Himmapan Myth วิโรธน์บาดาล (Yaoi)

ตอนที่ 10 : วิโรธน์ครั้งที่ ๙ ตัวตนของข้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 128
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    28 ส.ค. 62

วิโรธน์ครั้งที่ ๙ ตัวตนของข้า


บรรยากาศระหว่างทั้งสี่คนเต็มไปด้วยความอึมครึมทันที นีระยังไม่รู้ตัวว่าพูดสิ่งที่เป็นชนวนให้เกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นมาเสียแล้ว และก่อนที่ใครจะได้พูดอะไรออกมา เสียงประกาศที่หน้าประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง


“ท้าวชลาลัยเสด็จ!”


คราวนี้ผู้คนที่จับกลุ่มพูดคุยก็แตกฮือ ต่างคนต่างแยกย้ายไปประจำที่ของตน แม้แต่พวกนีระเองก็ยังต้องหยุดการสนทนานี้ไปนั่งยังโต๊ะที่จัดเตรียมไว้


ด้วยฐานะของนีระย่อมได้นั่งข้างๆ พระอรรณพอย่างช่วยไม่ได้ เงือกหนุ่มสัมผัสได้ถึงความกรุ่นโกรธที่เจืออยู่ในน้ำส่งผ่านมาถึงเขาจนแขนหนาววาบๆ อดเหนื่อยใจไม่ได้ว่าอีกฝ่ายอารมณ์แปรปรวนโกรธอะไรเขาอีกแล้วล่ะเนี่ย


ในระหว่างที่ทุกคนกำลังทำความเคารพท้าวชลาลัย สายตาของธาราจ้องไปที่นีระตลอดเวลาด้วยความขุ่นเคือง นางกำนัลคนสนิทรับรู้อารมณ์ของเจ้านายได้ พูดเสียงเบาโหมกระพือความโกรธขึ้นไปอีก


“ช่างเป็นเงือกที่ปากร้ายจริงๆ นะเจ้าคะ คำพูดเมื่อกี้จงใจทำให้ท่านธารากับพระอรรณพเสื่อมเสียชัดๆ เลย”


“เจ้าเงียบเถอะ”


ถึงธาราจะไม่พอใจแต่ไม่มีทางแสดงออกมาทางสีหน้าและวาจาอย่างเปิดเผย ทำได้เพียงแค่มองนีระที่นั่งเคียงข้างพระอรรณพด้วยความอิจฉาริษยา

ตำแหน่งนั้นควรจะเป็นของเขาแท้ๆ ...


ทว่าธาราที่เดิมหงุดหงิดอยู่แล้ว ยิ่งรู้สึกแย่ขึ้นไปอีก เมื่อท้าวชลาลัยว่ายผ่านเขาไปแล้วให้ความสนใจนีระเสียอย่างนั้น


“นี่... พระชายาของอรรณพหรือ?”


ท้าวชลาลัยกวาดพระเนตรขึ้นลงคล้ายกับตกตะลึงไป นีระโค้งตัวลงกึ่งๆ จะหมอบกราบ


“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”


“สุภาษิตที่มนุษย์พูดไว้ว่าไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่งเป็นเรื่องจริง” ท้าวชลาลัยที่มีใบหน้าเรียบเฉยมาตลอดแย้มพระโอษฐ์เล็กๆ ออกมา “เจ้างดงามมาก”


“ขอบพระทัยที่ทรงชมพ่ะย่ะค่ะ”


นีระระบายรอยยิ้มบางเบาออกมาอย่างสงวนท่าที ตรงข้ามกับพระอรรณพที่ใบหน้าตึงมากขึ้นคล้ายคนเคี้ยวของขมเข้า ส่วนธาราไม่ต้องพูดถึง สีหน้ายามนี้ดูไม่ได้จนต้องก้มหัวลงเพื่อเก็บซ่อนมันไว้


คนที่ยินดีกับคำชมนี้คงมีแค่พระมหรรณพคนเดียว ดวงตาสีมรกตเป็นประกายเจิดจ้า และพอได้สบเข้ากับดวงตาสีนิลคู่นั้นโดยบังเอิญ เขาก็คลี่ยิ้มอ่อนโยนให้


อะ อะไรของเขา?


นีระไม่ได้ตั้งใจจะสบตากับพระมหรรณพ แต่เพราะจังหวะที่เงยหน้าดันไปเห็นพระมหรรณพมองตนอยู่พอดีก็เท่านั้น ที่ตกใจคืออีกฝ่ายดันส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้


หัวใจของนีระเต้นระรัวเพราะความเขิน ได้แต่เบือนหน้าทำเป็นไม่รับรู้รอยยิ้มของอีกฝ่าย กระนั้นพระมหรรณพกลับจับสังเกตความเขินอายได้จึงหัวเราะน้อยๆ ทำเอาธาราที่นั่งอยู่ข้างๆ งุนงง


“ทรงพระสรวลเรื่องอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”


“ข้าแค่เห็นปลาน้อยน่ารักตัวหนึ่งน่ะ เจ้าไม่ต้องสนใจหรอก”


“พ่ะย่ะค่ะ...”


ธาราคิดในใจว่าคนข้างกายนี้ช่างมีความสุขได้ง่ายเหลือเกิน แค่ปลาตัวเดียวก็ทำให้หัวเราะได้แล้ว


ท้าวชลาลัยขึ้นไปประทับบนบัลลังก์ กวาดพระเนตรไปทั่ว เห็นว่าทุกคนมากันพร้อมหน้าพร้อมตาจึงรับสั่งว่า


“เอาละ ขึ้นบนบกกันเถอะ”


“พ่ะย่ะค่ะ/เพคะ!”


เหล่าข้ารับใช้และนางกำนัลแยกย้ายกันไปประจำตำแหน่งที่ริมห้อง นีระกำลังสงสัยว่าพวกเขาจะขึ้นไปบนบกได้อย่างไรนั้น กำแพงที่ล้อมจนกลายเป็นห้องนั้นก็กางออกเผยให้เห็นสภาพที่แท้จริง


ที่แห่งนี้คือเรือหรอกหรือเนี่ย!?


