Himmapan Myth วิโรธน์บาดาล (Yaoi)

ตอนที่ 14 : วิโรธน์ครั้งที่ ๑๓ ข้าไม่คิดว่าจะได้พบกับเจ้าอีก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 152
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    12 ก.ย. 62

วิโรธน์ครั้งที่ ๑๓ ข้าไม่คิดว่าจะได้พบกับเจ้าอีก


“ยังตามหาไม่เจออีกเหรอ!?”


ท้าวชลาลัยที่อยู่ในร่างของนาควาดปลายหางตบบัลลังก์จนสั่นสะเทือน เหล่าทหารเห็นความพิโรธขององค์กษัตริย์พากันนั่งคุกเข่าด้วยความสั่นกลัว


“ฝ่าบาท พวกเรากำลังทุ่มเทกำลังค้นหาอยู่พ่ะย่ะค่ะ จะต้องได้เรื่องบางอย่างแน่นอน! ”


“นี่ทุ่มเทแล้วเหรอ!? รู้ไหมว่านี่มันสองวันแล้ว! สองวันที่มหรรณพกับนีระหายไป!”


ท้าวชลาลัยทรงตวาดพระสุรเสียงดังลั่นห้อง เหล่าทหารยิ่งไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาสบพระเนตรสีแดงฉานนั้นเลย ชลัมพุที่ยืนอยู่ด้านข้างเองก็ยังต้องปิดปากเงียบสนิท ไม่งั้นความพิโรธน์อาจมุ่งเป้ามาที่เขาก็ได้


เรื่องบ้าๆ แบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไงกันนะ!?


หลังจากที่มีผู้ดูแลรับผิดชอบเรื่องราชรถมารายงานกับเบื้องบนว่าราชรถที่นำส่งนีระไปนั้นยังไม่กลับมาเสียที ทำให้หัวหน้าผู้ดูแลสงสัยจนต้องไปตามสืบ แล้วก็ได้พบกับเศษซากรถและทหารคุ้มกัน ข้ารับใช้และนางกำนัลนอนตายเกลื่อนอยู่ เห็นได้ชัดว่าถูกจู่โจมแถมยังมีร่องรอยปะทะกับรอยไหม้ของไฟนาคอยู่ด้วย นั่นยิ่งทำให้เรื่องราวบานปลายใหญ่โตขึ้นไปอีก เมื่อพระมหรรณพก็ดันหายตัวไปเช่นเดียวกับนีระ


ไม่รู้ว่าพระมหรรณพขึ้นรถไปกับนีระได้อย่างไร มันไม่ใช่เรื่องที่สมควรเลยสักนิด แต่เรื่องเหตุผลนั้นต้องไปถกกันทีหลัง ที่สำคัญคือรัชทายาทหายไปจัดว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด


ท้าวชลาลัยทรงระบายอารมณ์แต่ก็ไม่มีใครตอบสนองความคาดหวังได้เลยสักคน จึงทรงหงุดหงิดอย่างที่สุด ไพล่ถามถึงโอรสอีกองค์


“แล้วทางอรรณพล่ะเป็นยังไงบ้าง? ”


ชลัมพุรู้แล้วว่าต้องโยนคำถามที่อาจถูกปาดคอตายได้ มือที่เหี่ยวย่นนั้นบีบเข้าหาแน่น สะกดกลั้นความวิตกกังวลที่พุ่งขึ้นมาเป็นริ้วๆ


“ทางพระอรรณพ... นั้นเอ่อ...”


“ว่ามา”


เพราะท้าวชลาลัยถามพระสุรเสียงเข้มเหมือนกำลังจะอาละวาดเต็มที ชลัมพุจึงกลืนน้ำลายดังอึกตอบไปเสียงสั่น


“พระ พระอรรณพไม่สนพระทัยเรื่องของพระนีระพ่ะย่ะค่ะ บะ บอกว่าถ้าหาตัวเจอเมื่อไหร่ก็มะ มาบอกแล้วกัน...”


ตึง!


