมือนกันหมดนั่นคือเมื่อเกิดในชาติใหม่จะลืมเรื่องราวในชาติก่อนจนสิ้น ทว่ามันก็มีข้อยกเว้นอยู่เหมือนกัน


ในชาติก่อนหน้าที่เขาจะมาเกิดเป็นนีระหนึ่งชาติ เขาได้สร้างบุญกุศลครั้งใหญ่ นั่นมันมากพอให้เขาได้รับพรระลึกชาติได้ เมื่อมีความทรงจำของทุกชาติก็จะทำให้รู้ว่าตนสร้างบาปกรรมอันใดเอาไว้แล้วหาทางชดใช้มันเพื่อให้หลุดพ้นจากชีวิตที่ทุกข์ทน


และเมื่อเขาเกิดมาในชาตินี้ นีระจึงได้รู้ว่าตัวเองเกิดมาเป็นแบบนี้เพราะอะไร


เขาเกิดมาเพื่อชดใช้ให้กับผู้หนึ่งที่เขาสร้างบาปกรรมเอาไว้นั่นเอง...


และจากการคาดเดา หากเขาสามารถชดใช้กรรมที่มีต่อคนผู้นั้นได้ เขาก็จะหลุดพ้นจากเจ้ากรรมนายเวรนั้นตลอดกาล ไม่ต้องทุกข์ไม่ต้องทรมานเหมือนกับหลายสิบหลายร้อยชาติที่ผ่านมาอีก


นีระเหนื่อยแล้ว... เหนื่อยกับการที่ถูกเจ้ากรรมนายเวรผู้นั้นตามล้างแค้นในทุกๆ ชาติ เขาอยากจะมีชีวิตที่สงบสุขโดยที่ไม่ต้องเจอกับฝ่ายจองเวรนั่นอีก


เพราะฉะนั้นในชาตินี้เขาจึง…


ซ่า... ซ่า...


“โอ๊ะ ฝนตกล่ะ”


อาโปเอ่ยเอามือป้องตาเพ่งมองไปยังผิวน้ำ จากตรงนี้เห็นกลุ่มก้อนเมฆสีเทาปกคลุมเหนือสระอโนดาต ทำให้ใต้ผิวน้ำมืดมนลงเล็กน้อย


แม้สระอโนดาตจากแวดล้อมด้วยภูเขาถึงห้าลูก นั่นคือเขาไกรลาศ, เขาจิตตะ, เขาคันธมาศ, เขาสุทัศนะ และเขากาฬกูฏ ทำให้ไม่ว่าจะร้อนหรือหนาวก็ไม่มีผลกระทบกับบรรดาชาวบาดาลแห่งสระอโนดาต แต่รอบนอกก็ใช่ว่าจะมีอากาศสงบนิ่งเหมือนในสระ


ฝนนั้นคงกำลังพร่างพรมอยู่ตามเขาทั้งห้า นีระไม่ได้รังเกียจสายฝนเพราะทุกครั้งมันจะนำพากลิ่นหอมของต้นหญ้าและความสดชื่นมา รวมทั้งเสียงหยดน้ำบนฟ้ากระทบพื้นดินก็ชวนให้ใจสงบด้วย


ทว่าน่าเสียดายนัก เพราะความทรงจำในชาติก่อนทำให้เวลาฝนตกทีไร ความรื่นรมย์ที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความหลังฝังใจ


ในวันนั้นฝนก็ตก... คำสาปแช่งยังคงดังก้องในหูเสมือนว่าเรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อวาน


‘ข้าขอสาบาน! ในทุกชาติข้าจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรตามทรมานเจ้า! ให้ได้รับความเจ็บปวดยิ่งกว่าข้าเป็นร้อยเป็นพันเท่า!’


ไม่เป็นไร… เขาได้เตรียมใจรับชะตากรรมนั้นไว้แล้ว


เพราะฉะนั้นเจ้ากรรมนายเวรเอ๋ย จงมาล้างแค้นข้าให้สาสมใจของเจ้า แล้วหลังจากนั้นขอให้เป็นอิสระกับความแค้นนี้เถิด


นีระหลับตาลงแล้วปรารถนาจุดจบของความแค้นนี้จากใจจริง



ทุกครึ่งปีเหล่าผู้ปกครองสระจะมาพบปะกันในราชวังกลางแห่งสระอโนดาต ทั้งนี้เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นในสระของตน รวมถึงเป็นการสานสัมพันธ์อีกด้วย