นีระเพิ่งจะตระหนักถึงรูปร่างของมันเป็นครั้งแรก ตอนที่เห็นวังแห่งนี้ก็คิดอยู่ว่าทำไมถึงได้มาร่วมตัวสังสรรค์วัสสสานฤดูที่นี่ ทำไมไม่ขึ้นบนบก ที่แท้ก็คือนั่งเรือล่องขึ้นไปบนผิวน้ำนี่เอง


“ปลดโซ่ได้!”


เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!


โซ่ยักษ์ที่ตรึงเรือลำนี้ไว้ถูกปลดออก เรือซึ่งจมมาตลอดหนึ่งปีก็ค่อยๆ ลอยขึ้น นีระนั่งอยู่ที่เก้าอี้มองผิวหน้าที่เลื่อนเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ


ซ่า!


เรือลำใหญ่ลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำ อากาศบริสุทธิ์กรุ่นกลิ่นอายของป่าเข้าปอดของนีระเต็มที่ เขามองแสงแดดอุ่นลอดผ่านแมกไม้เขียวขจีลงมาต้องร่างที่เปียกชุ่ม เรือที่พวกเขานั่งโคลงเคลงเล็กน้อยเพราะน้ำหนักกับน้ำบนเรือ แต่เมื่อพวกบ่าวไพร่ทำการสูบน้ำออกไปจนหมด เรือก็เริ่มลอยอยู่เหนือน้ำอย่างมั่นคง


“ท้าวชลาลัย มาเสียทีนะ!”


บนฝั่งนั้นมีซุ้มขนาดใหญ่ หลังคาที่ใช้บังแดดทำมาจากหญ้าและพวกไม้ต่างๆ เอามาสุมสานกันไว้เหมือนกับรังนก กระนั้นก็ยังตกแต่งด้วยดอกไม้ทำให้ไม่ดูแข็งกระด้างและแห้งแล้งเกินไป ผู้ที่เอ่ยทักทายเป็นนรสิงห์ เจ้าแห่งป่าหิมพานต์ ถ้าหากใต้บาดาลมีพญานาคปกครอง บนบกก็คือนรสิงห์


ท้าวสีหราช ถ้าให้บรรยายคือมีท่าทีองอาจดั่งราชสีห์ของจริง รูปร่างที่ใหญ่โตกำยำแสดงถึงความแข็งแกร่ง ผิวสีออกน้ำตาลเพราะแดดนั้นก็ยิ่งน่าเกรงขาม แต่งองค์ทรงเครื่องด้วยภูษาสีเขียวใบไม้และทองแสดงถึงฐานะ


“ไม่ได้เจอกันเสียนาน ท้าวสีหราชยังดูสบายดีนะ” ท้าวชลาลัยทักทายกลับอย่างเป็นมิตร รอยยิ้มกระจายอยู่เต็มพระพักตร์ “ท่านดูตัวใหญ่ขึ้นอีกแล้ว”


“นี่ท้าวชลาลัยจงใจล้อเลียนข้าใช่หรือไม่? ต่อให้ตัวใหญ่แค่ไหนก็ไม่อาจสู้ท่านในร่างพญานาคได้หรอก” ท้าวสีหราชว่าแล้วกลั้วหัวเราะ บรรยากาศเป็นกันเองแผ่กระจายไปทั่ว


นีระมองพวกขุนนางท่านอื่นที่เริ่มเข้าหาขุนนางบนบกบ้าง เสียงหัวเราะดังขึ้นจากตรงนั้นตรงนี้ ก่อนที่เสียงกระพือปีกจะดังขึ้นเหนือหัวทำให้ทุกคนต้องเงยหน้าพร้อมกัน


ขบวนนกหลากหลายสายพันธุ์มุ่งตรงมา นำด้วยพญาครุฑปีกสีน้ำตาลทองอันน่าเกรงขาม ปีกยามสะบัดนั้นเสียงดังไม่ต่างจากลมกรรโชก ทุกคนรู้โดยพร้อมกันว่าเหล่าผู้อาศัยบนฟากฟ้าได้มาร่วมงานแล้ว


“ข้ามาสายที่สุดหรือนี่?”


พญาครุฑร่อนลงบนพื้นเสียงดังตึง แผงอกเปลือยเปล่าเต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลเป็นจากการสู้รบนับไม่ถ้วน โจงกระเบนสีเหลืองคาดทับด้วยหนังสีน้ำตาลให้ความคล่องแคล่วในการเคลื่อนไหว คนผู้นี้คือผู้ปกครองท้องฟ้า ท้าวไวนเตยะนั่นเอง


“ท่านไม่ได้มาสายหรอก งานมันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น” ท้าวสีหราชกล่าวด้วยรอยสรวลที่กว้างขึ้น “เอาละ มาเฉลิมฉลองให้กับวัสสานฤดูกันเถิด!”


สิ้นเสียงนั้นเหล่าบ่าวำไพร่ก็เริ่มทำงานของตน อาหารมากมายถูกยกออกมา กษัตริย์ทั้งสามไปร่วมสังสรรค์กันที่โต๊ะใหญ่กลางลาน ส่วนที่เหลือทั้งเชื้อพระวงศ์และขุนนางก็เลือกที่นั่งตามอัธยาศัย สำหรับคนที่อยากจะสานสัมพันธ์ก็มักจะเข้าหาคนที่มีประโยชน์ต่อตำแหน่งกัน


ทันทีที่เปิดงานเลี้ยงพระอรรณพก็ทิ้งนีระทันที เนื่องจากเขาเป็นเงือก ไม่มีขาเดินไปไหนมาไหนแบบบนบกได้จึงมีแต่ต้องนั่งอยู่ที่เดิม


นีระไม่ได้ว่าอะไร อีกฝ่ายจะเฉยชากับเขาก็ช่างเถิด แค่ได้มาสูดอากาศบนบกแบบที่หาได้ยากก็คุ้มค่าพอแล้ว


“ข้าขอนั่งด้วยหรือไม่?”