คราวนี้หางของท้าวชลาลัยฟาดลงบนพื้นชนิดที่ไม่กลัวเจ็บ พระเนตรสีแดงยิ่งเรืองรองไม่ต่างอะไรกับเปลวไฟ


“ดี… ดีมาก! พระชายาหายไปทั้งคนกลับไม่เดือดไม่ร้อน ให้มันได้อย่างนี้สิ!”


ท้าวชลาลัยจะทรงพิโรธเรื่องที่โอรสองค์โตใจร้ายกับพระชายาของตัวเองก็ไม่แปลก เพราะขนาดชลัมพุที่ไปแจ้งข่าวเรื่องนีระถูกใครสักคนลอบทำร้ายระหว่างทางกลับสระกัณณมุณฑะยังไม่อยากจะเชื่อว่าพระอรรณพจะใจร้ายใจดำได้ขนาดนี้


“เงือกนั่นถูกโจรทำร้ายเหรอ ดวงซวยแท้”


พระอรรณพฟังคำรายงานนั้นก็ยักไหล่ดูแคลน สายตาจ้องไปที่เอกสารบนมือ ทำทีว่าข่าวร้ายนั้นไม่ควรค่าแก่การใส่ใจ จนชลัมพุเกือบจะเบะปากไม่พอใจ


“พระชายาของฝ่าบาทหายไป จะไม่ทรงออกตามหาสักหน่อยหรือพ่ะย่ะค่ะ”


“ข้างานยุ่งนะ ไม่มีเวลาหรือกำลังไพร่พลไปทำเรื่องแบบนั้นหรอก อีกอย่างมีคนช่วยตามหาแล้วไม่ใช่เหรอ ถ้าหาตัวเจอเมื่อไหร่ก็มาแจ้งแล้วกัน” พระอรรณพปฏิเสธอย่างไม่ใยดี


“แต่นั่นพระชายาของพระองค์นะพ่ะย่ะค่ะ!”


“เออ ข้ารู้ แต่แล้วยังไงเล่า!?” พระอรรณพตวัดสายตามามองข้ารับใช้ของเสด็จพ่อ ดวงตาสีแดงที่คล้ายคลึงกับท้าวชลาลัยดูโหดเหี้ยมและเย็นชา “ข้ายอมแต่งกับมัน ให้ตำแหน่งพระชายาที่ไม่คู่ควรกับมัน แล้วยังจะต้องทำอะไรให้อีกล่ะ? ถ้ามันจะไปตายที่ไหนข้าก็ไม่สนใจหรอก!”


คำสารภาพที่แฝงด้วยความเกลียดชังนั้นทำให้ชลัมพุสะอึก เขาเคยคิดในแง่ดีว่าหากนีระกับพระอรรณพใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันคงมีสักวันที่จะเข้ากันได้ แต่คงคิดผิดไปถนัด


คนที่เกลียดกันและมีอคติบังตา ให้ตายยังไงก็ไม่มีทางรักกันได้!


ชลัมพุสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อข่มอารมณ์ ก่อนจะมองหน้าพระอรรณพด้วยความผิดหวัง


“ถึงจะทรงเกลียดพระชายามากเพียงใด แต่ด้วยมโนธรรมก็ควรจะห่วงบ้าง นั่นคือคุณธรรมอันดีที่นาคควรมี ทรงทำแบบนี้ไม่คู่ควรจะเป็นนาคอันทรงเกียรติเลย”


“ชลัมพุ!”


เพล้ง!


ขวดแก้วที่ใส่เครื่องหอมถูกเขวี้ยงเฉียดหน้าของชลัมพุไป มันกระแทกเข้ากับผนังและตัวแก้วแตกกระจาย ดอกไม้หอมที่ลอยอยู่ก็โดนฝูงปลารุมตอดกินไปทันที


ชลัมพุหาได้กลัวการอาละวาดใส่แบบนี้ไม่ ตรงข้ามดวงตาของผู้ที่ผ่านการรับใช้กษัตริย์มาถึงสองรุ่นกลับมองพระอรรณพอย่างเวทนาและสมเพช


“เห็นแบบนี้กระหม่อมก็คิดว่าท้าวชลาลัยทรงทำถูกแล้วที่ให้พระมหรรณพเป็นรัชทายาท คนพระทัยดำเช่นพระองค์คิดถึงแค่ตัวเองคงทำให้บาดาลล่มจม”


“ชลัมพุ!” พระอรรณพผุดลุกขึ้นยืนแล้วชี้หน้าข้ารับใช้ของเสด็จพ่อด้วยความเกรี้ยวกราด “อย่าคิดว่าเจ้าเป็นคนสนิทของเสด็จพ่อแล้วข้าจะไม่ทำอะไรนะ!”