ถึงจะมีส่วนน้อยที่มีสายเลือดร่วมกัน ทว่าอย่างไรก็เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันนั่นคือนาค การปรองดองกันไว้จึงไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด


พระมหรรณพไม่ค่อยชอบงานพบปะนี้เท่าไหร่นัก แต่ในฐานะที่เป็นรัชทายาทจะละเลยธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาช้านานก็ไม่ได้ เขาจึงต้องทำตามรับสั่งของเสด็จพ่อออกมาต้อนรับและสนทนาพาทีกับเหล่าผู้ปกครองสระทั้งหลายให้สมกับเป็นว่าที่ผู้ครองสระอโนดาตรุ่นถัดไป


เกล็ดสีทองอร่ามบนร่างของพระมหรรณพเปล่งประกายตามไฟสมุทรที่ถูกจุดขึ้นในโถงใหญ่ เรือนร่างของนาคหนุ่มดูโดดเด่นด้วยประกายแห่งชีวิตที่ยังลุกโชนจนไม่ว่าใครก็ไม่อาจมองข้ามได้ ดวงตาสีมรกตล้ำค่าไม่ต่างจากอัญมณีสอดส่ายหาร่างที่คุ้นเคยทว่าก็ยังไม่เห็นวี่แวว


เสด็จพี่ไปไหนกันนะ? หรือว่ายังมาไม่ถึงกัน?


ผู้ที่พระมหรรณพตั้งตารอเป็นพี่ชายที่เขาสนิทมากที่สุด เพราะเป็นพระโอรสของท้าวชลาลัย ผู้ปกครองสระอโนดาตเช่นเดียวกัน จะต่างกันตรงที่พี่ชายของเขาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ ของท้าวชลาลัย ส่วนเขาเป็นนาคที่เกิดจากธรรมชาติรังสรรค์แต่ได้รับอุปการะจากท้าวชลาลัยเพียงเพราะมีเกล็ดสีทองอันหายาก


หากพี่ของเขามาคงหาทางปลีกจากวงสนทนาของนาคสูงอายุทั้งหลายได้ เพราะในบรรดาผู้ปกครองสระมีเพียงพี่ชายเขาเท่านั้นที่อายุไล่เลี่ยกัน


“ถวายพระพร พระมหรรณพ”


นาคเจ้าของเกล็ดสีเขียวใบไม้ว่ายมาใกล้เขาพร้อมกับผงกหัวทักทาย น้ำเสียงที่ดูแก่ชราอย่างยิ่งแล้วทำให้ผู้ที่อายุน้อยกว่าอย่างพระมหรรณพบังเกิดความเกรงใจ ต้องรีบก้มหัวตอบรับทันที


“พระชโลธร เดินทางครั้งนี้สะดวกสบายดีหรือไม่ คงไม่ได้สร้างความลำบากให้ท่านใช่หรือไม่”


“ไม่เลย” พระชโลธรผู้ครองสระฉัททันตะกล่าวเสียงอ่อนโยนราวผู้ใหญ่ที่เอ็นดูเด็ก “นานๆ ทีออกมาจากสระบ้านเกิดบ้างก็ตื่นตาตื่นใจไม่เลว”


“หากท่านไม่ลำบากก็ดีแล้วขอรับ”


พระมหรรณพมีความรู้สึกดีๆ ให้กับพระชโลธรไม่น้อย ยังไงก็ไม่อยากผู้เฒ่าผู้แก่เป็นลมเพราะเดินทางไกลมาถึงสระหลวงแบบนี้


“จะว่าไป พระอรรณพ พี่ชายท่านล่ะอยู่ไหนหรือ? ยังไม่มาเหรอ?”


“เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่ทราบเหมือนกันขอรับ แต่สระของเสด็จพี่อยู่ไกล คงจะใช้เวลามากกว่าผู้อื่น”


เสด็จพี่ของเขา... พระอรรณพได้ครองสระกัณณมุณฑะที่อยู่ไกลสุดเกือบจะเป็นทางผ่านสู่ท้องทะเล ยามเดินทางมาสระอโนดาตจึงยากลำบากกว่าใครเพราะต้องข้ามเขามา อีกทั้งไม่มีกระแสน้ำเชี่ยวที่ไหลผ่านตรงมาถึงสระอโนดาตเลย อย่างน้อยถ้าจะมาที่นี่ให้ทันเวลาต้องเดินทางเตรียมไว้เนิ่นๆ สักหนึ่งวัน


