I'm Not Shouldering This Blame โลกของผมกลายเป็นหนังสือ [นิยายแปล]

ตอนที่ 36 : เข้าใจตรงกัน...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,021
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 420 ครั้ง
    26 ก.ค. 61

ตอนที่ 35 เข้าใจตรงกัน...


กลุ่มของลี่เฟยพร้อมด้วยผู้ช่วยผู้กำกับตอนนี้มาถึงที่โรงแรมแล้ว

 

ผู้ช่วยผู้กำกับคนนี้แต่งกายอย่างสง่างามและสวมชุดที่ดูเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากกว่ากลุ่มของลี่เฟยซะอีก เขามีพุงที่ยื่นออกมาเล็กน้อยและหัวล้าน เวลาที่หัวเราะไขมันตรงแก้มของเขาจะเขย่าไปมา

 

ผู้ช่วยผู้กำกับกล่าวทักทายพวกเขาด้วยประโยคสองสามประโยคซึ่งไม่มีความหมายพิเศษอะไร "ลี่เฟยอ่า คุณเป็นคนที่เป็นที่ป็อปปูล่ามากเลยนะรู้มั๊ย! คุณอยู่ทั้งด้านบนสุดและด้านล่างสุดของบทความนำเสนอข่าวเลยนะ ชีวิตของคุณช่างดีกว่าภาพยนตร์จริงๆด้วย"

 

การแสดงออกของผู้ช่วยหลินและคนอื่นๆค่อนข้างน่าเกลียดเพราะบนอินเทอร์เน็ตช่วงนี้ไม่มีข่าวด้านดีๆของลี่เฟยเลยซักนิด

 

เฟอร์รารี่ที่ถูกทำลายคันนั้นถูกมองว่าเป็นข่าวแบบ “นักแสดงขับรถแข่งออกมาจนก่อให้เกิดอุบัติเหตุ” แม้ว่าข่าวจากไมโครบล็อกนี้จะถูกระบุว่าเป็นข้อมูลที่ผิดพลาดในไม่ช้า แต่ก็มีคนหลงเชื่อไปแล้วว่า "เรื่องนี้ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับลี่เฟยแน่ๆ” หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่โรงแรมเพิร์ลบวกกับอุบัติเหตุครั้งนี้ก็ถือว่าเขาได้เข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ในเหตุการณ์ที่ร้ายแรงถึงสองเหตุการณ์ด้วยกันที่เกิดขึ้นในเมืองห้วย

 

เมื่อถูกล้อมรอบไปด้วยสปอตไลต์ คำพูดใส่ร้ายป้ายสีต่างถูกโยนเข้ามา... จะเกิดอะไรขึ้นถ้าข่าวที่ว่าลี่เฟยถูกจับกุมเป็นเรื่องจริงและมีข่าวว่าเขาถูกต้องสงสัยว่าจะมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมระหว่างประเทศได้รับการเผยแพร่ออกไป? หากพาดหัวข่าวที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ถูกปล่อยออกไปมันจะต้องผ่านตาของพวกชาวเน็ตแน่ๆ...

 

นอกจากนี้ยังมีคลื่นของการเยาะเย้ยถากถางจากพวกที่ทำตัวเหมือนว่ารู้ความจริงทุกอย่าง "การตามหารถที่ถูกทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุถือเป็นวิธีใหม่ในการสร้างความตื่นเต้น!” “การเสพติดการขับรถเร็วเกินจนเกิดอุบัติเหตุขนาดนี้ มโนธรรมของเขาอยู่ที่ไหนกัน?

 

การบอกว่าตอนนี้ลี่เฟยถูกผลักดันไปอยู่ตรงจุดสูงสุดแล้ว มันไม่ใช่การพูดเกินจริงเลย

 

"ผู้ช่วยผู้กำกับหรู คุณล้อเล่นแล้ว ตอนนี้ผมรู้สึกแย่มากๆเลย" ท่าทางของลี่เฟยดูผ่อนคลายไม่มีตรงไหนที่เหมือนกับสิ่งที่เขาพูดซักนิด

 

“แค่อย่าปล่อยให้มันรบกวนการถ่ายทำก็พอ คุณก็รู้อารมณ์ของผู้กำกับลู่ดีนะครับ"

