คัดลอกลิงก์เเล้ว

[WF contest]Yog-Sothoth Train ขบวนนี้มีป่วน

คุณเคยเบื่อโลกและช่วงเวลาที่ตัวเองอยู่ไหม ถ้าคุณเบื่อ จ่าย'โชคดี'ของคุณให้กับเราสิ เราจะพาไปสู่ที่ที่คุณปรารถนาเอง

ยอดวิวรวม

98

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


98

ความคิดเห็น


3

คนติดตาม


1
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  6 ม.ค. 58 / 12:03 น.
นิยาย [WF contest]Yog-Sothoth Train ǹջǹ [WF contest]Yog-Sothoth Train ขบวนนี้มีป่วน | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
รถไฟยอค-โซธอท พาหนะที่ข้ามมิติและห้วงเวลาต่างๆได้ เพียงแค่จ่าย'โชคดี'เป็นค่าตอบแทน ไม่ว่าจะเป็นโลกแบบไหนหรือห้วงเวลาใด หากผู้โดยสารต้องการก็พร้อมที่จะพาไปดังใจปรารถนา
เหล่าพนักงานรถไฟยอค-โซธอทรุ่นที่ 8 ยินดีให้บริการด้วยไมตรี ขอเพียงแค่ทำตามกฎและทำตัวสงบเสงี่ยมในรถไฟจนกว่าจะถึงจุดหมาย คุณจะได้รับประสบการณ์อันล้ำค่าเสียยิ่งกว่าทองคำ หากไม่เช่นนั้น...
คุณอาจจะเจอ'ของดี'จากพนักงานของเราก็ได้ เราเตือนคุณแล้วนะ!


เรื่องสั้นเรื่องนี้เข้าประกวด [WF contest]ของสำนักพิมพ์ 1168 ค่ะ ในหัวข้อที่ 1 รถไฟซึ่งสามารถข้ามมิติและห้วงเวลาได้โดยมีเงื่อนไขการเดินทางว่า... 
ยังไงก็ขอฝากผลงานด้วยนะคะ ^ ^ ขอให้สนุกค่ะ

เนื้อเรื่อง อัปเดต 6 ม.ค. 58 / 12:03


Yog-Sothoth Train ขบวนนี้มีป่วน

 

คุณเคยรู้สึกอะไรแบบนี้บ้างหรือเปล่า?

รู้สึกว่าโลกที่ตัวเองอยู่มันช่างน่าเบื่อหรือไม่ก็ย่ำแย่เกินจะทน

เคยคิดไหมว่าหากเราได้อยู่ในโลกแบบนี้บ้างก็คงจะดีไม่น้อย หรือไม่ก็ถ้าเราได้เกิดในช่วงเวลาที่ต่างจากตอนนี้จะมีความสุขสักแค่ไหน

ถ้าคุณเคยคิดล่ะก็... เรามีข่าวดีจะมาบอกคุณ

เราสามารถทำให้คุณสมหวังได้นะ

ด้วยรถไฟยอค-โซธอทของเราจะพาคุณข้ามมิติและห้วงเวลาไปยังสถานที่ที่ต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นโลกแบบไหนหรือเวลาใด เราพร้อมที่จะจัดให้ เพียงแต่มีเงื่อนไขในการใช้บริการการเดินทางของเราว่า...

คุณจะต้องจ่าย "โชคดี" ของคุณให้กับเราด้วยอัตราที่สมน้ำสมเนื้อ

คุณยินดีจะยกอนาคตของคุณนับจากนี้ให้พวกเราไหมล่ะ?

 

ตอนนี้เป็นเวลาค่ำคืน

แสงจันทร์ทอสว่างบนผืนผ้าสีดำอาบไล้ตัวนครให้มีแสงรำไร ร่างในชุดเสื้อคลุมสีดำกับหมวกปีกกว้างสีเดียวกันที่กลมกลืนไปกับความมืดยืนอยู่บนปล่องไฟที่สูงที่สุดของเมืองแหงนมองท้องฟ้าอย่างใจจดใจจ่อราวกับกำลังรออะไรบางอย่าง

ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างวาบมาจากอีกฟากของท้องฟ้า ความสว่างนั้นไม่แพ้แสงของพระจันทร์ในค่ำคืนนี้หรือออกจะสว่างกว่าด้วยซ้ำ เสียงปู๊นๆและควันละอองสีเงินเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ เป็นรถไฟสีทองอร่ามขบวนหนึ่งที่แล่นเข้ามา มันเหาะลงมาจากฟากฟ้าไต่อย่างสวยงามน่าหลงใหลราวกับว่ามีรางรถไฟที่มองเห็นกำกับมันในทุกๆการเคลื่อนไหว มันขับเข้ามาใกล้กับร่างในชุดคลุมเสื้อสีดำที่กำลังตาลุกวาวเป็นประกาย

มีจริงๆด้วย... รถไฟยอค-โซธอทมีตัวตนจริงๆ!

ร่างในชุดเสื้อคลุมสีดำรีบล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ ยกตั๋วขึ้นโบกไปมาจนเกิดประกายแสงสีแดงระยิบระยับ รถไฟคันที่ว่าเคลื่อนเข้ามาจอดตรงหน้าร่างนั้นพร้อมกับบันไดพาดจากตรงประตูให้ร่างนั้นขึ้นไป รถไฟยอค-โซธอทจอดนิ่งอยู่กลางอากาศ ตัวเครื่องที่เป็นสีทองสว่างตัดกับความมืดน่าประทับใจยิ่ง

ร่างในชุดคลุมสีดำขยับยิ้มเย้ย ดึงปีกหมวกให้กดลงต่ำซ่อนใบหน้าครึ่งบนไว้กับเงาปีก ถึงกระนั้นดวงตาสีน้ำเงินนั้นพราวระริกราวกับเด็กเจอของเล่น

คราวนี้ล่ะจะไม่พลาดแน่ ข้าจะสร้างตำนานของข้าให้ดังก้องไปทุกช่วงเวลาและมิติเอง!

 

5.30 นาฬิกา ณ ตู้โดยสารหมายเลข 3

 

ห้องประชุมขนาดกลางพ่วงห้องอาหารมีพนักงานของรถไฟยอค-โซธอทนั่งอยู่เต็มพื้นที่ เสียงพูดคุยจ๊อกแจ๊กดั่งกิจวัตรประจำวันในวันนี้กลับเงียบเหงา มีเพียงเสียงช้อนส้อมกับมีดกระทบจานเท่านั้น อาหารในวันนี้ประกอบด้วยครัวซองค์ชุ่มเนย ไข่ดาวไม่สุก แฮม เบคอน กับซอสมะเขือเทศ ของหวานมีส้มครึ่งผลกับกีวี่อีกครึ่ง พร้อมกาแฟหนึ่งแก้ว เป็นอาหารที่อร่อยเหมือนทุกที แต่ทุกคนก็กินน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

สายตาทุกคู่ล้วนชำเลืองแลไปยังหัวโต๊ะเป็นระยะราวกับคอยเวลาที่บุคคลนั้นจะทานอาหารเสร็จ

คนที่ถูกจับตามองเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์แมงกะพรุน ใบหน้ากลมดิก ผมสีขาวยาวลงมาลากพื้น มีตาสีออกเงินๆ ผิวสีฟ้าใส สวมเครื่องแบบพนักงานรถไฟสีเทาเข้ม หนวดพลิ้วๆเหมือนกับระบายลูกไม้โผล่จากแขนเสื้อต่างมือหยิบจับช้อนส้อมตักอาหารอย่างคล่องแคล่วพลางฉีกยิ้มเปี่ยมสุข จนทำให้เจ้าสิ่งมีชีวิตนี้เป็นเหมือนตุ๊กตามาสค็อตน่ารักน่ากอด ขนาดพนักงานคนอื่นๆยังต้องหักห้ามใจไว้ไม่ให้พุ่งเข้าไปแสดงความรักด้วยการกอดรัดฟัดเหวี่ยง

ผมขยับเนกไทที่ผูกอยู่ให้คลายออกเล็กน้อยเพราะรู้สึกอึดอัด บรรยากาศที่สุดแสนจะประหลาดอบอวลอยู่รอบห้อง  มีไม่กี่คนที่ไม่สนใจใยดีต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น พวกเขาต่างกินข้าวไปตามปกติ ส่วนผมจัดอยู่ในประเภทหลังคือกินไปได้แค่ครึ่งเดียวก็รู้สึกตื้อๆจนต้องเลิกกิน หันไปสนใจอย่างอื่นเพื่อฆ่าเวลา

ผมมองเพื่อนร่วมงานแต่ละคนที่มานั่งร่วมโต๊ะด้วยกัน ชุดเครื่องแบบสองสีของพวกเราคละกันไปตามที่นั่ง มันถูกแบ่งแยกเป็นสองสีคือขาวกับดำ ผมสวมเครื่องแบบสีขาวมีสายโซ่สีเงินพันอยู่รอบๆชุดแสดงการทำงานในกะกลางวัน ขณะที่เครื่องแบบสีดำห้อยโซ่สีทองนั้นเป็นพนักงานในกะกลางคืน

ส่วนเครื่องแบบสีเทาที่คนหัวโต๊ะใส่เป็นเครื่องแบบพิเศษของกัปตันรถไฟที่ผสมผสานสองสีเข้าด้วยกัน

ใช่แล้ว รถไฟยอค-โซธอทนี้มีเกลเซ่ แมงกะพรุนพันธุ์ประหลาดตัวนั้นเป็นกัปตันนั่นเอง และในวันนี้จะเป็นการทำงานวันแรกของพวกเรา

ผมรู้สึกตื่นเต้นเช่นเดียวกับคนอื่นๆ การทำงานด้วยฝีมือเป็นครั้งแรก โดยปราศจากเหล่าอาจารย์คอยกำกับและดูแลให้ความรู้สึกทั้งประหม่าและน่ากังวล ในขณะเดียวกันก็ท้าทายด้วยว่าผมคนเดียวจะสามารถทำงานได้มากน้อยแค่ไหน

เคร้ง...

เสียงวางช้อนส้อมลงบนจานของกัปตันเกลเซ่เรียกสายตาทุกคู่ให้จับจ้องคล้ายรู้สึกว่าถึงเวลาแล้ว และพากันตัวเกร็งโดยอัตโนมัติ

กัปตันเกลเซ่ยืนขึ้น เขาตัวสูงมาก หมวกกัปตันที่เขาหยิบขึ้นมาสวมเกือบจะแตะเพดานในอีกไม่กี่เซ็นต์ กัปตันเกลเซ่ผายมือ(?)หรือหนวดเส้นใยลูกไม้เหล่านั้นพร้อมกับยิ้มกว้างจนแก้มแดงปลั่งดุจมะเขือเทศ จนเพื่อนผมบางคนถึงขนาดตัวสั่นต่อสู้กับอาการไม่ให้เข้าไปฟัดด้วยความหมั่นเขี้ยว

"ในที่สุดก็ถึงเวลาแล้วนะครับ พนักงานแห่งรถไฟยอค-โซธอทรุ่นที่ 8 ทุกๆคน วันแรกแห่งการก้าวสู่การเป็นพนักงานรถไฟเต็มตัวที่รอคอยหลังจากผ่านการฝึกฝนเรียนรู้กับอาจารย์ทั้งหลายถึง 10 ปีเต็ม บัดนี้ได้เวลาแสดงศักยภาพแล้ว"กัปตันเกลเซ่พูดด้วยน้ำเสียงที่ดังก้องแฝงความรื่นเริง "และอย่างที่รู้กันนับจากนี้ไปจนครบ 100 ปีคือเวลาการทำงานของพวกคุณ เมื่อครบกำหนดเกษียณตามที่สัญญา เราจะให้พวกคุณกลับไปยังโลกเดิม ในเวลาเดิมพร้อมมอบสิ่งที่คุณปรารถนามากที่สุดหนึ่งอย่าง จะเป็นอะไรก็ได้ เวทมนตร์, เงินทอง, ฐานันดรหรือครอบครัว เรายินดีที่จะจัดให้เป็นค่าตอบแทนการทำงาน"

ผมสูดลมหายใจ ขอเสนอนี้จัดว่าไม่เลวนัก แต่ถึงอย่างนั้นเป้าหมายของผมก็ไม่ใช่เพียงเท่านี้

กัปตันเกลเซ่กล่าวต่อ "สำหรับผู้ที่สะสมคะแนนการทำงานเป็นอันดับหนึ่ง คนนั้นจะได้รับเลือกเป็นกัปตันรถไฟ แต่คนที่เป็นกัปตันจะต้องทำงานต่ออีก 100 ปีเพื่อเป็นผู้นำให้กับคนรุ่นใหม่ ทว่าผลตอบแทนที่ได้ก็คุ้มค่า สำหรับกัปตันหลังการเกษียณสามารถเลือกที่จะอาศัยอยู่ที่โลกไหนก็ได้ตามต้องการพร้อมสิ่งที่ปรารถนาอีกหนึ่งประการเป็นค่าตอบแทน"

ทุกคนตาเป็นประกาย ข้อเสนอนี้เป็นอันที่ดีที่สุด ผมก็หมายมาดอยากจะได้ตำแหน่งกัปตันเช่นกัน การได้อยู่โลกอื่นเป็นสิ่งที่ผมปรารถนามากที่สุดแล้ว

"ส่วนคนที่ได้คะแนนสูงสุดห้าลำดับแรกจะได้กลับโลกเดิมแต่เลือกช่วงเวลาที่จะอยู่ได้ คุณชอบช่วงเวลาไหนพวกเราก็จะส่งคุณไปช่วงเวลานั้นพร้อมด้วยสิ่งที่ต้องการหนึ่งประการเช่นกัน"กัปตันเกลเซ่โบกหนวดพริ้วไปมา "สำหรับการให้คะแนนผมจะขออุบไว้ก่อน ทว่าถ้าคุณปฏิบัติหน้าที่ได้ดีและทำตามที่ผมสั่งก็ไม่มีอะไรต้องกังวล เพราะคะแนนที่ผมจะให้ล้วนอยู่ในงานของพวกคุณทุกคนแล้ว"

มีเสียงครางฮือมาจากพนักงานบางคน มีทั้งความตื่นเต้นและความหวั่นวิตก ผมกำมือแน่น จะต้องทำให้ได้ เป็นกัปตันเพื่อจะได้อาศัยอยู่ที่โลกนั้น...