“นั่นสินะ แต่สระรถการะที่อยู่ไกลเหมือนกัน พระนทีรัยก็มาถึงแล้วนะ” พระชโลธรเผยแววตาเป็นห่วงพลางผงกหัวไปทางนาคที่เกล็ดสีเงินสว่างซึ่งกำลังจับกลุ่มคุยกับนาคตนอื่นอยู่ “ได้ยินว่าช่วงนี้มีโจรดักซุ่มตามถ้ำกับป่าสาหร่ายอยู่ด้วย”


“ถึงเราจะผ่านช่วงสงครามมาสิบปีแล้ว ก็ยังมีปัญหาเรื่องความจนกับอดอยากอยู่สินะขอรับ”


โจรส่วนใหญ่เกิดขึ้นมาเพราะความจนและความหิว ทางออกที่ดีที่สุดคือปล้นชิงผู้อื่น ช่วงสงครามเป็นช่วงที่ทรมานทรกรรมที่สุดแล้ว เปลืองทั้งเลือดเนื้อเปลืองทั้งเสบียงและเงินทอง จึงมีประชาชนบางส่วนที่เดือดร้อนจากสงครามครั้งนี้ไม่น้อย


“เราก็พยายามฟื้นฟูเต็มที่แล้ว” พระชโลธรส่ายศีรษะไปมาราวกับปลดปลง “แต่ยังไงก็ต้องมีประชาชนบางส่วนที่ต้องรับเคราะห์อยู่ดี”


“ข้าก็หวังว่ามันจะดีขึ้นเรื่อยๆ ขอรับ” พระมหรรณพพยายามพูดในแง่ดีไม่ให้บรรยากาศหดหู่เกินไป


ฝ่ายผู้เฒ่าเข้าใจว่านาคเยาว์วัยผู้นี้ไม่อยากทำให้บรรยากาศย่ำแย่จึงเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นแทน


“ครั้งนี้ท้าวชลาลัยจะต้องทรงภาคภูมิใจในตัวพระอรรณพเป็นแน่ เขาทำการปราบปรามผู้ที่บุกรุกน่านน้ำได้ด้วยจำนวนทหารเพียงหยิบมือเองนี่นา”


พระมหรรณพยิ้มอย่างฝืดเฝื่อนเต็มที เสด็จพ่อของเขาจะชมเชยเสด็จพี่นั้นคงเป็นแค่เรื่องที่ฝันไปเท่านั้น และเขาคิดว่าพระชโลธรก็รู้เช่นกันว่าองค์เหนือหัวไม่เคยโปรดปรานบุตรที่เกิดจากเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองเลย


ไม่งั้นละก็พระอรรณพจะถูกแต่งตั้งเป็นแค่เจ้าครองสระอันห่างไกลได้ยังไง ดูก็รู้ว่าเสด็จพ่อไม่ต้องการให้พระอรรณพอยู่ในวังรวมถึงไม่อยากจะเจอหน้าอีกด้วย


“เสด็จพี่ทำเพื่อปกป้องบาดาลย่อมเป็นเรื่องน่าชมเชยอยู่แล้วขอรับ” พระมหรรณพกล่าวเสียงเบา ก่อนจะก้มหัวลงต่ำ “หากพระชโลธรไม่ว่าอะไร ข้าขอตัวก่อน จะลองไปดูว่าเสด็จพี่มาแล้วหรือยัง”


“ได้สิ ไว้มาคุยกันอีกนะ”


พระชโลธรรู้ว่านาคหนุ่มผู้นี้อยากพบพี่ชายใจจะขาดแล้วจึงยอมปล่อยไป พระมหรรณพจึงปลีกตัวออกมาจากห้องโถงได้โดยสะดวก


กุนที องครักษ์ประจำตัวของเขาว่ายรี่เข้ามาทันทีที่เห็นเจ้านายออกมาจากห้องโถง อีกฝ่ายเป็นเผ่าพันธุ์เหราที่มีรูปร่างคล้ายกับนาคเพียงแต่มีขาสี่ขาเท่านั้น เกล็ดของกุนทีเป็นสีส้มสว่างไสวเหมือนพระอาทิตย์ยามเย็น ดวงตาเล็กๆ สีดำนั้นก็ดูฉลาดเฉลียวยิ่ง


“ทรงจะไปไหนหรือพ่ะย่ะค่ะ”