นีระที่กำลังเหม่อมองพระจันทร์เต็มดวงอยู่ถึงกับสะดุ้งน้อยๆ พอผินหน้าไปก็เห็นพระมหรรณพยืนอยู่เบื้องหน้าตน


ทำไมมาอยู่ตรงนี้ล่ะ?


“หากฝ่าบาทประสงค์กระหม่อมจะคัดค้านได้อย่างไร แต่ว่าพระองค์ไม่ต้องไปทักทายเชื้อพระวงศ์ของเผ่าอื่นๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ”


นีระไม่อยากให้อีกฝ่ายมายุ่งเกี่ยว แต่จะห้ามตรงๆ ก็ไม่ได้เลยยกข้ออ้างเรื่องหน้าที่ในฐานะรัชทายาทขึ้นมา ทว่าคนตรงหน้าก็หาได้ใส่ใจหน้าที่ของตนไม่ กลับนั่งลงฝั่งตรงข้ามเขา


“นั่นมันหน้าที่ของเสด็จพ่อต่างหาก ข้าคุยเรื่องงานไปตอนนี้ก็ไม่ได้หรอก อีกอย่างนั่งเฉยๆ ตรงนี้ต่อให้ข้าไม่ไปทักทายเดี๋ยวก็มีคนมาทักทายเอง”


“เช่นนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”


เอาเถอะถ้าอีกฝ่ายจะยืนกรานนั่งกับเขาให้ได้ ห้ามไปก็เท่านั้น นีระมองคู่สนทนาก็พบว่าพระมหรรณพกำลังจ้องเขาเขม็ง


“มีอันใดพ่ะย่ะค่ะ?”


นีระเริ่มลูบหน้าด้วยความเป็นกังวล การแต่งหน้าแต่งตัวของเขามีตรงไหนที่เป็นปัญหางั้นหรือ พระมหรรณพมองอยู่พักหนึ่งก่อนจะชี้นิ้วไปที่เส้นผมสีดำขลับของเขา


“เจ้าตัดผมหรือ?”


“ตัดผม? อ๋อ พ่ะย่ะค่ะ พอดีอยากให้หัวโล่งสักหน่อย”


นีระโกหกออกไป เขาไม่ต้องการให้พระมหรรณพมารับรู้การกระทำอันหยาบคายของพี่ชาย คนตรงหน้าจ้องมองเส้นผมสีดำขลับที่สั้นลงเหลือแค่ระดับต้นคอแล้วก็ยิ้มบาง


“เอาเถอะ เจ้าไว้ผมยาวก็ให้ความรู้สึกแบบหนึ่ง พอผมสั้นแล้วเจ้าก็ดูสดใสดี”


“ขอบพระทัยที่ทรงชมพ่ะย่ะค่ะ”


ถ้าตอนนั้นพระอรรณพไม่ผละจากเขาไปเสียก่อน ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าทรงผมของเขาคงได้สั้นลงจนกลายเป็นโกนหัวนั้นจะยังได้รับคำชมจากพระมหรรณพอยู่หรือเปล่า


เงือกหัวโล้น… คงน่าเกลียดพิลึกนะ


“พระมหรรณพ”


ระหว่างที่นั่งคุยอยู่ก็คนมาทักทายพระมหรรณพ ตนหนึ่งเป็นครุฑหนุ่มอีกตนเป็นนรสิงห์ที่เพิ่งจะเป็นผู้ใหญ่ได้ไม่เท่าไหร่ ดูจากเครื่องแต่งกายที่มีทองและอัญมณีก็รู้ว่าคือชนชั้นสูง


“พระสุบรรณ พระนฤเคนทร์”


พระมหรรณพลุกขึ้นต้อนรับ แต่นีระที่ยืนไม่ได้ทำได้แค่ยกมือไหว้อยู่กับที่นั่ง


“ก็ว่าหาตัวอยู่ ที่ไหนได้มาหลบบนเรือนี่เอง” นรสิงห์เจ้าของนามพระนฤเคนทร์ตบบ่าพระมหรรณพเบาๆ พร้อมกับมองเงือกเกล็ดสีเงินด้วยความสนใจ “ไม่ทราบว่าท่านนี้คือ...?”


“พระชายาของพระอรรณพ นามว่าพระนีระ”


พระมหรรณพแนะนำให้กับรัชทายาททั้งสองรู้จัก พวกเขาก็บางอ้อ กระนั้นก็มีสีหน้าประหลาดใจอยู่


“เสด็จพี่ของเจ้าแต่งงานแล้วหรือนี่” พระสุบรรณกะพริบตาปริบๆ ปีกบนหลังกระพือน้อยๆ ด้วยความแปลกใจเพราะเพิ่งทราบข่าวนี้


“แถมยังเป็นเงือกที่งดงามอีกด้วย” พระนฤเคนทร์ชื่นชมเงือกตรงหน้า แล้วส่งยิ้มเป็นมิตร “ยินดีที่ได้รู้จักนะ พระนีระ ข้าคือพระนฤเคนทร์”


“ส่วนข้ามีนามว่าพระสุบรรณ”


“ยินดีที่ได้พบทุกๆ พระองค์พ่ะย่ะค่ะ”


นีระยิ้มให้บ้าง เพราะสัมผัสได้ว่าทั้งสองคนนี้เป็นมิตรจริงใจ ไม่ได้มีท่าทีดูถูกหรือเหยียดเขาที่เป็นเงือกต่ำต้อยเลย


“เป็นคนที่สุภาพเรียบร้อยดีจังเลยน้า เฮ้อ ถ้าคู่ชีวิตของข้าได้อย่างนี้บ้างก็ดี” พระนฤเคนทร์พูดออกมาด้วยความอิจฉาหน่อยๆ


พระมหรรณพมองคนบ่น “ท่านได้คู่แล้วหรือ?”