 

ผู้ช่วยผู้กำกับกล่าวจบ ก็ให้ใครบางคนยื่นเอกสารเกี่ยวกับการถ่ายทำให้กับลี่เฟย เขาหยุดชั่วครู่เมื่อหันไปเห็นเจี้ยนหัว เขารู้สึกคุ้นๆหน้าแต่ว่ามีผู้คนมากเกินไปที่เขาเคยพบดังนั้นเขาจึงจำไม่ได้แล้วว่าเจี้ยนหัวเป็นใคร

 

"โอ้ คอนเฟิร์มครั้งสุดท้ายนะครับ ช่างแต่งหน้าและสตั๊นท์แมนเป็นคนของคุณเองทั้งหมด ตามข้อตกลงเรื่องการรักษาความลับในการถ่ายทำ ทีมงานทุกคนของคุณจะต้องพักอยู่ที่โรงแรมเดียวกันในระหว่างการถ่ายทำและต้องเสียค่าใช้จ่ายเองนะครับ ผมทำการจองห้องของพวกเขาให้อยู่ใกล้ห้องของคุณแล้ว มีข้อกำหนดอะไรเพิ่มเติมมั๊ยครับ?

 

ที่จริงงานพวกนี้สามารถจัดการผ่านโทรศัพท์ก็ได้แต่ผู้ช่วยผู้กำกับกลับมาจัดการด้วยตัวเอง มันเนื่องมาจากดาราชื่อดังมักจะมีอารมณ์ที่แปรปรวนถึงแม้จะมีการติดต่อพูดคุยกับนายหน้าทางโทรศัพท์ก่อนแล้วความหมายก็คงจะไม่ชัดเจนมากเท่ามาติดต่อด้วยตัวเอง

 

แต่ลี่เฟยเป็นนักแสดงที่ผู้ช่วยผู้กำกับทุกคนต่างต้องการให้เขามาแสดง ถ้าการมาครั้งนี้แล้วมันไม่ได้อะไรก็ถือว่าทำเพื่อความอุ่นใจของพวกเขาละกัน กันไว้ดีกว่าแก้ล่ะนะ

 

สำหรับลี่เฟยแล้ว เขาไม่ได้ต้องการห้องพักแบบพิเศษสำหรับนักธุรกิจและไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลอื่นๆเป็นพิเศษนอกเหนือจากเรื่องของอาหาร แต่ถ้าเขาไม่ต้องการรับประทานอาหารที่โรงแรมทำแล้วล่ะก็ เขาก็คงจะมีคนทำอาหารส่วนตัวมาเองหรืออาจจะมีผู้ช่วยที่เป็นคนคอยดูแลเรื่องอาหารมาด้วยล่ะมั้ง

 

เมื่อเริ่มการถ่ายทำ เขาไม่เคยมาสายหรือขอกลับก่อนเวลา เมื่อเขามาถึงกองถ่ายคุณจะสามารถรู้ได้ตลอดเวลาว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน ซึ่งเพียงพอแล้วที่จะช่วยให้ผู้ช่วยผู้กำกับทุกคนสามารถขยับสับเปลี่ยนเวลาตอนที่กำลังจัดตารางเวลาประจำวันของทีมงานได้

 

คุณไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรกับจักรพรรดิภาพยนตร์คนนี้เลย เขาจะไม่มีวันทำพลาดหรือสร้างปัญหาให้กับทีมงาน เขาเป็นคนที่ดีมากจริงๆ

 

"ไม่มีข้อกำหนดอื่นเพิ่มแล้ว ผมแค่อยากจะถามอะไรซักอย่าง" ท่าทางลี่เฟยดูเหมือนจะพูดถึงแบบผ่านๆไม่จริงจังนัก "ทีมงานเดิมมีการเปลี่ยนแปลงบ้างหรือเปล่า?"