“ไปดูน่ะว่าเสด็จพี่มาแล้วหรือยัง” พระมหรรณพตอบกับองครักษ์ไป ก็สะบัดครีบหางว่ายไปด้านหน้า “อันที่จริงข้าอยากออกมาสูดอากาศข้างนอกด้วยล่ะนะ”


“เหมือนว่ากระหม่อมจะเห็นรหัทแวบๆ นะพ่ะย่ะค่ะ” กุนทีรายงานถึงองครักษ์คู่กายพระอรรณพ “ถ้าองครักษ์มาแล้ว บางทีพระอรรณพอาจจะทรงอยู่แถวๆ นี้ก็ได้”


“ถ้ามาแล้วทำไมถึงไม่เข้ามาในห้องโถงเล่า? แปลกจริง” พระมหรรณพพึมพำ หากเขาอยู่ในร่างของมนุษย์คงขมวดคิ้วย่นยู่ด้วยความสงสัยเป็นแน่


“เรื่องนั้น... อ๊ะ พระมหรรณพนั่นไงพ่ะย่ะค่ะ”


กุนทีวาดหางชี้ไปที่นาคเจ้าของเกล็ดสีนิลซึ่งกำลังยืนหลบมุมอยู่ในอุทยาน ทว่าเมื่อเทียบกับทิวทัศน์ที่มีแต่ไม้น้ำเขียวขจีแล้ว สีดำจากเกล็ดบนตัวก็โดดเด่นออกมาจนไม่อาจกลมกลืนได้อยู่ดี


พระมหรรณพเห็นดังนั้นคิดจะเข้าไปเรียกแต่เขาก็เห็นว่าพี่ชายกำลังคุยกับใครอยู่ คงเพราะร่างของคู่สนทนาถูกเรือนร่างอันใหญ่โตของนาคบังอยู่จึงทำให้พระมหรรณพไม่ทันสังเกตในทีแรก


คู่สนทนาของพี่ชายเป็นกุมภีร์นิมิตรที่มีใบหน้างดงาม รอยยิ้มอันอ่อนโยนมีเมตตานั้นเป็นเอกลักษณ์เด่นของเผ่าพันธุ์นี้ รวมถึงเครื่องแต่งกายสีขาวอันเรียบง่ายที่มีลายปักสีเขียวธรรมชาตินั่นอีก ช่างเข้ากับเกล็ดที่ขาซึ่งเป็นสีเขียวใสเหมือนต้นอ่อนของพืชนั่นจริงๆ


“กุมภีร์นิมิตรตนนั้น... ท่านธาราใช่หรือเปล่านะ?”


พระมหรรณพเพ่งพิศจากระยะไกลแล้วคิดว่าน่าจะใช่ แต่ก็ยังไม่แน่ใจนักเพราะชายผู้นี้เขาก็เคยพบเพียงผิวเผินเท่านั้นเอง


“คิดว่าใช่พ่ะย่ะค่ะ เป็นบุตรชายของที่ปรึกษาท้าวชลาลัยจริง”


กุนทีช่วยยืนยันอีกแรง ในฐานะที่เป็นองครักษ์ประจำกายรัชทายาท เขาต้องจดจำชาววังให้ได้ทั้งหมด


“แปลกดีที่เห็นสองคนนี้อยู่ด้วยกัน...”


ขณะที่เขากำลังคิดว่าพระอรรณพกับธาราไปรู้จักกันได้อย่างไรนั้น ทั้งสองก็สวมกอดกันต่อหน้าต่อตาพวกเขาโดยไม่กลัวว่าจะมีใครผ่านมาเห็นทำเอาพระมหรรณพกับกุนทีถึงกับนิ่งค้างไป


“เอ่อ ดูท่าทั้งสองท่านจะชอบพอกันนะพ่ะย่ะค่ะ” กุนทีออกความเห็นแบบที่ไม่มีทางปฏิเสธเป็นอื่นได้


สำหรับสัตว์หิมพานต์อย่างพวกเขาแล้วต่างจากมนุษย์ที่เลือกคู่ต่างเพศเพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ แต่พวกเขาไม่ได้มีปัญหาเรื่องการสืบพันธุ์ ต่อให้ไม่มีก็มีสัตว์หิมพานต์ที่เกิดจากธรรมชาติรังสรรค์อยู่เรื่อยๆ ฉะนั้นพวกเขาจะเลือกคู่จากความรักหรือไม่ก็เพื่ออำนาจ ยกระดับฐานะมากกว่า