“ทรงอยากจะทำโทษกระหม่อมก็เชิญพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมอายุจนปูนนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่าพระองค์ ที่พูดก็เพื่อตักเตือนดั่งผู้ใหญ่สอนบุตรหลาน หากทรงมีอคติบังตาไม่เชื่อคำพูดของคนแก่อย่างกระหม่อมก็แล้วแต่พระองค์เถิดพ่ะย่ะค่ะ”


ชลัมพุไม่อยู่รั้งรอที่นี่ให้เสียอารมณ์อีกแล้ว จึงก้มหัวลงจากนั้นก็ว่ายน้ำออกไป ในตอนที่ออกมาเขามองรหัทที่ยืนนิ่งด้วยความอึดอัดใจอยู่


“ถึงจะเปลี่ยนเจ้านายไม่ได้ แต่เราทำในสิ่งที่ถูกต้องได้ เข้าใจใช่ไหมรหัท”


องครักษ์ของพระอรรณพถึงกับชะงัก ดวงตาหลุบลง ก่อนจะยกมือไหว้


“ขอรับ ท่านชลัมพุ ขอบคุณสำหรับการสั่งสอน”


คิดมาถึงตรงนี้ชลัมพุได้แต่ส่ายหน้าอ่อนใจ เขาได้แต่หวังว่ารหัทจะมีความกล้าพอพูดเตือนเจ้านายบ้าง ถึงมันจะเป็นเรื่องยากแค่ไหนก็ตาม เขาก็อยากให้ใครสักคนช่วยฉุดรั้งศีลธรรมของพระอรรณพไว้ก่อนจะสายเกินไป


ท้าวชลาลัยฟุบอยู่บนบัลลังก์อย่างอ่อนแรง “ไป พวกเจ้าออกไปตามหาใหม่ ค้นให้ทุกซอกทุกมุม ยังไงก็ต้องตามหาพวกเขาทั้งสองคนให้พบให้ได้!”


“พ่ะย่ะค่ะ/เพคะ”


ทหารเหล่านั้นรีบแยกย้ายไปทำงานกันต่อทันที ยังไงก็ยอมเหนื่อยไปตามหาคนดีกว่ามารองรับอารมณ์ยามพิโรธน์ขององค์เหนือหัว


นานมาแล้ว... ก่อนที่เรื่องราวแห่งโศกนาฏกรรมจะเกิดขึ้น


ตอนนั้นเขามายืนส่งคนรักถึงชายแดน เพราะภารกิจที่ได้รับจากองค์กษัตริย์ทำให้อีกฝ่ายต้องจากเขาไปอย่างช่วยไม่ได้


“ข้าไม่อยากให้เจ้าไป”


หากคนอื่นมาได้ยินคำพูดของเจ้าชายอย่างเขาคงบอกว่าช่างดื้อรั้นยิ่ง แต่หารู้ไม่ว่านั่นไม่ใช่ความเอาแต่ใจแต่มันคือความห่วงใยต่างหาก


คนรักของเขาถูกส่งไปอยู่กับศัตรูเชียวนะ จะไม่ให้ห่วงจนเป็นบ้าได้ยังไงกัน


อีกฝ่ายยิ้มอย่างอ่อนใจ “กระหม่อมจำต้องไป หาไม่แล้ว... ความสงบสุขคงไม่มีทางเยือนระหว่างสองเมือง”


“ก็แล้วทำไมต้องเป็นเจ้าด้วยเล่า!” เขาจับมือคนตรงหน้าไว้แน่น ดวงตาสั่นไหวยามคิดว่าเขาจะไม่ได้เห็นอีกฝ่ายนานเท่าใด “มีคนอื่นมากมายที่เก่งกล้าสามารถไปแทนเจ้าได้ เสด็จพ่อก็ช่าง...”


