คัดลอกลิงก์เเล้ว

(WF contest)Legend of Ingredient ป่วน ซ่าส์ ล่า อาหาร

คิดว่ามีแต่มนุษย์ทีเป็นนักล่าวัตถุดิบอย่างโอไรออนได้งั้นเหรอ ถึงตัวเขาจะเป็นวัตถุดิบระดับตำนานที่ทุกคนตามล่าแต่เขาเองก็เป็นโอไรออนได้เหมือนกัน!

ยอดวิวรวม

205

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


205

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


4
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  6 ม.ค. 58 / 12:01 น.
นิยาย (WF contest)Legend of Ingredient ǹ (WF contest)Legend of Ingredient ป่วน ซ่าส์ ล่า อาหาร | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
ในโลกที่อาหารเฟื่องฟู การตามล่าหาวัตถุดิบจึงตกเป็นอาชีพของนักล่าที่เรียกกันว่า "โอไรออน" มิว หนึ่งในวัตถุดิบระดับตำนานที่ทุกคนทั่วทั้งโลกต่างใฝ่ฝันอยากจะจับเขามากิน จับพลัดจับผลูสวมรอยไปเป็นธีต้า หนึ่งในโอไรออนเข้า แถมยังมีภารกิจตามหาแอปเปิ้ลทองคำ วัตถุดิบที่มิวหมายปองพอดีด้วย งานนี้อาหารอย่างเขามาอยู่ท่ามกลางนักล่าจะไปรอดไหม!?


*เรื่องสั้นเรื่องนี้ส่งเข้าประกวด WF contest ของสำนักพิมพ์ 1168 ในหัวข้อที่สองการตามหาวัตถุดิบทำอาหารในโลกแฟนตาซีค่ะ ยังไงก็ฝากผลงานด้วยนะคะ ^ ^

เนื้อเรื่อง อัปเดต 6 ม.ค. 58 / 12:01


Legend of Ingredient ป่วน ซ่าส์ ล่า อาหาร

 

ในโลกที่ปัจจัยสี่ต่างก็พรั่งพร้อม ดินแดนทุกแห่งเป็นมิตรต่อกัน ไร้ซึ่งสงครามมานานนับร้อยปี ทุกอย่างล้วนอุดมสมบูรณ์และผาสุข ด้วยความที่สงบสุขนี้เองผู้คนจึงเริ่มหันมาสนใจในด้านอื่นๆนอกจากเรื่องอาวุธและยุทธวิธีการรบกันอย่างจริงจัง

ทั้งการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ ศิลปหัตถกรรมอันสร้างสรรค์ ความรู้วิชาการที่ลึกซึ้ง ยาและสมุนไพรอันแสนวิเศษ สัตว์วิเศษที่งดงามและทรงพลัง รวมถึง...

อาหารสุดเลิศรสเต็มไปด้วยความอร่อยและคุณค่าจากวัตถุดิบอัศจรรย์ โดยเฉพาะอย่างหลังนั้นสำหรับยุคนี้ถือเป็นช่วงที่เฟื่องฟูเป็นพิเศษ

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดอาชีพหนึ่งขึ้นมา นั่นคือ "โอไรออน" หรืออาชีพนักล่าวัตถุดิบนั่นเอง เหล่าโอไรออนจะเสาะแสวงหาวัตถุดิบใหม่ๆและตามหาวัตถุดิบในตำนานเพื่อสนองความต้องการผู้คน ในอัตราค่าจ้างที่สมน้ำสมเนื้อ

อาชีพนี้เป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วในเวลาไม่ถึงปี จนต้องมีการก่อตั้งสำนักงานเพื่อให้โอไรออนทั้งหลายทำงานได้อย่างเป็นระเบียบและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สำนักงานสำหรับโอไรออนผุดขึ้นมากมายเป็นดอกเห็ด ถึงกระนั้นก็มีเพียงสำนักงานเดียวเท่านั้นที่สร้างชื่อเสียงมากที่สุดและมีผลงานมากกว่าสำนักงานไหนๆ นั่นคือ

สำนักงานอาร์เทมิส

และที่นั่นก็เป็นสถานที่ซึ่งเรื่องราวการผจญภัยตามหาวัตถุดิบในตำนานได้เริ่มต้นขึ้น

 

เมืองโวลอส เป็นเมืองขนาดเล็กในราชอาณาจักรคัลซิส มีประชากรอาศัยอยู่ไม่ถึง 100 คน ถึงกระนั้นเมืองแห่งนี้ก็มีชื่อเสียงพอตัวในเรื่องสถาปัตยกรรมที่แปลกไม่เหมือนใคร แม้แต่บ้านเรือนของชาวบ้านก็ยังสร้างออกมาได้พิสดารยิ่งนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อาคารหลังหนึ่งใกล้กับบริเวณชายป่าโวล มีอาคารสูงสีขาวขนาดใหญ่หลังคาแก้วโปร่งใส ที่นั่นเป็นที่ตั้งของสำนักงานอาร์เทมิสอันลือชื่อ

ตัวอาคารสร้างขึ้นมาอย่างทันสมัยและแข็งแรง ไม่มีการตกแต่งที่วิจิตรเกินไปแต่ก็ไม่ได้เรียบถึงขั้นจืดชืด แม้ตัวอาคารทั้งหมดจะเป็นสีขาวไร้ลวดลายแต่งแต้มผิดแปลกจากในเมืองที่นิยมเล่นสีฉูดฉาด ทว่าหากเพ่งพิศไปที่ตัวหินอ่อนของอาคารดีๆจะเห็นประกายเพชรส่องแสงวิบวับประดับไว้ทั่วไปหมด ทั้งนี้เพื่อให้ตัวอาคารส่องประกายได้ไม่ว่าจะอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ แสงจันทร์หรือว่าแสงดาว ด้วยความที่ตัวอาคารออกแบบมาเช่นนี้เอง สำนักงานอาร์เทมิสจึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งสำคัญของเมืองโวลอสไปเพราะการจะหาอาคารที่เจิดจรัสขนาดนี้ได้คงไม่มีอีกแล้ว จนท้ายที่สุดอาคารของสำนักงานอาร์เทมิสจึงได้รับการจดทะเบียนให้เป็นมรดกโลก ไม่ว่าใครก็ห้ามทำลาย ห้ามเปลี่ยนแปลงและต้องคอยบูรณะซ่อมแซมอยู่ตลอด

และมันก็กลายเป็นภาระของพนักงานกับโอไรออนของสำนักงานอาร์เทมิสไปเสียได้

กลิ่นหอมของเครื่องเทศอันจัดจ้านลอยตามลมมาต้องจมูก จนคนจำนวนหนึ่งที่อยู่บนยอดหลังคาของสำนักงานพากันส่งเสียงท้องร้องโครกคราก กลืนน้ำลายด้วยความหิว

ไค ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีดำเรียบกับนัยน์ตาคมกริบสีเงินที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังแว่นกรอบเหลี่ยม ช่วยส่งให้ใบหน้าคมคายของเขากลายเป็นหนุ่มผู้จริงจัง เมื่อเขาเห็นลูกน้องแต่ละคนที่ยังคงมุ่งมั่นทำงานต่อโดยอดทนต่อกลิ่นอาหารที่เย้ายวนจากตัวเมืองจนหน้าเหยเก ทำให้เขาถอนหายใจเอ่ยว่า

"พักทานข้าวกลางวันก่อนแล้วกัน อีกชั่วโมงเราค่อยมาทำงานต่อ"

"จะดีเหรอครับ หัวหน้าไค"

ลูกน้องคนหนึ่งใช้ความกล้าถามอีกฝ่าย ไคทำหน้าถมึงทึงใส่

"ข้าบอกว่าให้พักได้ไงล่ะ หรือพวกเจ้าอยากจะทำต่อจนเป็นลมเพราะหิวข้าวกัน ถ้าตกตึกลงไปตายข้าไม่รับผิดชอบนะ"

"พวกเราจะไปเดี๋ยวนี้ล่ะครับ!"

พูดจบแต่ละคนก็ไต่เชือกลงไปด้านล่างอย่างรวดเร็ว ทิ้งไคให้อยู่บนหลังคาเพียงลำพัง เขามองตัวอาคารที่มีรอยแตกเป็นทางยาวพลางส่ายหน้า วันนี้มีหวังได้ซ่อมกันทั้งวันอีกแน่

ร่างสูงโหนเชือกลงมาเบื้องล่าง สาวเท้ายาวๆเข้าไปในตัวอาคารเพื่อหลบแสงระยิบระยับอันน่าปวดตา หลายวันก่อนเพราะมีโทรลล์บุกเข้ามาทำให้อาคารเสียหายไปไม่น้อย บอสที่เห็นตัวอาคารมีรอยร้าวและแตกเป็นทางยาวถึงกับไมเกรนกำเริบ รีบสั่งให้เขากับลูกน้องอีกจำนวนหนึ่งซ่อมแซมมันอย่างด่วนที่สุด ก่อนเจ้าหน้าที่ดูแลมรดกโลกจะทราบเรื่องแล้วพวกเขาจะโดนค่าปรับอย่างมโหฬารโทษฐานที่ไม่ดูแลสถาปัตยกรรมอันสูงค่า

ไคคิดว่าถึงอาคารหลังนี้จะเป็นของสำนักงานอาร์เทมิสแต่ไม่เห็นต้องมาดูแลอาคารให้คงสภาพเดิมด้วยตัวเองเลย  แถมความสว่างของอาคารนี้ทำเอาพวกเขาแสบตาทุกครั้งที่มาทำงานจนเดี๋ยวนี้ทุกคนถึงขั้นต้องพกแว่นกันแดดมาที่สำนักงานแล้วด้วยซ้ำ ทำเลก็ใกล้กับป่าจึงมีบรรดาสัตว์วิเศษทั้งดีทั้งร้ายมาทักทายพวกเขาอยู่เนืองๆ ไคเคยเสนอความคิดให้ย้ายสำนักงานไปตั้งที่อื่น บอสก็ถอนหายใจอย่างหดหู่

"ข้าก็อยากจะทำอย่างนั้นอยู่หรอกนะหัวหน้าไคแต่การย้ายทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของสำนักงานอาร์เทมิสไปที่ใหม่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไหนจะหาที่ตั้งที่สะดวกกับการรับงาน ใกล้เขตตัวเมือง เดินทางสะดวก สถานที่ต้องจุพนักงานได้มากกว่าร้อยคน ค่าใช้จ่ายจิปาทะอื่นๆ แค่คิดข้าก็ปวดหัวแล้ว!

ถ้าอยู่ที่นี่ต่อแม้จะต้องทนกับการซ่อมอาคารที่เริ่มเสื่อมไปตามกาลเวลา ต้องทนฟังคำบ่นจู้จี้ของเจ้าหน้าที่มรดกบ้างหรือทนพวกสัตว์ประหลาดทั้งหลายที่ออกมาจากป่า แต่อย่างน้อยถ้าเราอยู่ที่นี่ค่าน้ำ ค่าไฟ ภาษีก็ฟรีเพราะทางองค์กรมรดกโลกออกเงินให้แลกกับการปกป้องดูแลอาคาร ถ้าเราไปอยู่ที่ใหม่ก็ต้องจ่ายของพวกนี้เอง ถึงตอนนั้นมีหวังข้าได้ไล่พนักงานออกเพราะไม่มีปัญญาจ่ายเงินกันพอดี"

ที่บอสพูดก็มีเหตุผล คนในสำนักงานอาร์เทมิสส่วนใหญ่เป็นพวกไร้บ้านหรือไม่ก็เด็กกำพร้าที่รับมาเพื่อฝึกไว้เป็นพนักงานของสำนักงานหรือไม่ก็เป็นโอไรออน ฉะนั้นคนในสำนักงานอาร์เทมิสจึงเหมือนกับเป็นครอบครัว ไม่มีคนนอกเข้ามายุ่งเกี่ยว รู้จักกันและกันดี จึงไม่มีปัญหาเรื่องคนทรยศหรือสปายจากสำนักงานอื่น

ไคได้แต่สาปแช่งบอสผู้ก่อตั้งสำนักงานอาร์เทมิสรุ่นแรกกับสถาปนิกที่ออกแบบอาคาร ไม่รู้ว่าสมัยนั้นพวกเขาคิดอะไรกันอยู่จึงได้สร้างอาคารแบบนี้ขึ้นมา แถมยังเลือกที่ตรงนี้อีก ไม่รู้หรือยังไงว่ามันสร้างความลำบากให้กับคนรุ่นหลังๆแค่ไหนหรือสิ่งที่เป็นประกายวิบวับเหล่านั้นจะเป็นที่นิยมในยุคนั้นกันนะ

ไคขบคิดไปเรื่อยๆ กระทั่งเขาเปิดประตูเข้าไปในสำนักงาน เสียงเจี๊ยวจ๊าวแสนสะเทือนหูทำเอาเขาเกิดอาการปวดหัวจี๊ดขึ้นทันที

ข้างนอกก็เจอมลพิษทางสายตา ข้างในก็มาเจอมลพิษทางเสียงอีก นี่กะจะให้พิการอย่างใดอย่างหนึ่งเลยใช่ไหม!

เส้นเลือดเริ่มปูดโปนที่ข้างขมับของชายหนุ่มผมดำเมื่อเขาเห็นว่า'อะไร'เป็นต้นเหตุแห่งมลพิษทางเสียง

ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ใจกลางวงล้อมของสาวๆพร้อมกับแย้มยิ้มสดใส ผมหยักศกสีทองล้อมกรอบดวงหน้าที่ราวกับเทพบุตรประดับนัยน์ตาสีอำพันล้อแสงวิบวับชวนมอง

เหล่าสาวน้อยสาวใหญ่ต่างกลุ้มรุมชายหนุ่มผมทองด้วยสีหน้าหลงใหลคลั่งไคล้ แต่ละคนต่างแย่งกันพูดกับชายหนุ่มผมทองจนเสียงดังเซ็งแซ่ไปหมด ถึงกระนั้นชายหนุ่มผมทองก็ไม่สะทกสะท้านกับเสียงที่แสบแก้วหูเหล่านั้นกลับพูดคุยกับพวกเธอด้วยรอยยิ้มไม่แปรเปลี่ยน

"กรี๊ด! ท่านอัลฟ่าวันนี้ก็เปล่งประกายเช่นเดิมนะคะ!"