และเพราะจะเลือกคู่เป็นเพศใดก็ได้ เรื่องธรรมเนียมและมารยาทจึงยุ่งยากซับซ้อนกว่ามนุษย์มาก ต่อให้เป็นเพศเดียวกันก็ห้ามแตะเนื้อต้องตัวกันจนเกินงาม


มือที่จะจับ อ้อมกอดและริมฝีปาก ทั้งหมดต้องมอบให้กับคู่ที่ต้องการแต่งงานเท่านั้น


การที่พี่ชายของเขาโอบกอดธาราอย่างแนบแน่นเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่ารักกุมภีร์นิมิตรตนนี้เพียงใด


ทว่าการกอดกันในที่สาธารณะทั้งยังไม่ใช่สามีภรรยากัน เป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง พระมหรรณพกลัวว่าชื่อเสียงของทั้งคู่จะเสื่อมเสียจึงแสร้งกระแอมขัดเสียงดังจนทำให้ทั้งสองตกใจและผละออกมา


“ถวายบังคมเสด็จพี่ แล้วก็สวัสดีท่านธารา”


พระมหรรณพว่ายเข้ามาหาโดยแสร้งทำเป็นไม่รับรู้เรื่องการกอดกันเมื่อครู่ ถึงแม้ว่าหน้าของพระอรรณพจะแต่งแต้มสีแดงเรื่อไม่ต่างจากธาราที่ใบหูแดงแจ๋ เขาก็ยังมองว่าน่าเอ็นดู ถ้าทั้งสองได้ครองคู่กันคงเป็นคู่สามีภรรยาที่น่ารักมากคู่หนึ่ง


“เอ่อ เจ้านี่เอง ทำไมออกมาข้างนอกนี้ล่ะ”


พอเห็นว่าน้องชายไม่ได้ถามไถ่เรื่องเมื่อครู่แถมยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ให้อีก ทำให้พระอรรณพคลายใจแล้วถามอีกฝ่ายอย่างเป็นกันเอง


“ข้าออกมาตามหาเสด็จพี่ขอรับ ทีแรกข้ากังวลว่าท่านมาไม่ถึงเสียทีจะเกิดปัญหาติดขัดอะไรหรือเปล่า แต่ดีแล้วที่ท่านมาถึงโดยปลอดภัย”


เมื่อพระมหรรณพแสดงความเป็นห่วงตนถึงเพียงนี้ พระอรรณพจึงรู้สึกดีมากขึ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า


“ข้าเจอธา... เอ่อ ท่านธาราก็เลยพูดคุยกันสักหน่อย เพราะถ้าเข้าห้องโถงแล้วคงยากที่จะได้คุยกันสบายๆ แบบนี้”


คงงั้นแหละ ในห้องโถงจะกอดกันได้ไงกัน กุนทีคิดในใจ ก่อนจะเป็นฝ่ายช่วยเตือนทุกคนในที่นี้


“เรื่องพูดคุยทักทายเอาไว้ทีหลังเถิดพ่ะย่ะค่ะ ทุกๆ ท่านรีบเข้าประชุมจะดีกว่า หากท้าวชลาลัยเสด็จมาไม่เห็นพวกท่านอาจจะกริ้วได้”


“องครักษ์พระมหรรณพพูดถูก เรารีบไปดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”


ในฐานะที่ธาราเป็นบุตรชายของที่ปรึกษา การไปสายเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่งจึงเป็นฝ่ายว่ายออกนำทุกคนเข้าสู่ห้องโถงก่อน


ถึงจะบอกว่าเป็นวัง แต่มันก็เป็นสิ่งก่อสร้างจากหินอ่อนและหินทรายขนาดมหึมาเท่านั้น ราชวังกินพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของสระอโนดาตแบ่งยิบย่อยเป็นที่อยู่ของพวกนางกำนัลข้ารับใช้ เรือนรับรอง เรือนชายาสนมและเรือนของเหล่าองค์ชายองค์หญิง ไม่ต่างอะไรกับเมืองย่อยเมืองหนึ่ง