ที่จริงเขารู้ว่าทำไมเสด็จพ่อถึงส่งอีกฝ่ายไป แต่เขาไม่พูดออกมา


ความรักระหว่างเพศเดียวกันมันเป็นสิ่งต้องห้าม... ในฐานะเจ้าชายที่ต้องมีชายาสืบทอดวงศ์ตระกูล การไปรักกับผู้ชายเป็นเรื่องเสียเปล่า


คนรักของเขาก็รู้ถึงได้ยอมไป นั่นไม่ใช่การแสดงความจงรักภักดีต่อเมืองเกิดอย่างเดียว แต่มันช่วยไม่ให้สถานะของเขาลำบากไปกว่านี้


เป็นเจ้าชายแล้วจะมีค่าอะไร หากไม่ได้ครองคู่กับคนที่ตนรักจริงๆ น่ะ!


“กระหม่อมสัญญาว่าจะกลับมาหาพระองค์อย่างแน่นอน” ดวงตาคมนั้นสบกับเขาอย่างมุ่งมั่น “จะทรงเชื่อในตัวกระหม่อมได้หรือไม่”


“อืม” เขาตอบรับเสียงเบา “ถ้าข้าไม่เชื่อเจ้าแล้ว ข้าจะเชื่อใครได้อีก”


ในวังที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี คนที่จริงใจต่อเขาจริงๆ จะมีสักกี่คนกัน และคนที่เขาเชื่อใจที่สุดก็ดันไม่อยู่ข้างกายเขาอีกต่อไปแล้วด้วย


อีกฝ่ายก้มหน้าลงมาแล้วจูบลงบนมุมปากเขาแผ่วเบาคล้ายทั้งเสียดายและโหยหา ขณะที่ริมฝีปากเอื้อนเอ่ยถ้อยคำหวานหู


“กระหม่อมรักพระองค์”


“ข้าก็รักเจ้า” ไม่รู้ทำไมพอฟังคำบอกรักนั้นแล้ว แทนที่จะดีใจแต่ในอกกลับเต็มไปด้วยความขมขื่น “ข้าจะรอเจ้า จะรอตลอดไป”


ในตอนนั้นถ้าเขาไม่เป็นฝ่ายรอ... หรือดื้อด้านโดยไม่คิดถึงฐานะเจ้าชายของตัวเองสักหน่อย บางที... พวกเขาคงไม่ต้องทำบาปแล้วทุกข์ทรมานด้วยกันในทุกชาติแบบนี้หรอก


เฮือก!


นีระสะดุ้งตื่นขึ้นมา ดวงตาที่เบิกโพลงยังจับภาพไม่ได้ในทีแรก ทว่าเมื่อเขาผ่อนลมหายใจก็เริ่มจะมองเห็นชัดขึ้น มันคือเพดานห้องที่ไม่คุ้นเคย และที่สำคัญก็คือมันไม่ได้อยู่ใต้น้ำ


“ที่ไหน... กันเนี่ย?”


เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาก็พบว่าตัวเขานอนอยู่ในอ่างไม้ มีน้ำแช่เอาไว้จนเต็มไม่ให้ตัวเขาแห้งเกินไป ถึงอย่างนั้นเงือกอย่างเขาก็ทนต่อความแห้งในระดับหนึ่ง ไม่ได้แช่ในน้ำวันหนึ่งก็ไม่ตายหรอก


“จริงสิ พระมหรรณพล่ะ!?”


พอสติกลับคืนมา ภาพความทรงจำที่แวบเข้ามาคือตัวเองกับพระมหรรณพที่โดดลงไปในกระแสน้ำเชี่ยว เขาปีนป่ายออกจากอ่างก่อนจะร่วงแปะลงมาที่พื้น เพราะไม่มีขาเขาจึงไม่สามารถเดินไปไหนมาไหนได้อิสระ กระนั้นตามตัวของเขาก็มียาและผ้าพันแผลพันไว้เต็มไปหมด


“ใจเย็นๆ ก่อน อุตส่าห์แผลใกล้หายสนิทแล้วจะให้มันอักเสบเพราะแรงกระแทกพวกนั้นไม่ได้นะ”