"คงต้องขอบคุณแสงอาทิตย์ที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่างที่ช่วยให้ข้าดูงดงามอย่างที่เจ้าชอบ"

"ท่านอัลฟ่า วันไหนว่างไปกินข้าวกับข้านะคะ ในเมืองมีร้านอาหารมาเปิดใหม่แถมอร่อยด้วยล่ะค่ะ!"

"ได้แน่นอนครับ ข้าไม่มีทางปฏิเสธคำชวนจากหญิงสาวผู้น่ารักอย่างเจ้าอยู่แล้ว"

"ว้าย! ท่านอัลฟ่าปากหวานจัง!"

"กรี๊ด! ท่านอัลฟ่าเหมือนเจ้าชายเลย!"

ไคคิ้วกระตุก ไม่เข้าใจเลยว่าเพราะเหตุใดผู้หญิงถึงได้ชอบคนแบบนี้กันนักนะ ดูยังไงก็เป็นผู้ชายขี้หลีที่ชอบหว่านเสน่ห์ผู้หญิงไปทั่ว หาความจริงใจไม่เจอเลยไม่ใช่หรือไง

แกร็ก!

กว่าไคจะรู้สึกตัว ร่างกายของเขาก็เคลื่อนไหวไปเองโดยอัตโนมัติ ปืนกระบอกใหญ่สีดำเมี่ยมถูกหยิบขึ้นมาจากซองใส่ตรงต้นขาขวา พร้อมกับนิ้วขยับเหนี่ยวไกและยิงโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

"กรี๊ด!!!"

"ว้าย!!!"

"ตายแล้ว!!!"

พวกผู้หญิงแตกกระเจิงไปคนละทิศละทางดุจมดแตกรัง เหลือเพียงเป้าหมายที่วิ่งพล่านหลบลูกกระสุนของเขาไปทั่ว

"ไค! จะทักก็ทักดีๆก็ได้! ไม่เห็นต้องเอาปืนมายิงใส่กันแบบนี้เลย!"

อัลฟ่าโอดครวญขณะกระโดดหลบเข้าไปหลังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ สาวๆที่ทำหน้าที่ต้อนรับและให้ข้อมูลตรงเคาน์เตอร์พอเห็นว่าอัลฟ่าเข้ามาซ่อน ก็รีบเผ่นไปอย่างรวดเร็ว เพราะกลัวโดนลูกหลงจากกระสุนจิตอาฆาตของไคเข้า

ความหล่อของอัลฟ่าไม่มีผลต่อสาวๆในเฉพาะสถานการณ์นี้

ไคไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าเพราะเหตุใดเวลาที่เขาเห็นอัลฟ่าจะต้องเอาปืนขึ้นมายิงทุกครั้ง ราวกับว่าชาติที่แล้วพวกเขาสองคนมีความแค้นฝังหุ่น ไคแน่ใจว่าเขาเป็นประเภทคิดก่อนทำ ทว่าตอนที่เจออัลฟ่าเท่านั้นที่เขาจะกลายเป็นประเภททำก่อนคิด เมื่อโดนอัลฟ่าทัก เขาก็เริ่มลดปืนลง ทักษะการยิงของเขาระดับพระกาฬของสำนักงานอาร์เทมิสแท้ๆ  แต่มีเพียงเป้าหมายเดียวที่ทำยังไงก็ยิงไม่โดนนั่นคืออัลฟ่า...

หรือว่า... ที่เรายิงหมอนี่ทุกครั้งเป็นเพราะไม่ชอบใจที่เป้าหมายหลบกระสุนของเราพ้น ทั้งๆที่มั่นใจว่ายิงโดนแท้ๆ

ไคครุ่นคิด ขณะที่อัลฟ่าค่อยๆโผล่หัวออกมาจากหลังเคาน์เตอร์

"ง่า... สงบสติอารมณ์ได้หรือยัง ไค?"

"คงงั้นมั้ง..."

"อย่าตอบกำกวมแบบนี้เซ่! ให้ตายเถอะ ทำไมเจ้าต้องมาไล่ยิงข้าทุกครั้งที่เจอหน้ากันด้วยนะ!"

"เพราะหมั่นไส้และไม่ชอบขี้หน้าเจ้ามั้ง"ไคตอบหน้าตาย อัลฟ่าที่ได้ยินถึงกับเงิบ

"จะตอบออกมาตามตรงทำไม! มันเจ็บจี๊ดหัวใจนะเฟ้ย!"

"จะเจ็บก็เรื่องของเจ้า ไม่ใช่ร่างกายข้าสักหน่อย"

"..."

อัลฟ่าอับจนในคำพูด เขาก้าวออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ด้วยท่าทีสุดเซ็ง เมื่อเห็นว่าอัลฟ่าปรากฏตัวต่อหน้าไคแล้วชายผมดำไม่ไล่ยิงอีก เหล่าพนักงานกับโอไรออนก็ค่อยๆทยอยออกจากที่ซ่อนกลับเข้ามาทำงานของตนต่อ แต่สายตามองมาที่ทั้งสองเป็นระยะด้วยเกรงว่าอาจจะเปิดศึกขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

"เห็นว่าเจ้าพักร้อนอยู่ไม่ใช่เหรอ ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้"

ไคเก็บปืน หันมาถามเสียงเรียบเปลี่ยนอารมณ์ฉับพลันราวกับก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น อัลฟ่าชินเสียแล้วกับนิสัยของอีกฝ่าย เนื่องจากโดนไล่ยิงไม่ต่ำกว่าร้อย เขาตอบไปว่า

"บอสน่ะสิเรียกข้ามาทำภารกิจพิเศษ เห็นว่าใกล้จะครบรอบวันพระราชสมภพขององค์ราชาพวกเราแล้ว คราวนี้จัดใหญ่เป็นพิเศษ เหล่าพ่อครัวแห่งวังหลวงต้องการวัตถุดิบชั้นเลิศมาปรุงอาหารถวาย งานเลยตกมาที่เราเนี่ยแหละ"

ไคพยักหน้า "แล้ววัตถุดิบอะไรที่จะต้องไปหาล่ะ"

"แอปเปิ้ลทองคำ"

หนุ่มผมดำเลิกคิ้วขึ้นสูง "ล่อวัตถุดิบระดับตำนานแบบนั้น... มีเงินจ่ายได้ยังไงกันนะ"

วัตถุดิบในโลกนี้แบ่งออกเป็นสามระดับ คือ อย่างแรกวัตถุดิบระดับธรรมดา เป็นวัตถุดิบที่สามารถหาได้ทั่วไปและผู้คนสามารถปลูกหรือขยายพันธุ์ได้เอง เช่น ผักกาด แครอท ถั่ว หมู ไก่ วัว เป็นต้น

ถัดมาคือวัตถุดิบระดับสูง เป็นวัตถุดิบที่ดูดีมีราคาและมีสรรพคุณวิเศษกว่าจำพวกแรก หายากอยู่บ้างและมีบางพันธุ์ที่สามารถจะนำไปขยายพันธุ์เองได้ เช่น ไก่ฟ้าคราม, เห็ดเต้นระบำ, หูฉลามอาทิตย์หรือฟักทองขำขัน เป็นต้น

วัตถุดิบระดับตำนาน เป็นวัตถุดิบที่สูงค่าและเอามาได้ยากที่สุด ไม่สามารถปลูกหรือขยายพันธุ์ได้ด้วยฝีมือของมนุษย์ ขึ้นชื่อว่าระดับตำนาน วัตถุดิบนั้นต้องมีความเกี่ยวข้องกับปรัมปรา เรื่องเล่าขาน หรือเกี่ยวข้องกับทวยเทพ อย่างเช่น แอปเปิ้ลทองคำนั้น มีตำนานเล่าขานว่าเป็นผลไม้ในสวนของไอดูน ซึ่งเป็นเทพีแห่งความหนุ่มสาวและฤดูใบไม้ผลิ ผู้ที่ได้กินแอปเปิ้ลทองคำจะคงความหนุ่มสาวตลอดกาลและความสุขในชีวิตหลังความตาย ว่ากันว่าที่เทพเจ้าทั้งหลายมีชีวิตอมตะก็เพราะแอปเปิ้ลทองคำนี้

อัลฟ่ายักไหล่ "ได้ยินว่าประชาชนอาณาจักรคัลซิสนอกจากเรายินดีจ่ายภาษีในราคาแพงกว่าปกติเพื่อเป็นของขวัญมอบให้พระราชาที่มีพระชนมายุได้ 100 พรรษา เจ้าก็รู้ราชาของเรานั้นทรงเป็นคนดีและเป็นที่เคารพรักของประชาชนแค่ไหน พวกเขาต่างก็อยากจะถวายของขวัญที่ดีที่สุดกับพระองค์ ทางเราเองก็เช่นกันจึงได้ยอมรับงานนี้มา"

"ถ้าจะไปเอาแอปเปิ้ลทองคำก็ต้องไปที่ป่าไอดูนสินะ สัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งก็อาศัยอยู่ที่นั่นเยอะเสียด้วย"

"แหงล่ะ วัตถุดิบระดับตำนานที่เกี่ยวข้องกับเทพเชียวนะ การได้มาต้องยากอยู่แล้วล่ะ ถ้าได้ง่ายๆก็มีคนไปเอาแอปเปิ้ลทองคำมาขายตามตลาดแล้ว"

"ในเมื่อได้งานมาแล้ว ทำไมไม่รีบไปทำ มาเอ้อละเหยท่ามกลางกลุ่มสาวๆอยู่ทำไม"

ไคกอดอก จ้องหนุ่มผมทองเขม็ง

อัลฟ่ารีบโบกมือ"นี่เจ้าคิดว่าข้าจะลุยคนเดียวได้เหรอ นั่นป่าไอดูนเชียวนะ! ข้าไม่กล้าฉายเดี่ยวหรอกอย่างน้อยขอเอาพรรคพวกไปด้วยดีกว่า ที่ฉันยังอยู่ที่นี่ก็เพราะรอพวกเขาเนี่ยแหละ"

"เจ้าที่หลบกระสุนของข้าได้อย่างคล่องแคล่ว ต่อให้เจอมังกรร้อยหัวก็คงไม่สะทกสะท้านหรอก"

"นี่ไค... เคืองที่ยิงข้าไม่โดนอยู่ใช่ไหมเนี่ย"

อัลฟ่าทำหน้าเบ้ เขาคิดว่าถ้าย้อนกลับไปได้จะไม่มีวันหลบกระสุนของไคในตอนนั้นเด็ดขาด ถึงจะเจ็บหน่อยแต่ก็ยังดีกว่าเวลาเจอหน้ากันก็คอยสาดกระสุนใส่ตลอดล่ะ

ครั้นตอนนี้จะมายืนนิ่งๆให้ยิงหรือแสร้งทำเป็นให้กระสุนเฉี่ยวโดน อีกฝ่ายก็ดันมาหาว่าเขากำลังดูถูก ยอมอ่อนข้อให้ซะงั้น แถมยังไล่ยิงเขามากกว่าเดิมเสียอีก สุดท้ายก็เลยเป็นอย่างทุกวันนี้แหละ

"สักวันหนึ่งข้าต้องยิงโดนเจ้าให้ได้ ไม่งั้นศักดิ์ศรีในฐานะนักแม่นปืนอันดับหนึ่งของสำนักงานอาร์เทมิสจะหมองเสียหมด"ไคเอ่ยอย่างหมายมั่น ก่อนจะหันกายเดินจากไป

อัลฟ่าถอนหายใจเริ่มปลงกับเพื่อนร่วมงานคนนี้ หันไปสนใจทิวทัศน์นอกหน้าต่าง ฟ้าโปร่งมีแสงอาทิตย์สาดส่องแต่กลับมีเม็ดฝนเล็กๆโปรยปราย จนก่อให้เกิดสายรุ้งเส้นใหญ่พาดผ่านท้องฟ้า เป็นภาพที่สวยงามมาก พนักงานกับโอไรออนที่เห็นก็หยุดการทำงานเพื่อชื่นชม

เห็นปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้แล้ว ชายหนุ่มผมทองก็ขยับยิ้มสดใส

"ดูเหมือนว่าแม้แต่ท้องนภาก็ยังอวยพรให้กับการเดินทางของข้าเลยนะ..."

 

วันนี้เป็นวันที่ดีจริงๆ ดีเสียจนเขาอยากจะร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือด!

มันเกิดเรื่องบ้าบออะไรกันตั้งแต่เช้าแล้ว เข็มทิศก็ดันมาเสีย แผนที่ปลิวหายไปกับลม หลงทางในป่า ตกลงไปในแม่น้ำจนเปียกซก แถมเสื้อคลุมตัวเก่งของเขายังโดนจระเข้กัดซะขาดยับเป็นผ้าขี้ริ้ว!

มิว เด็กหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีเขียวส่องแทบจะร่ำไห้ขณะมองเศษซากเสื้อคลุมที่กลายร่างเป็นเศษผ้าไปแล้ว มือเรียวเอื้อมมือแตะหัวของตนเอง สีหน้าทุกข์ระทม

"แบบนี้จะเข้าเมืองได้ยังไงกันล่ะ หัวข้าเล่นเด่นซะขนาดนี้..."

ศีรษะของมิวนอกจากจะมีเส้นผมนุ่มสลวยเป็นสีเขียวสดดุจใบไม้แล้ว ที่กึ่งกลางศีรษะยังมีจุกบางอย่างติดอยู่ มันเป็นสีน้ำตาลเข้มรูปร่างคล้ายกับขั้วของผลไม้ยามที่ถูกเด็ดออกจากต้น มันติดแน่นกลมกลืนไปกับรูปศีรษะและสิ่งนี้เองที่บ่งบอกว่าเด็กหนุ่มผู้มีรูปร่างเหมือนกับมนุษย์ แท้ที่จริงไม่ใช่มนุษย์

มิวรู้สึกกลัดกลุ้มกับสภาพของตนเอง หากเขาเข้าเมืองไปทั้งๆแบบนี้ มั่นใจได้เลยว่าชาวเมืองคงตาโตเท่าไข่ห่าน จากนั้นต้องพากันไล่จับเขาอย่างแน่นอน เผลอๆอาจจะมีพวกโอไรออนมาเข้าร่วมด้วยก็เป็นได้ เพราะว่าเขาเป็น...วัตถุดิบระดับตำนานเลยนี่นา

มิวขนลุกเมื่อสมมติเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น เขาเคยโดนไล่จับมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อสมัยก่อน และรู้ว่าลำบากมากแค่ไหนกว่าจะหนีรอดมาได้ ฉะนั้นเขาจะไม่ยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สองเด็ดขาด!