ห้องโถงมีของตกแต่งล้ำค่าที่ทำจากอัญมณีแห่งผืนน้ำเต็มไปหมด ทำให้พร่างพราวและประกาศศักดาถึงความยิ่งใหญ่ สำหรับนาคและผู้ทำงานใกล้ชิดเชื้อพระวงศ์จะเห็นจนชินตาแล้ว แต่พวกข้ารับใช้และนางกำนัลหน้าใหม่ที่เพิ่งมาทำงาน แค่เห็นห้องโถงอันตระการตานี้แล้ว ถ้าไม่ตะลึงค้างก็ต้องตื่นเต้นจนเป็นลมกันทุกตน


ส่วนหนึ่งก็เพราะกลัวว่าตอนทำความสะอาดจะทำพวกมันแตกหักหรือเป็นรอยล่ะนะ…


พวกเขาเข้ามาถึงห้องประชุมได้ทันเวลาก่อนที่ท้าวชลาลัยจะเสด็จอย่างฉิวเฉียด ยังไม่ทันที่จะได้นั่งก็ต้องลุกขึ้นมาทำความเคารพเสียก่อน


ท้าวชลาลัยเป็นพญานาคที่มีเกล็ดสีรุ้งงดงาม ยามปกติสีจะเป็นสีดำธรรมดา พอขยับไหวหรือต้องกับแสงไฟจะสะท้อนสีสันต่างๆ ออกมา จัดว่าหายากยิ่งกว่านาคเกล็ดสีทองอย่างพระมหรรณพเสียอีก


“ถวายบังคม ฝ่าบาท”


“ตามสบาย”


“ขอบพระทัย”


ทุกตนนั่งลงตามที่นั่งซึ่งได้รับการจัดไว้ กระนั้นพระมหรรณพก็ยังรู้สึกอึดอัดใจเพราะว่าตัวเขาที่เป็นรัชทายาทได้นั่งอยู่ใกล้กับเสด็จพ่อนั้นถูกต้องแล้ว แต่พระอรรณพที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท้าวชลาลัยกลับนั่งห่างออกไป


ดูก็รู้ว่าคนนอกคงมองว่าเขาเป็นลูกรักของเสด็จพ่อ ส่วนพี่ชายเป็นลูกที่ห่างเหิน


“เอาละ งั้นเรามาถกปัญหากันก่อน...”


พระมหรรณพเรียกสติกลับมาจากความสงสารพี่ชาย ในฐานะที่เป็นรัชทายาทเขาต้องตั้งใจรับฟังปัญหาของแต่ละสระให้ดี รวมถึงเรียนรู้วิธีแก้ปัญหาจากเสด็จพ่อ ไม่ก็ช่วยออกความคิดเห็นเพิ่มเติม


ตามสระต่างๆ มีปัญหาไม่หนักหนาอะไร นอกจากโจรที่ชุกชุม พวกเขาต้องลดภาษีลงและช่วยหางานให้กับพวกที่ว่างงานอยู่ เนื่องจากการทำทานไม่สามารถแก้ปัญหาได้ยั่งยืน ต้องให้ประชาชนที่ยากจนยืนได้ด้วยตัวเองจึงจะดีที่สุด


พูดคุยกันไปสักพักก็มาถึงสระกัณณมุณฑะที่อยู่ในความปกครองของพระอรรณพ นับว่าสระนี้ไม่มีปัญหาเท่ากับสระอื่น นอกจากเรื่องใหญ่ที่มีผู้บุกรุกน่านน้ำและพระอรรณพได้จัดการกับมันจนราบคาบ


“เสด็จพี่ใช้ทหารเพียงสิบนายทำให้ผู้รุกรานนับร้อยแตกพ่ายกลับไป นับว่าเป็นผลงานดีเด่นเลยนะพ่ะย่ะค่ะ” พระมหรรณพได้โอกาสบอกกับท้าวชลาลัย รวมถึงเอ่ยชื่นชมให้ด้วย


“นั่นสินะ อรรณพทำได้ดีมาก” ท้าวชลาลัยตรัสด้วยพระสุรเสียงเฉยชา พระเนตรสีรัตติกาลก็ราบเรียบเหมือนไม่ได้ยินดีกับการที่โอรสร่วมสายพระโลหิตทำผลงานออกมาได้ดี “แล้วยังไง มีอะไรอีกไหม”


“เอ่อ...”