 

ผู้ช่วยผู้กำกับมองมาอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมจักรพรรดิภาพยนตร์ถึงต้องถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ “ไม่มีนะครับ ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างคิดว่าคุณได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่โรงแรมเพิร์ลดังนั้นผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับลู่จึงรู้สึกตึงเครียดกันอยู่พักหนึ่ง"

 

เหตุผลที่ทำให้เกิดความตึงเครียดก็คือการหาคนมาแทนที่นักแสดงนำนี่แหละ

 

แต่เนื่องจากลี่เฟยไม่ได้เป็นอะไร เขาจึงไม่ควรพูดเรื่องนี้ออกไป

 

หลังจากที่ผู้ช่วยผู้กำกับจากไปทุกคนก็นั่งลง ผู้ช่วยหลินลุกเดินออกจากห้อง แต่หลังจากเดินไปได้สามก้าว เขาก็หันกลับไปมองด้านหลัง พบว่าเจี้ยนหัวดูเหมือนจะไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร

 

เมื่อประตูปิดลง เจี้ยนหัวก็ถามขึ้นว่า "คุณกำลังคิดอะไรอยู่?"

 

เขาได้บรรลุความเข้าใจร่วมกันกับลี่เฟยแล้ว เพื่อรับมือกับวิกฤติจากโลกที่ถูกทอดทิ้ง ตอนนี้พวกเขาเป็นพันธมิตรชั่วคราวและเพราะมีโอกาสในช่วงถ่ายทำภาพยนตร์พวกเขาจึงต้องอยู่ร่วมกันเป็นเวลาสองเดือน

 

เดิมทีเจี้ยนหัวอยากจะปฏิเสธ แต่ด้วยพลังที่แข็งแกร่งของลี่เฟยและการสนทนากับจางเหยาจิ่นครั้งล่าสุด มันทำให้เจี้ยนหัวได้ตระหนักว่านักแสดงภาพยนตร์คนนี้มีอะไรมากกว่าแค่ทักษะการแสดงของเขา นอกจากลี่เฟยแล้วเขาจะสามารถหาคนแบบนี้ได้ที่ไหนกัน?

 

ไม่ว่าใครก็ตาม หลังจากที่มีชีวิตมานานกว่าสองทศวรรษและพึ่งรู้ตัวว่าคุณไม่เคยเข้าใจโลกใบนี้เลย ตอนนั้นแหละที่คุณอยากจะมีเพื่อนที่เข้าใจคุณซักคน คนที่สามารถแบกรับปัญหาร่วมกัน เผชิญอันตรายร่วมกันและวิเคราะห์ความจริงไปด้วยกัน.... ลี่เฟยตรงตามมาตรฐานในทุกด้านและยังเกินความคาดหมายของเขาด้วย

 

"ที่ฉันถามผู้ช่วยผู้กำกับหรูก็เผื่อว่าจะมีทีมงานบางคนที่ถูกเปลี่ยนตัวกะทันหัน นายคิดว่าจะมี คนวงในอยู่ในพวกทีมงานบ้างมั๊ย?เจี้ยนหัวและจางเหยาจิ่นเหมือนกันตรงที่พยายามหลีกเลี่ยงชื่อของ "ผู้สวมบทตัวละครในหนังสือ" เพราะไม่มีใครอยากเตือนตัวเองว่าเป็นตัวละครจากหนังสือหรอก

 

"ฉันเคยเกือบจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในอุบัติเหตุทางรถยนต์บนสะพานไปไห่เฉิงแล้ว แต่สถานการณ์ตอนนั้นมันแปลกมาก....."

 

ลี่เฟยเล่ารายละเอียดของเหตุการณ์รถยนต์ระเบิดบนสะพานให้เจี้ยนหัวฟัง หลังจากฟังจบเจี้ยนหัวก็จับประเด็นสำคัญได้อย่างหนึ่งคือ “ชาวต่างชาติ? อยู่ๆก็มีรถคันหนึ่งเข้ามาขวางตอนที่พวกคุณกำลังจะเปลี่ยนเลนแถมยังเป็นชาวต่างชาติที่ทำอีก?

 

ลี่เฟยรู้ว่าเขาไม่จำเป็นต้องพูดอะไรให้มากนัก

 

แน่นอนว่าพอเจี้ยนหัวได้ฟังเขาก็ขมวดคิ้วมุ่น เขาไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดที่จะดูไม่ออกว่าทำไมชาวต่างชาติคนนั้นถึงออกไปช่วยลี่เฟย อุบัติเหตุทางรถยนต์ที่อาจส่งผลแบบลูกโซ่และการระเบิดที่เกิดขึ้นเองของรถยนต์.....