กริ๊ง... กริ๊ง...

เฮือก!

เสียงสั่นกระดิ่งบอกเวลาเริ่มทำงานของพนักงานกะกลางวันทำให้ใครหลายๆคนสะดุ้ง กัปตันเกลเซ่หยิบนาฬิกาพกออกมาตรวจดูอีกครั้งก่อนจะเก็บเข้าอกเสื้อ

"เอาล่ะ ได้เวลาเริ่มงานแล้วนะครับ สำหรับพนักงานกะกลางวันทุกคน นี่เป็นโจทย์ข้อแรกที่ผมจะให้พวกคุณครับ"

พนักงานรถไฟในชุดสีขาวรวมถึงผมที่กำลังลุกจะไปจากห้องเพื่อทำงานพากันหยุดชะงัก แล้วรอฟังโจทย์ที่ว่า

"นับจากนี้ไปจนถึงเวลาห้าโมงเย็น ผมกับพนักงานในกะกลางคืนจะไม่ได้อยู่ที่รถไฟยอค-โซธอทนี้ ฉะนั้นในช่วงเวลาต่อจากนี้พวกคุณจะต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เมื่อผมกับพนักงานกะกลางคืนกลับมาทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย เข้าใจไหมครับ"

ฟังดูเรียบง่ายแต่ผมคิดว่ามันเหมือนมีอะไรบางอย่างแอบแฝง และไม่ว่ากัปตันจะให้บททดสอบอะไรมา ยังไงผมก็ต้องผ่านไปให้ได้! ผมสัญญากับตัวเองแม่นมั่น

"ครับ กัปตัน!"

พนักงานกะกลางวันขานรับโดยพร้อมเพรียง กัปตันเกลเซ่พยักหน้าพึงพอใจ

"ถ้าอย่างนั้นเจอกันตอนห้าโมงเย็นนะครับ ทุกๆคน"

 

6.00 นาฬิกา ตู้โดยสารหมายเลข 1 ห้องพักพนักงานชาย

 

ผมกลับมาที่ห้องเพื่อจัดการกับตัวเองอีกเล็กน้อย วันนี้เป็นวันแรกที่ผมจะได้ทำงานแต่กลับนอนตื่นสาย เพราะตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ น้ำก็ยังไม่ได้อาบ ผมก็ไม่ได้หวีเข้าที่ ฟันก็ยังไม่ได้แปรง ผมแต่งตัวแบบลวกมากๆเพื่อไปที่ห้องอาหารให้ทันเวลานัด แม้เพื่อนจะไม่ได้รู้สึกผิดสังเกตอะไร แต่ผมก็พูดน้อยจนนับคำได้และพยายามนั่งตรงปลายโต๊ะให้ห่างไกลผู้คน ทั้งนี้ผมไม่อยากให้เพื่อนได้กลิ่นอันไม่พึงประสงค์...

ผมใช้เวลาจัดการตัวเองสิบห้านาที อาบน้ำและแปรงฟันจนสะอาดเอี่ยม สางผมสีฟ้าที่ยาวประบ่าแล้วรวบขึ้นทำเป็นทรงหางม้า ใต้ตาสีน้ำเงินของผมมีรอยคล้ำนิดหน่อยจากการนอนไม่พอ ใบหน้าผมยังเรียบเนียนไม่มีอะไรผิดปกติแต่เพื่อนผมชอบบอกว่าผมน่ะหน้าหวานซ้ำยังตัวเล็กกว่าเพื่อนร่วมงานชายทุกคนเสียอีก ผู้โดยสารหลายคนถึงขนาดเข้าใจผิดว่าผมเป็นผู้หญิงด้วยซ้ำ!

นั่นเป็นปมด้อยของผมเลยล่ะ พวกผู้ชายส่วนใหญ่สูง 170 ขนาดพวกผู้หญิงยังสูง 160 ขึ้น แล้วทำไมผมที่มีอายุ 21 ปีถึงสูงแค่ 150 ต้นๆเองเล่า!

ผมนึกโทษยีนส์ตัวเตี้ยของตัวเอง ไม่ก็สภาพแวดล้อมที่ผมเกิดในโลกแห่งนั้น ที่ทำให้ผมเตี้ยกว่าชาวบ้านขณะหยิบป้ายชื่อขึ้นมากลัดที่อกเสื้อด้านซ้าย ตัวอักษรชื่อของผม เฟิร์สไทม์ อิรีแกนส่องแสงเป็นประกาย ผมตรวจสภาพตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะออกจากห้อง หยิบสมุดเล่มบางกับปากกาแท่งหนึ่งไปด้วย

"เฟิร์สไทม์ อีริแกน พนักงานตรวจตราบนรถไฟ ขอเริ่มงานล่ะนะครับ"

 

6.30 นาฬิกา ตู้โดยสารหมายเลข 2 ห้องพักพนักงานหญิง

 

ผมเปิดประตูเข้าไปเป็นจังหวะเดียวกันกับที่คุณโฟร์ร่าเปิดประตูห้องของเธอออกมา คุณโฟร์ร่าเป็นแม่ครัวประจำรถไฟยอค-โซธอทผู้มีรูปร่างอ้วนท้วม ผมสีดำของเธอรวบขึ้นเกล้าเป็นมวยปักด้วยปิ่นที่ทำจากตะเกียบสีแดง เธอมีนัยน์ตาสีช็อกโกแลตและใบหน้าอ่อนโยนดุจคุณแม่ คุณโฟร์ร่าอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมแต่มีความเป็นผู้ใหญ่กว่าผมไม่รู้กี่เท่า ตอนนี้สีหน้าของเธอดูหวั่นวิตกจนผมอดไม่ได้ที่จะถามไถ่

"คุณโฟร์ร่า เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ ทำไมทำหน้ายังงั้น?"

คุณโฟร์ร่าหันมามองหน้าผม สีหน้าอมทุกข์ชัดเจน

"คือว่า... ผ้ากันเปื้อนของฉันมันหายไปน่ะ"

"ผ้ากันเปื้อน?"

จะว่าไปแล้วก็ใช่ นอกจากชุดเครื่องแบบสีขาวที่เธอสวมใส่แล้ว คุณโฟร์ร่ามักจะสวมผ้ากันเปื้อนลูกไม้สีชมพูด้วยเสมอ เป็นเครื่องแบบที่ติดตาทุกๆคน ที่สำคัญเธอสวมมันเอาไว้ตลอด ทำไมมันถึงหายไปได้กัน

"จำได้ไหมครับว่าเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่"

ผมรีบสวมบทนักสืบในทันทีพร้อมกับหยิบสมุดขึ้นมาจด พนักงานตรวจตราบนรถไฟมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของงานพนักงานรถไฟอีกต่อหนึ่ง และถ้าพนักงานคนใดมีปัญหาพนักงานตรวจตราต้องเข้าช่วยเหลือ ฉะนั้นนี่ก็จัดว่าเป็นหน้าที่ของผมเหมือนกัน

"ฉันคิดว่าตอนที่ยังล้างจานมันยังอยู่นะ แต่พอฉันออกมาจัดโต๊ะอาหารที่ห้องอาหารของผู้โดยสาร มันก็ไม่อยู่แล้ว"

"คุณโฟร์ร่าไปถอดทิ้งไว้ที่ไหนหรือเปล่าครับ"

"เฟิร์สไทม์เคยเห็นฉันถอดผ้ากันเปื้อนเหรอ"

"ก็...ไม่ครับ"

ผมยอมรับและรู้สึกว่าตัวเองตั้งคำถามได้โง่งมเหลือเกิน อยู่กันมาตั้งสิบปีผมยังไม่เคยเห็นคุณโฟร์ร่าถอดผ้ากันเปื้อนเลย ยกเว้นจะออกไปข้างนอก

คุณโฟร์ร่ากัดเล็บ "ถ้าฉันจะถอด ฉันจะถอดไว้ที่ห้องพัก แต่เมื่อกี้ฉันไปเช็คดูแล้ว ไม่มีเลย"

นี่เป็นสิ่งที่น่าพิศวงมากๆ ผ้ากันเปื้อนหายไปได้ยังไง มาวันแรกผมเจองานหนักเข้าเสียแล้ว คุณโฟร์ร่าไม่เคยทำอาหารโดยขาดผ้ากันเปื้อนคู่ใจมาก่อนเลย ได้ยินว่าผ้ากันเปื้อนผืนนั้นเป็นของอาจารย์ที่รักยิ่งของคุณโฟร์ร่าด้วย แบบนี้ถ้ายังหาไม่เจอ มื้อเที่ยงกับมื้อเย็นอย่าได้คิดจะมีอาหาร!

"มีอะไรผิดแปลกบ้างหรือเปล่าตอนก่อนที่ผ้ากันเปื้อนจะหายไปน่ะ"

ผมถามเบาะแสเพิ่มอีกสักอย่าง คุณโฟร์ร่าทำหน้าคิดหนัก

"รู้สึกว่าตอนนั้น... ฉันได้กลิ่นหอมบางอย่างนะ"

"กลิ่นหอมเหรอ? แบบไหนครับ"

ผมลงมือขีดเขียนข้อมูลเพิ่มเติม คุณโฟร์ร่าย่นคิ้ว

"นั่นสินะ... กลิ่นมันแปลกๆจะว่าเหมือนดอกไม้ก็ไม่เชิง ได้กลิ่นแล้วรู้สึกว่าจมูกโล่งแปลกๆ"

ผมฟังคำอธิบายของคุณโฟร์ร่าแล้วนึกถึงพวกมะนาว ไม่ก็กลิ่นยาหม่อง ยาดม อีกสารพัด แต่ที่แน่ๆคือเจ้ากลิ่นนี้อาจจะเป็นต้นเหตุที่ผ้ากันเปื้อนสุดที่รักของคุณโฟร์ร่าหายไปก็ได้

"เข้าใจแล้วครับ เดี๋ยวผมจะตามหาผ้ากันเปื้อนให้ ยังไงช่วยกลับไปเตรียมอาหารด้วยเถอะนะครับ"

นี่ล่ะเป็นสิ่งที่ผมขอ หลังจากเหลือบมองนาฬิกาแล้วเห็นเป็นเวลาอาหารเช้าของผู้โดยสาร หวังว่าคุณโฟร์ร่าจะทำเรียบร้อยแล้วนะ ไม่มีอาหารให้พนักงานยังไม่เท่าไหร่เพราะทุกคนคงเข้าใจแต่ไม่ใช่สำหรับผู้โดยสารแน่ โดยเฉพาะในวันนี้ที่มีผู้โดยสารเจ้าปัญหาอยู่หลายคน ผมไม่อยากนึกถึงสภาพของรถไฟเลยว่าจะเป็นยังไง!

"เรื่องนั้นฉันเตรียมไปเรียบร้อยแล่วล่ะ"คุณโฟร์ร่าตอบอย่างซึมๆ "แค่งานวันแรกก็เกิดปัญหาเสียแล้ว ฉันต้องขอโทษด้วยนะที่ทำให้เดือดร้อน"

"ไม่เป็นไรหรอกครับ คุณโฟร์ร่า"ผมตบบ่าปลอบเธอ "ยังไงมันก็เป็นงานของผม ขอแค่คุณโฟร์ร่าทำงานต่อไปให้ดีที่สุดผมก็ดีใจแล้วล่ะครับ"

หวังว่าเธอจะยอมทำอาหารเที่ยงนะ ผมขอแค่นี้แหละ!

"อืม ฉันจะพยายามนะ"คุณโฟร์ร่ายิ้มบางๆ ก่อนจะเดินโซเซเข้าครัวไป ผมมองเธอแล้วรู้สึกว่าเป็นไปได้สูงที่เธอจะไม่ทำมื้อเที่ยง เพราะผมรู้ซึ้งดีถึงวันที่คุณโฟร์ร่าไม่มีผ้ากันเปื้อน เราไม่ได้แตะอาหารของเธอเลยตลอดทั้งวัน!