"ฮึ้ย! ท่านเทพบ้า! ให้กำเนิดวัตถุดิบระดับตำนานอย่างพวกเราขึ้นมาก็เพื่อเป็นอาหารของพวกท่านทั้งที ทำไมไม่ดูแลให้ดีๆหน่อยเล่า! ถ้าไม่อยากให้ข้าโดนกินก่อนจะถึงปากของพวกท่านแล้วล่ะก็ ช่วยส่งชุดคลุมหรืออะไรก็ได้มาให้หน่อยเซ่!"

มิวชูกำปั้นโวยวายใส่ท้องฟ้าเบื้องบนซึ่งอันที่จริงมีต้นไม้ขึ้นหนาแน่นบดบังท้องฟ้าเสียมิด มีแค่แสงส่องลอดเข้ามาในป่าจางๆพร้อมกับละอองฝน มิวรู้ว่าตัวเองกำลังพาล การที่ชุดคลุมของเขาขาดก็เป็นเพราะความซุ่มซ่ามของตัวเอง จะโทษใครไม่ได้ ถึงกระนั้นเขาก็เดือดร้อนจริงๆ ถ้าไม่มีชุดคลุมไว้ปกปิดหน้าตาล่ะก็ เขาก็เข้าเมืองไม่ได้แล้วเขาจะไปทำภารกิจที่ได้รับ'มอบหมาย'ได้ยังไงกันล่ะ!?

ฟิ้ว!

ดั่งเบื้องบนรับรู้ถึงคำขอ จู่ๆลมก็พัดแรงขึ้นจนต้นไม้ใบหญ้าไหวเอน มิวยกแขนขึ้นกันลมที่มาปะทะ ทันใดนั้นก็มีอะไรบางอย่างสีดำปลิวเข้ามาห่อร่างของมิวไว้ จนเขาเต้นเป็นเจ้าเข้า

"อุหวา! อะ... อะไรเนี่ย!"

รีบสลัดตัวออกจากสิ่งที่มาพันด้วยความลนลาน ทีแรกเขานึกว่าเป็นตัวอะไรเสียอีก แต่พอเขาจับมันและคลี่ออกดู สิ่งที่เห็นทำเอาเขาตาถลน อ้าปากค้าง

"นะ... นี่มัน... เสื้อคลุมเปลี่ยนกายนี่นา!"

มิวมือสั่นระริก แทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะเจอเสื้อคลุมวิเศษที่มีราคาแพงหูดับได้

เสื้อคลุมเปลี่ยนกายเป็นผ้าที่ทอขึ้นมาจากขนของทานุกิดำ ซึ่งเป็นสัตว์วิเศษที่มีความสามารถในการแปลงกายเป็นอะไรก็ได้ในหลากหลายรูปแบบ พอเอาขนของมันมาทำเป็นเสื้อจะมีลักษณะเด่นคือลายเกลียวม้วนสีดำที่ซ้อนหลายๆชั้นจนตัวเสื้อนั้นมองเผินๆเหมือนย้อมสีดำทั้งตัว แต่เพ่งดูหน่อยก็จะเห็นลวดลายที่ว่า ยามสวมใส่เสื้อคลุมเปลี่ยนกายรูปลักษณ์ภายนอกจะเปลี่ยนไปแล้วแต่ว่าคนที่ตัดเย็บมันขึ้นมาจะกำหนดรูปลักษณ์ไว้แบบไหน แต่ทั้งนี้มีข้อควรระวังอยู่อย่างก็คือระวังอย่าเข้าใกล้กับกระจกเงาเด็ดขาดเพราะมีแค่กระจกเงาเท่านั้นที่จะเปิดเผยหน้าตาอันแท้จริงของคนที่สวมออกมา

ว่าแต่ทำไมเสื้อคลุมสุดวิเศษนี้จึงมาอยู่ในป่าได้? นี่หรือว่าท่านเทพได้ยินสิ่งที่เราพูดก็เลยส่งมาให้?

วูบ...

ลมพัดมาอีกระลอกหนึ่ง คราวนี้กลับนำพากลิ่นสาบสางชวนคลื่นเหียนมาด้วย มิวยกมือขึ้นปิดจมูก สีหน้าพะอืดพะอมกับกลิ่นเหม็นสุดจะทนนั่น

"อุ๊บ! อะไรเนี่ย! ทำไมมันเหม็นราวกับส้วมแตกอย่างนี้ล่ะ..."

ปลายเสียงของมิวถูกกลืนหายเข้าไปในลำคอเมื่อมีบางสิ่งเดินผ่านเข้ามาในระยะสายตา และเจ้าสิ่งนั้นทำเอามิวตื่นตระหนกหน้าเหวอไปข้างหนึ่ง

"ทะ... โทรลล์!!"

เจ้าสิ่งมีชีวิตรูปร่างสูงใหญ่ความสูงสามเมตร ตัวมันเป็นสีเทามัวสกปรกและท่าทางแข็งดุจหิน ร่างกายของมันราวกับประกอบจากก้อนหินหลายๆรูปแบบทำเป็นส่วนหัว ส่วนลำตัว ส่วนแขนและขาจึงไม่ได้สัดส่วนที่สมดุลกันเลย ตาของมันเล็กเท่ากระดุมเป็นสีดำ ปากเหยียดขยับขึ้นลงส่งเสียงดังกึกๆ เหมือนเสียงค้อนทุบ กลิ่นเหม็นอันเป็นเอกลักษณ์โชยมาจากร่างของมันเป็นระยะ

แต่นี่ยังไม่ใช่สิ่งที่น่าตกใจที่สุด สิ่งที่ทำให้มิวถึงกับนิ่งและเลือดในกายแข็งตัวเฉียบพลันคือสิ่งที่โทรลล์ตัวนั้นกำลังถืออยู่ต่างหาก

มันถือร่างของมนุษย์ไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็ฉีกชิ้นส่วนใส่ปากเคี้ยวหยับๆราวกับมันกำลังบิขนมปังกิน เลือดจากตัวมนุษย์ไหลหยดเป็นทาง ภาพที่เห็นทำให้มิวหนาวเยือกจับขั้วหัวใจ และเข้าใจในฉับพลันว่าเจ้าของเสื้อคลุมตัวนี้ต้องเป็นของมนุษย์ที่ถูกกินนั่นแน่นอน

อ๊าก! วันนี้เป็นวันซวยของเราจริงๆเหรอเนี่ย! ในป่าแบบนี้ยังอุตส่าห์มีโทรลล์มาอยู่อีก อยากจะบ้าตาย!

ทันใดนั้นเจ้าโทรลล์ก็หยุดชะงัก มันส่งเสียงฮึ่มแฮ่ในลำคอ ก่อนหัวของมันจะหมุนมาหยุดที่มิวพอดี นัยน์ตาสีดำเล็กๆนั้นลุกวาวในบัดดล

"อะไรกันนี่... ข้าช่างโชคดีเสียนี่กระไรที่ได้มาพบกับมักกะลีผลในป่าอันห่างไกลเช่นนี้"

เสียงที่เปล่งออกมาแหบแห้งและดังครืดคราด มิวเม้มปากนึกไม่ถึงว่าโทรลล์ที่มีสมองเท่าเมล็ดถั่วจะรู้ว่าเขาเป็นอะไรด้วย

ใช่... มิวเป็นมักกะลีผล สิ่งที่เกิดจากต้นไม้มีรูปร่างคล้ายกับมนุษย์ แต่มีจุดเด่นที่ผมสีเขียวสดกับขั้วผลที่กลางศีรษะ ผู้ที่พบเห็นมักกะลีผลร้อยทั้งร้อยจะไม่สามารถทนความกระหายหิวที่มีต่อมักกะลีผลได้และพุ่งเข้ามากินโดยไม่ลังเล ว่ากันว่าเนื้อของมักกะลีผลรสชาติอร่อยอย่างที่สุดอย่างที่วัตถุดิบอื่นๆทาบไม่ติด แม้จะไม่ได้มีสรรพคุณวิเศษใดๆก็ตาม แต่ขอแค่มันอร่อยที่สุดในโลกไม่ว่าใครๆย่อมอยากจะลองลิ้มชิมรสดูสักครั้ง แม้แต่เหล่าเทพยังชื่นชอบมักกะลีผล จนต้องถูกจัดให้เป็นวัตถุดิบระดับตำนาน

มิวส่งยิ้มแหยให้เจ้าโทรลล์อัปลักษณ์ที่กำลังแสยะยิ้มอวดฟันสีชมพูระเรื่อเพราะเลือด ในหัวคิดหาทางออกอย่างไวที่สุด เรื่องอะไรเขาจะต้องมาถูกกินโดยสัตว์วิเศษที่ทั้งน่าเกลียดและตัวเหม็นโฉ่แบบนี้ด้วยเล่า เขาไม่มีทางยอมเด็ดขาด คนที่จะกินเขาได้ต้องเป็นสาวน้อยน่ารักไม่ก็นางฟ้าเท่านั้น!

โทรลล์โยนศพมนุษย์คนนั้นทิ้งโดยไม่ใยดี ใช้สองมือที่ใหญ่เท่าฝาโอ่งจะตระครุบตัวมิวไว้ มักกะลีผลเตรียมตัวไว้ก่อนแล้วจึงก้มตัวหลบมาได้ทัน และอาศัยจังหวะนี้วิ่งอ้อมไปด้านหลังแล้วใส่เกียร์วิ่งอย่างเร็ว!

"ไม่มีทางวิ่งหนีข้าพ้นหรอก มักกะลีผล!"

แม้จะขยับตัวเชื่องช้า แต่ด้วยความที่มันตัวใหญ่การก้าวยาวๆของมันทำให้ระยะห่างระหว่างมิวกับโทรลล์ไม่ห่างกันมาก จนมีบางครั้งมือนั้นเฉียดตัวเขาไปเส้นยาแดงผ่าแปด!

มิวอาศัยความตัวเล็กและความคล่องแคล่วของตัวเองให้เป็นประโยชน์ วิ่งซอกแซกไปตามต้นไม้เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายจับทางได้ ซึ่งมันดูจะไปไหนสวย ถ้าหากว่า...

ปึก! โครม!

"บ้าที่สุด!"

ความลนลานของมิวทำให้เขาระมัดระวังน้อยลง สุดท้ายสะดุดเข้ากับรากไม้ที่ยื่นออกมาจากพื้นดิน ล้มหน้าคว่ำไม่เป็นท่า!

"สะดุดเสียแล้วหนอ~ เป็นโชคดีเสียนี้กระไรหนอ~"

โทรลล์ร้องเพลงด้วยเสียงอันระคายหูพร้อมกับก้าวจ้ำพรวดมาถึงตัวมิว จากนั้นก็ใช้มืออันแข็งกระด้างคว้าร่างเขาขึ้นมา

"ฮึ้ย! ปล่อยนะ!"

มิวดิ้นสุดชีวิต แต่หนทางเบื้องหน้ายังไงก็ต้องเป็นจุดจบของเขาอย่างแน่นอน มือที่แข็งแกร่งดุจคีมขนาดนี้ มักกะลีผลอย่างเขาที่ไม่มีพลังพิเศษใดๆไม่มีทางหลุดพ้นได้

"อา... ช่างเป็นสิ่งที่น่าอร่อยอะไรอย่างนี้"

โทรลล์น้ำลายสอ ขณะที่มิวหดตัวด้วยความขยะแขยง หน้าซีดขาว นี่เขาจะต้องมาตายตรงนี้จริงๆหรือเนี่ย ตาย... ทั้งๆที่ยังทำหน้าที่นั้นไม่สำเร็จน่ะเหรอ...

ปากของโทรลล์อ้ากว้าง เผยฟันอันไม่เป็นระเบียบและคราบอาหารก่อนหน้านี้ มิวหลับตาปี๋เตรียมรับชะตากรรม แต่แล้วเขาก็สัมผัสได้ถึงความร้อนบางอย่างที่บริเวณหน้าอก

ติ๊ง... ติ๊ง... บึ้ม!

มีเสียงกระดิ่งดังขึ้นสองครั้งตามด้วยระเบิดขนาดย่อมอีกยก โทรลล์ตกใจจนปล่อยมิวหล่นลงกับพื้น เขามองสิ่งที่ระเบิดออกมาตรงหน้าอกตาค้าง เป็นลูกเต๋าหน้าสิบขนาดใหญ่ขนาดเท่าฝ่ามือสองลูก ทางซ้ายเป็นสีแดง ทางขวาเป็นสีขาวลอยขึ้นลอยลงอยู่เบื้องหน้าของมิว

"อะ... อะไรเนี่ย!"

"มาสเตอร์ธีต้า กรุณาทอยลูกเต๋าด้วยเจ้าค่ะ"

เสียงแหลมเล็กดังมาจากลูกเต๋าตรงหน้า มิวอึ้งค้าง จับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่เข้าใจว่าลูกเต๋าลูกนี้โผล่มาจากไหน แถมยังมาเรียกเขาว่ามาสเตอร์ธีต้าอะไรนั่นอีก ไม่เห็นเข้าใจเลยสักนิด

"เป็นแค่มักกะลีผลรู้จักใช้ลูกเล่นเหรอ แต่ข้าไม่กลัวลูกเต๋าพันธุ์นี้หรอก"

ว่าจบโทรลล์ก็ปัดลูกเต๋าที่ขวางทางเสียกระเด็น แต่การทำเช่นนั้นกลับกลายเป็นตัวกระตุ้นการทำงานของลูกเต๋าไปเสียนี่

"ทอยออกมาได้หมายเลข 06 ค่ะ มาสเตอร์ธีต้าได้เวทย์น้ำแข็งค่ะ"

"หวา!"

สิ้นเสียงจากลูกเต๋า แสงสีฟ้าอ่อนก็สว่างวาบมาจากเสื้อคลุมเปลี่ยนกายที่มิวถืออยู่ จากนั้นวัตถุทรงกลมเกลี้ยงดั่งลูกแก้วก็กลิ้งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ไอเย็นคละคลุ้งเจือด้วยความเข้มข้นของพลังเวทย์

"นะ... นี่มัน!"

เขารอดตายแล้ว! ถ้าเป็นเจ้าสิ่งนี้ล่ะก็!

"เลิกเล่นได้แล้ว มาให้ข้ากินเสียดีๆ!"

โทรลล์ยื่นมือไปคว้าร่างของมิวอีกครั้ง ทว่าคราวนี้มือของเขากลับชะงักค้างก่อนจะถึงตัวของมิวและนิ่งอยู่อย่างนั้น

"อะไรกัน!"