 

"เขาต้องการหยุดคุณไม่ให้ตื่นขึ้นมา"

 

"แต่เห็นได้ชัดเลยว่าเขาไม่รู้ว่าฉันจะไปที่โรงแรมเพิร์ล... และกลุ่มคนที่ทำลายโรงแรมก็ไม่รู้ด้วยว่าฉันอยู่ข้างในนั้น" ลี่เฟยยกแขนของเขาขึ้นมาเท้าคาง เขาดูมีความสุขที่จะคาดเดาว่า "ดูเหมือนว่าถ้าฉันได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางรถยนต์จริงๆและไม่ได้ไปที่โรงแรมเพิร์ลตามกำหนด ในเวลาเดียวกันฉันสามารถอนุมานได้เลยว่าบทนำของภาพยนตร์เรื่องนี้จะต้องตกเป็นคนอื่นแน่ๆ"

 

ตอนนี้ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับลี่เฟยแต่ ผู้สวมบทตัวละครในหนังสือจะหาวิธีอื่นโดยการเข้ามาเป็นทีมงานแทนหรือเปล่านะ?

 

...มันขึ้นอยู่กับว่าลี่เฟยมีบทบาทอะไรในหนังสือและมันสำคัญมากแค่ไหน

 

เจี้ยนหัวได้ข้อสรุปนี้อย่างรวดเร็ว

 

"นี่เป็นปัญหาที่ผู้พันจางจงใจหลีกเลี่ยง เขาไม่ได้เอ่ยปากบอกเลยซักนิดว่าฉันเป็นใคร" ลี่เฟยรู้สึกติดอยู่ในใจและคิดถึงมันตลอดเวลา

 

เจี้ยนหัวมองไปที่บทหนังที่วางอยู่และพูดอย่างไม่เป็นทางการว่า "คุณยังต้องถามอีกหรอ? นักเขียนชาวต่างชาติที่เขียนตัวเอกให้เป็นชาวต่างชาติเหมือนกันและชาวจีนที่ตื่นขึ้นมาในเวลาและสถานที่ที่เฉพาะเจาะจงมีโอกาสถึง 80% เชียวล่ะที่คุณจะเป็นตัวร้าย ผู้พันจางแห่งหน่วยมังกรแดงบอกว่าผมเป็นตัวร้ายคนสุดท้ายในหนังสือชุดเจ็ดเล่ม เขาบอกว่าผมปรากฏตัวเป็นคนสุดท้ายนั่นหมายความว่าจะต้องมีคนปรากฏตัวขึ้นมาก่อนผมแน่ๆ ผมคิดว่าคุณคงรู้นะว่าผมหมายถึงอะไรโดยพิจารณาจากการที่จอห์นสัน บราวน์ตอนนี้อายุแค่ 14 ปีเท่านั้น"

 

ลี่เฟยหัวเราะออกมาดังๆ

 

เขายื่นมือออกมาให้เจี้ยนหัว ท่าทางเป็นมิตรดูคล้ายกับกำลังตลกอะไรอยู่ “แล้วพวกเขาก็ปล่อยให้ตัวร้ายสองคนที่ต้องตกอยู่ภายใต้พลังของพระเอกทำงานร่วมกันนี่นะ”

 

เขาหลุบตามองโซฟา เจี้ยนหัวยังคงมองไปที่บทภาพยนตร์และไม่ใส่ใจกับมือที่ยื่นมานั้น

 

"ถ้าคุณเป็นคนที่คอยติดตามดูประสบการณ์การเติบโตของตัวละครฝั่งฮีโร่มาตลอด ผมก็คงจะกลายเป็นฝันร้ายครั้งสุดท้ายของเขาจริงๆแหละ ส่วนคุณก็เป็นแค่หินก้อนหนึ่งที่วางอยู่ข้างถนน..."

 

ลี่เฟยยกคิ้วขึ้น "แล้วฉันก็จะแสดงตัวตนออกมาและพยายามที่จะไม่เกาะขาบอสใหญ่งั้นหรอ?