อันที่จริงผมก็นับว่ามีฝีมือทำอาหารอยู่บ้าง แต่จะให้ทำอาหารให้กับทุกคนบนรถไฟ นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้ ผมไม่สามารถทำอาหารสำหรับทุกคนภายในเวลา 10 นาทีแบบคุณโฟร์ร่าได้!

ให้ตายยังไงผมก็ต้องหาผ้ากันเปื้อนให้เจอ ต่อให้ต้องรื้อพื้นทั้งรถไฟก็ตาม!

 

7.14 นาฬิกา ตู้โดยสารหมายเลข 4 ห้องผู้โดยสารธรรมดา

 

หลังจากผมตรวจการเสิร์ฟอาหารของเหล่าแฟร์รี่ในตู้โดยสารหมายเลข 3ที่เปลี่ยนสภาพห้องที่เหล่าพนักงานทานอาหารเช้ากลายเป็นห้องอาหารสำหรับผู้โดยสาร ทักทายและต้อนรับแขก รวมถึงตามหาผ้ากันเปื้อนไปด้วย แต่ก็ไม่เจอ

นับว่าอาหารมื้อเช้าของผู้โดยสารผ่านพ้นไปด้วยดี อาหารทุกอย่างทำออกมาได้ประณีตและละเมียดละไมเช่นเคย ตรงจุดนี้แหละที่ผมแพ้คุณโฟร์ร่า ผมทำได้แค่อาหารบ้านๆเท่านั้นแหละและไม่ถนัดการจัดตกแต่งออกมาให้หรูหราที่ต่อให้เป็นข้าวไข่เจียว คุณโฟร์ร่าก็ทำให้ออกมาเป็นเมนูระดับสูงของจักรพรรดิได้

ผมผ่านเข้าไปยังตู้ที่พักของผู้โดยสารธรรมดาซึ่งอยู่ติดกัน  ทันที่เข้าไปเสียงร้องแปดหลอดทำเอาหูผมชาดิก  ต้นเสียงมาจากเด็กชายตัวน้อยที่กำลังร้องไห้โฮ น้ำมูกน้ำตาท่วมหน้าและข้างๆมีชายหนุ่มผมสีดำตัดสั้นกับนัยน์ตาสีเดียวกันนั่งยองๆปลอบเด็กชายเอาเป็นเอาตาย

"ซิกส์ เกิดอะไรขึ้น?"

"เฟิร์ส! รอดไปที! เด็กคนนี้เอาแต่ร้องไห้ตั้งแต่ทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว เห็นว่าลูกเบสบอลของเขาหายไปน่ะ!"

"ลูกเบสบอลหาย?"

นี่มันอะไรอีกล่ะ เดี๋ยวไอ้นั่นหายไอ้นี่หาย ถ้าไม่เห็นว่าของที่หายเป็นสิ่งของที่ไม่มีค่างวดล่ะก็ ผมจะนึกว่ามีหัวขโมยบนรถไฟ!

ผมนั่งยองๆยื่นลูกอมที่ผมมักพกติดตัวไว้เผื่อสถานการณ์นี้ พอเด็กชายนั่นเห็นลูกอมก็หยุดร้องทันที มองเจ้าลูกอมสีสวยในมือผมเหมือนอยากกินเต็มแก่ ก้มๆเงยๆมองลูกอมกับผมอย่างน่าขัน

ไม่ค่อยตระกละเลย เจ้าหนู

ผมคิดในใจ ยังไงเด็กก็คือเด็ก ผมแกะที่ห่อแล้วป้อนลูกอมเข้าปาก ได้ผลเด็กคนนี้อารมณ์ดีขึ้นทันตาเห็น แม้หน้าจะดูไม่ได้แล้วก็ตาม เละเชียว...

"เฮ้อ... ขอบใจนะเฟิร์ส ลูกอมของฉันเพิ่งจะให้คุณผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อวานนี้ แล้วลืมไปขอลูกอมอันใหม่จากคุณโฟร์ร่าเลย เดี๋ยวฉันว่าจะไปเอาเนี่ย"

ซิกส์กล่าวพลางควักผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดให้เด็กชายโดยไม่รังเกียจ

"ไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์หรอก คุณโฟร์ร่ากำลังอยู่ในภาวะซึมเศร้าสุดขีด"ผมบอกซิกส์

"ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ?"

"ผ้ากันเปื้อนของคุณโฟร์ร่าหาย"

สิ้นคำพูดที่ออกมาจากผม ซิกส์ทำสีหน้าเหมือนโลกถล่มแผ่นดินทลาย เขาปล่อยผ้าเช็ดหน้าตกลงพื้นพูดเสียงสั่น

"ละ... แล้วอาหารจะทำยังไงล่ะ! คุณโฟร์ร่าไม่ทำ พวกเราก็ตายนะ!"

"เพราะงั้นฉันถึงมาขอให้นายช่วย รบกวนตรวจตู้นี้ให้ละเอียดทีได้ไหม เผื่อว่าจะเจอผ้ากันเปื้อนของคุณโฟร์ร่า"

"ได้แน่นอน"

ซิกส์รับปากหนักแน่น สมกับเป็นเพื่อนสนิทของผมเป็นที่พึ่งพาได้จริงๆ

"ว่าแต่เมื่อกี้บอกว่าลูกเบสบอลหาย นี่มันยังไง?"

"อ้อ เมื่อวานฉันเล่นขว้างบอลกับเด็กคนนี้ จำได้ว่าฉันก็คืนน้องเขาไปแล้วนะ แต่ตอนเช้ามามันก็หายไปแล้ว"

"มีอะไรผิดแปลกตอนที่หายไปหรือเปล่า"

"เรื่องนั้น... เห็นว่าเด็กคนนี้บอกว่าได้กลิ่นอะไรสักอย่างนะ"

"อีกแล้วเหรอ"

ผมเกาหัว กลิ่นปริศนาที่มาพร้อมกับการหายไปของสิ่งของ นี่มีใครใช้เวทย์มนตร์บนรถไฟหรือเปล่าเนี่ย

หรือจะเป็นแผนการอันเจ้าเล่ห์เพื่อทดสอบของกัปตันเกลเซ่กันแน่

ซิกส์อุ้มตัวเด็กน้อยขึ้นมา มองยังงี้แล้วเหมือนพ่อกับลูกเลยแฮะ เพื่อนผมหน้าแก่ทั้งๆที่อายุไม่ต่างจากผมเท่าไหร่

"ตอนผ้ากันเปื้อนคุณโฟร์ร่าหายก็เป็นแบบนี้เหรอ"

"อืม ชักรู้สึกซับซ้อนพิกล มันดูเหมือนเป็นแผนของกัปตันเกลเซ่เลย"

ซิกส์ยิ้มแหย "อาจจะใช่ก็ได้นะ"

"ยังไงฉันจะช่วยหาให้ก็แล้วกัน ส่วนซิกส์วานหาผ้ากันเปื้อนด้วยนะ เผื่ออยู่แถวนี้"

"ได้"

ผมจดสิ่งที่ต้องหาเพิ่มลงในสมุด ก่อนจะตรวจตู้นี้อีกเล็กน้อย เห็นทุกอย่างเรียบร้อยดี ผมจึงไปตู้ถัดไป

 

7.51 นาฬิกา ตู้โดยสารหมายเลข 5 ห้องพักผู้โดยสารบุคคลสำคัญ

 

"ไม่สนใจจะมาอยู่กับข้าจริงๆเหรอ? ข้าแน่ใจว่าจะเลี้ยงดูเจ้าได้เป็นอย่างดีเลยนะ อินฟินิตี้"

"ขอบพระทัย องค์ราชินี ทว่ากระหม่อมชื่นชอบการท่องเที่ยวไปเรื่อยพร้อมกับทำงานแบบนี้มากกว่า ฝ่าบาทโปรดเข้าพระทัยด้วย"

ผมได้ยินประโยคสนทนานั้นแทบจะแช่ค้างอยู่หน้าประตูสลักทองและยืนบนพรมนุ่มสีแดง ไม่กล้าส่งเสียงขัดจังหวะ ผมเพิ่งหายจากเสียงร้องไห้ของเด็กคนนั้น ไม่อยากให้ขี้หูเต้นระบำตอนนี้จากเสียงปรี๊ดแหลมของราชินีเถื่อนจากโลกสงคราม

เสียงถอดถอนใจดังแว่วมาจากในห้อง "ถ้าเช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้ ข้าอยากได้เจ้ามากจริงๆนะ จะมีใครที่รับใช้ได้ยอดเยี่ยมเท่าเจ้าอีกล่ะ เมื่อเทียบกันแล้ว..."

ผมแทบจะจินตนาการการปรายตาจิกกัดของยัยราชินีเถื่อนที่มีต่อนางกำนัลคนสนิทได้เลย

"นอกจากเรื่องเสื้อผ้าแล้ว ช่างไร้ประโยชน์!"

"ขะ... ขออภัยเพค่ะ องค์ราชินี"

นางกำนัลเปล่งเสียงอันสั่นเทาออกมา ตามมาด้วยเสียงด่าทออีกยกของยัยราชินี  ผมกลอกตานับถืออินฟินิตี้ขึ้นมาจับจิตที่ทนรับใช้จนเป็นที่ถูกใจได้และยอมทนฟังเสียงทำลายโสตประสาท

ผมเห็นว่าสงครามทำท่าจะยืดเยื้อแถมอินฟินิตี้ยังไม่มีทีท่าจะห้าม ผมจึงล้วงเอานกหวีดใสจากอกเสื้อออกมา นกหวีดนี้เป็นนกหวีดของพนักงานรถไฟยอค-โซธอทซึ่งทุกคนต้องมี มันเป็นนกหวีดที่เป่าแล้วจะไม่มีเสียงเหมือนนกหวีดทั่วๆไป เสียงนี้คนธรรมดาที่ไม่ใช่พนักงานรถไฟยอค-โซธอคจะไม่ได้ยิน แต่สำหรับพวกเราที่ได้รับการฝึกฝนมา เสียงที่ได้ยินนั้นดังไม่ต่างกับโทรโข่งเลยทีเดียว

ผมยกนกหวีดขึ้นจ่อปากแล้วเป่าติดกันห้าครั้ง สักพักผมก็ได้ยินเสียงอินฟินิตี้พูดขึ้นว่า

"องค์ราชินีพะย่ะค่ะ"

"อะไร!?"

เพราะการด่าติดต่อมานานทำให้ยัยราชินีลืมการพูดสุภาพใส่อินฟินิตี้ไปเลย ถึงกระนั้นเพื่อนของผมยังคงตอบกลับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลไม่แปรเปลี่ยน

"องค์ราชินี ความพิโรธเป็นบ่อนทำลายความงามของพระองค์นะพะย่ะค่ะ กระหม่อมว่าพระองค์สมควรพักผ่อนเสียหน่อย อีกไม่นานจะถึงโลกที่พระองค์ต้องไปเยือนแล้ว พระองค์คงไม่อยากปรากฏตัวด้วยรูปลักษณ์ที่สุดแสนอ่อนล้าใช่หรือไม่พะย่ะค่ะ"

ยัยราชินีเถื่อนเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะกล่าวต่อ

"เจ้าพูดถูก อินฟินิตี้ ข้าควรจะพักผ่อนเสียหน่อย แต่ก่อนอื่นข้าขออะไรสักอย่างได้หรือไม่"

ยังจะเรื่องมากอีก! ผมเคาะเท้าเป็นจังหวะด้วยอารมณ์หงุดหงิด ขณะรอ

"เชิญรับสั่งพะย่ะค่ะ"

"ก่อนข้าจะลงจากรถไฟนี้ไป ข้าอยากจะกินค๊อกเทลสูตรพิเศษนั่นอีกสักครั้งจะได้หรือไม่?"

"เป็นไปตามพระประสงค์ขององค์ราชินีพะย่ะค่ะ"

ต่อมาอินฟินิตี้ก็เปิดประตูออกมาเผชิญหน้ากับผม ใบหน้าหล่อเหลาระดับดารายิ้มเจื่อนเล็กน้อย ผมสีทองตัดสั้นเปล่งประกายกับนัยน์ตาสีมรกตเป็นรูปลักษณ์ที่ชวนให้สาวๆพากันลุ่มหลงได้ไม่ยากเลย

ผมกอดอก "ช้าชะมัดเลย อินฟินิตี้"

"โทษทีๆ"เพื่อนผมยกมือเป็นเชิงขอโทษ "ไม่นึกว่าจะยืดเยื้อน่ะ"

ผมพลิกหน้ากระดาษในสมุด "รู้สึกอีกสี่สถานีจะถึงที่หมายของยัยราชินีนั่นสินะ แต่สถานีถัดไปจะมีขุนนางคนหนึ่งขึ้นมาบนรถไฟนี้ ใช้บริการแบบเที่ยวแวะรายทาง"

"เฮ้อ... การที่พวกเขาท่องเที่ยวไปต่างโลกหรือต่างเวลาก็ดีอยู่หรอก แต่เคยนึกไหมนะว่าต้องจ่าย'โชคดี'เป็นค่าตอบแทนน่ะ"อินฟินิตี้พูดพลางถอนหายใจ

ค่าโดยสารของรถไฟยอค-โซธอทคือ'โชคดี' วิธีการคิดค่าบริการจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความโชคดีที่มีอยู่ในตัวผู้โดยสารแต่ละคน ซึ่งการเก็บ'โชคดี'นั้นมา มันก็มากพอที่จะเปลี่ยนอนาคตของพวกเขาตลอดกาล

ผมพยักหน้าเห็นด้วย "พวกเราโชคดีที่ได้มาเป็นพนักงาน ไม่ต้องลำบากเรื่องจะมีโชคหรือไม่มีโชคอะไร แถมได้ท่องไปทั่วทุกแห่งด้วย"

เป็นอิสระเสรีไม่ผูกมัด ข้ามผ่านมิติและเวลาได้ทุกแห่งหน นี่แหละคือรถไฟยอค-โซธอท

"ดูจากเวลาคงอีกสักพัก ยังไงฉันคงต้องไปสั่งค๊อกเทลกับโฟร์ร่าก่อน"

"คุณโฟร์ร่าทำผ้ากันเปื้อนหาย"ผมรวบรัดตัดความอย่างเร็ว จนอินฟินิตี้ถึงกับเอ๋อไปครู่

"เมื่อกี้ว่าไงนะ โฟร์ร่าทำผ้ากันเปื้อนหาย!?"