โทรลล์ตื่นตระหนก เมื่อแขนหินอันทรงพลังที่มันภูมิใจนักหนากลายเป็นก้อนน้ำแข็งและเริ่มลามไปทั่วทั้งตัว

"ดูเหมือนวันนี้จะไม่ใช่โชคดีของแก แต่เป็นโชคดีของข้า จงหายไปซะ ไอส์เบรก!"

มิวกำลูกแก้วขนาดเท่าฝ่ามือยื่นไปเบื้องหน้า ลำแสงสีฟ้าอ่อนอาบร่างของโทรลล์แปรสภาพมันจากก้อนหินสีเทาเป็นก้อนน้ำแข็งใสกิ๊ง ตามมาด้วยเสียงเปรี๊ยะๆดังต่อเนื่อง ก่อนที่ร่างของมันจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เหลือทิ้งไว้แค่เศษกับเกล็ดน้ำแข็ง

"ยืนยันเป้าหมายถูกจัดการ ปิดระบบการทำงานค่ะ"

ลูกเต๋ารายงานก่อนจะกระโดดกลับเข้าไปในลูกแก้ว มิวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปาดเหงื่อเย็นที่ซึมไหล เขาเพิ่งรอดจากการถูกกินมาหมาดๆ ถ้าไม่ได้เจ้าลูกแก้วนี่ช่วยเขาเอาไว้

ในโลกที่เทคโนโลยีด้านอาวุธถูกพัฒนาขึ้นสูงสุดเนื่องจากสงครามอันยาวนาน ทำให้อาวุธมีความสามารถหลากหลาย ทรงพลังและใช้เวทมนตร์ได้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ในยุคสมัยนี้อาวุธถูกใช้ในการทหาร ปกป้องราชอาณาจักรเป็นสำคัญ รองลงมาคือเหล่าทหารรับจ้างและโอไรออน สุดท้ายคือเหล่าชาวบ้านธรรมดาที่อาจจะมีพกติดตัวไว้ยามเดินทางหรือมีสัตว์วิเศษบุกเข้าเมืองจะได้ใช้ป้องกันตัว

มิวไม่รู้ว่าเจ้าลูกแก้วนี้คืออะไรแต่ดูจากพลังงานและความเข้มข้นของเวทย์แล้ว จัดว่าเป็นอาวุธชั้นสูง ถึงจะ... เป็นอาวุธที่ใช้ลูกเต๋าเสี่ยงทายแสนพิลึกไปหน่อยก็เถอะ...

อา... ขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับมาสเตอร์ธีต้า ขอให้ท่านไปสู่สุคติ บุญคุณที่ท่านมอบเสื้อคลุมกับอาวุธนี้จะไม่มีทางลืมเลือนเลยชั่วชีวิต

มิวกล่าวขอบคุณเจ้าของผู้ล่วงลับให้จากไปอย่างสงบ ไม่ต้องห่วงนับจากนี้ไปทั้งเสื้อคลุมและลูกแก้วนี่เขาจะใช้มันอย่างทะนุถนอมที่สุด!

ว่าแล้วมิวก็สวมมันเสียเลยด้วยความเคารพ เขารู้สึกอุ่นนิดๆพร้อมกับมีกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านตามตัว ชุดนี้คงกำลังจะทำงาน มิวหยิบน้ำแข็งชิ้นโตที่สุดจากในกองมาใช้ส่องแทนกระจก ภาพที่เห็นคือชายหนุ่มผู้มีใบหน้าอมทุกข์ ขอบตาคล้ำ ตาสีเขียวหม่นจนเกือบดำ มีผมสีน้ำตาลอ่อนยาวปรกใบหน้า

อืม... ทำไมคนที่ตัดเย็บเสื้อคลุมเปลี่ยนกายถึงทำออกมาให้เป็นหน้าตาแบบนี้หว่า เป็นชายที่น่าหดหู่ซะไม่มี

มิวเลิกสนใจรูปลักษณ์แบบใหม่ ขอแค่ไม่เผยร่างมักกะลีผลจะน่าเกลียดกว่านี้ก็เอาล่ะ เขาเก็บลูกแก้วเข้ากระเป๋าเสื้อตามเดิมพลางรูดซิปปิดเพื่อที่ลูกแก้วจะได้ไม่หลุดออกมา

"มีของป้องกันตัวแล้ว ทีนี้เข้าเมืองได้!"

หลังจากเดินสะเปะสะปะอยู่ในป่าอีกครึ่งชั่วโมง ในที่สุดมิวก็ออกมาจากป่าได้ แต่ว่ากลับเจอแสงจ้ากะทันหันจนเขาต้องรีบหรี่ตา

"โอ๊ย แสบ... ทำไมมันสว่างจ้าอย่างนี้ล่ะ!"

เบื้องหน้ามิวคืออาคารสีขาวที่ทอประกายรับแสงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน รัศมีเจิดจ้าราวกับเพชรทำเอามิวมองไปข้างหน้าไม่ได้ เขาจึงไม่รู้ว่าสิ่งที่ส่องแสงเจิดจ้านั่นคืออะไรกันแน่

"อ้าว ธีต้า มายืนให้สายตาพิการอยู่ทำไมตรงนี้ล่ะ รีบเข้าไปในอาคารสิ!"

มีใครคนหนึ่งคว้าแขนของมิวแล้วลากเข้าไปข้างในด้วยเรี่ยวแรงมากมายเกินคาดคิด มิวที่โดนแสงนั้นจนตาพร่าถึงกับมึนงงไปชั่วครู่ เมื่อกี้เรียกเขาว่าอะไรนะ ธีต้างั้นเหรอ...

ซวยแล้ว! นี่หรือว่าเป็นคนรู้จักของคนที่เป็นเจ้าของเสื้อคลุมกับลูกแก้วนั่น! เขาลืมไปเลยว่าคนที่ชื่อธีต้านั่นก็ใช้เสื้อคลุมนี้ปลอมตัวเหมือนกัน!

กว่าจะรู้ตัวก็สายไปแล้ว มิวถูกพาเข้าไปในตัวอาคารเพื่อหลบรัศมีประกายตาแทบบอด เมื่อเข้ามาข้างในเขาเห็นภาพมืดไปแป๊บหนึ่งก่อนจะค่อยๆเห็นภาพอีกครั้ง

ที่ไหนว่ะเนี่ย!

มิวหันซ้ายหันขวามองรอบทิศ ที่เขาอยู่เป็นห้องโถงหินอ่อนประดับกระเบื้องสีเขียวอมฟ้าที่พื้นและขัดจนเงางาม เสาสูงแข็งแรงค้ำจุนตัวอาคารสูงขึ้นไปถึงเบื้องบนที่เป็นหลังคาแก้วโปร่งใสให้แสงส่องเข้ามาภายใน ตามข้างกำแพงมีโคมไฟคริสตัลไว้ใช้จุดในยามค่ำคืน มีผู้ขึ้นเดินเข้าออกห้องต่างๆเป็นว่าเล่น ในมือถือเอกสารรีบร้อนผ่านไป มิวเดาว่าที่นี่จะต้องเป็นสถานที่ทำงานอะไรสักอย่าง

"นึกว่าข้าจะสายเป็นคนสุดท้ายเสียอีก ดีที่ว่าเจ้ายังสายเป็นเพื่อนข้า"

คนที่ลากมิวมาตลอดทางเป็นชายหนุ่มร่างเล็ก ไว้ทรงผมสุดเฉิ่มอย่างทรงกะลาครอบ สีผมออกน้ำตาลเปลือกเฮเซลนัท เขาสวมแว่นตากรอบหนาเตอะสีเดียวกับเรือนผม นัยน์ตาสีส้มอ่อนๆ เป็นมนุษย์ที่สุดแสนจะธรรมดาและเชยที่สุดเท่าที่มิวเคยเห็นมา

"ทำไมเจ้าถึงมาสายล่ะ"

มิวพยายามชวนคุยเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้และงานที่'ธีต้า'คนนั้นทำด้วย

ชายหนุ่มผมกะลาครอบยิ้มอายๆ "ข้ามัวแต่อ่านหนังสือในห้องสมุดเพลินไปหน่อย หาข้อมูลเรื่องสถานที่ที่เราไปล่าวัตถุดิบคราวนี้ไงล่ะ ตำนานของมันน่าสนใจมากจนข้าเผลอลืมดูเวลา"

คำอธิบายนี้ทำให้มิวหัวใจหยุดเต้น เมื่อกี้เจ้าหัวกะลาครอบนี่บอกว่า 'ล่าวัตถุดิบ' เหรอ อย่าบอกนะว่า...

มิวกลืนน้ำลายแล้วหันไปมองรอบๆ อีกครั้ง คราวนี้มองอย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น เขาเห็นพนักงานที่เดินกันขวักไขว่มีตราสัญลักษณ์ติดไว้ที่อกเสื้อไม่ก็ที่แขนเป็นตราสัญลักษณ์รูปคันธนูสีแดงเลือด

ชัดเลยครับท่าน ที่นี่คือสำนักงานของโอไรออน!

มักกะลีผลอยากจะเป็นลม หากความแตกว่าเขาเป็นวัตถุดิบในตำนานสวมคราบของธีต้าแล้วล่ะก็ เขาอาจจะไม่ตายดี และสภาพต้องน่าอนาถกว่าโดนโทรลล์กินหลายเท่า!

มิวตัวสั่นเทา สงสัยเขาต้องทำเนียนๆไปก่อน แล้วค่อยหาทางปลีกตัวออกมา ขืนอยู่ต่อไปนานๆ ความต้องแตกแน่ๆ

เขาโดนลากเข้าไปหากลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่างของโถงทางเข้า สามคนนั้นหันมามองทั้งสอง ก่อนที่ชายเจ้าของเรือนผมสีดำตั้งชี้ไปทั้งศีรษะ ตาสีแดงดุจเพลิง มาดนักเลงเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก

"ช้าชะมัด แอปซิลอน ธีต้า!"

"หนวกหูน่า ไซ! พวกเราแค่สายไปสิบนาทีเอง อย่าบ่นได้ไหม!"

ชายผมแดงนามว่าไซแยกเขี้ยว ก่อนจะยีหัวหนุ่มทรงกะลาครอบหรือแอปซิลอนจนหัวของเขายุ่งไปหมด

"ข้าเดาเลยว่าเจ้าคงอ่านหนังสือเพลินอีกล่ะสิ ไอ้หนอนหนังสือ!"

"หุบปากเลย ไอ้กล้ามขึ้นสมอง คนที่ไม่เคยแม้แต่จะหยิบหนังสือมาอ่านสักเล่มอย่ามาพูดเลย!"

"ไม่เอาน่า ทั้งสองคนอย่าทะเลาะกันสิ นี่ต่อหน้าหัวหน้าอัลฟ่านะ"

ชายหนุ่มรูปงามที่มีผมยาวประบ่าสีน้ำตาลทอง นัยน์ตาหวานสีม่วง เอ่ยห้ามแอปซิลอนกับไซอย่างนุ่มนวลดุจพ่อพระ

"ชิ! เห็นแก่เดลต้า เลิกลาเท่านี้ก็ได้"

ไซพูดอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะปล่อยมือจากแอปซิลอน คนโดนยีหัวย่นคิ้วใช้มือสางผมอย่างไวให้กลับมาเข้ารูปตามเดิม ทั้งๆที่ทรงแบบยุ่งๆนั้นออกจะเหมาะกับแอปซิลอนมากกว่าทรงกะลาครอบนั่นเสียอีก

ชายอีกคนที่ยืนพิงกรอบหน้าต่างมองพวกเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เขามีเรือนผมหยักศกสีทองสลวยสะท้อนแสงอาทิตย์จนวิบวับ ใบหน้าคมคายประดับนัยน์ตาสีอำพันน่าลุ่มหลง ท่าทางของชายหนุ่มผู้นี้น่าจะตรงสเป็คสาวๆหลายคน

มิวคิดว่าชายคนนี้คือหัวหน้าอัลฟ่าที่เดลต้าเอ่ยถึงเมื่อครู่นั่นเอง

"เอาเถอะ ข้าไม่ถือสาเรื่องการทะเลาะเล็กๆน้อยๆหรอกนะ เขาว่ากันว่ายิ่งทะเลาะกันเท่าไหร่ก็ยิ่งสนิทกันนี่นา"

อัลฟ่าเอ่ยโดยไม่สนใจกับการเหลือกตาของลูกน้องทั้งสอง เขาขยับตัวมายืนตรง ท่าทางเป็นการเป็นงานขึ้นมาฉับพลัน

"อย่างที่แจ้งไปทางจดหมาย ภารกิจในการตามหาวัตถุดิบนี้คือแอปเปิ้ลทองคำในป่าไอดูน ข้าได้รับคำอนุญาตจากบอสแล้วว่าให้พาคนในทีมไปด้วยได้ และข้าขอเตือนก่อนว่าภารกิจในครั้งนี้อันตรายยิ่งกว่าที่ผ่านๆมา เพราะเราไม่ได้ไปหาวัตถุดิบชั้นสูงแต่เรากำลังไปหาวัตถุดิบระดับตำนาน แถมสถานที่นั้นยังเป็นป่าไอดูนที่ขึ้นชื่อว่าอันตรายเป็นอันดับสามของทวีปด้วย ถ้าใครไม่เต็มใจที่จะไปอยากถอนตัวจากงานนี้ข้าก็ไม่ว่านะ ข้าเข้าใจและจะได้หาคนอื่นแทน"

เขานี่แหละอยากจะถอนตัวเป็นคนแรก! แต่ว่า...

ทันทีที่มิวรู้ว่าสิ่งที่โอไรออนเหล่านี้ตามหาอยู่คือ'แอปเปิ้ลทองคำ' เขาก็เกิดอาการลังเลที่จะบอกปัดไม่อยากมีส่วนร่วมกับงานนี้ เพราะ...

นั่นเป็นวัตถุดิบที่เขากำลังตามหาอยู่...

มิวรู้สึกว่าวันนี้โชคชะตาเล่นตลกเสียนี่กระไร เข็มทิศพัง แผนที่หาย หลงป่า ทำเสื้อคลุมขาด เจอเสื้อคลุมเปลี่ยนกาย พบโทรลล์ ได้อาวุธมา สวมคราบเป็นธีต้า เข้ามาในสำนักงานโอไรออน แล้วสุดท้ายก็ได้ภารกิจตามหาแอปเปิ้ลทองคำ วัตถุดิบที่เขากำลังหมายตาพอดี อะไรมันจะบังเอิญได้ขนาดนี้

อัลฟ่ามองพวกเขาทีละคน "มีใครอยากถอนตัวไหม?"