 

เจี้ยนหัวไม่ได้คาดหวังให้เรื่องตลกนี้ดำเนินต่อไป เขานิ่งคิดสักครู่ "ก็แค่รักษาระดับ IQ และพลังของคุณไว้ตลอดเวลาก็พอ ตัวอย่างเช่นมีปีศาจในนิยายภาษาอังกฤษที่เลือกต่อสู้กับตัวเอกแบบตัวต่อตัว อย่าทำเรื่องที่ดูโง่เขลาแบบนั้นละกัน"

 

"ไปตาย? อย่าพูดเรื่องไร้สาระน่า" ลี่เฟยกล่าวอย่างจริงจัง ตัวร้ายทุกคนในนิยายก็ตายกันทั้งนั้นแหละ

 

ทั้งคู่มองหน้ากันและกันและพลันรู้สึกว่านี่มันช่างไร้สาระและตลกมากจริงๆ พวกเขาคุยกันแบบจริงจังเกี่ยวกับวิธีจัดการพระเอกของเรื่องแม้ว่าจะรู้อยู่แล้วว่าตัวพระเอกพึ่งจะอายุ 14 ปีเท่านั้นเอง

 

"ฉันสงสัย ถ้าจอห์นสัน บราวน์ตายไปจริงๆโลกของเราจะยังคงมีอยู่หรือเปล่านะ" ลี่เฟยเอนหลังเข้ากับโซฟาและเงยหน้ามองเพดานด้วยความมึนงง

 

เจี้ยนหัวก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน

 

ถ้าโลกใบนี้เป็นหนังสือที่ไม่มีพระเอกอยู่จริงๆ ผลที่ตามมาก็เป็นเรื่องยากที่จะคาดเดา

 

"ถ้างั้น สรุปแล้วเขาสามารถฆ่าพวกเราได้ แต่ทุกคนในโลกนี้ไม่สามารถฆ่าเขาได้ถูกมั๊ย?" ลี่เฟยพูดกับตัวเอง

 

เจี้ยนหัวดูไม่ได้กังวลกับปัญหานี้ เขามองไปที่ลี่เฟยอย่างสงบและพูดว่า "ถึงแม้ว่าเขาจะตาย แล้วโลกทั้งโลกก็พังทลายและสูญหายไปจริงๆ ผมก็ไม่สนใจอยู่ดี"

 

“……”

 

ลี่เฟยเลื่อนสายตาขึ้นมอง

 

เขารู้สึกอยู่ลึกๆว่าเจี้ยนหัวเป็นตัว "อันตราย" ในขณะเดียวกันลี่เฟยก็คิดถึงความรู้สึกตอนที่เขาได้เห็นจากการตกแต่งภายในบ้านของเจี้ยนหัวด้วย มันคงเป็นเรื่องยากมากทีเดียวที่จะจัดการกับเขา

 

ลี่เฟยไม่มีทางเลือก ไม่มีอะไรที่จะสามารถผูกมัดเจี้ยนหัวไว้กับตัวได้และอีกฝ่ายยังสามารถตัดความสัมพันธ์ของตัวเองกับคนอื่นได้ตลอดเวลาด้วย

 

พูดอย่างจริงจังก็คือ ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่จะสามารถรั้งเจี้ยนหัวไว้ได้เลย ที่เขายังมีชีวิตอยู่ก็เป็นเพราะนิสัยของเขาล้วนๆ แน่นอนว่าเจี้ยนหัวไม่ได้อยากตายหรอกเพียงแต่ความกลัวต่อความตายของเขาไม่ได้มีอานุภาพมากเท่ากับความกลัวตายของคนอื่นๆเท่านั้นเอง

 

พูดตามตรง ลี่เฟยคิดว่าถ้าไม่มีใครอยากฆ่าจอห์นสันจริงๆเขาก็คงจะรู้สึกดีมาก ถ้ามีใครอยากฆ่าตัวละครพระเอกขึ้นมา ลี่เฟยก็คิดว่าเขาคงจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือเพราะเขาไม่ต้องการให้โลกทั้งโลกที่เขาอยู่หายไป

 

แต่ปัญหาตอนนี้ก็คือเจี้ยนหัวไม่คิดว่ามันเป็นปัญหาเลย

 

ถ้าจอห์นสันตายไปและโลกพังทลายลง มันยังจะไม่ใช่เรื่องสำคัญอยู่อีกหรอ?