คนที่พูดถือชามใส่สมุนไพรเข้ามา เป็นฤาษีท่าทางทรงภูมิคนหนึ่ง อีกฝ่ายมีหนวดเคราสีขาวยาวจนมาถึงเอว นุ่งห่มด้วยผ้าที่ทำจากขนสัตว์สีน้ำตาล ชายผ้ายาวลงมาจนถึงข้อเท้า ฤาษีวางถ้วยยากับโต๊ะและจะเข้ามาพยุง แต่นีระกลับถามหาพระมหรรณพก่อน


“พระ... ข้าหมายถึงนาคที่มากับข้าละขอรับ”


“ถ้านาคตนนั้นก็อยู่นู่นอย่างไร”


ฤาษีพยักเพยิดไปยังห้องด้านใน เพราะมีม่านไม้ไผ่บังอยู่จึงมองไม่เห็นแต่เมื่อลมเลิกม่านขึ้น นีระก็เห็นเกล็ดสีทองสะท้อนมาจากข้างใน


“พระมหรรณพ...”


นีระคืบคลานจะไปหา ฤาษีเห็นแบบนั้นก็ทนไม่ไหวต้องรั้งตัวเอาไว้


“จะคลานเป็นงูหรืออย่างไร เกล็ดปลาไม่ได้เหมือนกับเกล็ดงูหรอกนะ คลานแบบนี้เกล็ดได้ถลอกกันพอดี เอ้า กลับเข้าอ่าง...”


“ข้าอยากพบเขา” นีระเงยหน้าขึ้นมา ส่งสายตาเว้าวอน “ได้โปรดเถิด ท่านฤาษี”


“แต่นาคตนนั้นไม่เป็นไร...”


“ท่านฤาษี ให้ข้าพบเขาเถอะขอรับ”


“เฮ้อ…”


คนถูกขอร้องถอนหายใจหนึ่งคำรบ ก่อนจะยอมประคองนีระขึ้นมา เรี่ยวแรงของฤาษีนั้นไม่ใช่เล่นๆ เลย แต่นีระก็ไม่ได้สนใจมากนักเพราะความสนใจของเขาจดจ่อไปที่คนคนเดียว


“พระมหรรณพ!?”


ถึงฤาษีจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่ยาที่พอกลงบนบาดแผลกับผ้าที่พันแผลอยู่ก็ไม่ใช่เล่นๆ เลย บนตัวของพระมหรรณพมีกลิ่นสมุนไพรฉุนเสียดจมูกแต่นีระหาได้สนใจ พอฤาษีประคองเขามาถึงห้องได้ ก็ทิ้งตัวลงด้านข้างที่นอนของนาคทันที


“นี่... ไม่เป็นไรจริงหรือ?”


พูดตามตรงว่าจากสภาพของพระมหรรณพตอนนี้เขาไม่อาจเชื่อคำบอกที่ว่าไม่เป็นไรได้เลย ทั้งเนื้อทั้งตัวมีบาดแผลเต็มไปหมดจนต้องพอกยาไว้หนาเตอะ เขาไม่กล้ายื่นมือไปแตะต้องเลยด้วยซ้ำ


“แผลที่ใหญ่ที่สุดคือตรงนั้น” ฤาษีวาดมือไปยังกึ่งกลางลำตัวที่มีกลิ่นเลือดกับกลิ่นสมุนไพรแรงที่สุด “ดูเหมือนจะถูกกรงเล็บพญาครุฑเข้าไปเต็มๆ แต่ดีที่ว่าข้ามีสมุนไพรอยู่ครบครันจึงใช้รักษาได้ทันท่วงที หาไม่เขาอาจจะตายในเวลาไม่ช้า แต่ตอนนี้รอดพ้นขีดอันตรายแล้ว”


“อย่างนั้นหรือ...”