ทุกคนส่ายหน้าโดยพร้อมเพรียง มิวคิดสาระตะในหัว ชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสีย ดูเหมือนว่าการร่วมเดินทางไปกับโอไรออนที่มีฝีมือและความสามารถในการหาวัตถุดิบจะเป็นหนทางที่ดีกว่าไปด้วยตัวเองทั้งๆที่ไม่มีฝีมืออะไรสักอย่างยกเว้นแต่จะพึ่งดวง

เขาจึงส่ายหน้าตามคนอื่นๆ

อัลฟ่ายิ้มกว้างสว่างไสวดุจดวงอาทิตย์ "งั้นเราก็รีบเตรียมตัวออกเดินทางกันเถอะ!"

 

เป็น-บ้า-แล้ว-ครับ

มิวทรุดตัวลงบนเตียงนุ่มในอีกห้าวันให้หลัง นับตั้งแต่เดินทางจากสำนักงานอาร์เทมิสตรงดิ่งมายังเมืองเทสซาใกล้กับทางเข้าป่าไอดูน พวกเขาแวะพักที่โรงแรมของเมืองนี้ก่อนจะออกเดินทางเข้าป่าตอนรุ่งสาง มิวเหนื่อยมากทั้งจากการเดินทางและเพื่อนร่วมงานที่สุดแสนจะรับมือยากเป็นบ้า!

มิวกังวลมาตลอดทางเรื่องที่ตัวเองอาจจะปลอมเป็นธีต้าได้ไม่ดี เพราะเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับธีต้าเลยสักนิด  ต้องอาศัยจับสังเกตจากปฏิกิริยาของคนอื่นๆในกลุ่ม จนในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่าธีต้าเป็นพวกความอัธยาศัยบกพร่อง...

ไม่ถึงกับเรียกได้ว่าเย็นชา แต่น่าจะกระเดียดไปทางพูดน้อยและเป็นคนซึมเศร้าหน่อยๆ ชอบอยู่อย่างสันโดษ ไม่สุงสิงกับใครเป็นพิเศษหากไม่จำเป็น แถมท่าทางจะขี้ขลาดนิดๆด้วย ที่สวมเสื้อคลุมเปลี่ยนกายนี้ตลอดจะต้องมีปัญหาเรื่องรูปร่างหน้าตาหรือไม่ก็อาจจะมีคดีติดตัวจึงต้องปกปิดตัวตน คนอื่นๆเหมือนจะรู้ว่าธีต้าใช้ร่างปลอมมาตลอดแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ราวกับพวกเขารู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงที่ธีต้าทำแบบนั้น

มิวไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจดีกับลักษณะนิสัยอันมืดมนของธีต้า แต่มันก็ช่วยอำพรางเขาได้ดีในระดับหนึ่ง คือขอแค่ไม่ไปสุงสิงด้วยซะอย่างก็ไม่มีใครจับได้

แต่มันก็ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น...

แม้มิวจะไม่ไปยุ่งกับคนอื่น แต่พวกเขาต่างหากที่มายุ่งกับเขาเอง อย่างวันแรกเขาโดนแอปซิลอนบ่นระบายใส่เรื่องของไซจนหูชาไปข้าง จะขยับหนีไปก่อนก็ไม่ได้เพราะไม่แน่ใจว่าธีต้าเป็นคนยังไง สุดท้ายเขาต้องฟังคำบ่นประมาณสามชั่วโมงจนอยากจะเอาหัวโขกพื้นกับสกิลการบ่นขั้นเทพของแอปซิลอน ไม่เท่านั้นเจ้าตัวเป็นพวกชอบอวดภูมิด้านความรู้ที่ได้จากการอ่านหนังสือ เรื่องล่าสุดที่แอปซิลอนอ่านคือ 'เทคนิคการจีบหญิงขั้นสุดยอด ทำให้สาวๆยอมสยบแทบเท้า' ซึ่งเจ้าตัวร่ายให้เขาฟังก่อนนอน จนตอนนี้มิวคิดว่าตัวเองมีสกิลเทพในการจีบหญิงติดตัวมาด้วยแล้ว

ยังก่อน... นั่นยังไม่ใช่ที่สุดที่เขาทน ไซ ชายหนุ่มผมแดงผู้เลือดร้อน ยามเข้าเมือง เจ้าตัวมักมีเรื่องต่อยตีกับอันธพาลประจำเมืองเสมอ และที่สำคัญไซยังชอบใช้เขาเป็นเหยื่อล่อให้พวกอันธพาลเหล่านั้นมารังควาญอีกด้วย!

ผลจากการวิวาทไม่ต้องพูดถึง ไซชนะขาดลอย ส่วนอันธพาลทั้งหลายเฉียดตาย มิหนำซ้ำพอไซต่อยตีกับพวกนั้นจนสลบเหมือด ไซยังฉกเอาเงินจากพวกอันธพาลไปเป็นค่ารักษา ทั้งๆที่ตัวเองแผลสักแผลยังไม่มีด้วยซ้ำ! นี่หากไม่รู้ว่าไซเป็นโอไรออนล่ะก็ มิวคงจะนึกว่าอีกฝ่ายเป็นมหาโจรตบทรัพย์หรือเจ้าพ่อมาเฟียหวังยึดครองเมือง!

เดลต้า ชายหนุ่มรูปงามท่าทางสุภาพ มิวคิดว่าเขาน่าจะไม่ใช่ตัวปัญหาแต่ก็ผิดถนัด อย่าได้โดนท่าทางที่สุภาพเรียบร้อยนั่นหลอกโดยเด็ดขาด!

เดลต้าเป็นคนที่รักสัตว์มาก ถึงจะบอกว่ารักสัตว์แต่ก็จำกัดอยู่ในขอบเขตที่ว่าสัตว์ตัวนั้นจะต้องน่าเกลียดและเป็นอันตราย!

มิวได้รู้ซึ้งถึงข้อนี้ตอนเดินทางผ่านป่าในวันที่สามก่อนจะถึงเมืองเทสซา เดลต้าไปเจอมันติคอร์เข้า มันเป็นสัตว์วิเศษที่มีรูปร่างใหญ่ราวกับสิงโต ผิวหนังสีแดง ขนหยาบ ใบหน้าเป็นมนุษย์ ฟันเป็นซี่ๆแหลมคมยิ่งกว่าสุนัขล่าเนื้อ และที่สำคัญที่สุดคือมันกินคน...

แต่ภาพที่เห็นทำเอามิวอึ้งไปหลายตลบ เพราะเดลต้าเล่นอุ้มเจ้ามันติคอร์เข้ามาอวดพวกเขาราวกับกำลังอุ้มตุ๊กตาหมี!

แน่นอนทุกคนถอยกรูดกันไปไกล มิวเองก็ถอยห่างเช่นกันแต่ไม่รู้ทำไมเดลต้าจึงเอามาให้เขาดูใกล้ชิดเป็นพิเศษ ใกล้มาก... จนมันอ้าปากจะงาบหัวเขา!

ถ้าไม่ใช่เพราะเขาระวังตัวไว้ก่อนแล้วล่ะก็ ป่านนี้เขาคงโดนงับหัว เลือดสาดไปนานแล้ว

นอกจากเจ้ามันติคอร์ เดลต้ายังสรรหาสิงสาราสัตว์ประเภทอื่นๆที่ทั้งอัปลักษณ์และอันตรายมาให้พวกเราได้ยลอีกเรื่อยๆ จนเขาขอสาบานว่าถ้าเข้าไปในป่าจะไม่มีทางไปกับเดลต้าเด็ดขาด!

ส่วนคนสุดท้าย หัวหน้าอัลฟ่าผู้แย้มรอยยิ้มละไมตลอดศก ท่าทางจะเป็นที่พึ่งได้ แต่เปล่าเลยอัลฟ่าเป็นตัวปัญหาคนนึงเช่นกัน!

เข้าเมืองทีไร เป็นเรื่องทุกที เหล่าสาวน้อยสาวใหญ่พากันเข้ามารุมล้อมเต็มไปหมดดุจฝูงผึ้งตอมดอกไม้ อย่างร้ายแรงสุดถึงขนาดพวกสาวๆพากันตบตีแย่งชิงกันจนเจ้าเมืองยังต้องไล่พวกเขาออกจากเมืองเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาใหญ่!

โอ... ท่านเทพ นี่เขาเข้ามาอยู่กลุ่มอะไรกันเนี่ย มันจะมีสักคนที่ปกติบ้างไหม!

มิวนอนแผ่บนเตียงด้วยความเมื่อยล้า ยกมือข้างหนึ่งขึ้นก่ายหน้าผาก ทันใดนั้นเขาได้ยินเสียงประตูเปิด อัลฟ่าคงจะกลับเข้าห้องมาแล้ว หลังจากโดนสาวๆป้อนข้าวป้อนน้ำให้ตอนมื้อเย็น

แปะ...

"หวา!"

มิวสะดุ้งเมื่อมีอะไรเย็นๆมากระทบที่แก้ม เงยหน้ามองเห็นรอยยิ้มสว่างไสวของอัลฟ่าถือน้ำสีขาวที่มีไอเย็นพวยพุ่งมาจากแก้ว สิ่งที่มาแตะแก้มเขาเมื่อกี้นี้จะต้องเป็นน้ำประหลาดนั่นแน่นอน

"กินไหม? ของขึ้นชื่อของเมืองเทสซา น้ำนมเย็นจากแม่วัวเยือกแข็ง"

"มะ... ไม่ล่ะครับ"

ท่าทางจะเย็นเจี๊ยบ มีหวังลิ้นเขาชาแน่ๆ

"งั้นเหรอ"

อัลฟ่ายืดตัวขึ้นจากนั้นก็กระดกน้ำนมหมดในรวดเดียวโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยน แต่คนมองรู้สึกเย็นขึ้นหัวและเสียวฟันแทน หัวหน้าทีมวางแก้วเปล่าลงบนโต๊ะ ก่อนจะกระโดดขึ้นไปนอนบนเตียง

"พรุ่งนี้เราจะเข้าป่าไอดูนกันแล้ว หวังว่านายจะดวงดีนะ"

"เอ๊ะ?"

ดวงดี? การที่เขาดวงดีมันจะมีเกี่ยวอะไรกับการเข่าป่าวันพรุ่งนี้? หรือว่าธีต้าเป็นพวกดวงซวยสุดขั้ว?

"ฉันหวังจริงๆว่านายจะดวงดีในวันพรุ่งนี้ ถ้าเป็นยังงั้นความสามารถของนายจะเป็นที่พึ่งพาของเราเลยทีเดียว แต่ถ้านายดวงตก... ครั้งล่าสุดที่ลูกเต๋ามันทอยออกมาได้เลข 00 นายเกือบตายเพราะโดนระเบิดย้อนกลับ ภารกิจเกือบล่มเพราะต้องรีบพานายไปหาหมอ ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นในป่าวันพรุ่งนี้ ฉันกลัวว่าการจะส่งนายไปหาหมอท่าจะยากน่ะ"

มิวเลื่อนมือไปแตะลูกแก้วในกระเป๋าเสื้อโดยอัตโนมัติ ตาโตเมื่อได้รู้ความจริงเรื่องนี้

ท่านเทพ! เจ้าอาวุธทอยลูกเต๋านี่มันสามารถเล่นงานเจ้าของคืนได้ด้วยเหรอ ถ้าทอยออกมาได้เลขไม่ดี แย่ล่ะสิ... แล้วเขาจะรู้ไหมเนี่ยว่าเลขไหนดีเลขไหนไม่ดี!

อัลฟ่านอนตะแคงข้างหันมามองมิว "ฉันไม่เข้าใจเลยว่าเพราะอะไรนายถึงเลือกอาวุธที่ต้องใช้ดวงเข้ามาเสี่ยง จริงอยู่ว่าหากดวงดีจะได้อาวุธที่เลิศ แต่ถ้าดวงตกผลร้ายจะมาสู่เจ้าของและเผลอๆอาจถึงตายด้วย เป็นไปได้ฉันก็ไม่อยากเก็บซากของนายหรอกนะ"

เขาก็อยากรู้เหมือนกันนั่นแหละว่าทำไมธีต้าถึงได้เลือกอาวุธแบบนี้! แล้วเขาเองก็ไม่อยากเป็นซากเพราะอาวุธของตนเองเช่นกัน!

มิวตอบกระอึกกระอัก "ข้าว่า... มันดูใช้ได้หลากหลายดีออก"

"ว่าแล้วต้องพูดแบบนี้ คนที่เก่งอาวุธทุกอย่างเป็นแบบนี้กันหมดเลยหรือไงนะ"อัลฟ่าพึมพำ "เอาเถอะ เจ้าภาวนาต่อองค์เทพเข้าแล้วกัน ขอให้เจ้าทอยออกมาได้เลขดีๆในวันพรุ่งนี้"

"ข้าทำเช่นนั้นประจำอยู่แล้ว"

โดยเฉพาะช่วงนี้เขาใช้บริการท่านเทพถี่เป็นพิเศษ

"งั้นก็ดี"

แล้วอัลฟ่าก็หลับตานอน ขณะที่มิวรู้สึกห่อเหี่ยว เขาไม่รู้ว่าตัวเองคิดถูกหรือคิดผิดกันแน่ที่สวมรอยเป็นธีต้าเดินทางมากับคนพวกนี้ แต่อีกไม่เกินเอื้อมเขาก็จะได้แอปเปิ้ลทองคำแล้ว ยอมทนไปอีกสักหน่อยแล้วกัน

 

รุ่งสางพระอาทิตย์เริ่มจะแตะขอบฟ้า ทั้งห้าก็เริ่มออกเดินทาง มิวประหลาดใจมากที่วันนี้ไซไม่ตื่นสายทั้งที่เจ้าตัวเป็นพวกตื่นยากที่สุด แอปซิลอนเองก็ถอดแว่นออกเผยนัยน์ตาสีส้มอ่อนแบบเต็มๆ เดลต้าก็แปลกไป เขาไม่เคยสนใจหมาหรือแมวข้างถนนมาก่อนเลย ยังอุตส่าห์ไปลูบหัวพวกมันทุกตัว หรือแม้แต่อัลฟ่าที่ต่อให้ฟ้าถล่มดินทลายยังคงรอยยิ้มอันสดใส ในวันนี้แม้จะยิ้มแต่รอยยิ้มนั้นบางเบาแทบจะเลือนหาย บนใบหน้าของหัวหน้าทีมกลับมีรอยลึกระหว่างคิ้วจากการขมวดคิ้วขึ้นมาแทน

ผิดปกติ... ผิดปกติสุดๆ! นี่หรือว่าทุกคนกำลังเครียดกับการเดินทางเข้าป่าไอดูน!?