นี่ก็เป็นอีกคนที่ทำสีหน้าไม่ต่างจากซิกส์ แต่เมื่อเทียบกันแล้วต่อให้อินฟินิตี้อยู่ในสภาพสุดช็อคก็ยังดูดีกว่าซิกส์หลายขุม

"ฉันรู้ว่ามันน่าตกใจ ไม่ใช่แค่นั้นลูกเบสบอลของผู้โดยสารตู้ข้างๆก็หายไปด้วย ฉันกำลังตามหาพวกมันอยู่ ยังไงวานนายช่วยอีกแรงจะได้ไหม"

"ไม่มีปัญหา"อินฟินิตี้รีบรับปากทันที ก่อนจะทำหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ "จะว่าไปแล้วฉันก็ทำป้ายชื่อหายเหมือนกันนะ"

"ป้ายชื่อเหรอ?"

ผมมองไปที่อกเสื้อของเพื่อน จริงด้วย ป้ายที่ควรจะอยู่ตรงนั้นกลับไม่มี อะไรนี่ก็หายด้วยเหรอ!?

ไม่รู้เพราะผมแสดงสีหน้ากลัดกลุ้มหรืออย่างไร อินฟินิตี้จึงรีบพูดว่า

"แต่อันนั้นนายไม่ต้องหาให้ฉันหรอกนะ ฉันคิดว่าฉันคงลืมที่ไหนสักแห่งแถวๆนี้แหละ"

ผมหรี่ตา "ขอถามหน่อยตอนที่รู้สึกว่ามันหายไปน่ะ นายได้กลิ่นอะไรบางอย่างที่โล่งจมูกใช่ไหม"

อินฟินิตี้เบิกตากว้าง "ใช่แล้วล่ะ! ว่าแต่นายรู้ได้ยังไงน่ะ!?"

ผมเริ่มกุมขมับ "ไม่ใช่แค่นายคนเดียวอีกสองคนก็ด้วย"

"เอาจริงดิ! มีใครใช้เวทมนตร์กับที่นี่หรือเปล่าเนี่ย!?"

"ที่พอจะนึกออกก็กัปตันเกลเซ่น่ะนะ เขาคงจะทดสอบเรานั่นแหละ"

"นั่นสินะ... ตอนนี้ฉันชักเป็นห่วงพวกกะกลางคืนแล้วสิ"

ผมก็เป็นห่วงเช่นกัน เพื่อนร่วมงานที่ทำงานตอนค่ำคืนไปกับกัปตันจะเจอบททดสอบโหดแค่ไหนกันนะ

"เอาเป็นว่าฉันจะช่วยหาของของนายด้วยแล้วกัน"ผมจดใส่สมุดสิ่งที่ต้องทำเพิ่มอีกอย่าง "ที่เหลือนายก็ช่วยหาด้วยล่ะ ถ้าเจอแล้วเป่านกหวีดมาเลยนะ"

"ได้เลย"

ตรวจตู้นี้เสร็จ ผมก็ก้าวไปยังตู้ถัดไป

 

8.28 นาฬิกา ตู้โดยสารหมายเลข 6 ห้องเทพนิยาย

 

ผมได้ยินเสียงดนตรีแว่วหวานเป็นระลอก ตู้หมายเลข 6 มีการตกแต่งอลังการงานสร้างไม่แพ้ตู้ของบุคคลสำคัญ เพียงแต่ทำให้หวานมากขึ้นด้วยผ้าม่านและลูกไม้สีชมพูกับสีฟ้า ชวนให้นึกถึงลูกกวาดและเอียนจนน่าขนลุก แต่สำหรับสาวๆรวมถึงเพศที่สามไม่แน่อาจจะกรี๊ดกร๊าดกับห้องนี้ก็เป็นได้

ทุกอย่างดูสงบเรียบร้อยดี แต่ไร้วี่แววของลัคกี้ เพื่อนร่วมงานของผมประจำตู้นี้ ไม่ใช่ว่าเธออู้งานไปอ่านการ์ตูนหรอกนะถ้าใช่จะริบให้หมดเลย!

ผมเริ่มลงมือสำรวจแต่เท้าเจ้ากรรมดันไปสะดุดกับอะไรเข้าจนผมล้มหัวทิ่ม หน้าผากโขกพื้นอย่างสวยงาม

โป๊ก!

"โอ๊ย!/ว้าย!"

มือที่ลูบคลำหน้าผากพลันชะงักไปเมื่อผมได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้หญิง ครั้นเงยหน้าหันซ้ายหันขวากลับไม่มีใครอยู่ใกล้ๆเลย นี่หรือผมจะหูฝาด?

"ยกเท้าเหม็นๆ ของนายออกไปจากตัวฉันเดี๋ยวนี้นะย่ะ เจ้าพนักงานเฮงซวย!"

เสียงปรี๊ดแหลมดังมาจากใต้รองเท้า ผมถึงกับอึ้งไปหลายตลบยามที่ยกเท้าขึ้นแล้วเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กประมาณนิ้วโป้งในชุดกระโปรงน่ารักฟูฟ่อง ผมสีน้ำตาลม้วนเกลียวผูกริบบิ้นสีชมพู น่าเล็กๆงอง้ำมีตาสีฟ้าสดใส

ถ้าพูดถึงนิทาน ผู้หญิงคนนี้ก็ต้องเป็น...

ผมตบมือ "ธัมเบลิน่า!"

"ไร้มารยาท! อย่างน้อยก็ต้องเรียกฉันว่าคุณธัมเบลิน่าสิย่ะ ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนเอาเสียเลย!"

ปากคอเราะร้ายจริงแม่คุณ น่าโยนลงน้ำให้ปลากิน!

ผมคิ้วกระตุกแต่ก็อดกลั้นไว้ ด้วยหน้าที่จะต้องรักษาภาพลักษณ์ไว้

"ต้องขอประทานโทษด้วย คุณธัมเบลิน่า ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายคุณให้บาดเจ็บ"

ธัมเบลิน่าเชิดหน้าขึ้น "ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีเลย! พวกผู้ชายชอบใช้คำพูดหวานๆล่อลวงผู้หญิง ฉันไม่มีทางหลงกลเหมือนเมื่อกี้หรอก!"

คำพูดของธัมเบลิน่าทำให้ผมตะขิดตะขวงใจ "ที่ว่าเมื่อกี้หมายความว่ายังไงเหรอครับ"

เธอจ้องผมตาขวาง "เรื่องอะไรฉันต้องมาเล่าให้กับคนแปลกหน้าฟังด้วย! คุณพนักงานผิดเพศ!"

อ่านจากนิทานผมคิดว่าธัมเบลิน่าจะต้องน่ารัก อ่อนหวานและไร้เดียงสา แต่ดูเหมือนว่าประสบการณ์การท่องโลกกว้างเพื่อหนีจากการคลุมถุงชนของเธอจะทำให้เปลี่ยนนิสัยจากหน้ามือเป็นหลังเท้า!

ขณะที่ผมคิดจะหาวิธีงัดปากแม่ปากร้ายนี่ซะหน่อย บานประตูทางเชื่อมก็เปิดออกพร้อมกับร่างของเด็กสาวผู้มีผมสีเขียวสดปลายผมกระดกเล็กน้อย ตาสีน้ำตาลไหม้ฉายแววตื่นตระหนกพอๆกับสีหน้า เธอวิ่งอย่างไวมาตรงจุดที่ผมนั่งอยู่

"แย่แล้วล่ะ! คุณเฟิร์สไทม์! ผู้โดยสารของฉันคนหนึ่งหายไป!"

"เดี๋ยวก่อน! ลัคกี้ ช่วยหยุด..."

กร๊อบ!

เสียงดังฟังชัดมาก ผมแทบไม่กล้ามองผลที่เกิดขึ้น แต่ที่แน่ๆคือธัมเบลิน่าของพวกเราแบนอยู่ใต้เท้าของลัคกี้เรียบร้อยแล้ว

"หืม? ฉันรู้สึกเหมือนเหยียบอะไรบางอย่าง..."

เธอยกเท้าขึ้น จากนั้นก็เพ่งมองซาก(?)ของธัมเบลิน่าในระยะประชิดจนจมูกเธอแทบจะแต่งร่างเล็กจิ๋วนั่นรอมร่อแล้ว ลัคกี้มีปัญหาด้านสายตาอย่างหนักแต่เธอไม่ชอบใส่แว่นหรือกระทั่งคอนแทคเลนส์เพียงเพราะเหตุผลที่ว่ากลัวกระจกบาดใส่ตาแล้วจะเป็นเรื่องใหญ่

พอรู้ว่าสิ่งที่เธอเหยียบเต็มๆนั้นคืออะไร ลัคกี้ก็ร้องเสียงลั่นปรอทแตก ดีที่ว่าผมคาดการณ์ไว้แล้ว นิ้วทั้งสองของผมเสียบหูเพื่อดับเสียงเกินระดับของเธอได้ทัน

"กรี๊ดดดดด!!! คุณธัมเบลิน่า!!!!"

อา... ขอให้ไปสู่สุคตินะ ธัมเบลิน่า

 

9.00 นาฬิกา ตู้หมายเลข 7 ห้องพยาบาล

 

"อย่าร้องไห้ไปเลยค่ะ คุณลัคกี้ คุณธัมเบลิน่าแค่ซี่โครงหักไปสองท่อนเอง ไม่ได้ตายหรอกนะคะ"

คุณมีนา พนักงานรถไฟยอค-โซธอทตำแหน่งหมอยิ้มปลอบโยนลัคกี้ที่ร้องไห้จนตาบวมปูดเป็นลูกมะนาว เธอมีผมสีดำถักเป็นเปียสองข้าง ใส่แว่นตากลมโตใหญ่จนดูเหมือนเป็นเด็กเนิร์ด แท้ที่จริงแล้วคุณมีนาไม่ได้สายตาไม่ดีเพียงแต่เธอสวมไว้สำหรับทำการทดลองสร้างยาต่างๆ โดยที่แว่นนั้นสามารถปรับขนาดภาพให้ซูมเข้าหรือส่องไกลแค่ไหนก็ได้ เธอจึงสวมมันไว้ติดตัวเสมอ

ถ้าผมไม่รู้มาก่อนว่าเธอเป็นหมอเด็กที่อัจฉริยะที่สุดแล้วล่ะก็ ผมจะไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าธัมเบลิน่าจะแค่ซี่โครงหัก สมแล้วที่เป็นตัวละครในนิทานสุดอึด ตายยากจริงๆ

ลัคกี้ปาดน้ำตา "โล่งอกไปที นึกว่าฉัน...ฆาตกรรมผู้โดยสารไปซะแล้ว"

"เธอรีบร้อนเกินไปนะ ควรทำทุกอย่างอย่างใจเย็นมากกว่านี้หน่อย"

ผมตำหนิเธอ ดีนะที่ผู้โดยสารคนนี้เป็นหญิงถึก ถ้าเป็นเจ้าหญิงผู้บอบบางอย่างเจ้าหญิงนิทราคราวที่แล้ว ไม่แน่ว่าเธอคงหลับตลอดกาล ไม่มีทางฟื้นขึ้นมาด้วยจูบแห่งรักจากเจ้าชายแหงๆ

"ขอโทษจริงๆนะ ฉันตกใจนี่นาที่จู่ๆคุณธัมเบลิน่าหายตัวไปตอนที่เรากำลังสนทนากัน ฉันนึกว่าเธอโดนลักพาตัวไปหรือยังไงซะอีก"

"ทำไมเธอถึงคิดว่าโดนลักพาตัวไปล่ะ"

ผมถาม ตะขิดตะขวงใจตั้งแต่คำพูดของธัมเบลิน่านั่นแล้วที่ว่ามีผู้ชายมาหลอกลวงเธอด้วยคำหวาน

"ตอนที่ฉันคุยกับคุณธัมเบลิน่าอยู่ดีๆ ก็ได้กลิ่นหอมล่ะ มันโล่งจมูกมากๆ ตอนนั้นฉันได้ยินเสียงคุณธัมเบลิน่ากำลังพูดกับใครคนหนึ่ง พอฉันรู้ตัวอีกที คุณธัมเบลิน่าก็ไม่อยู่แล้ว ฉันตระเวนหาทั่วทุกที่แต่ก็ไม่เจอ กระทั่งนี่แหละ..."