“ยังหรอก แต่ก็นะ... ถ้าเพื่ออำนาจจะมีสักกี่คนที่ข้าจะแต่งด้วยได้ล่ะ” พระนฤเคนทร์ทำหน้าย่นยู่เหมือนกำลังกลุ้มใจ “ที่มีอยู่นี่ก็... มีแต่คนเข้าใจยากแถมยังไม่มีความละเอียดอ่อนเอาเสียเลย!”


พระสุบรรณหัวเราะน้อยๆ “ลำบากหน่อยนะ”


“อืม ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วไม่เห็นจำเป็นต้องแต่งกับคนบนบกด้วยกันเลยนี่นา ใต้น้ำหรือบนฟ้าก็ได้ทั้งนั้นแหละ พวกท่านมีคนดีๆ แนะนำข้าบ้างไหม!?”


“นั่นสินะ ก็มี…”


นีระนั่งฟังอยู่ในวงสนทนาอย่างสงบ บางครั้งพวกเขาก็หันมาคุยและหยอกล้อเขาบ้างพอให้ขบขัน นีระถึงกับยิ้มออกมาหลังจากได้พูดคุยกับทั้งสามคน


อา... เขายิ้มแล้ว


คนที่ดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้มมากกว่าใครก็คือพระมหรรณพ ถึงแม้ว่าตั้งแต่เข้างานมานีระจะอมยิ้มน้อยๆ ตลอดเวลา แต่เขาก็รู้ว่ารอยยิ้มนั้นเป็นแค่ของปั้นแต่งเท่านั้น


เพราะรอยยิ้มที่ใช้แสดงออกไม่เคยไปถึงดวงตาสีนิลคู่นั้นเลย


พระมหรรณพรู้สึกเจ็บปวดอยู่ลึกๆ ที่เห็นนัยน์ตาสีดำขลับที่ว่างเปล่าราวกับจะปกปิดความคิดในใจ ทั้งที่เงือกตนนี้มีสิ่งที่งดงามอยู่กลับไม่อาจเฉิดฉายเปล่งประกายได้เต็มที่เพราะความเศร้าหมองและอมทุกข์ที่ครอบคลุมอยู่ประหนึ่งเป็นผิวหนังติดกายไปแล้ว


มาตอนนี้พอได้เห็นนัยน์ตาคู่นั้นเริ่มมีประกายชีวิตขึ้นมาบ้าง พระมหรรณพก็ดีใจจนเผลอลืมตัวจ้องนีระมากเกินไป จนคนถูกจ้องรู้สึกตัวในที่สุด


“มีอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ พระมหรรณพ”


เมื่อนัยน์ตาสีนิลเลื่อนขึ้นมาสบกับนัยน์ตาสีมรกต คลับคล้ายกับมีแรงดึงดูดให้พระมหรรณพเข้าหา ทว่าความรู้สึกปั่นป่วนใจนั้นคงอยู่ครู่เดียวเพราะพระนฤเคนทร์กระเซ้าเย้าแหย่เขาเสียก่อน


“เจ้ามองซะหลงใหลเชียว ระวังเถอะเสด็จพี่เจ้าจะมาแหวกอกเข้าให้”


พระมหรรณพกระตุกยิ้มมุมปาก “ข้าจะชื่นชมของสวยงามหน่อยไม่ได้รึ?”


คำพูดนั้นทำให้นีระหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง


ตอนที่ไปสบตากับพระมหรรณพ นีระก็รับรู้อยู่ว่าสายตาคู่นั้นช่างมองเขาอย่างร้อนแรงเสียเหลือเกิน ทำให้หัวใจเขาเต้นตึกตักไม่หยุด แต่ไม่คิดว่าพระมหรรณพจะกล้าพูดว่าชื่นชมของสวยงาม นี่กะให้เขาเขินจนหน้าแดงเลยหรือไร?


แม้แต่พระนฤเคนทร์ยังอ้าปากน้อยๆ กับความตรงไปตรงมานั้น “โห เจ้าช่างกล้าพูดนะ ถึงพระนีระจะงดงามจริงๆ แต่ทำไมเจ้าไม่เก็บคำพูดนั้นไว้พูดกับคู่หมั้นเล่า นู่น! ท่านธาราจ้องมาทางเราใหญ่แล้ว!”


นีระก็เพิ่งรับรู้ว่าธาราอยู่ในวงสนทนาของเหล่าขุนนางอยู่ไม่ไกล ดวงตาสีเขียวใสบริสุทธิ์นั้นจ้องมาที่พวกเขาอย่างเปิดเผย แต่เมื่อนีระมองกลับไป อีกฝ่ายก็เบือนหน้าไปคุยกับคนอื่นๆ ต่อ


พระมหรรณพก็สังเกตเช่นกัน เพียงแต่คิดว่าคนที่ธารามองไม่ใช่เขา แต่เป็นนีระมากกว่า


คงจะสงสัยสินะ เรื่องพระชายาของคนรักเนี่ย...