ทุกตนถึงกับพูดอะไรไม่ออกไปครู่หนึ่ง เพราะไม่คิดว่าท้าวชลาลัยจะ... เย็นชากับโอรสในไส้ได้ถึงเพียงนี้


แต่ผู้ที่หน้าเสียและน้อยใจที่สุดเห็นจะเป็นพระอรรณพ เขาถึงกับขบริมฝีปากแน่นอดกลั้นความผิดหวังเอาไว้ เขา... คิดแผนอย่างยากลำบากกว่าจะหาทางกำจัดผู้รุกรานนั้นได้โดยใช้ทหารที่น้อยที่สุด เพียงเพราะเขาไม่อยากส่งทหารไปตายเหมือนในสงครามอีกแล้ว แต่ก็ผิดคาดที่ความพยายามของเขาไม่ได้รับการตอบสนองจากเสด็จพ่อเลย


ประหนึ่งว่าเรื่องที่เขาทำไปเป็นเรื่องธรรมดาอย่างนั้นแหละ


พระมหรรณพเห็นหัวของพี่ชายก้มต่ำเหมือนผิดหวังรุนแรงจึงช่วยพูดให้


“เสด็จพ่อ เสด็จพี่จะต้องคิดแผนอย่างยากลำบากเป็นแน่ เสด็จพ่อน่าจะ... เอ่อ ตบรางวัลให้กับความพยายามของเสด็จพี่หน่อยนะพ่ะย่ะค่ะ”


ธาราเองก็ทนไม่ได้ที่เห็นผู้ที่ตนรักมีสีหน้าเศร้าสร้อยจึงกล่าวสนับสนุนคำพูดของพระมหรรณพ


“นั่นสิพ่ะย่ะค่ะ ผู้รุกรานเป็นศัตรูที่ร้ายกาจยิ่ง การที่พระอรรณพต่อกรกับพวกมันได้สมควรได้รับรางวัลพ่ะย่ะค่ะ”


เห็นทั้งสองช่วยพูดแทนพระอรรณพเอาเป็นเอาตาย ท้าวชลาลัยก็ได้แต่แอบเย้ยหยันในพระทัย ตรัสถามไปว่า


“พูดแบบนี้ก็เหมือนว่าอรรณพทำงานนี้เพื่อหวังรางวัล ไม่ได้มีใจปกป้องบาดาลเลยนี่นา”


คำตอกกลับมาทำให้พระมหรรณพกับธาราถึงกับสะอึก แต่ผู้ที่สะเทือนใจกว่าคือพระอรรณพ ตอนนี้ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองใครอีกเลย


“ฝ่าบาท ทุกตนล้วนทำงานเพื่อปกป้องบ้านเกิดอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นหากถูกศัตรูเข้ายึดครองก็คงมีชีวิตหาไม่กันหมดแล้ว” พระชโลธรเอ่ยขึ้นมาช้าๆ ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดังหรือเบาเกินไป “การให้รางวัลก็เหมือนเป็นการให้ขวัญกำลังใจ เป็นการบ่งบอกว่าทำอย่างนี้เป็นเรื่องที่ดีแล้ว พระอรรณพอยู่ถึงสระห่างไกลปกป้องชายแดน เสี่ยงตายทุกวัน สมควรจะได้รับรางวัลมากกว่าใครๆ นะพ่ะย่ะค่ะ”


เพราะพระชโลธรช่วยพูดให้ ท้าวชลาลัยจึงไม่กล้าหักหาญคำขอของนาคผู้เฒ่า จึงตรัสไปส่งๆ ว่า


“ก็ได้ อรรณพหากต้องการสิ่งใดก็มาบอกข้าแล้วกัน”


“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ!”


พระอรรณพเงยหน้าขึ้นมาได้อีกครั้ง เขาส่งสายตาซาบซึ้งให้กับพระชโลธร น้องชายรวมถึงคนรัก พระชโลธรกลับมาทำท่าสงบเสงี่ยมเหมือนเดิม พระมหรรณพมีความสุขตามพี่ชายไปด้วย ส่วนธาราทอดสายตามองคนรักอย่างอ่อนโยนยิ่ง


พระมหรรณพเห็นสายตาที่ทั้งสองส่งหากัน คิดว่าหากเสด็จพี่คิดขอแต่งงานกับธาราคงไปได้สวย เพราะตำแหน่งและฐานะของธาราก็คู่ควร ซ้ำยังเป็นที่โปรดปรานของท้าวชลาลัยด้วย ไม่น่าจะบอกปัดว่าไม่เหมาะกันได้


มาคิดดูแล้วแม้แต่พี่ชายที่สนิทที่สุดยังมีคนรักแล้ว แต่เขาเล่า? จนป่านนี้ก็ยังไม่มีใครเข้ามาอยู่ในหัวใจเป็นตัวเป็นตนเลย