ผมเลิกคิ้วขึ้น กลิ่นหอมอีกแล้วเหรอ แต่คราวนี้ของหายเป็นคน ถึงแม้ในท้ายที่สุดธัมเบลิน่าจะกลับมาเองก็เถอะ คำพูดของยัยจิ๋วที่บอกว่าโดนผู้ชายหลอก แสดงว่ามีคนขโมยของโดยใช้กลิ่นน้ำหอมล่อลวงทีเผลอสินะ

คุณมีนายกมือขึ้นปิดปาก "พูดถึงกลิ่นหอม เมื่อกี้ฉันก็ได้กลิ่นค่ะ แถมหลอดทดลองหลอดหนึ่งก็หายไปด้วย"

"เอ๋? คุณมีนาก็ด้วยหรือค่ะ"ลัคกี้ทำหน้าแปลกใจ

"หลอดทดลองที่หายไปคืออะไรเหรอครับ"ผมถาม เอาสมุดขึ้นมาจด

"เป็นระเบิดปรมาณูค่ะ"

ผมกับลัคกี้ช็อคตาตั้ง คุณพระช่วย!  ของทดลองในคราวนี้อันตรายถึงขนาดทำลายรถไฟยอค-โซธอทให้ย่อยยับได้!

"คุณมีนา! ทำไมถึงสร้างของอันตรายแบบนั้นขึ้นมาครับ! ถ้ามันระเบิดขึ้นมาพวกเราจะไม่ตายหมดเหรอ!?"

คุณมีนายิ้มอย่างไม่ทุกข์ร้อน "ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ หลอดแก้วอันนั้นเป็นอันพิเศษ เป็นหลอดหนาที่ต่อให้ตกจากความสูงร้อยฟุตก็ไม่แตก แถมสารระเบิดปรมาณูที่ว่าหากไม่เปิดฝาแล้วเท ไม่มีทางระเบิดได้หรอกค่ะ และการเปิดนั้นต้องใช้ที่เปิดพิเศษด้วยค่ะ"

เธอหยิบเครื่องมือรูปร่างคล้ายที่เปิดขวด แต่มีองค์ประกอบซับซ้อนมากกว่าขึ้นมา ผมกับลัคกี้ถอนหายใจโล่งอกตามๆกัน ถึงจะยอมรับว่าเธอเก่งชนิดจับตัวได้ยากแต่เรื่องความเพี้ยนและความคลั่งไคล้ในการทดลองล้วนไม่มีใครเกินเธอ

"แต่ผมต้องเอาเรื่องนี้ไปรายงานกัปตันนะครับ อย่างที่รู้ของอันตรายต้องได้รับการควบคุมดูแลเป็นพิเศษ ถึงคุณมีนาจะเป็นหมอที่ได้รับอนุญาตให้ทำการทดลองได้ก็ตาม แต่ยังไงก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบเข้าใจไหมครับ"

เธอยิ้มเขินๆ "ค่ะ ฉันเข้าใจ บางทีพอฉันได้วัตถุดิบอะไรมา มันอดไม่ได้ที่จะสร้างนะคะ คราวหน้าถ้าฉันสร้างอะไรที่เป็นอันตรายจะรายงานนะคะ"

"ดีครับ"

แต่ทางที่ดีเลิกสร้างของอันตรายจะดีที่สุด! ผมไม่ได้กล่าวคำนี้ออกไปเพราะรู้ว่าพูดไปก็ไร้ผล ยิ่งห้ามเธอเท่าไหร่ก็ยิ่งผลักดันให้เธอแอบสร้างของอันตรายขึ้นมาลับๆ และไอ้สิ่งของที่ไม่รู้เนี่ยแหละจะเป็นภัยกับขบวนรถไฟยอค-โซธอทมากกว่าสิ่งของที่รู้ตัวว่ามีเสียอีก!

"จริงสิ มีเรื่องจะวานให้ทั้งสองคนช่วยหน่อย"

ผมเล่าคร่าวๆถึงสิ่งของที่หายไป ปฏิกิริยาของสองสาวยามรู้ว่าผ้ากันเปื้อนคุณโฟร์ร่าหายไปไม่ต่างจากซิกส์กับอินฟินิตี้ ทั้งสองรับปากจะรื้อค้นห้องให้และถ้าเจอจะรีบส่งให้คุณโฟร์ร่าทันที

"เดี๋ยวผมขอกลับไปทำงานต่อนะครับ แล้วก็ลัคกี้สองสถานีข้างหน้าอย่าลืมรับ'คนแคระ'ขึ้นมาด้วยล่ะ คำนวณค่า'โชคดี'ให้ถูกต้องด้วย อย่าให้ขาดอย่าให้เกิน"

"จ้า"

ลัคกี้ยิ้มทะเล้นให้ผม เธอก็กลับไปเฝ้าตู้ของเธอเช่นกัน โดยปล่อยให้ธัมเบลิน่าพักฟื้นไปก่อน พอหายแล้วค่อยกลับมารับ ผมมั่นใจว่าด้วยยาที่ผ่านการปรุงพิเศษของคุณมีนา(รวมถึงรสชาติอันพิกลด้วย)จะทำให้เธอหายสนิทในไม่กี่นาที

ผมโบกมือลาแล้วไปยังตู้ถัดไป

 

9.25 นาฬิกา ตู้โดยสารหมายเลข 8 ห้องสิงสาราสัตว์

 

เมื่อล่วงเข้าไปในตู้ถัดมา กลิ่นสาบสางของสัตว์สารพัดชนิดก็โชยฟุ้ง ประกอบกับกลิ่นอับชื้นและกลิ่นเหม็นเขียวในอากาศ เป็นกลิ่นที่ผสมผสานแล้วชวนปั่นป่วน แต่ไม่ถึงกับอาเจียนนัก

การตกแต่งของตู้นี้ได้บรรยากาศเป็นป่าดิบชื้น มีต้นไม้ พุ่มไม้และดอกไม้ของจริงประดับ เป็นสีเขียวละลานตา  ผมเดินเข้าไปพยายามหลีกเลี่ยงมุมรกๆและมุมมืดเพราะผมจำได้ว่ามีผู้โดยสารเป็นงูเห่ากับตะขาบขึ้นมาด้วย และเร็วๆนี้เห็นว่ามังกรจะขึ้นมาด้วย อืม... จะมีที่ว่างพอไหมหนอ

ขณะที่ผมเดินสำรวจรอบๆ ก็มีบางสิ่งห้อยหัวลงมาจากข้างบนเล่นเอาผมตกใจจนปล่อยสมุดตกลงไปในโคลน

"อ๊าก! บ้าชะมัด อย่าทำให้ฉันตกใจสิ จัสติน!"

เด็กหนุ่มที่ดูจะอายุอ่อนกว่าผมหน่อย กระโดดลงมาบนพื้นด้วยความปราดเปรียว เครื่องแบบสีขาวของเขามอซอด้วยดินและใบไม้ ผมของเขาเป็นสีฟ้าอ่อนคาดผ้าสีแดง ตาเป็นสีเหลืองคล้ายตาแมว ใบหน้านิ่งปราศจากรอยยิ้ม

"ขอโทษที"จัสตินเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะหยิบสมุดขึ้นมา แล้วสะบัดโคลนออก ผมเห็นเขาขมวดคิ้วเมื่อสมุดของผม ตัวกระดาษบางส่วนกลายเป็นคราบสีน้ำตาลที่ยากจะขจัด

"ไว้เงินเดือนออกจะซื้อใช้ให้นะ"

"ได้ข่าวว่านายเบิกเงินเดือนล่วงหน้าไปใช้ก่อนแล้ว ไม่ใช่เหรอ"

ผมเตือนความจำเขา จัสตินจึงเพิ่งนึกออก

"จริงด้วย งั้นอีกสองเดือนข้างหน้าจะซื้อให้"

"ไม่ล่ะ ไม่เป็นไร นายเก็บเงินไว้สำหรับอาหารเถอะ"

จัสตินเป็นนักชิมอาหารของทุกโลกทุกมิติ เงินเดือนของเขาส่วนใหญ่หมดไปกับอาหาร เขาชอบตระเวนชิมไปทั่วหาของอร่อย ในทางกลับกันการชิมอาหารของเขาก็ทำให้ได้สูตรอาหารดีๆมาฝากคุณโฟร์ร่าด้วยเช่นกัน

"ถ้าอย่างนั้น..."จัสตินล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบบางสิ่งยื่นให้ผม "ฉันให้ไอ้นี่แล้วกัน"

มันคือลูกเบสบอล!

"นี่นายไปได้มาจากไหน!?"

ผมตกใจมาก ตามหาของที่หายไปตั้งนานมาเจออยู่ที่นี่ ถึงจะแค่อย่างเดียวก็เถอะ

"ของผู้โดยสารคนหนึ่งน่ะ เขาใช้กลิ่นอะไรไม่รู้พยายามจะแย่งผ้าคาดหัวฉัน ตอนที่ตอบโต้ไปตามสัญชาตญาณเขาทำไอ้นี่หล่นไว้"

ผมตาโต ได้เจอเบาะแสชิ้นสำคัญเข้าให้แล้ว

รีบสืบเสาะในทันที

"แล้วผู้โดยสารที่ว่าหน้าตาเป็นไง!?"

"เอ่อ..." จัสตินเงียบเหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก จากนั้นก็ส่ายหน้า "จำไม่ได้..."

"หา!? ทำไมถึงจำไม่ได้เล่า!?"

ผมไม่คิดว่าจัสตินจะความจำสั้นตรงข้ามเขาเป็นพวกที่จำเก่ง ไม่งั้นสูตรมากมายนั่นเขาคงเอามาบอกคุณโฟร์ร่าไม่ได้แน่

"ไม่รู้เหมือนกัน แต่รู้สึกว่าเป็นสีดำนะ"

"อะไรดำ อย่าพูดจากำกวมได้ไหม"

ผู้โดยสารผมสีดำ? ตาสีดำ? หรือว่าผิวดำล่ะนั่น

"แต่ฉันก็จำได้แค่นี้จริงๆนี่นา มันเหมือนกับว่าผู้โดยสารคนนั้นธรรมดามากจนถูกลืมน่ะ"

"มีคนประเภทนั้นด้วยเหรอ หรือว่าเป็นผี?"

ถ้าหากนี่เป็นฝีมือของผู้โดยสารก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเท่ากับว่านี่ไม่ใช่แผนการของกัปตันเกลเซ่ แต่เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และนั่นจะไม่ตลกเอามากๆ

ผมเปลี่ยนมาเคร่งเครียด "พอจะรู้ไหมว่าผู้โดยสารคนนั้นไปทางไหน"

"ไม่รู้หรอก ตอนที่ฉันตั้งหลักได้ เขาก็หายแวบไปเลย ขนาดกลิ่นทุกอย่างก็หายไปด้วย"

นับว่าเป็นโจรที่ไม่ธรรมดาซะแล้ว ขนาดลบกลิ่นลบตัวตนได้จนจัสตินที่มีจมูกและสัญชาตญาณดีที่สุดยังจับไม่ได้ ผมก็นึกถึงความเป็นไปได้เพียงข้อเดียวเท่านั้นคือตู้โดยสารที่อยู่ข้างๆอาจจะช่วยให้ความกระจ่างได้

"ขอบใจนะ จัสติน ถ้ายังไงช่วยเอาลูกเบสบอลไปให้ซิกส์หน่อยได้ไหม มันเป็นของผู้โดยสารเด็กคนหนึ่งน่ะ"

จัสตินพยักหน้าก่อนจะวิ่งฉิวออกจากตู้ว่องไวดุจเสือชีต้าร์ ผมมองการกระทำที่บทจะลงมือทำก็ทำเลยของอีกฝ่ายแล้วอดยิ้มนิดๆไม่ได้ นิสัยนี้เป็นสิ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่พบกันครั้งแรก

ผมขีดฆ่าลูกเบสบอลในสมุดเพราะหาเจอแล้วพร้อมกับแกะปลิงตัวอ้วนที่บังอาจมานอนหลับในสมุดโยนไปไกลๆ จากนั้นผมก็ล้วงเอานกหวีดออกมา เคาะสองสามทีจนนกหวีดนั้นเปล่งแสงสีขาวนวลตา แล้วจึงจะเดินไปตู้ถัดไป

 

9.41 นาฬิกา ตู้โดยสารหมายเลข 9 ห้องวิญญาณ

 

ความมืด...เป็นเพียงนิยามเดียวที่จะอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างในตู้นี้ได้

ทุกอย่างราวกับว่างเปล่าทั้งยังเงียบสงัดวังเวงจนน่าขนลุก ผมยกนกหวีดให้แสงส่องไปรอบๆ แต่ความมืดนี้ดูจะก่อตัวหนาแน่นดุจหมอก ผมไม่สามารถมองเห็นอะไรเกินรัศมีหนึ่งเมตร

ปัง!

ประตูปิดงับอย่างแรงจนผมสะดุ้ง รีบหันไปส่องไฟที่ประตูแต่ก็ไม่พบคนที่ผมอยากจะเจอ

"ทูอาย... นายอยู่แถวนี้หรือเปล่า..."