“เขาอยากให้พระมหรรณพมาหาหรือเปล่านะ?” พระสุบรรณออกความเห็น


พระมหรรณพบอกปัดความคิดนั้นทันที “ไม่ใช่หรอก ท่านธาราคงสนใจเพราะมีรัชทายาทจากป่าและฟ้าของหิมพานต์มาคุยกับข้ามากกว่า นอกจากสายตาของท่านธาราแล้ว ไม่เห็นหรือว่าขุนนางก็มองเราอยู่ด้วย”


เป็นจริงตามนั้นขุนนางจากหลากหลายสายพันธุ์ต่างชำเลืองมาที่กลุ่มของพวกเขาเป็นระยะ ดูท่าคงอยากจะมาพูดคุยด้วยแต่ไม่มีจังหวะ


พระนฤเคนทร์เบ้ปากทันที “ไม่เอานะ ข้าไม่อยากคุยกับขุนนางพวกนั้น! มันน่าปวดหัวจะตายไป อุตส่าห์ได้มีงานเลี้ยงสังสรรค์ทั้งทีทำไมต้องมาคุยเรื่องผลประโยชน์ให้ปวดหัวด้วย”


“นั่นสินะ เรื่องพวกนั้นให้เสด็จพ่อของพวกเรารับหน้าที่เจรจาไปเถอะ” แม้แต่พระสุบรรณที่น่าจะเอาการเอางานก็ยังเบื่อหน่ายเรื่องการเมืองเหมือนกัน


นีระยิ้มแล้วโคลงศีรษะ ใช่ว่าเขาไม่เข้าใจเรื่องอย่างนี้หรอกนะ เขาเองก็มีประสบการณ์คล้ายๆ กันนี้เช่นกัน ถึงจะรู้ว่ามันเป็นหน้าที่ที่พึงกระทำก็เถอะ แต่จะให้ทำยังไงได้คนมันอยากพักเรื่องหนักหัวนี่นา


ตอนนี้พระจันทร์ลอยขึ้นสูงเหนือน้ำแล้ว แสงสีเงินยวงที่เยือกเย็นทำให้บรรยากาศดูสงบผ่อนคลายมากขึ้น ทุกคนเริ่มกลับไปนั่งประจำที่อีกครั้งเพื่อรอดูพิธีกรรมสำคัญ


พระอรรณพกลับมานั่งข้างเขาด้วยสีหน้าที่ดูดีขึ้นเล็กน้อย กระนั้นก็ยังคงเมินเฉยเขาเหมือนเดิม นีระเองก็ไม่คิดจะเปลืองน้ำลายชวนคุย เขายังไม่อยากกระตุกหนวดเสือตอนนี้ พระอรรณพเมินเขาราวกับเป็นอากาศธาตุไปเลยเขาก็ยิ่งเจ็บตัวน้อยลงมากเท่านั้น


พิธีกรรมที่กำลังเริ่มคือการเล่นดนตรี ขับร้องกับร่ายรำ โดยจะส่งตัวแทนจากบาดาล ป่าและท้องฟ้ามาอย่างละหนึ่งเพื่อเข้าร่วมพิธีนี้ แสดงถึงความสนิทสนมกลมเกลียวให้เทพยดาได้รับรู้ รวมถึงต้อนรับฝนอันชุ่มฉ่ำด้วย


ฝนคือส่วนสำคัญที่ช่วยชำระล้างความสกปรกของดินแดนนี้และทำให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ หากขาดสายฝนนี้ไปต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่ในป่าหิมพานต์คงได้เหี่ยวเฉาเป็นแน่


ยิ่งฝนในวัสสานฤดู เป็นฝนทิพย์ ต่างจากฝนในฤดูอื่น น้ำนั้นเย็นฉ่ำไม่ได้เยือกเย็นเหมือนฝนฤดูอื่น ช่วยเติมเต็มพลังภายในร่างได้


นีระเองก็เคยได้ยินถึงความงดงามและไพเราะของพิธีนี้อยู่หลายครั้ง มาตอนนี้ได้มาเห็นจริงจึงตั้งตาคอยอย่างมาก ทว่าเขากลับได้ยินเสียงอุทานของท้าวชลาลัยดังมาเข้าโสตเสียก่อน


“อะไร นักขับร้องป่วย!? เหตุใดจึงเลิ่นเล่อเช่นนี้! ไม่ได้เตรียมตัวสำรองไว้หรอกรึ! ”


“ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ ได้เตรียมเอาไว้เหมือนกัน แต่เพราะพวกเขากินและดื่มมากเกินไป ตัวสำรองคนหนึ่งจึงเมาไม่รู้เรื่อง ส่วนตัวหลักตอนนี้ก็ปวดท้องอยู่พ่ะย่ะค่ะ”


“บ้าจริง!”


ท้าวชลาลัยย่นพระขนงจนใบหน้าดูแก่ลงไปหลายส่วน นี่เป็นงานใหญ่หากไม่มีนักขับร้องแล้วละก็ จะนำพาความอับอายและเสื่อมเสียมาถึงชาวบาดาลได้


ทุกคนในฝั่งบาดาลรับรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว ต่างพยายามคิดแก้ปัญหา แต่นักขับร้องนั้นใช่ว่าจะหาได้ในทันที ขณะที่ฝั่งป่าและฟ้าหิมพานต์ไปเตรียมตัวตรงกลางลานแล้ว ก็มีคนยกมือขึ้นมา


“ให้กระหม่อมไปขับร้องแทนได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”


ผู้ที่เสนอตัวขึ้นมาเป็นคนที่ไม่มีใครคาดคิด นั่นคือนีระ


ทันใดนั้นบนเรือก็เงียบกริบ พระอรรณพพูดเสียงเข้มขึ้นเพราะกำลังโกรธที่อีกฝ่ายหาเรื่องมาให้


“เจ้าพูดอะไร คนอย่างเจ้า...”


“กระหม่อมทำได้นะพ่ะย่ะค่ะ อย่างไรเสียข้อดีของเงือกก็คือขับร้องอยู่แล้ว แม้อาจจะไม่ดีเท่านักขับร้องตัวจริง แต่เวลาแบบนี้เพื่องานพิธีกรรมผ่านไปได้ดี คงไม่มีทางอื่นแล้วพ่ะย่ะค่ะ”


นีระเอ่ยขัดคำพูดของพระอรรณพ จนคนถูกขัดกัดฟันกรอด ไม่ใช่ว่าเขาอยากทำตัวเด่นหรืออะไรหรอกนะ เพราะถ้าพูดถึงร้องเพลงแล้วละก็ยังไงเสียเงือกก็มีเสียงที่ไพเราะกว่าเผ่าพันธุ์อื่น เขาถึงได้กล้าที่จะยกมือขึ้นมา