ถึงพระมหรรณพจะเจอใครต่อใครมากมาย ทว่าก็ไม่มีใครเลยที่เขาให้ความสนใจ เพียงพบเจอ พูดคุยแล้วก็จบกันไปเท่านั้น


ราวกับว่า... ในใจเขากำลังรอใครสักคนอยู่


พระมหรรณพหลับตาลง เพ้อเจ้อไปกันใหญ่แล้ว มันก็แค่เขายังไม่เจอผู้ที่ต้องตาเท่านั้นแหละ มาคิดอะไรเพ้อฝันเหมือนนิยายอย่างนี้ไม่สมกับเป็นเขาเลย


พวกเขาประชุมอีกสักพักก็เลิก ขณะที่ทุกตนกำลังแยกย้ายกันกลับไป ท้าวชลาลัยก็รั้งเรียกพระมหรรณพไว้ก่อน


“อย่าเพิ่งไป ข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้า”


“พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ”


พระมหรรณพที่กำลังจะลุกขึ้นเพื่อส่งผู้ครองสระทั้งหลายนั้นนั่งลงทันที ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกุนทีรับหน้าแทน แต่เมื่อเหลือบไปก็เห็นว่าพระอรรณพก็ยังคงนั่งอยู่เหมือนกัน ท้าวชลาลัยก็สังเกตเห็นจึงอดประหลาดพระทัยไม่ได้ตรัสถามว่า


“อรรณพ เหตุใดเจ้าจะยังนั่งอยู่ที่นี่อีก?”


“ลูกมีเรื่องที่จะขอเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”


พระอรรณพกล่าว ได้ยินดังนั้นท้าวชลาลัยก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายมาขอรางวัลตามที่ตนรับปากไว้ จึงโบกหางอย่างรำคาญนิดๆ


“ก็ได้ๆ แต่รอก่อนแล้วกัน ข้ามีเรื่องจะพูดกับมหรรณพ”


“พ่ะย่ะค่ะ”


พระอรรณพนั่งอยู่เงียบๆ อย่างว่าง่าย ทางด้านพระมหรรณพก็ตั้งใจฟังว่าเสด็จพ่อต้องการจะพูดอะไรเขา


“เจ้ายังจำเรื่องคู่ที่ข้าเคยบอกก่อนหน้านี้ได้ไหม”


“พ่ะย่ะค่ะ ลูกจำได้”


เพราะพระมหรรณพถึงวัยจะมีคู่แล้ว ก่อนหน้านี้เสด็จพ่อก็มาถามเขาว่ามีคนในใจหรือไม่ เมื่อเขาตอบว่าไม่มีเสด็จพ่อจึงบอกว่างั้นจะเป็นคนจัดการเลือกหามาให้เอง และเขาก็ไม่ได้คัดค้านอะไร


“ข้าพิจารณาถึงความเหมาะสมแล้ว มีอยู่ตัวเลือกหนึ่งที่คู่ควรกับเจ้า เขาเป็นคนที่ฉลาดเฉลียว รูปลักษณ์ก็ไม่เลว แถมพ่อของเขาก็สนิทกับข้าพอสมควรด้วย”


พระมหรรณพฟังแล้วก็ต้องครุ่นคิด แต่ก็นึกไม่ออกว่าคู่ที่เสด็จพ่อเลือกให้เป็นใคร


“ไม่ทราบว่าคู่ของลูกคือผู้ใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”


ท้าวชลาลัยทอดพระเนตรมาที่เขา “ธารายังไงล่ะ”



*คุยกับนักเขียน


สวัสดีค่ะ นักอ่านทั้งคนเก่าและคนใหม่ทุกคน ยินดีต้อนรับสู่โลกของหิมพานต์ค่ะ อันนี้เป็นประเดิมตอนแรกที่เรียกว่าเปิดตัวละครหลักๆ เกือบจะครบเลย หวังว่าทุกคนจะให้การสนับสนุนเรื่องใหม่นี้ กดไลก์ กดแชร์ คอมเมนท์กันด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

64 ความคิดเห็น

  1. #19 cantus1011 (@cantus1011) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 กันยายน 2562 / 23:49
    เงตรียมผ้าซับน้ำตาค่ะ มาม่าแน่ๆ
    #19
    0
  2. #1 Patjungy (@Ratchuma44) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 / 21:30

    รอนะคะ
    #1
    0