"ฉันอยู่นี่..."

"ว๊ากกกก!!!"

ผมล้มไปกองก้นจ้ำเบ้า เมื่อผมกลับไปส่องแสงไฟไปที่ทางเดินแล้วเจอเพื่อนร่วมงานอยู่ตรงหน้าพร้อมกับส่งเสียงทักยานคาง

นึกว่าเจอผีเสียอีก หัวใจแทบวายแน่ะ!

ผมเอามือกุมอก สูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อผ่อนการเต้นของหัวใจที่รัวเร็วเพราะความตกใจให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ

"ให้ตายสิ ทูอาย! บอกแล้วไงว่าถ้าจะมาช่วยให้สุ้มให้เสียงหน่อย!"

นี่ถ้าผมหัวใจวายตายใครจะรับผิดชอบ!

ทูอายเป็นพนักงานที่โตที่สุดในกลุ่มพวกเรา รูปร่างสูงแต่ผิวซูบซีด มีผมสีดำไว้ยาวปิดบังใบหน้าจนมองไม่เห็นตา อยู่ด้วยกันมาเป็นสิบปีจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่เคยมีใครเห็นตาของเขาเลย ยกเว้นอาจารย์ของเขาที่เตือนพวกเราว่าไม่ควรมองตาทูอายเพราะอาจเกิดปัญหาภายหลังได้ พวกเราจึงเข้าใจว่าการมองตาของทูอายโดยตรงอาจจะโดนคำสาปก็เป็นได้ พากันเลิกสนใจในทันที

ทูอายตอบผมหน้านิ่ง "ฉันส่งเสียงก่อนแล้วนะ แต่เฟิร์สดันหันมาตอนที่ฉันอยู่พอดีนี่..."

ท่อนท้ายเสียงของเขาอ่อนลงเหมือนรู้สึกผิด จนผมต้องยอมแพ้ บางทีผมคงหวั่นไหวมากเกินไป ยังเทียบชั้นไม่ได้กับอาจารย์เวลามาเยือนตู้นี้ แม้แต่คิ้วยังไม่กระตุก!

ผมคงยังต้องฝึกฝนอีกมาก ไว้จะมาแวะที่นี่บ่อยๆ จะได้ชิน

พอตั้งสติได้ ผมก็เริ่มถาม "พอดีเลย ฉันมีเรื่องจะถามนายอยู่พอดี"

จากนั้นผมก็อธิบายทุกอย่างให้เขาฟัง ทูอายรับฟังนิ่งๆไม่กระดุกกระดิกราวกับเป็นหุ่นโชว์เสื้อผ้า จนผมเล่าไปขนลุกไป โดยเฉพาะเมื่อทั้งตู้โดยสารนั้นเงียบสนิทมีแค่เสียงผมคนเดียวที่ดังก้อง

เล่าจบ ทูอายก็ส่ายหน้า

"เฟิร์สคิดว่าคนร้ายเป็นผู้โดยสารที่ฉันดูแลอยู่เหรอ เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะตั้งแต่ที่ฉันเริ่มทำงานในวันนี้ พวกเขาก็อยู่กับฉันตลอด"

"เรื่องนั้นนายแน่ใจนะ?"

"แน่ใจสิ ผู้โดยสารของฉันถึงจะมีเยอะตั้งเจ็ดตน แต่พวกเขาอยู่กับฉันตลอดแน่นอน เพราะพวกเขากำลังแชร์ประสบการณ์สยองให้ฉันฟังอยู่"

"ปะ... ประสบการณ์สยองเนี่ยนะ..."

ผมถึงกับพูดตะกุกตะกักกับรสนิยมอันน่ากลัวของทูอาย แต่คิดอีกทีถ้าเขาไม่ใช่คนชอบอะไรแบบนี้คงจะอยู่คุมตู้นี้ไม่ได้หรอก

"แต่ว่านะ... วิญญาณมันแวบไปแวบมาได้ไม่ใช่เหรอ"ผมออกความเห็น "ที่นี่มันมืด นายรู้ได้ยังไงว่าพวกเขาไม่ได้ไปไหน"

ทูอายยิ้มน้อยๆ "อย่าดูถูกฉันนักเลย เฟิร์ส การจะมองวิญญาณไม่สามารถใช้ตาเปล่ามองได้ เราอาศัยตาใจในการมอง ถ้านายไม่ได้สังเกตนะ เฟิร์ส กลิ่นหอมที่โล่งจมูกนั่นไม่มีทางมาจากผู้โดยสารของฉัน นายต้องรู้แน่ๆว่ากลิ่นของวิญญาณเป็นยังไง"

ผมหุบปากฉับ ผมได้ทำเรื่องผิดพลาดขนานใหญ่เข้าเสียแล้ว ถ้าผมรวมข้อเท็จจริงและขบคิดให้แตกมากกว่านี้ น่าจะนึกได้ว่าไม่มีทางเป็นฝีมือของผู้โดยสารวิญญาณเหล่านี้แน่ หนึ่งล่ะพวกเขาเกือบจะเรียกได้ว่าไร้ตัวตน เรื่องหยิบจับสิ่งของมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว สองในสภาพที่ไร้ตัวตนนี่แหละที่จัสตินผู้มีพลังสัมผัสด้านวิญญาณติดลบ ไม่มีทางจะเห็นบุคคลที่ว่าได้ และสามที่สำคัญ กลิ่นโล่งจมูกเป็นกลิ่นจากวิญญาณไม่ได้ วิญญาณที่ไหนจะมีกลิ่นหอมกัน!

ผมหน้ามุ่ยลง นี่ผมมองพลาดสิ่งสำคัญไปได้อย่างไร ถ้าไม่ได้ทูอายผู้เฉลียวฉลาดพูดให้ฉุกใจคิด ผมคงจะหลงไปไหนต่อไหนแล้ว!

"ขอโทษนะ ฉันคิดน้อยไปหน่อย ไม่ได้เฉลียวใจเลย"

"ไม่เป็นไรหรอก เฟิร์สทำดีในแบบของตัวเองแล้ว"

คราวนี้ทูอายปลอบผม ซ้ำยังยื่นมือมาลูบหัวผมด้วย ถึงผมจะตัวเตี้ยและเด็กกว่าก็เถอะ แต่ผมไม่ชอบให้ใครมาลูบหัวนะโดยเฉพาะจากมือเย็นๆราวกับซากศพ

ผมไม่ต้องสะบัดหัว ทูอายก็ถอนมือออกไปก่อน เขากระแอมแก้เก้อ คงเพิ่งนึกได้ว่าพวกเราไม่เด็กแล้ว ถ้าเป็นแต่ก่อนก็คงได้ มาตอนนี้มันน่าอายพิกลนะ

โอ๊ะ อาจจะยกเว้นจัสติน รายนั้นชอบให้ใครๆลูบหัว

"ถ้าอย่างนั้นก็มีคนเดียวที่พอจะเป็นตัวการได้สินะ..."

ผมเพ่งสายตาตามทางเดินมืดๆไปยังสุดปลายที่มีประตูเชื่อมสู่ตู้ถัดไป ทูอายพยักหน้า

"ฉันก็ว่างั้นแหละ..."

 

10.28 นาฬิกา ตู้หมายเลข 10 ห้องอาชญากร

 

เพราะได้การนำทางที่ดีของทูอาย ทำให้ผมไม่เจอสิ่งลี้ลับใดๆระหว่างทางไปที่ประตูอีกฟาก เขาคงจำได้ดีว่าตอนที่ผมยังอยู่ในช่วงฝึก พอเห็นผีตัวเป็นๆแล้วถึงขนาดจับไข้ไปเป็นสัปดาห์ อันที่จริงผมจิตแข็งขึ้นมาแล้วนะ(นิดหน่อย) รับรองว่าไม่ช็อคจนไข้ขึ้นแน่ อาจแค่...เป็นลม

ขณะที่ผมล้วงหาคีย์การ์ดเปิดประตู รู้สึกหนาวเยือกที่ด้านหลัง จมูกได้กลิ่นเน่าเหม็นโชยมา แต่ก็ไม่กล้าหันไปมอง ผมรู้สึกได้ว่าทูอายเอาตัวมากันผมไว้กะว่าเขาคงไม่ยอมเสี่ยงให้ผมมองเห็นอะไรเด็ดขาด กระทั่งผมเปิดประตูไปอีกตู้ได้สำเร็จ

อยู่ในที่มืดมานาน พอมาเจอแสงจ้าทำเอาผมแสบตา ตอนที่ผมกระพริบตาเพื่อให้สายตาปรับสภาพ ก็มีบางอย่างลอยวืดเฉียดหน้าผมไปตามมาด้วยเสียงโครมดังกึกก้อง

ทันทีที่ภาพกลับมาเห็นชัด ผมก็ตะลึงตาค้างกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ผู้โดยสารสองคนสลบเหมือดอยู่ตามทางเดิน ส่วนสิ่งที่ลอยเฉียดหน้าผมไปก็เป็นผู้โดยสารเช่นกันรูปร่างน้องๆนักซูโม่ ถ้าเจ้านี่ปลิวมากระแทกผมพอดีล่ะก็ ผมคงไม่มีทางโชคดีแบบธัมเบลิน่า นั่นคือซี่โครงหักแต่อาจจะตายเพราะคอหักแทน!

ณ กึ่งกลางทางเดิน มีเด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีแดงฉานดุจเปลวไฟ ตาสีอำพันประกายโชติช่วงแผดเผา ใบหน้าเย็นชากึ่งเหี้ยมทำให้ชายร่างยักษ์ซึ่งกำลังโดนบีบคออยู่กลัวจนตัวสั่น มีเสียงอึกอักร้องขอชีวิตดังมาจากลำคอที่ใกล้จะขาดอากาศหายใจ เห็นดังนั้นผมรีบเข้าไปขวางในทันที

"โก! ทำอะไรน่ะ หยุดนะ เราจะทำร้ายผู้โดยสารถึงแก่ชีวิตไม่ได้นะ!"

โกหันมามองผมอย่างเย็นชา "อย่ามาขวางนะ จนกว่าจะรู้ว่าไอ้บ้านั่นหายไปไหน ฉันก็ไม่ยอมเลิกลาหรอก!"

"แต่ถ้านายยังบีบคอเขาอยู่อย่างนี้ก็ไม่ได้คำตอบน่ะสิ! อีกฝ่ายจะตายอยู่แล้วนะ ปล่อยมือก่อนเถอะ!"

ผมเกลี้ยกล่อมเมื่อผู้โดยสารร่างใหญ่เริ่มมีน้ำลายฟูมปาก ตาเหลือกค้าง โกส่งเสียงขัดใจก่อนจะโยนร่างนั้นกระแทกกับกำแพงรถ ผู้โดยสารที่รอดตายไอโขลกเอาอากาศที่สูญเสียไปเข้าปอด

โกร่ำๆจะไปซัดอีกสักยก ผมรีบกอดเอวเขาไว้ไม่ให้ไปประทุษร้าย

"ใจเย็นก่อน! ไหนเล่ามาสิว่าเกิดอะไรขึ้น เผื่อฉันจะช่วยได้!"

โกหยุดขยับตัว ถึงกระนั้นผมก็ยังกอดตัวเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อยง่ายๆ เกิดผมปล่อยแล้วโกได้โอกาสไปซัดผู้โดยสารคนนั้นผมก็แย่น่ะสิ!

"จะอะไรสักอีกล่ะ มีหัวขโมยตัวดีขโมยคีย์การ์ดและนกหวีดของฉันไป! แถมมันก็ยังหายไปด้วย! ครั้นถามพวกมันว่าอีกคนหนึ่งไปไหน พวกมันก็บอกว่าไม่รู้เรื่อง! โกหกชัดๆเมื่อกี้ก็เห็นเล่นไพ่อยู่ด้วยกันตั้งห้าคน จะไม่รู้ไม่เห็นได้ยังไง! เจ้าพวกนี้จะต้องสมคบคิดกับหัวขโมยนั่นแน่ๆ!"

ยิ่งพูดอารมณ์ของโกก็ยิ่งเดือด ผู้โดยสารที่โดนบีบคอก่อนหน้าตัวหดจิ๋วด้วยความกลัวหมดมาดอาชญากรไปเลย แหงล่ะ ถ้าพูดถึงเรื่องการต่อสู้ไม่มีใครเก่งเกินโกอีกแล้ว ฉะนั้นผมจึงรู้สึกแปลกใจมากที่เจ้าหัวขโมยนั่นเอาคีย์การ์ดและนกหวีดของโกไปได้ง่ายๆ อะไรจะเก่งปานนั้น!

"แล้ว... ตอนที่รู้สึกว่าของโดนขโมยไป นายได้กลิ่นอะไรทำนองนี้หรือเปล่า"

โกก้มลงมองผม "ใช่แล้ว เจ้านั่นใส่น้ำหอมกลิ่นแปลกมากๆ มันโล่งจมูกพิกลอยู่"

"งั้นแสดงว่าคนร้ายคือผู้โดยสารประจำตู้นี้จริงๆ"ผมพึมพำเมื่อในที่สุดก็ได้หลักฐาน รีบปล่อยมือจากเอวอันคอดกิ่วน่าอิจฉาของโก ตรงเข้าไปยังที่เก็บตารางรถไฟและรายชื่อผู้โดยสาร โดยมีโกตามผมมาติดๆ เลิกสนใจผู้โดยสารพวกนั้นไปโดยปริยาย

"นายหมายความว่าไง?"