อีกอย่างพวกขุนนางและเชื้อพระวงศ์ก็เอาแต่มองหน้าและเกี่ยงกันไปมา ไม่ต้องทำพิธีกรรมพอดีหากขาดเสียงร้องแล้วมันจะออกมาสมบูรณ์แบบได้ยังไงกัน นีระเห็นแก่การรักษาชื่อเสียงของชาวบาดาลหรอกถึงได้เสนอตัวขึ้นมาแบบนั้น


ท้าวชลาลัยทอดพระเนตรมองนีระอย่างชั่งพระทัย แต่เมื่อเห็นสายตาที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจแล้ว สุดท้ายท้าวชลาลัยก็ทรงคิดว่าหากเงือกตนนี้ไม่มั่นใจในความสามารถคงไม่ขอเสนอตัว พระองค์จึงพยักพระพักตร์เป็นเชิงตอบรับ


“ก็ได้ เจ้าทำหน้าที่แทนนักขับร้องนั่นไปแล้วกัน”


“ฝ่าบาท เอาจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ!?”


ขุนนางบางคนไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะให้เงือกซึ่งไม่ได้ผ่านการฝึกซ้อมสำหรับพิธีนี้ขึ้นไปร้องในพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ทว่าท้าวชลาลัยทรงตวาดทีเดียวทุกคนก็เงียบกริบ


“แล้วมันมีทางอื่นหรืออย่างไร! หากพวกเจ้ามีทางก็บอกมา!”


แต่ละคนมองหน้ากันแล้วอึกอัก ท้าวชลาลัยจึงแค่นพระสุรเสียงหงุดหงิด พวกขุนนางก็เป็นเสียอย่างนี้แนะนำไม่ได้แล้วยังจะมาเถียงอีก เวลาไม่คอยท่าหากไปบอกพวกฝั่งชาวไพรกับชาวฟ้าว่าเกิดเหตุขัดข้องขอเวลาไปหานักขับร้องใหม่มา พวกเขาคงได้ตำหนิการเตรียมการที่ไม่รอบคอบแน่ พระเกียรติคงถูกหยามหมิ่นไปถึงไหนแล้ว!


“ไม่มีใครจะคัดค้านอะไรแล้วใช่ไหม งั้นอรรณพอุ้มชายาของเจ้าไปที่ลานหน่อยซิ”


“ลูกทำไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”


คราวนี้ทุกคนพากันนิ่งอึ้งไป เมื่อกี้พระอรรณพปฏิเสธใช่ไหม? ต่อให้ไม่ชอบพระชายาของตัวเองแค่ไหน แต่ตอนนี้เป็นเรื่องหน้าตาของบาดาลหากไม่ให้พระอรรณพอุ้มชายา แล้วใครจะอุ้มได้กัน!?


ท้าวชลาลัยเริ่มจะพิโรธน์ขึ้นมาแล้ว “อรรณพ เจ้าจะมาเอาแต่ใจอะไรตอนนี้ นีระเป็นเงือก เดินไปที่ลานเองไม่ได้หรอกนะ ข้าก็ไม่มีเครื่องรางกลายเป็นมนุษย์ให้นีระด้วย หรือว่าคนอื่นมี?”


ทุกคนส่ายหน้าเป็นคำตอบ สำหรับพวกเชื้อพระวงศ์และขุนนางแล้วเวลาจำแลงร่างเป็นมนุษย์แค่ท่องคาถาที่ร่ำเรียนมาก็ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องอาศัยเครื่องรางแปลงเป็นคนเหมือนพวกชั้นต่ำตนอื่นๆ


อันที่จริงพวกข้ารับใช้และนางกำนัลชั้นสูงประจำวังก็ล้วนท่องคาถาจำแลงกายเป็นมนุษย์ได้ เพื่อให้สะดวกในการทำธุระบนบก อันที่จริงนีระที่กลายเป็นพระชายาของพระอรรณพสมควรจะเรียนและฝึกคาถานี้ด้วย แต่อีกฝ่ายกลับไม่ใส่ใจชายาของตนในเรื่องนี้เลย


เมื่อเริ่มมีสายตากล่าวโทษมาที่พระอรรณพมากขึ้น เจ้าผู้ครองสระกัณณมุณฑะจึงต้องยกแขนข้างซ้ายขึ้นมาให้ดู


“ข้าได้รับบาดเจ็บอยู่ ต่อให้อยากอุ้มก็อุ้มไม่ได้!”


แขนซ้ายข้างนั้นมีผ้าพันแผลพันเอาไว้ นีระจำได้ว่ามันเป็นแผลจากการที่พระอรรณพห้ามการอาละวาดของมารดา แผลนั้นยังไม่หายดีจึงไม่สามารถใช้งานหนักๆ ได้


เห็นดังนั้นท้าวชลาลัยก็คลายความพิโรธ เปลี่ยนเป็นลำบากพระทัยแทน “ถ้าอย่างนั้น...”


“เดี๋ยวลูกอุ้มพระนีระเองพ่ะย่ะค่ะ” สุดท้ายผู้อาสาก็คือพระมหรรณพ รัชทายาทลุกขึ้นยืนแล้วชี้แจงเหตุผล “ในฐานะที่เป็นพระอนุชาของเสด็จพี่ เรื่องนี้คงจะได้ใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ”


ถึงจะเป็นญาติพี่น้องกันแตะต้องกันมากก็ไม่สมควรอยู่ดี แต่เรื่องนี้คงต้องอนุโลมเพราะไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว


“ได้” ท้าวชลาลัยตรัสอนุญาตก่อนพระอรรณพจะได้เอ่ยเสียอีก “เจ้าอุ้มนีระไปอย่างระวังๆ ด้วยล่ะ”


“พ่ะย่ะค่ะ”


คำว่าระวังๆ ที่ว่าไม่ได้หมายถึงความปลอดภัยของนีระ แต่หมายถึงการวางตัวต้องมีมารยาท ไม่ให้คนเอาไปติฉินนินทาได้