มิวกลืนน้ำลาย ท่าทางที่สบายๆของทุกคนหายไปแล้ว แสดงว่าป่าที่มีแอปเปิ้ลทองคำนั่นคงจะอันตรายเอามากๆ

บรรยากาศภายในป่าไอดูนแตกต่างจากป่าอื่นๆที่ผ่านมา มิวรับรู้ถึงเส้นสายแห่งความตึงเครียดในอากาศ ป่าทั้งป่าเงียบสงัดราวกับปราศจากชีวิต แม้แต่สายลมใดๆก็ไม่พัดผ่าน ถึงกระนั้นก็ยังรู้สึกหนาวเยือกไปทั้งตัว

พวกเขาเดินเข้าไปลึกขึ้น... ลึกขึ้น... อัลฟ่าจะหยุดทุกๆสิบห้านาทีเพื่อตรวจสอบทิศทางไปยังต้นแอปเปิ้ลทองคำผ่านทางเข็มทิศ ไม่มีใครในทีมรู้ว่าต้นแอปเปิ้ลทองคำนั้นอยู่ที่ไหน นอกจากหัวหน้ากลุ่ม ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลโดยไม่จำเป็นนั่นเอง

อยู่กับโอไรออนมาห้าวัน มิวได้เปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับเหล่านักล่าวัตถุดิบไปหลายๆอย่าง เขาได้เรียนรู้ว่าถึงจะเป็นโอไรออนก็มีกฎที่เข้มงวดเพื่อรักษาสมดุลทางธรรมชาติไว้เช่นกัน เช่น ไม่เก็บวัตถุดิบเกินกว่าตามที่สั่ง, ไม่ทำลายสถานที่ที่วัตถุดิบอยู่, ไม่บอกข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งวัตถุดิบต่างๆกับคนภายนอกและอื่นๆ อีกมากมาย

ทีแรกมิวคิดว่ากฎหลายอย่างค่อนข้างจะปฏิบัติตามได้ยาก อย่างเช่น ไม่เก็บวัตถุดิบเกินกว่าที่สั่ง ใครจะรู้อาจมีบางคนเก็บไปเยอะก็ได้ ตอนที่เขาแย้งเรื่องนี้ไป จึงโดนแอปซิลอนสวดใส่ชุดใหญ่

"อาจจะเป็นอย่างนั้นจริง แต่ถ้าลองคิดดูให้ดีๆ การเก็บวัตถุดิบไปจนหมดไม่เหลืออะไรไว้ในพื้นที่เลย ผลกระทบที่ตามมาอาจจะทำให้วัตถุดิบพวกนั้นสาบสูญไปจากโลก ไม่มีให้กินอีกต่อไป และถึงจะขนวัตถุดิบพวกนั้นไปก็ไม่มีประโยชน์สำหรับพวกเราอยู่ดี ถ้าเป็นระดับสูงก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้าวัตถุดิบระดับตำนาน ยังไงเราก็กินดิบๆไม่ได้อยู่แล้ว ต้องยืมมือพ่อครัวมาช่วยทำให้อีก และต้องเป็นพ่อครัวระดับห้าดาวด้วยไม่งั้นวัตถุดิบเสียของหมด ซึ่งพ่อครัวระดับห้าดาวก็มีแต่พวกที่อยู่ในวังหลวงทั้งนั้น เอาไปขายยังไงก็ไม่ได้กำไรเพราะชาวบ้านธรรมดาคงไม่มีทางซื้อ ไหนจะโดนพวกขุนนางโกงเงิน เทียบไม่ได้กับที่ลูกค้าจ่ายให้พวกเราตามหาวัตถุดิบหรอก และเก็บวัตถุดิบไว้นานมันก็เน่า เสียดายของอีก คิดถึงผลได้ผลเสียแล้วมันก็ไม่คุ้มสุดๆ! ใครๆก็รู้เรื่องนี้กันทั้งนั้น ทำไมเจ้าถึงมารู้เอาป่านนี้ล่ะเนี่ย"

คำแย้งของเขาตอนนั้นเกือบจะเปิดโปงตัวเองเสียแล้ว ดีที่ว่ามิวเบี่ยงหัวข้อสนทนาไปยังหนังสือที่แอปซิลอนอ่านอยู่จึงรอดตัวไป คราวหน้าเขาต้องระวังสิ่งที่พูดมากกว่านี้

ทว่าจะมีคำว่า 'คราวหน้า'สำหรับเขาไหมนะ

"ธีต้า!"

"เอ๋?

เสียงเรียกของอัลฟ่าทำให้มิวประหลาดใจ ก่อนที่อึดใจต่อมาเขาก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างตระครุบที่หัวไหล่ทั้งสองข้างของเขา ก่อนที่ร่างจะลอยขึ้นไปบนอากาศ

"เหวอ! เกิดอะไรขึ้นเนี่ย!"

มิวเห็นหัวของผู้ร่วมทีมทั้งสี่เล็กลงและไกลออกไปเรื่อยๆ เสียงพั่บๆเหมือนเสียงนกกระพือปีก ทำให้มิวตัวแข็งทื่อในบัดดล เงยหน้ามองด้วยความระทึก

โอ... ท่านเทพ! นี่เขาจะดวงซวยอะไรขนาดนี้!

สิ่งที่จับเขามาคือเหยี่ยวยักษ์ ปีกสีน้ำตาลสลับดำเหยียดออกอย่างสง่างาม กรงเล็บแกร่งจับตัวเขาไว้มั่นขณะบินร่อนผาดโผนไปตามสายลม นัยน์ตาดำขลับเฉลียวฉลาด จะงอยปากแหลมคมราวกับจะเจาะทุกสิ่งได้ ใต้ท้องของเหยี่ยวยักษ์มีขนที่เรียงตัวกันเป็นรูปหัวกะโหลก เห็นแค่นั้นมิวก็อยากจะชักดิ้นชักงอ

ขนอย่างนี้... เจ้านี่ไม่ใช่เหยี่ยวยักษ์ธรรมดาแต่เป็นเหยี่ยวโลกิที่มีทักษะความสามารถในการใช้เวทมนตร์แปลงกาย!

มิวเอามือแตะลูกแก้ว แต่ก็ได้แค่แตะเพราะยังไงเขาก็ไม่กล้าใช้ ตอนนี้เขาอยู่เหนือพื้นดินเป็นสิบๆกิโล ถ้าเขาฆ่าเจ้าเหยี่ยวโลกิ เขาได้ร่วงลงไปทักทายพื้นดินแน่นอน

แต่ว่า... จะปล่อยให้มันพาเขาไปถึงที่รังก็ไม่ดีเหมือนกัน! มิวได้ยินว่าเหยี่ยวโลกิเวลาจับเหยื่อได้มันจะพาไปที่รังจากนั้นจะใช้ทักษะการแปลงกายเป็นสิ่งต่างๆ ฝึกฝนกับเหยื่อจนกว่าเหยื่อจะตายแล้วค่อยกิน ซึ่งกว่าเหยี่ยวโลกิจะยอมกินนั้นเห็นว่าร่างของเหยื่อเละไปแล้วประมาณร้อยละ 80!

อ๊าก! จะทำยังไงดีว่ะเนี่ย!

ฮี้... ฮี้...

"หืม?"

มิวที่กำลังสติแตก ได้ยินเสียงร้องของม้าดังแว่วมา เขาหมุนคอไปรอบๆเท่าที่จะทำได้เพื่อมองหาที่มาของเสียง กระทั่งจากทางปลายหางตาเขาเห็นม้าสีขาวติดปีกกำลังบินตรงมาหาเขา

จะ... เจ้าชายขี่ม้าขาวชัดๆ!

บนหลังของเปกาซัสมีเดลต้าขึ้นขี่อยู่ ใบหน้าที่งดงามดุจเจ้าชายกับม้าสีขาว ช่างราวกับเดลต้าหลุดออกมาจากเทพนิยายเสียนี่กระไร โดยเฉพาะใบหน้าที่เปลี่ยนมาเคร่งขรึมนั้น คงทำให้สาวๆหัวใจละลายกันเป็นแถวแน่นอน

ถึงจะไม่รู้ว่าเดลต้าเอาม้านั่นมาจากไหน แต่สวรรค์โปรด! เขารอดตายแล้ว!

"ใช้อาวุธสิ ธีต้า!"เดลต้าตะโกนบอก"ไม่ต้องห่วงนะ ทันทีที่เจ้าร่วงข้าจะไปรับเอง!"

มิวพยักหน้าเป็นจังหวะเดียวกับเหยี่ยวโลกิหักปีกลงและเร่งความเร็วขึ้นเมื่อรู้ว่าศัตรูไล่ตามมา การบินตีลังกาสุดเวียนหัวทำเอามิวอยากจะขย้อนเอาของที่อยู่ในกระเพาะออกมา คลื่นไส้ชะมัด...

เดลต้าควบเปกาซัสไล่จี้มาติดๆ ความเร็วไม่ด้อยไปกว่าเหยี่ยวโลกิ เห็นอย่างนี้แล้วมิวก็วางใจ หยิบลูกแก้วแล้วกดลงไปแรงๆ จนตัวลูกแก้วร้อนและสว่างวาบขึ้นมา  ลูกเต๋าหน้าสิบทั้งสองลูกก็ระเบิดออกมาจากลูกแก้วลอยมาอยู่ตรงหน้า

"มาสเตอร์ธีต้า กรุณาทอยลูกเต๋าด้วยเจ้าค่ะ"

"เอาล่ะ ขอให้ดวงดีด้วยเถอะ เพี้ยง!"

มิวยกมือตบลูกเต๋าทั้งสองจนมันหมุน ไม่ว่าเหยี่ยวโลกิจะบินซิกแซกขนาดไหน ลูกเต๋าทั้งสองก็ยังคงลอยติดประชิด มิวลุ้นตัวโก่ง กระทั่งลูกเต๋าทั้งสองหยุดลง หน้าหงายขึ้นเป็นเลข 14

"ได้หมายเลข 14 มาสเตอร์ธีต้าได้รับมีดทาขนมปังหนึ่งเล่มค่ะ"

ลูกแก้วใสแปรสภาพเป็นมีดเงินเล่มจิ๋วขนาดเท่าฝ่ามือ สีเงินเงาแวบใช้แทนกระจกได้ ตรงปลายมีดกลมมน

เห็นอาวุธที่ได้มิวถึงกับตาเหลือก มีดที่ไว้ทาแยมมันจะทำร้ายเหยี่ยวโลกิได้ไงเล่า!

"เร็วเข้าสิธีต้า! มันกำลังมุ่งหน้าไปทางหุบเขาแล้วนะ!"

เดลต้าเอ่ยเร่งด้วยสีหน้าวิตก  ใช่จริงๆ หุบเขาสีน้ำตาลตั้งตระหง่านอยู่ห่างไปอีกไม่กี่กิโล อันเป็นสถานที่ที่รังของเหยี่ยวโลกิอยู่!

ขืนไปถึงที่นั่น ไม่แน่ว่าเขาจะเจอเหยี่ยวโลกิตัวอื่นๆด้วยก็ได้ และอาจจะเป็นอันตรายต่อเดลต้าด้วย ไม่มีทางเลือกแล้ว! เอาไงเอากันว่ะ!

มิวกำมีดไว้แน่นก่อนจะยืดแขนเต็มแรงทิ่มไปที่ท้องของมัน เนื่องจากปลายมีดของมันมนจึงแทงไม่เข้าได้แต่จิ้มมันลงไปเฉยๆ

แกว๊ก!

มันส่งเสียงร้องแปลกๆ การบินก็สะเปะสะปะพิกล ทีแรกมิวเข้าใจว่ามีดที่ไร้ความคมนี้ได้ผล แต่กลับผิดถนัด เมื่อเดลต้าทำหน้าเครียด โบกไม้โบกมือขึ้นไปด้านบน กว่าเขาจะรู้ว่าเดลต้าหมายความว่ายังไง เงาดำก็ทาทาบลงมาแล้วและสิ่งที่เห็นคือโพรงสีแดงอมชมพูเต็มไปด้วยน้ำหนืดๆ และฟันแหลมคมเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ

โอ... ท่านเทพ เขากำลังโดนกินแล้ว!

งับ!

หลังจากนั้นมิวก็ช็อคจนหมดสติไปเข้าเฝ้าองค์เทพเป็นที่เรียบร้อย

 

กลิ่นเครื่องเทศเผ็ดร้อนลอยล่องในอากาศ ตามด้วยกลิ่นเค็มและหวานที่ผสมกลมกลืนจนหอมเตะจมูก เสียงซ่าๆของการผัดคละกับเสียงของตะหลิวกระทบกับกระทะปลุกมิวและท้องของเขาให้ส่งเสียงร้องดังโครกครากด้วยความหิว ก่อนที่เปลือกตาจะเผยอขึ้น

สิ่งที่เห็นคือท้องฟ้ากว้างกับกลุ่มก้อนเมฆสีขาวลอยเอื่อย ข้างๆมีต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงากับเขา

ที่นี่ที่ไหน?

เขาค่อยๆขยับตัวลุกขึ้นพร้อมกับอาการปวดตามตัวแล่นพล่าน เขาส่งเสียงโอดโอยเบาๆเรียกความสนใจจากใครอีกคนให้ละจากการทำอาหารเข้ามาหามิวด้วยความเป็นห่วง

"เป็นอะไรมากหรือเปล่า? ข้ามั่นใจว่าข้างับเจ้านกนั่นอย่างเดียว น่าจะไม่ได้ทำให้เจ้าบาดเจ็บนะ"

"แค่ปวดเมื่อยนิดหน่อย ไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนหรอก"

มิวสำรวจตามตัว ร่างกายเขายังอยู่ครบสามสิบสอง ไม่มีรอยฟกช้ำดำเขียว ขั้วผลบนศีรษะของเขาก็ยังอยู่ดี รู้ดังนั้นมิวก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะชะงักเมื่อเขาฉุกคิดได้ว่าตัวเขาเพิ่งจะโดนสัตว์ประหลาดบางอย่างกินนี่นา!

มิวถอยร่นออกห่างจากตัวคนถามไถ่อาการเขาทันที มองอีกฝ่ายด้วยความหวาดระแวง

"จะ... เจ้าเป็นใคร!?"