"เจ้าหัวขโมยที่ว่ามันไปขโมยของที่ตู้อื่นด้วยน่ะสิ นอกจากที่นี่"

ใบหน้าที่กลับมาเฉยพลันเปล่งจิตสังหารอีกครั้ง ทำเอาผมขนลุกซู่เลย คนที่โกรธแล้วน่ากลัวที่สุดก็คือโก ไม่มีใครในหมู่พวกเราคิดอาจหาญไปทำให้พ่อเจ้าประคุณโกรธเด็ดขาด เพราะไม่อยากอายุสั้น ขนาดอาจารย์ของเขาที่ว่าแน่ก็ยังหือไม่ขึ้น!

ผมทำเมินรังสีอาฆาตที่ขนาดผู้โดยสารอาชญากรทั้งหลายพากันกระเจิง หยิบเอกสารออกมาจากห้องแล้วจับมือโกแตะไปที่รายชื่อ

"ดูสิ ว่าคนไหนที่นายไม่เห็นในตู้โดยสารนี้"

โกย่นคิ้วก่อนจะหลับตา กระดาษพิเศษนี้ไม่ใช่แค่จดรายชื่อผู้โดยสารเพียงอย่างเดียวแต่ยังบันทึกภาพ สถานที่ขึ้นรถไฟและสถานที่ลงรถไฟ เพียงแค่หลับตาแล้วใช้นิ้วเลื่อนไปตามรายชื่อ นิ้วแตะที่ชื่อใด ข้อมูลของผู้โดยสารคนนั้นจะปรากฎขึ้นในสมองสะดวกสบายมากๆ

โกเลื่อนนิ้วลงไปเรื่อยๆจนมาหยุดที่ชื่อหนึ่งจากนั้นก็ลืมตา

"เจ้าหมอนี่แหละที่ไม่อยู่ในตู้โดยสารของฉัน"

ผมชะโงกมอง นิ้วของโกจิ้มที่ชื่อวิซซาร์ด ผมลองเอานิ้วแตะบ้างพลางหลับตา ภาพที่ปรากฎคือชายร่างผอมสูงในชุดคลุมสีดำสวมหมวกปีกกว้าง นอกจากนัยน์ตาสีน้ำเงินแล้ว ใบหน้าของเขาก็จืดชืดมาก ถึงขนาดที่คนยังต้องมองผ่านหรือไม่ก็อาจจะลืมหน้าเอาได้ง่ายๆ

มิน่าล่ะ จัสตินที่มีความจำดีนักหนา ถึงได้ลืม หน้าตาโหลมากมาย

เมื่ออ่านข้อมูลต่อไป ผมยิ่งทำหน้ายุ่ง ผู้โดยสารคนนี้เป็นจอมโจรแต่... ไร้ชื่อเสียงประจำกรุงลอนดอนปี 1950 เท่านั้นไม่พอข่าวร้ายคือสถานีถัดไปมันกำลังจะลงแล้ว!

ผมหยิบนาฬิกาขึ้นมาดูอีกสิบกว่านาทีจะสิบเอ็ดโมง สถานีถัดไปจะถึงตอน 11.15 นาฬิกา พระเจ้าถ้าผมไม่รีบจับมันให้ได้ก่อน ทั้งระเบิดปรมาณูและผ้ากันเปื้อนของคุณโฟร์ร่าคงหายเข้ากลีบเมฆ!

คราวนี้ไม่ต้องใช้กำลังจากโก ผมใช้เท้าวาดเข้าที่ซี่โครงของผู้โดยสารหมูอ้วนจนกลิ้งไปหลายตลบ พอมันทำท่าได้สติผมก็เหยียบก้อนไขมันจนมันร้องจ๊าก

"อย่า... อย่าทำข้าเลยนะ!"

"ฉันไม่ทำอะไรแกแน่ ถ้านายยอมปริปากดีๆว่าผู้โดยสารในชุดสีดำและหมวกปีกกว้างนั่นอยู่ที่ไหน"

พร้อมกันนั่นผมก็บีบไม้บีบมือดังกร๊อบประกอบข้างๆมีโกที่ทำงานเป็นลูกคู่ส่งจิตสังหารเต็มเปี่ยมจนเจ้าหมูอ้วนจะขาดใจตาย

"ขะ... ข้ายอมพูดแล้ว! หะ... เห็นว่ามันจะไปขโมยอะไรบางอย่างที่หัวรถจักรเพื่อสร้างชื่อเสียง! ละ... แล้วมันก็ให้ค่าปิดปากพวกเราเป็นอัญมณีคนละเม็ด หะ... หากทำให้ผู้คุมที่นี่หยุดอยู่กับพวกเราได้นานพอ!"

"ไอ้เวรนั่น หลอกใช้ให้ฉันซ้อมผู้โดยสารถ่วงเวลาให้ตัวเองขโมยของงั้นเหรอ"

รู้ดังนี้โกแทบจะกลายร่างเป็นยักษ์อาละวาด ผมสิใจหายเมื่อได้ยินว่ามันคิดจะขโมยอะไรบางอย่างที่หัวรถจักรและที่นั่นก็มีของสำคัญของกัปตันอยู่ด้วย!

ผมกระทืบเท้าเข้าที่ท้องมันจนกระอัก รู้สึกหงุดหงิดอยากจะฆ่าคน!

"กะอีแค่อัญมณีเม็ดเดียว พวกแกยอมกลายเป็นกระสอบทรายให้โกเหรอ ถ้าเกิดตายไปมันจะคุ้มค่าไหม!"

เจ้าหมูอ้วนไม่ตอบหรือไม่มีแรงจะตอบก็ไม่รู้ ทว่าผู้โดยสารร่างผอมกระหร่องคนหนึ่งยิ้มบิดเบี้ยวตอบแทน

"ช่วยไม่ได้ สำหรับโลกที่ข้าอยู่เงินคือทุกสิ่ง! ถึงจะต้องเจ็บตัวก็ไม่เป็นไร อีกอย่างข้ารู้นะว่าพนักงานรถไฟยอค-โซธอทไม่ได้รับอนุญาตให้ฆ่าผู้โดยสาร! หากกระทำเมื่อไหร่วิญญาณจะต้องโดนกักขังอยู่ในรถไฟไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดชั่วนิรันดร์!"

ผมกับโกสีหน้าเปลี่ยนขึ้นมาพร้อมกัน เจ้าพวกนี้ไปรู้ข่าววงในขนาดนี้มาจากไหน นอกจากพวกเราแล้วไม่น่าจะมีใครที่รู้เกี่ยวกับกฎข้อห้ามของพนักงานรถไฟยอค-โซธอทนี่นา

อยากจะถามต่ออยู่แต่ไม่มีเวลา ผมฝากให้โกจัดการสอบปากคำให้ถึงพริกถึงขิงแต่อย่ารุนแรงถึงขั้นตาย ซึ่งแน่นอนว่าโกยิ้มรับด้วยความยินดี ขณะที่ผู้โดยสารสี่คนหน้าซีดเป็นไก่ต้มเรียบร้อยแล้ว

 

10.58 นาที หัวรถจักร ห้องทำงานของกัปตันเกลเซ่

 

ผมวิ่งรวดเดียวไปถึงหัวรถจักร เหงื่อเปียกชุ่มชุดเครื่องแบบ ผมหอบหายใจจนซี่โครงบาน คอร้อนผ่าว ให้ตายเถอะ สุดท้ายก็ต้องย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้น ถ้าจับได้ผมจะยำให้เละ!

เปิดประตูเข้าไป ผมก็พบกับวิซซาร์ด อีกฝ่ายกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนโต๊ะ มือข้างหนึ่งถือที่ทับกระดาษทำจากคริสตัล ส่วนอีกมือหมุนหมวกกัปตันเล่น ดวงหน้าอันจืดชืดผุดรอยยิ้มพราย

"นึกไม่ถึงนะเนี่ยว่าจะมีคนมาหาที่ห้องนี้ อุตส่าห์คิดว่าเป็นที่ซ่อนตัวชั้นเยี่ยมก่อนจะลงสถานีถัดไปแล้วเชียวนะ"

"คงต้องยกความดีความชอบให้กับผู้โดยสารคนหนึ่งที่ยอมปริปากออกมา ไม่งั้นฉันคงไม่รู้หรอกว่านายจะไปซ่อนที่ไหนหรือมีเป้าหมายอะไร"ผมยกยิ้ม "คราวนี้นายคงหนีไปไหนไม่ได้แล้วนะ ช่วยคืนของที่ขโมยไปทั้งหมดมาเดี๋ยวนี้"

วิซซาร์ดแลบลิ้น "เรื่อง-อะไร-จะ-ให้-ล่ะ"

"งั้นก็ต้องบังคับด้วยกำลังล่ะนะ!"

ผมก้าวเข้าไป เป็นจังหวะที่วิซซาร์ดดีดนิ้ว แล้วร่างของผมก็ตีลังกา รู้ตัวอีกทีก็ตัวติดอยู่บนเพดานแล้ว!

"อะไรกัน!?"

ซวยแล้ว มันวางกับดักเอาไว้หรือนี่!

"เสียใจด้วยนะ คุณพนักงานผู้ตรวจตรา"วิซซาร์ดกล่าวพลางล้วงเข้าไปในอกเสื้อหยิบสมุดของผมไป "ฉันจะเก็บสมุดนี้ไว้เป็นของที่ระลึกนะ แล้วก็หมวกนี่ด้วย"

วิซซาร์ดหมุนหมวกอีกทีก่อนจะเก็บทุกอย่างเข้าไปในเสื้อคลุม ผมแยกเขี้ยว หมวกของกัปตันของสำคัญที่สุดถูกมันขโมยไปแล้ว!

"เอาล่ะ นี่ก็ใกล้เวลาที่ผมต้องลงแล้ว ขอตัวก่อนนะ เชิญหรรษาชมวิวจากบนนั้นให้สนุกล่ะ"

ว่าจบวิซซาร์ดก็โบกมือจากไป ผมกัดริมฝีปาก เรื่องอะไรจะให้มันขโมยของไปได้กันล่ะ อย่ามาดูถูกพนักงานรถไฟเฮอร์เมสนะโว้ย!

ผมดิ้นสุดฤทธิ์สุดเดช กระทั่งนกกวีดห้อยออกมานอกตัวเสื้อ ผมบิดคอตัวเองจนเกือบจะคอเคล็ดใช้ปากงาบสายคล้องแล้วใช้ฟันและลิ้นสาวตัวนกหวีดจนเข้ามาในปากได้เป็นผลสำเร็จ

มาลองรับดูนรกหน่อยเป็นไง เจ้าจอมโจรงี่เง่า!

ผมสูดลมหายใจแล้วเป่าสุดแรง

ปี๊ดดดดดดดด!!!!!

 

วิซซาร์ดเดินเชื่องช้าอย่างอารมณ์ดีเพื่อไปยังตู้ของผู้โดยสารบุคคลธรรมดา ตราบใดที่เขามีคีย์การ์ดของพนักงานจะประตูแบบไหนก็เปิดได้ทั้งนั้น ถึงจะลงคนละตู้กับที่ขึ้นก็คงไม่มีปัญหา

ระหว่างทางวิซซาร์ดเดินผ่านห้องครัว กลิ่นกระเทียมฉุนกึกน่าเวียนหัวและโฟร์ร่า เด็กสาวที่เขาเพิ่งขโมยผ้ากันเปื้อนไปอยู่ที่นั่น กำลังสับกระเทียมบนเขียงเสียงดังฉับๆต่อเนื่อง ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเขาเลย

ดีล่ะ อาศัยจังหวะนี้ไป...

ฉึก!

มีดอีโต้อันเบ้อเริ่มพุ่งปักเข้าข้างกำแพงเฉียดปลายจมูกวิซซาร์ดเส้นยาแดงผ่าแปด!

"จะไปไหนหรือค่ะ คุณจอมโจร"

เสียงหวานใสจากเด็กสาวร่างอ้วนท้วมในมือถือมีดปังตออีกเล่ม และรอบๆกายเธอมีมีด ช้อน ส้อม และเครื่องครัวอีกหลายชนิดลอยเคว้ง แต่ทุกอันหันมาทางทิศที่วิซซาร์ดอยู่เป็นจุดเดียว!

"อะไรกันเนี่ย!?"

"กรุณาคืนผ้ากันเปื้อนของฉันมาด้วยค่ะ"

เพียงแค่เธอขยับมือ ทุกสิ่งทุกอย่างก็พุ่งเข้าใส่ วิซซาร์ดตกใจหลบเป็นพัลวัน แต่เครื่องครัวที่มากมาย เขาไม่สามารถหลบพ้นได้ทั้งหมด จึงโดนฟาด โดนบาดเป็นระยะ

มีดเล่มหนึ่งเฉือนเสื้อคลุมของเขา แล้วผ้ากันเปื้อนของโฟร์ร่าก็ร่วงออกมา วิซซาร์ดไม่มีเวลาจะเก็บเพราะกระทะกับฝาหม้อไล่ตีก้นเขาเป็นชุด จนวิซาร์ดต้องรีบเผ่นออกจากตู้ด้วยรอยฟกช้ำดำเขียว

"ได้ผ้ากันเปื้อนมาแล้ว ทีนี้ทำกับข้าวดีกว่า มื้อกลางวันเอาเป็นราเมงกระเทียมดีไหมน้า~"

"บะ... บ้าเอ๊ย! ยัยผู้หญิงคนนั้นมันอะไรกันว่ะ!"