พระมหรรณพเข้าใจความนัยที่เสด็จพ่อสื่อมา เขาช้อนร่างของนีระขึ้นอย่างงามสง่า ร่างของเงือกลอยขึ้นสู่อ้อมกอดเขาอย่างง่ายดายเสียจนคนอุ้มรู้สึกปวดหนึบในอกเมื่อตระหนักว่านีระผอมมากแค่ไหน


ในช่วงพริบตานั้นพระมหรรณพได้สบตากับพี่ชาย อีกฝ่ายมองเขาอย่างเย็นชา ทว่าพระมหรรณพไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่ก้มหัวลงเป็นเชิงขออนุญาตเล็กน้อย ก่อนจะพานีระไปยังลานแสดง


นีระวางมือประสานอยู่บนหน้าท้องไม่ได้เกาะเกี่ยวแสดงความสนิทสนม เพราะรู้ว่าตอนนี้ฐานะของตนคืออะไร และคนที่อุ้มอยู่นี้เป็นใคร จะแสดงอะไรที่ไม่เหมาะสมจนผู้คนเอาไปนินทาไม่ได้เด็ดขาด


ตลอดทางที่อุ้มไปทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกันเลย ทว่าพระมหรรณพกลับอยากประคองร่างที่อ่อนแอนี้ไว้ตลอดไป


นับวัน… เขาได้รู้จักและพูดคุยกับนีระ ความรู้สึกอยากปกป้องยิ่งเพิ่มพูน จนบางทีเขาก็กลัวหัวใจของตัวเอง


กลัวว่าจะตกหลุมรักคนที่ไม่สมควรหลงรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น


นีระมาถึงกลางลานได้ในที่สุด ที่นั่นมีเบาะนั่งเล็กๆ อยู่ เขาก็ลงไปนั่งด้วยใบหน้าสงบไม่ต่างอะไรกับก้อนหิน พระมหรรณพอุ้มมาส่งเสร็จก็หันหลังไม่มีการเหลียวหน้ากลับมามอง เขาเองก็ไม่มองส่งอีกฝ่ายเช่นกัน


การต้องทำตัวเหมือนแปลกหน้าต่อกัน ช่างทรมานยิ่งนัก...


“ท่านคงไม่ใช่นักขับร้องใช่หรือไม่?”


ผู้ถามคือคนธรรม์หนุ่มที่ถือซอด้วงเอาไว้ นีระตอบไปตามตรงด้วยรอยยิ้มจาง


“เป็นเช่นนั้น นักขับร้องหลักของทางเรามีปัญหา ข้าจึงมาทำหน้าที่แทน รับรองว่าข้าจะร้องให้ดี ไม่ทำให้พวกท่านต้องลำบาก”


“ไม่ต้องจริงจังขนาดนั้นก็ได้เจ้าค่ะ” กินรีกระพือปีกน้อยๆ ขณะกล่าวด้วยรอยยิ้มแจ่มใส “พิธีกรรมนี้ก็แค่เล่นสนุกกันตามประสา ขอแค่ท่านรู้สึกสนุกกับมัน ข้าเชื่อว่าเทพยดาที่สิงสถิตผืนน้ำ ผืนดินและผืนฟ้าจะต้องพอใจแน่นอนเจ้าค่ะ”


“จริงด้วย เงือกมีเสียงขับขานที่ไพเราะอยู่แล้ว ฉะนั้นพวกเราวางใจในเสียงร้องของท่าน” คนธรรม์ช่วยพูดเสริมความมั่นใจให้กับนีระอีกแรง


“ขอบพระคุณพวกท่านทั้งสองมากที่ให้กำลังใจ” นีระผ่อนคลายมากขึ้นหลังจากที่คนเล่นดนตรีและคนร่ายรำไม่คิดมากเรื่องที่เอามือใหม่มาขับร้องเช่นนี้


“ถ้าอย่างนั้นเรามาเริ่มกันเถอะ เราจะใช้เพลงพระพิรุณโปรยท่านคงรู้จักใช่หรือไม่?”


นีระผงกศีรษะ “ข้ารู้จัก”


เพลง ‘พระพิรุณโปรย’ ไม่มีเนื้อร้อง มีแค่ร้องเสียงเอื้อนธรรมดา แต่ความธรรมดาของมันกลับกลายเป็นงานยากของนักขับร้องทุกคน


เพราะไม่มีเนื้อร้องที่สื่อความหมายได้ จึงต้องใช้อารมณ์ส่งผ่านเสียง พระพิรุณโปรย ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเกี่ยวกับฝน คนร้องจะใช้เสียงที่เป็นธรรมชาติ อ่อนช้อย ขณะเดียวกันฟังแล้วอิ่มเอม ชุ่มฉ่ำหัวใจ ฉะนั้นมันจึงเป็นเพลงที่ร้องยากเพลงหนึ่ง


“เช่นนั้นเอาละนะ”


คนธรรม์ไม่อยากเสียเวลาอีกต่อไปจึงส่งสายตาให้กินรี นกน้อยก็ถลาไปกึ่งกลางลาน ก่อนที่เสียงซอด้วงจะเริ่มบรรเลง


ว่ากันว่าเสียงดนตรีของคนธรรม์ไม่ต่างจากน้ำบริสุทธิ์ที่ชะโลมใจให้ใสสะอาด ครานี้นีระได้ยินกับหูของตัวเองก็คิดว่าจริงตามนั้น เสียงเครื่องสายเพียงหนึ่งเดียวดังกังวานไปทั่วป่าช่างอ่อนโยนและนุ่มนวลไม่ต่างอะไรกับกำลังล่องลอยไปบนฟ้า


พรึ่บ!