ร่างนั้นยกมือเท้าเอวสวมผ้ากันเปื้อนสีชมพูหวานแหวว  ฝ่ายตรงข้ามเป็นหญิงสาวผมสั้นสีดำขลับปลายผมกระดกพองาม ตาสีแดงกลมโตดั่งตุ๊กตา ใบหน้าสวยเข้มน่าจะอายุประมาณยี่สิบปลายๆ แม้จะเห็นร่างนั้นเต็มตามิวกลับไม่รู้สึกว่าหญิงสาวเป็นมนุษย์เลย เหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตที่จำแลงกายเป็นมนุษย์มากกว่า

"ข้าก็คือผู้ที่ดูแลสวนแอปเปิ้ลทองคำของไอดูน มังกรร้อยหัว เฮดดร้า ยินดีที่ได้รู้จักนะ มักกะลีผล มิว"

เฮดดร้าเรียกชื่อกับเผ่าพันธุ์ของเขาเต็มยศ สิ่งนี้เล่นเอามิวเบิกตาโตด้วยความตกใจมากกว่าตอนที่อีกฝ่ายแนะนำตัวว่าเป็นมังกรร้อยหัวเสียอีก!

"เจ้าทำไมถึงรู้...!"

"ข้าเป็นมังกร เผ่าพันธุ์ที่อยู่ยืนยงมายาวนาน เรื่องราวทั้งหลายบนโลกใบนี้ ข่าวสารต่างๆล้วนลอยลมมา เจ้าคือมักกะลีผลตนสุดท้ายที่ถือกำเนิดในยุคนี้ ช่างน่าสงสารจริง เจ้ามีภาระที่ต้องแบกรับหนักหนาน่าดูนะเพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ต่อไป สำหรับยุคสมัยที่มีการออกล่าวัตถุดิบเป็นกิจวัตรเช่นนี้ เจ้าคงลำบากน่าดูล่ะสิ"

ท่อนท้ายน้ำเสียงของเธอเหมือนจะเห็นใจมิวนิดๆ ในเมื่อรู้ถึงขนาดนี้มิวก็เลิกที่จะปิดบังจึงพูดออกไปว่า

"ก็ใช่ว่าจะหมดหนทางเสียทีเดียว หากข้ารวบรวมวัตถุดิบระดับตำนานครบ ข้าก็สามารถจะสืบทอดเผ่าพันธุ์ได้"

ได้ยินดังนั้นมังกรร้อยหัวจึงยิ้มนิดๆ "และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่เจ้าต้องสวมรอยเป็นธีต้าและร่วมเดินทางมากับโอไรออนเหล่านี้เพื่อมายังป่าไอดูนที่มีแอปเปิ้ลทองคำอยู่สินะ"

"ใช่แล้ว แต่มันจะสิ้นสุดลงหลังจากที่ข้าได้แอปเปิ้ลทองคำแล้วน่ะนะ"

"เจ้าไม่คิดเหรอว่าหากเจ้ายังคงเป็น'ธีต้า'ต่อไป จะเป็นประโยชน์กับตนเองมากกว่า ถ้าได้เป็นโอไรออน การหาวัตถุดิบอื่นๆก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป"

มิวขมวดคิ้ว "นั่นออกจะเสี่ยงเกินไปหน่อย ข้ากลัวว่าคนอื่นจะรู้ว่าข้าไม่ใช่ธีต้า แล้วจะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่หากพวกเขารู้ว่าข้าคือมักกะลีผล"

"เคยได้ยินไหมว่า 'ที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด' ในทางกลับกันหากเจ้าอยู่กับโอไรออนจะสัตว์วิเศษหรือมนุษย์อื่นใดก็ไม่แผ้วพาน"

"ข้ารู้สึกไปเองหรือเปล่าว่าเจ้าพยายามเกลี่ยกล่อมข้าให้อยู่กับพวกโอไรออนนั่นจังเลย"

เฮดดร้ายิ้มมีเลศนัยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอตรงไปยังสถานที่ทำอาหารแล้วยกกับข้าวทั้งหลายที่ทำเสร็จแล้วมาวางเรียงกันบนพื้นข้างตัวมิว

อาหารแค่สองอย่างซึ่งก็คือไก่ผัดเผ็ดกับข้าวสมุนไพรอบหม้อดิน สีสันและรูปร่างน่ากินแถมยังหอมฉุย ทำให้กระเพาะของมิวส่งเสียงร้องประท้วงดังลั่นแบบไม่เกรงใจเจ้าของ

เฮดดร้าหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นมิวหน้าซับสีเรื่อ

"ฮิฮิฮิ เสียงร้องดังเชียว เจ้าคงจะหิวไส้กิ่วเลยล่ะสิ เอ้าทานซะสิ"

แม้อาหารตรงหน้าจะชวนน้ำลายสอ แต่เขาก็ยังคงไม่กล้ากิน

"หวังว่าคงไม่ใส่อะไรแปลกๆลงไปใช่ไหม"

"เจ้านี่ขี้ระแวงซะจริง ข้าไม่ได้วางยาหรอกน่า"ไม่พูดเปล่าเธอก็ใช้ช้อนตักกินให้ดู "อีกอย่างข้าจะวางยาทำไมให้เปลือง เพียงแค่ข้ากลับร่างเป็นมังกร เจ้าก็หนีข้าไม่พ้นแล้ว"

จริงของเธอ...

มิวยกช้อนขึ้นมาแล้วลงมือทานอาหารตรงหน้า รสชาติของมันอร่อยเกินจะบรรยาย ทั้งความเผ็ด ความหวาน ความเค็ม ลงตัวไม่มีที่ติ โดยเฉพาะเนื้อไก่นี่เคี้ยวทีแทบจะละลายในปาก

"อร่อย! ว่าแต่เนื้อไก่อะไรเนี่ย ทำไมมันอร่อยชะมัด"

"มันเป็นเนื้อเหยี่ยวโลกิน่ะ"

พรวด!

มิวสำลักข้าวเข้าเต็มเปา มองเจ้าก้อนเนื้อในอาหารของเขาอย่างไม่เชื่อสายตา

"เจ้าเนื้อเนี่ยนะ เป็นเนื้อของเหยี่ยวโลกิ มันกินได้ด้วยเหรอ!?"

"บนโลกใบนี้ไม่มีสิ่งใดที่กินไม่ได้ ถ้าหากสิ่งนั้นไม่อร่อยและเป็นโทษต่อร่างกาย สิ่งนั้นจะกลายเป็นของที่กินไม่ได้ ส่วนสิ่งไหนที่อร่อยและมีประโยชน์ ก็จะตัดสินว่าสิ่งนั้นกินได้ ก็เหมือนกับก้อนหินนี่"

เธอหยิบก้อนหินขนาดเล็กขึ้นมาจากพื้นหญ้า

"สำหรับมนุษย์มันกินไม่ได้เพราะนอกจากไม่อร่อยแล้วยังไม่สามารถย่อยได้ ในขณะที่สัตว์บางชนิดกินก้อนหินเพื่อเสริมแร่ธาตุและช่วยบดย่อยของในกระเพาะ มาตรฐานของกินของแต่ละเผ่าพันธุ์นั้นแตกต่างกันขึ้นอยู่กับโครงสร้างทางร่างกาย มักกะลีผลก็มีของที่กินไม่ได้แต่มนุษย์กินได้ใช่ไหมล่ะ"

มิวคิดตาม"ก็ใช่อยู่หรอกนะ"

ในบรรดาอาหารของมนุษย์นั้น มักกะลีผลกินได้ทุกอย่างและอาจจะกินได้มากกว่ามนุษย์นิดหน่อย ยกเว้นแต่เหล้าเท่านั้นที่พอกินเข้าไปแล้วจะทำให้เจ็บปวดไปทั้งตัวไม่ต่างอะไรกับยาพิษฆ่าเขาทั้งเป็น!

"ข้าที่เป็นมังกรก็มีสิ่งที่กินได้และกินไม่ได้อยู่เหมือนกัน อันที่จริงเหยี่ยวโลกินี่ข้ากินไม่ได้เลยหากเป็นดิบๆ แต่ช่วงหลังๆเหยื่อที่ผ่านสวนแอปเปิ้ลทองคำข้ามีแต่นกชนิดนี้ซะส่วนใหญ่ ข้าจึงต้องหาทางดัดแปลงให้มันกินได้ ไม่งั้นข้าก็คงอดตาย"

"ก็ว่าแปลกอยู่ที่มังกรมาทำอาหาร"มิวทำหน้าปั้นยากขณะกวาดอาหารที่เหลือจนเกลี้ยงจาน

"แต่ทำไปทำมาก็สนุกดีนะ ได้ลิ้มรสชาติใหม่ๆที่ข้าไม่เคยลอง จนข้าเข้าใจความรู้สึกของมนุษย์เวลาทานอาหารแล้ว"

เฮดดร้าพูดอย่างรื่นรมย์พลางเก็บจานไปล้าง ระหว่างนั้นมิวก็ยืนขึ้นจึงได้รู้ว่าที่ที่เขากับเฮดดร้าอยู่เป็นเนินสูง มองลงไปเห็นสวนแอปเปิ้ลทองคำ ต้นไม้ทุกต้นนั้นมีใบสีเหลืองทองสวยงาม มองไปเห็นแต่สีทองอร่ามทั่วพื้นที่ และเขายังเห็นม่านสีขาวขุ่นกางไว้โดยรอบด้วย

"มันกางเขตป้องกันเอาไว้ทำให้มองจากเบื้องบนจะเห็นเพียงผืนป่าสีเขียวทั่วไป แต่ถ้าอยู่บนพื้นจะมองเห็นต้นแอปเปิ้ลทองคำชัดเจน นอกจากข้าผู้ใดก็ห้ามเข้าทั้งสิ้น เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากข้า"

เมื่อเฮดดร้าเห็นมิวมองอยู่จึงอธิบายให้ฟัง เขาพยักหน้า เข้าใจแล้วว่าทำไมหัวหน้าอัลฟ่าจึงให้เดินเท้าเข้าป่ามากกว่าจะให้เช่าพาหนะเหาะตรงไปยังที่หมาย เพราะมองจากด้านบนแล้วไม่รู้นี่เอง

"ข้าจะให้แอปเปิ้ลทองคำกับเจ้าก็ได้นะ"

จู่ๆมังกรร้อยหัวก็เอ่ยขึ้น มิวหันขวับไปทำตาโต

"พูดจริงเหรอ!?"

"แน่นอน เพียงแต่ว่า..."เธอลากเสียงยาวชวนขนลุก "ถ้าเจ้าสาบานว่าจะมา'หยั่งราก'ที่นี่"

"อะไรนะ!?"

มิวอุทาน ลมแทบจับ ทำไมจู่ๆมังกรร้อยหัวถึงได้มาเสนออะไรแบบนี้ 'หยั่งราก'ที่นี่เนี่ยนะ! เหล่ามักกะลีผลของเขาจะไม่กลายเป็นอาหารของมังกรร้อยหัวไปหรอกเหรอ!

"ที่ให้หยั่งรากลงที่นี่... ไม่ใช่ว่าจะกินหรอกใช่ไหม?"

มิวอดถามไม่ได้ ยังไงเขาก็เป็นห่วงสวัสดิภาพของมักกะลีผลของเขาอยู่ดี

"ข้าก็แค่อยากหาเพื่อนไว้คุยเท่านั้นเอง  ถ้าเจ้ามา'หยั่งราก'ที่นี่ ข้าสัญญาเลยว่าจะไม่แตะต้องพวกเขาและจะดูแลมักกะลีผลอย่างดีเช่นเดียวกับต้นแอปเปิ้ลทองคำเลยล่ะ"

มิวเม้มปาก รู้สึกลังเล แต่หลังจากสบกับนัยน์ตาสีแดงนั่นแล้ว เขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ก็ได้ ข้าจะทำตามเพราะหากข้าไม่ทำคงไม่ได้แอปเปิ้ลทองคำและเผลอๆอาจโดนกินก่อนได้'หยั่งราก'ด้วยใช่ไหมล่ะ"

เฮดดร้ายิ้มละไม แต่ดวงตาไม่ได้ยิ้มตาม"ฉลาดดีนี่ แต่เพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าจะปฎิบัติตามจงสาบานต่อท่านเทพเสีย แล้วข้าจะให้แอปเปิ้ลทองคำ"

"ไหงงั้นเล่า!"

"ไม่ใช่แค่เจ้าเท่านั้น ข้าก็จะสาบานด้วย"เฮดดร้ายกมือขึ้นข้างหนึ่ง"ข้าขอสาบานต่อท่านเทพว่าจะไม่กินหรือทำร้ายมักกะลีผล และจะดูแลอย่างดีไม่ต่างจากการที่ข้าดูแลสวนของไอดูน ขอให้ท่านเทพโปรดเป็นพยาน"

มังกรร้อยหัวเอ่ยคำสาบานอย่างชัดถ้อยชัดคำ โดยไม่กลัวเกรง แม้จะเห็นอย่างนั้นมิวก็ยังอิดออด

"แต่ว่า..."

"ไม่ทำก็ไม่ว่านะ ก็แค่ไม่ได้แอปเปิ้ลทองคำไปเท่านั้น"

พูดจบเฮดดร้าก็ขยับมืออย่างรวดเร็ว แล้วแอปเปิ้ลลูกโตสีทองอร่ามเป็นประกายก็ปรากฎขึ้นในมือเธอเย้ายวนมิวอย่างที่สุด

อ๊าก! เขาอยากเอาหัวทิ่มลูกแอปเปิ้ลตาย! ทำไมต้องมาบังคับเขาอย่างนี้ด้วย  กะว่าพูดยอมๆไปจากนั้นก็จะชิ่งหนีเสียหน่อย โธ่เอ๊ย มังกรนี่ดันรู้ทันแถมใช้การสาบานมาเป็นข้อผูกมัดเข้าอีก!

การสาบานต่อท่านเทพในโลกนี้ทุกอย่างย่อมเป็นไปตามนั้น หากผิดคำสาบานโทษที่ตามมาก็ร้ายแรงเกินจะหยั่ง ส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยมีใครสาบานเว้นแต่จะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายจริงๆ

มิวกลืนน้ำลาย "ก็ได้! ข้าขอสาบานต่อท่านเทพว่าจะมา'หยั่งราก'ลงที่นี่!"