ตอนที่พวกมันพุ่งจู่โจมเข้ามานีระก็เห็นเหมือนกัน แต่ว่าตอนนั้นยังไม่ทันคิดอะไรเพราะทั้งเขาและพระมหรรณพร่วงหล่นไปในกระแสน้ำเชี่ยว โดนน้ำดันกระแทกกระทั้นไปตลอดทางจนสลบฟื้นขึ้นมาก็อยู่ที่นี่แล้ว


“ที่เห็นเหมือนหนักหนาก็เพราะว่าตามตัวมีรอยโดนหินบาดหินตำและรอยช้ำ นาคตนนี้โอบกอดปกป้องเจ้ามาตลอดทางก็เลยบาดเจ็บหนักกว่าเจ้า แต่ก็อย่างที่บอกไปเขาพ้นขีดอันตรายแล้ว”


ฤาษีอธิบายให้ฟัฝ ได้ยินดังนั้นนีระก็มองพระมหรรณพด้วยแววตารักใคร่


“ช่างโง่เง่าเหลือเกิน...”


นีระรำพึงแผ่วเบา ริมฝีปากสั่นระริก ทำไมชายคนนี้ถึงเป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยเลย ทำไมถึงไม่ห่วงตัวเองบ้าง ไม่รู้หรือไงว่าความคิดที่อยากจะปกป้องน่ะไม่ได้มีแค่ตัวเองคนเดียว เขาเองก็ไม่อยากให้อีกฝ่ายบาดเจ็บเพราะเขาเหมือนกัน!


ฤาษีมองอากัปกิริยาที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยของเงือกก็สั่นศีรษะน้อยๆ


“ท่านนี่ยังเหมือนเดิมไม่มีผิด ชายคนนี้ก็ด้วย ที่ว่าเป็นเวรเป็นกรรมนั่นคงจะจริงสินะ แต่หากท่านไม่รีบแก้ปมกับเจ้ากรรมนายเวรคนนั้นละก็ชายผู้นี้ก็อาจจะไม่รอดไปด้วยนะ”


คำพูดของฤาษีทำให้นีระถึงกับเงยหน้าขึ้น ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างผุดขึ้นในอกจนเขาต้องถามออกไป


“ข้า... รู้จักท่านมาก่อนหรือไม่?”


“มันเป็นเรื่องที่นมนานมาแล้ว” ฤาษีทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ กิริยาท่าทางไม่ได้ทรงภูมิเหมือนเช่นตอนแรกที่พบกันอีกแล้ว กลับเหมือนเด็กตัวน้อยที่กำลังงอนมากกว่า “นามที่คนทั้งหิมพานต์รู้จักก็คือฤาษีสุริเยนท์ แต่นามจริงของข้าคือ...อาทิตย์”


“อาทิตย์? นี่เจ้า...”


ทันทีที่ได้ยินชื่อนั้นนีระก็เบิกตากว้าง ฤาษีสุริเยนท์หรือนามจริงคืออาทิตย์ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย


“ท่านมีความทรงจำจากชาติก่อนติดตัวมาจริงๆ ด้วย ใช่แล้ว ข้าคืออาทิตย์ ลูกศิษย์คนโปรดของท่านไง ท่านอาจารย์”


*คุยกับไรท์เตอร์*

ทั้งสองคนรอดปลอดภัยมาได้ เพราะความช่วยเหลือของฤาษีสุริเยนท์ ซึ่งเขากลับมีความเกี่ยวข้องกับนีระมากกว่าที่คิด เรื่องราวของพวกเขาจะเป็นอย่างไรนั้นมาติดตามในตอนหน้านะคะ

ปล. ไรท์อ่านคอมเมนท์ของทุกคนอยู่เรื่อยๆ นะคะ ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนท์และกำลังใจค่ะ ขอให้นักอ่านทุกคนแข็งแรง มีความสุขนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

64 ความคิดเห็น

  1. #51 i s a r a (@rossani) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 15:59
    จะแก้ปมยังไงคะเนี่ย ปมใหญ่เหลือเกิน
    #51
    0
  2. #26 tas42768 (@tas42768) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 06:54
    ค่อยๆเผยความจริงแล้วววววว
    #26
    0
  3. #25 Patjungy (@Ratchuma44) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 กันยายน 2562 / 21:02
    รอตอนต่อไปนะคะ
    #25
    0
  4. #24 cantus1011 (@cantus1011) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 กันยายน 2562 / 20:23
    อยากตบอรรณพให้หายแค้นสักที มีที่ไหนทำตัวไม่สมอายุ หัดแยกแยะบางสิโถ่ววว
    #24
    0