กินรีเริ่มรำ ปีกสีม่วงอ่อนนั้นกางสยายอย่างงดงาม ชุดสไบสีน้ำเงินเข้มสะบัดไหว ทั้งอ่อนช้อยและสง่างาม นีระมองการร่ายรำนั้นอย่างตื่นตาตื่นใจ กินรีตนนี้เหมือนกลายร่างเป็นนกน้อยที่กำลังโผทะยานสู่ฟากฟ้าช่างสดใสและมีชีวิตชีวาเสียเหลือเกิน


เสียงซอด้วงเริ่มต่ำลงก่อนจะโหนขึ้นสูง นีระรู้ตัวว่าถึงตาเขาต้องร้องแล้ว


เพื่อไม่ให้สมาธิวอกแวก นีระจึงหลับตาลง หูเงี่ยฟังเสียงเครื่องสายก่อนจะร้องเพลงออกมา


เสียงของนีระไม่ได้ถูกกลืนไปกับเสียงดนตรีอันยอดเยี่ยมของคนธรรม์ ตรงข้ามมันกลับประสานเป็นหนึ่งเดียวทำให้เพลงไพเราะยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม


ทุกคนในลานนั้นต่างเงียบกริบ สายตามองกินรีร่ายรำ ส่วนหูฟังเสียงอันไพเราะ ไม่มีใครพูดคุยขัดจังหวะขึ้นมาให้เสียอรรถรสเลย


เสียงซอด้วงกดต่ำ นีระก็ลงเสียงต่ำ เมื่อซอด้วงขึ้นสูงเขาก็เสียงสูงตาม เงือกหนุ่มทุ่มเทความรู้สึกที่ตนมีต่อสายฝนสื่อออกไปผ่านเสียงร้อง แม้จะไม่ถึงขั้นยอดเยี่ยม แต่มันก็ไพเราะในแบบของมันเอง


ช่างเป็นการแสดงที่น่าประทับใจจนติดตรึงอยู่ในหัวใจของทุกคน


เมื่อเสียงซอด้วงเริ่มแผ่วลง เสียงร้องก็พลอยแผ่วตามก่อนที่กินรีจะรำขึ้นสูงแล้วทิ้งตัวลงมาช้าๆ ขนนกบางส่วนพลิ้วอยู่รอบๆ เมื่อจบการแสดงอันแสนยอดเยี่ยม ทุกคนก็ยืนขึ้นปรบมือให้


แปะๆ ๆ ๆ!!


เสียงปรบมือนั้นเรียกขวัญกำลังใจให้นีระอย่างมาก เพราะถึงคนธรรม์กับกินรีจะบอกให้ผ่อนคลายก็ตาม แต่เครียดอย่างไรก็คือเครียด นีระร้องไปตามความรู้สึกให้ดีที่สุดเท่านั้น การที่มีคนปรบมือให้อย่างล้มหลามเช่นนี้แสดงว่าการแสดงนั้นไม่ได้แย่จนเกินไปนัก


“ว่าแล้วเสียงร้องของเงือกต้องไม่ทำให้ผิดหวัง” คนธรรม์ยกยิ้มชื่นชม นีระก้มหัวลงอย่างถ่อมตน


“ไม่หรอกขอรับ เสียงดนตรีของท่านต่างหากที่เยี่ยมยอดมาก ข้าฟังเคลิ้มจนเกือบจะลืมร้องเลย”


“ฮ่าฮ่าฮ่า! เอาเป็นว่าพวกเราก็ทำได้ดีกันหมดแหละนะ” คนธรรม์หนุ่มว่าพลางหัวเราะเสียงดังอย่างเปิดเผย


เมื่อการแสดงจบสิ้นก็แยกย้ายกันกลับไปนั่งที่ของตน พระมหรรณพเป็นคนมาอุ้มเขากลับไปเหมือนเดิม


“ทำได้ดีนะ...”


พระมหรรณพเอ่ยเสียงเบาให้ได้ยินกันแค่สองคน นีระชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะยิ้มออกมา


“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”


การแสดงในค่ำคืนนั้นเป็นที่เล่าขานไปอีกพักใหญ่ แต่ในบรรดาเรื่องเล่าลือของงานวัสสานฤดูนั้น มีเรื่องหนึ่งที่ประทับอยู่ในใจผู้คนยิ่งนัก


นั่นคือภาพของนาคหนุ่มที่อุ้มเงือกไว้ในอ้อมอกอย่างทะนุถนอมช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมดั่งกิ่งทองใบหยกเสียนี่กระไร


*คุยกับไรท์เตอร์*

ตอนนี้พระมหรรณพของเรามาแรงแซงทางโค้ง ความอ่อนโยนของพระมหรรณพมาทดแทนความใจร้ายของพระอรรณพเลยค่ะ รายนั้นนอกจากธาราแล้ว คนอื่นไม่อยู่ในสายตา เป็นพี่น้องที่ต่างกันสุดขั้วจริงๆ นักอ่านคิดว่าสองคนนี้เป็นยังไงบ้างคะ? สามารถคอมเมนท์แสดงความเห็นกันได้นะคะ ไว้เจอกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

57 ความคิดเห็น

  1. #47 i s a r a (@rossani) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 15:34

    นีระเก่งมากค้าบ ขอให้หนูเจอคนดีๆ มีคนรักเยอะๆ
    #47
    0
  2. #33 Rarinya (@Rarinya) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 กันยายน 2562 / 01:16
    อยากให้นีระเจอคนดีๆ แงงงง
    #33
    0
  3. #13 FOOLBEAR (@momeerino) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 กันยายน 2562 / 18:38
    อ่า . . . ทายผิดไปสินะเนี่ย ที่ว่ามหรรณพเป็นพระรอง แต่เป็นแบบนี้ยิ่งดีเข้าไปใหญ่เลยค่ะ ถึงจะเดาทางไม่ถูกว่าจะคู่กันยังไงก็เถอะนะ ให้คู่ของอรรณพเป็นผีเน่ากับโลงผุไปเถอะ ( - ^ - )
    #13
    0
  4. #12 Patjungy (@Ratchuma44) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2562 / 00:55

    รอตอนต่อไปนะคะ
    #12
    0