"ดีมาก"

มังกรร้อยหัวโยนแอปเปิ้ลทองคำให้มิว เขารับมันมาและถืออย่างทะนุถนอมดุจของล้ำค่า หลังจากเพ่งพิศจนพอใจ เขาก็เก็บใส่กระเป๋าตัวเองอย่างระมัดระวังพร้อมห่อหุ้มด้วยผ้ากันกระแทกและกันช้ำไว้อีกชั้น

แอปเปิ้ลทองคำนี่ได้มาจากการแลกกับอนาคตของเขาและลูกหลานมักกะลีผลเชียวนะ เขาไม่ยอมเสียมันไปง่ายๆหรอก!

ทันใดนั้นมีจิตสังหารสี่จุดกำลังพุ่งตรงมาทางนี้ เป็นแรงอาฆาตที่รุนแรงมากจนมิวขนลุกเกรียว ขณะที่เฮดดร้ายิ้มเย้ย

"สหายร่วมทีมเจ้าดูเหมือนจะมาถึงแล้วนะ"

"เอ๋?"

พูดไม่ทันขาดคำเงาร่างของสี่คนที่ว่าก็ปรากฎตัวขึ้น แววตาของทุกคนไม่เป็นมิตรและดูเหี้ยมเกรียมผิดปกติ เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารขนาดนกกระจอกที่เกาะอยู่บนต้นไม้ยังแตกกระเจิง!

ท่านเทพ! เหตุใดพวกเขาถึงได้น่ากลัวเยี่ยงนี้! อยู่กันมาห้าวันเขาไม่เคยเห็นท่าทางอย่างนั้นของพวกเขามาก่อนเลย!

"สงสัยพวกเขาคงคิดว่าข้ากินเจ้าเข้าไปถึงได้มาล้างแค้นล่ะมั้ง ช่างเป็นกลุ่มคนที่รักเพื่อนเสียจริงๆ"เฮดดร้ากล่าว ก่อนจะหันมาหามิว "ข้าขอเตือนในฐานะที่เป็นมังกรผู้หยั่งรู้ทุกสิ่ง ถ้าเจ้าต้องการจะตัดขาดกับพวกเขาก็ขอให้ไปเสียเพราะนับจากนี้ข้าจะจัดการกับพวกเขา หากเจ้าสอดมือเข้ามายุ่ง เจ้าจะไม่มีทางหลุดพ้นจากโชคชะตาที่เกี่ยวพันกับโอไรออนพวกนั้นได้อีกเลย!"

มิวหน้าซีดเมื่อได้ยินคำทำนายจากมังกร แต่ก็ยังไม่น่าตกใจเท่าประโยคที่เสียดแทงหัวใจนั้น

"จัดการเหรอ... เจ้าหมายความว่ายังไง"

เฮดดร้าแสยะยิ้ม"ข้าจะกินพวกเขายังไงล่ะ"

"ว่าไงนะ!?"

เธอไม่สนใจมิวอีกต่อไป ร่างทั้งร่างขยายใหญ่และเปลี่ยนรูปจากเดิมกลายเป็นมังกรสีดำมีหัวเป็นร้อยอันน่าเกรงขาม แต่ละหัวขู่ฟ่อใส่พวกอัลฟ่า ไม่ก็แยกเขี้ยวคำราม เกล็ดและกรงเล็บดูสวยงามและแข็งแกร่ง สมกับเป็นราชันแห่งสัตว์วิเศษ มิวยืนอยู่ข้างตัวเฮดดร้าแล้วรู้สึกตัวเองเป็นมดไปในบัดดล และรู้สึกหวาดกลัวแทนโอไรออนทั้งสี่

พวกเขาจะสู้ได้เหรอ...

"กำลังหาตัวอยู่พอดีเลย ไอ้มังกรร้อยหัว! ข้าจะตัดหัวแหวกท้องเจ้าแก้แค้นให้ธีต้า!"

ไซประกาศก้อง อัลฟ่าพูดเสริมว่า

"และพวกเราก็ขอแอปเปิ้ลทองคำด้วยล่ะนะ"

"ถ้าพวกเจ้าทำให้ข้ายอมสยบได้ ข้าจะมอบแอปเปิ้ลทองคำให้ก็แล้วกัน!"

ทั้งร้อยหัวของเฮดดร้าอ้าปากขึ้นมาพร้อมกัน วงแหวนเวทย์ร้อยวงปรากฏขึ้น ก่อนที่กระแสน้ำจะพุ่งออกมาจากวงแหวนทั้งหมดเกิดเป็นสึนามิขนาดใหญ่สูง 100 เมตรที่ถล่มป่าทั้งป่าได้!

โครม!

คลื่นซัดสาดใส่พวกเขาจนมิวคิดว่าทุกคนจะไม่รอดแล้วเสียอีก ทว่าทันทีที่น้ำเริ่มลดระดับมิวก็เบิกตากว้าง เมื่อทุกคนยังคงยืนหยัดอยู่ ปราศจากรอยขีดข่วนใดๆ

"โฮ่? ไม่เลวนี่"เฮดดร้ารู้สึกประทับใจ เพราะน้อยคนนักที่จะหลบเวทย์นี้ของเธอได้ โอไรออนทั้งสี่ต่างพากันชักอาวุธออกมา

อัลฟ่ายิ้มบางๆ "ทีนี้ตาพวกเราลุยบ้างล่ะนะ"

 

นี่มันการต่อสู้ของสัตว์ประหลาดชัดๆ!

มิวยืนมองทั้งสองฝ่ายโรมรันเข้าหากันด้วยฝีมือการต่อสู้อันน่าเหลือเชื่อ เขาไม่คิดเลยว่าเหล่าคนที่สร้างความปวดหัวตลอดการเดินทางนั้นจะมีฝีมือมากขนาดนี้!

แอปซิลอนถือสมุดเล่มหนึ่ง ร่ายเวทย์อันหลากหลายราวกับพ่อมด เขาร่ายติดต่อกันเป็นชุดและผสมผสานมันเพื่อเพิ่มพลังโจมตีราวกับแอปซิลอนมีพลังเวทย์ที่ไร้ขีดจำกัด

ไซใช้อาวุธเป็นกงจักรขนาดใหญ่ ทุกครั้งที่ขว้างไปมักจะโจมตีส่วนที่เป็นจุดตายเสมอ

เดลต้าเป็นนักอัญเชิญ มิวรู้แล้วในที่สุดว่าเปกาซัสที่เดลต้าขี่นั้นมาจากไหน เขาเรียกนางเงือกออกมาใช้ประโยชน์จากน้ำของเฮดดร้ามาจู่โจม ส่วนหัวหน้าอัลฟ่าถือกระบอกไฟฉายไว้กระบอกหนึ่ง แต่ลำแสงที่ออกมาจากกระบอกกลับสามารถเฉือนต้นไม้ใหญ่ขาดเป็นสองท่อนได้ประดุจดาบ

หลังจากเริ่มการต่อสู้ไปได้อีกสักพักใหญ่ มิวก็มองเห็นความต่างของทั้งสองฝ่าย

ถึงโอไรออนทั้งสี่จะมีความสามารถสูงล้ำเกินมนุษย์มนาก็ตาม ยังไงคนที่เก่งที่สุดในการต่อสู้นี้ก็คือมังกรร้อยหัวผู้เจนศึกมาอย่างยาวนาน

"อึก!"

มิวเกือบจะหลุดปากเรียกทุกคน เมื่อเฮดดร้าเริ่มใช้เวทย์ผสานโจมตีใส่อย่างดุเดือด รุนแรงกว่าเวทย์สึนามิหลายเท่าจนทุกคนสะบักสะบอมกันไปหมด มีบางคนถึงขั้นกระอักเลือดออกมา เห็นภาพนั้นแล้วในใจของเขาสั่นไหวรุนแรง ความทรงจำการเดินทางตลอดห้าวันหลั่งไหลเข้ามาเป็นฉากๆ ทั้งๆที่พวกเขาเป็นคนสร้างเรื่องปวดหัวให้แท้ๆ กระนั้นเมื่อเทียบกับการที่เขาอยู่โดดเดี่ยวมาตลอดยี่สิบปี เขารู้สึกว่ามันช่างมีสีสัน แม้สิ่งที่พวกอัลฟ่าแสดงออกทั้งหมดจะเป็นสิ่งที่พวกเขาทำกับ'ธีต้า'ไม่ใช่'มิว' เขาก็ยังต้องการมิตรภาพจากสี่คนนั้นเพราะเขาไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่า'เพื่อน'มาก่อน

จะหันหลังตัดขาดจากพวกเขาตลอดไป หรือว่า...

เลือกช่วยพวกเขาแล้วไม่อาจหลุดพ้นจากโชคชะตาเกี่ยวพันได้อีกต่อไป

คำทำนายจากปากของมังกรผู้มีชีวิตยาวนานกว่าสิ่งมีชีวิตใดๆ จนหยั่งรู้ได้ทุกสรรพสิ่ง ไม่มีวันผิดพลาด

สองเส้นทางที่แตกต่างจะเปลี่ยนอนาคตของเขาไปตามทางที่เลือกเดิน

มิวหลับตาครู่หนึ่งจมดิ่งสู่ห้วงความคิด สักพักเขาก็ลืมตาขึ้นมา ตัดสินใจหันหลังให้กับการต่อสู้ทั้งหมด แววตาที่เคยหวั่นไหวคราวนี้มั่นคงแน่วแน่

เขาเลือกได้แล้ว

 

แอปซิลอนกำลังตกที่นั่งลำบาก ปกติเขามั่นใจเวทย์ของตนเองมาก แต่พออยู่ต่อหน้ามังกรร้อยหัวแล้ว เวทย์ใดๆก็หมดความหมาย

เกล็ดมังกรสะท้อนการโจมตีจากเวทย์ทั้งหมด ครั้นเขาจะโจมตีที่จุดตายอย่างดวงตา มันก็รู้ทันส่งหัวอื่นๆมาก่อกวนไม่หยุด คนอื่นๆก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน ในการป้องกันหัวมังกรทั้งหลายที่จู่โจมเข้ามา ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครยอมท้อถอย ภารกิจที่ได้รับต้องทำให้สำเร็จและอีกอย่าง...

พวกเขาไม่ยอมให้ธีต้าตายเปล่าเด็ดขาด!

แอปซิลอนกระโดดหลบหัวหนึ่งที่พุ่งเข้ามา โดยไม่ทันระวังว่ายังมีอีกหัวหนึ่งดักทางเขาอยู่ข้างบน

"ซวยแล้ว!"

แอปซิลอนยกมือขึ้นกันตามสัญชาตญาณ กระแทกคราวนี้ไม่กระอักก็ต้องซี่โครงหักแน่ๆ

ฉัวะ!

หัวที่พุ่งเข้ามาถูกตัดขาดร่วงหล่น คนที่ฟันหัวนั้นเป็นบุคคลที่แอปซิลอนและทั้งสามไม่คาดคิดมาก่อน และอดไม่ได้ที่จะพากันจับจ้องอย่างไม่เชื่อสายตา

"ธีต้า!!"

มิวในคราบของธีต้าถือดาบเล่มโตสูงเท่าตัวเอง เขาหันไปมองรอบข้างจากนั้นก็ยิ้มแห้งๆ

"ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงนะ"

"คุณธีต้ารอดมาได้ยังไงกันครับ ข้าเห็นกับตาว่าโดนกินไปแล้วนี่นา"เดลต้าว่า อ้าปากค้าง

"เผอิญคุณมังกรร้อยหัว เขาบอกว่าตัวข้าดูไม่น่าอร่อยก็เลยปล่อยมาน่ะ"

มิวเบนสายตาไปที่เฮดดร้า มังกรร้อยหัวแค่นเสียงเฮอะประหนึ่งเข้าใจเรื่องราว แล้วแสร้งตามน้ำกับคำพูดของมิว

"ข้าอุตส่าห์มีเมตตาปล่อยเจ้าไปแล้วแท้ๆ ถ้าเจ้าหันดาบใส่ข้านั่นหมายความว่าเจ้าจะถอยกลับไปไม่ได้แล้วนะ"

มักกะลีผลเข้าใจความหมายแฝงที่อีกฝ่ายส่งมา เขาเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงเลือกที่จะเดินบนเส้นทางนี้ บางที... เขาคงจะติดเชื้อบ้ามาจากพวกโอไรออนสี่คนนี้แล้วล่ะมั้ง

มิวยกดาบขึ้นชี้หน้าเฮดดร้า "ข้าได้เลือกแล้ว และโชคชะตาก็ตอบรับข้าเช่นกัน ขนาดข้าทอยลูกเต๋าออกมาได้ดาบพิฆาตมังกรมาเชียวนะ"

"มิน่า... ถึงฟันหัวฉับเดียวขาด ทั้งๆที่พวกเราพยายามแทบตายยังตัดไม่สักหัว"

ไซกล่าว บนใบหน้าของชายผมแดงมีความยินดีที่เพื่อนมีชีวิตรอดกลับมา

อัลฟ่าเดินมาตบบ่ามิว ชายผู้มีรอยยิ้มนี้ก็รู้สึกดีใจเช่นกัน กระทั่งดวงตายังเปล่งประกาย

"งั้นเรามาลุยกันเถอะ ในเมื่อโชคชะตาเป็นใจ เราต้องชนะแน่นอน!"

จากนั้นการต่อสู้ก็เริ่มอีกครั้ง คราวนี้ยิ่งดุเดือดกว่าที่ผ่านๆมา มิวไม่ชอบการต่อสู้แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขารู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูกยามที่มีคนสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วยกัน มันให้อารมณ์ที่แตกต่างออกไปจากตอนที่เขาอยู่เพียงลำพัง

ไม่ว่าอนาคตต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น เขาก็จะไม่มีวันเสียใจที่เลือกหนทางนี้ ถึงภายภาคหน้าทุกคนจะรู้ความจริงว่าเขาไม่ใช่ธีต้าและไม่ใช่มนุษย์ มันก็ไม่สำคัญสำหรับเขาอีกแล้ว ขอแค่เพียงตอนนี้และในเวลานี้เขาได้มีความสุข เรื่องในอนาคตนั้นสักวันเขาจะต้องหาทางออกที่ดีกับทั้งสองฝ่ายได้อย่างแน่นอน แต่ว่าตอนนี้...

เขาขอสนุกกับการผจญภัยที่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นก่อนแล้วกัน!

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Miracle Friday จากทั้งหมด 21 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 27 ธันวาคม 2557 / 15:41
    พล็อตมาแนวแอคชั่นเหรอเนี่ย องค์กรล่าอาหาร แจ่มจรัสมากเลยยยย 

    สู้ๆ น้าาา เป็นกำลังใจให้ ขอให้ชนะเลิศนะคะ ^_^
    #1
    0