วิซซาร์ดลงมานั่งกองกับพื้นที่ตู้โดยสารหมายเลข 4 หอบหายใจ ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็นว่าแม่ครัวสาวนั่นจะควบคุมเครื่องใช้ในครัวมาโจมตีเขาได้

"รู้สึกไม่ดีเลย ต้องรีบๆไปให้พ้นจากรถไฟนี่ แล้วเอาของไปให้... อึก!"

ลูกเบสบอลลูกหนึ่งกระแทกหน้าวิซซาร์ดเต็มรัก เมื่อเขาหันไปลูกอื่นๆก็ตามมาติดๆดุจห่ากระสุน!

"คุณจอมโจรชอบลูกบอลใช่ไหมล่ะ เอาไปให้หนำใจเลย!"

ซิกส์หันปืนใหญ่แล้วกดยิงรัวไม่มียั้งโดยมีผู้โดยสารหลายคนส่งเสียงเชียร์สนับสนุน ลูกเบสบอลพุ่งกระแทกร่างวิซซาร์ดจนร้าวระบม เขารีบเผ่นจากตู้โดยสารนี้ทันทีเมื่อรู้ว่าอยู่ไม่ได้แล้ว!

"บัดซบ!"

เขาถลาล้มเข้าไปอีกตู้ ป้ายชื่อของอินฟินิตี้ก็หล่นออกจากกระเป๋ากระดอนไปตามทางเดิน วิซซาร์ดคลานเข้าไปเก็บแต่แล้วก็มีปลายดาบแทงขวางกั้นเขาไม่ให้หยิบป้ายนั่น

"แหมๆ คุณจอมโจรเป็นคนขโมยป้ายนี่เอง เห็นทีผมคงต้องสั่งสอนหน่อยแล้ว"

วิซซาร์ดกลิ้งหลบคมดาบได้ทันก่อนจะถูกแทง อินฟินิตี้ในชุดเกราะสีเงินเงาวับถือดาบเพรียวบางแต่แหลมคม ท่วงท่าดุจอัศวินชั้นสูง แม้จะดูเป็นแค่เด็กหนุ่ม แต่ฝีมือในการลงดาบอย่างไม่ลังเลนั้นเป็นของจริง!

"การได้ชื่นชมฝีมือดาบของอินฟินิตี้ก่อนจะลงจากรถเป็นอะไรที่น่ายินดีเสียจริง"

ราชินียิ้มยกพัดมาบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง มองการลงดาบอันน่าหฤหรรถ์อย่างจดจ่อ

"พวกนายเป็นตัวบ้าอะไรเนี่ย!"

วิซซาร์ดไม่อารมณ์ดีอีกต่อไปแล้ว ทั้งแม่ครัวที่ควบคุมเครื่องครัว กระสุนลูกบอล นักดาบ รถไฟยอค-โซธอทนี่มันยังไงกัน!

อินฟินิตี้ยิ้มบางๆ "เมื่อกี้เราได้รับสัญญาณจากพนักงานตรวจตราของพวกเรานี่นาว่า 'จงจัดการกับหัวขโมยชนิดที่ไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต'น่ะ"

"ว่าไงนะ!?"

ยังไม่ทันที่วิซซาร์ดได้หายตะลึง คมดาบก็มาอีกระลอก มันกรีดแขนของเขาจนเลือดไหล เสื้อผ้าเริ่มขาดวิ่น  วิซซาร์ดตาลีตาเหลือกหนีไปยังตู้ถัดไป แต่ทันทีที่เขาเข้ามา ตัววิซซาร์ดก็กระเด้งขึ้นไปกระแทกกับกำแพงจุกสนิท

"หมอนี่แหละที่บังอาจมาลักพาตัวเรา จัดการมันเลย ลัคกี้!"ธัมเบลิน่าที่หายดีแล้ว ส่งเสียงเชียร์ ลัคกี้ยักคิ้วให้

"จัดไป!"

"ว๊ากกกก!!!"

วิซซาร์ดกระเด้งกระดอนไปมา ลงกระแทกพื้นบ้าง จูบกับกำแพงบ้าง อัดกับเพดานบ้าง ทั้งเจ็บทั้งมึนไปหมด ไม่สามารถโต้ตอบใดๆได้

"ลอยละลิ่ว!"

ลัคกี้โบกไม้คทาสีชมพูวิบวับไปที่ประตู ส่งร่างวิซซาร์ดทะลุไปยังเตียงห้องพยาบาลที่คอยท่าอยู่ ข้างๆมีนากำลังนั่งรอพร้อมกับน้ำยาสารพัดชนิดในมือ

"ฉันกำลังหาตัวทดลองพอดีเลย ดีใจด้วยนะคะคุณจอมโจรที่ได้รับเกียรติ แล้วก็ขอหลอดทดลองฉันคืนนะคะ"

เธอล้วงเข้าไปในเสื้อคลุมควานหาอยู่พักหนึ่งก็เจอ วิซซาร์ดถูกโซ่พันธนาการทั้งตัว ขยับตัวไม่ได้ หน้าซีดเป็นกระดาษยามเห็นยาสารพัดสีในมือของมีนา และยิ่งตัวสั่นเข้าไปใหญ่เมื่อมีนายิ้มกว้างจนริมฝีปากฉีกไปจนจรดใบหู

"มาทดลองกันเถอะค่ะ"

"ม่ายยยยยยย!!!"

 

11.14 นาฬิกา ตู้หมายเลข 10 ห้องอาชญากร

 

"มาแล้วเหรอ"

โกกระโดดลงจากม้านั่งมาหาผม มองไปทางด้านหลังก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะลั่น

"ฮ่าฮ่าฮ่า! อะไรล่ะนั่น ใช่เจ้าจอมโจรวิซซาร์ดจริงๆเหรอ!"

ผมยิ้มขันตามโก "ใช่ เป็นสภาพหลังจากโดนทุกคนจัดการจนหนำใจแล้วน่ะนะ"

จอมโจรหน้าจืดในตอนนี้มีสภาพไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้วผืนหนึ่ง หลังจากโดนทดลองยาสารพัดชนิดของคุณมีนาจนกลายสภาพเป็นชายร่างอ้วนพร้อมหนวดดกเฟิ้มดุจมหาโจรแล้ว จัสตินก็จัดเต็มโดยการปล่อยบุ้งตัวเบ้งตามร่างของวิซซาร์ดจนอีกฝ่ายคันคะเยอ มีผื่นแดงขึ้นเต็มตัว ครั้นมาถึงตู้ของทูอาย เพื่อนร่วมงานของผมสั่งให้หลบไปอยู่อีกห้องหนึ่งแล้วหลับตาอุดหู ถึงกระนั้นเสียงโหยหวนจากวิซซาร์ดก็ทำเอาขนแขนเต้นระบำไม่หยุด และยิ่งหนาวเยือกเข้าไปใหญ่ เมื่อวิซซาร์ดจากเดิมมีผมสีดำกลับกลายเป็นสีขาวโพลนในเวลาไม่กี่นาที ผมคิดว่าการหลอกของวิญญาณนั้นทำให้จอมโจรหัวโกร๋นเลยทีเดียว

"ทุกคนเล่นจัดเต็มขนาดนี้ ฉันก็ไม่มีที่ให้สั่งสอนเลยน่ะสิ"

โกกล่าวอย่างเสียดาย เอียงคอมองไปมาก่อนจะคิดแผนแกล้งขึ้นมาได้ด้วยการใช้สีเมจิกมาวาดภาพตกแต่งหน้าและเขียนคำด่าไว้กลางหน้าผาก

"...บางครั้งฉันก็รู้สึกว่านายนี่แกล้งได้แบบเด็กๆจริงๆเลย"

ผมส่ายหน้าเอือมระอา ก่อนจะสะดุ้งเมื่อผมเห็นผู้โดยสารทั้งสี่มีสภาพน่าอนาจไม่ต่างกับเจ้าจอมโจรนี่ซะเท่าไหร่

"ทีนี้ก็โยนมันลงไปที่สถานีได้แล้วล่ะ"โกพูดอย่างสะใจกลั้วหัวเราะ "ผู้คนได้มองเจ้านี่ตรึมแน่ มันต้องดังในขั่วข้ามคืน!"

"นั่นสินะ"ผมเห็นด้วย หรืออาจจะดังข้ามโลกข้ามเวลาเลยก็ได้ในฐานะที่วิซซาร์ดโดนพนักงานรถไฟยอค-โซธอทเล่นงานได้หนักที่สุด!

 

17.00 นาฬิกา ตู้โดยสารหมายเลข 4 ห้องผู้โดยสารธรรมดา

 

ผมกับซิกส์ยืนรอต้อนรับกัปตันเกลเซ่และเพื่อนร่วมงานกะกลางคืน เมื่อรถไฟเข้าจอดเทียบท่า เพื่อนๆของเราก็พุ่งเข้ามาในรถทันที สภาพสะบักสะบอมไปทั้งตัว เปื้อนดินเปื้อนโคลน เหงื่อไหลโซมกาย

ผมและซิกส์ถึงกับอึ้ง "เกิดอะไรขึ้นกับพวกนายเนี่ย"

"จะอะไรล่ะ กัปตันของพวกเราพามาแจกใบปลิวที่ยุคเมโซโซอิก เจอไทแรนโนโซรัสไล่ล่า เท่านั้นไม่พอไปเจอะกับเวโรซีแรปเตอร์สุดฉลาดเกือบจะไม่รอด"เพื่อนผมปาดเหงื่อทิ้งคราบรอยเปื้อนสีน้ำตาลไว้ที่หน้าผาก"ดีนะที่พวกเราก็ใช่ว่าจะธรรมดา ไม่งั้นโดนกินไปแล้ว!"

"เอิ่ม... ไปแจกใบปลิวที่นั่น ไดโนเสาร์อ่านหนังสือออกเหรอ"ผมพูดเอือมๆ รู้สึกโชคดีเหลือหลายที่ไม่ได้ไปแจกใบปลิวที่นั่น

"ไม่รู้หรอก มันกินใบปลิวเราไปหมดแล้ว"

"กลายเป็นอาหารซะงั้นนะ..."

ผมขำไม่ออก สงสารพวกเขาจับใจ พวกเราที่ทำงานกะกลางวันอาสาทำงานให้ก่อนสองสามชั่วโมงเพื่อให้พนักงานกะกลางคืนไปอาบน้ำ กินข้าวและพักกันสักหน่อย ไม่งั้นนะพวกเขาอาจจะเป็นลมคาตู้ไปเลยก็ได้

"ดูเหมือนทุกอย่างจะเรียบร้อยดีนะครับ"

กัปตันเกลเซ่ยิ้มแฉ่งเข้ามาหาผม เขาเป็นเพียงคนเดียวที่ยังสะอาดเอี่ยมอ่อง ไร้รอยขีดข่วน ขนาดเสื้อผ้ายังเรียบเหมือนใหม่

"ครับ ทุกอย่างเรียบร้อยดีมาก"ผมรายงาน ตั้งแต่ช่วงบ่ายไปน่ะนะ

กัปตันเกลเซ่พยักหน้า "ดีครับ ถ้างั้นวันนี้ผมให้คะแนนทุกคนเต็มเลยล่ะกัน เป็นรางวัลสำหรับวันนี้"

เพื่อนๆของผมที่ได้ยินพากันยิ้มกว้าง ผมเองก็ดีใจเช่นกัน ถึงวันนี้จะเกิดเรื่องมากมายแต่ก็สนุกมาก เป็นการเริ่มงานวันแรกที่เยี่ยมไปเลย!

รถไฟยอค-โซธอทจอดยังที่หมายถัดไป บานประตูเปิดออกพร้อมกับร่างของผู้โดยสารก้าวเข้ามา ผมส่งยิ้มตามหน้าที่พลางโค้งตัวลง

"ยินดีต้อนรับสู่รถไฟยอค-โซธอท พาหนะเดินทางข้ามมิติและข้ามเวลาตามที่คุณปรารถนา คุณยินดีจะจ่าย'โชคดี'ของคุณเป็นค่าเดินทางสู่โลกอัศจรรย์ไหม"

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Miracle Friday จากทั้งหมด 21 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. #3 PRF •_• (@resepnin) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2558 / 23:25
    สนุกดี ชอบๆ ตอนเดียวก็จบดีของมันละ (ให้คิดต่อล่ะนะ55)
    #3
    0
  2. วันที่ 21 พฤศจิกายน 2558 / 08:50
    สนุกมากๆๆๆเลยครับ
    #2
    0
  3. วันที่ 20 มกราคม 2558 / 16:29
    สนุกมากกกกกค่ะ มีเเอบฮานะคะเนี่ย เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #1
    0