 

....นี่มันความคิดของคนเป็นบอสใหญ่ชัดๆ

 

ลี่เฟยกุมหน้าผากและหัวเราะออกมา "ใช่แล้ว ฉันคงจะพูดเวอร์เกินไป! ถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆ ถึงจะมีหลุมดำปรากฏขึ้นและกลืนกินระบบสุริยะจักรวาลไปทั้งหมด ก็ไม่เป็นไรหรอก"

 

ปล่อยให้พวกคนที่กังวลไปจัดการความเป็นและความตายของวัยรุ่นชาวอเมริกันคนนั้นกันเองละกัน

 

ตราบเท่าที่เจี้ยนหัวยังคงร่วมมือกับเขา นี่ย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดีกว่าอยู่แล้ว อย่างน้อยเขาก็ยังไม่เคยเจอดาราคนไหนที่เห็นด้วยกับความคิดแปลกๆของเขาเลย

 

“งั้นตอนนี้ เรามาสร้างภาพยนตร์ดีๆซักเรื่องพร้อมกับสังเกตทีมงานไปด้วยดีกว่า” ลี่เฟยหยิบบทหนังมาจากมือของเจี้ยนหัว

 

เขาวางมันลงเบาๆ แต่เจี้ยนหัวก็เข้าใจถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่ในเรื่องนี้

 

จากเหตุการณ์วางระเบิดที่โรงแรมเพิร์ล จะเห็นได้เลยว่าผู้สวมบทในหนังสือคนไหนมีการประพฤติตัวยังไง มีหลายเหตุการณ์ที่มักจะเกิดขึ้นกับทีมงานกองถ่ายทุกปีและการเสียชีวิตก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ถ้าคนกลุ่มนั้นทำผิดพลาดจากการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย..... มันจะน่าเศร้าเกินไปแล้ว

 

เมื่อชีวิตของพวกเขาเริ่มตกอยู่ในอันตรายและเริ่มได้ใช้ความสามารถของตัวเอง ภาพของพวกเขาคงจะยอดเยี่ยมมาก

 

"ผมจะระวังตัว" เจี้ยนหัวกล่าว

 

ในฐานะสตั๊นท์แมนของลี่เฟยมันถือเป็นเรื่องยากมากเพราะในทางทฤษฎีแล้วฉากอันตรายต่างๆย่อมต้องตกอยู่กับเขา

 

"ฉันจะบอกผู้ช่วยหลินไม่ให้โทรหานายบ่อยเกินไปนะ" ลี่เฟยคิดอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตามในวงการบันเทิงตั้งแต่ทีมงานไปจนถึงดารา พวกคนที่มีชื่อภาษาอังกฤษก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น "นายไม่เหมือนฉันที่เป็นบุคคลสาธารณะ ตราบใดที่นายไม่เปิดเผยชื่อของตัวเองออกไปแม้ว่าจะเจอกับพวก 'คนวงใน' พวกเขาก็คงเดาตัวจริงของนายไม่ได้หรอก”

 

เจี้ยนหัวหยุดคิดครู่หนึ่งแล้วก็ค้นพบว่าลี่เฟยเป็นคนที่ฉลาดแบบมีกลยุทธ์ที่ดีมาก

 

"ตราบเท่าที่พวกทีมงานไม่รู้จักผมมาก่อน"

 

ดังนั้นเพื่อที่ผู้สวมบทในหนังสือจะหาทางเข้าใกล้ลี่เฟยได้ พวกเขาอาจละเลยเจี้ยนหัวไปเลยก็ได้

 

"งั้นเราทั้งคู่มาช่วยกันดูแลกันและกัน กันเถอะ" ลี่เฟยยื่นมือออกมาอย่างเคร่งขรึม

 

แม้ว่าเจี้ยนหัวจะยังลังเล แต่สุดท้ายเขาก็ยื่นมือออกไปและจับมืออีกฝ่ายไว้เงียบๆ


* * * * *

Talk Talk

ต้องถามว่านอกจากเรื่องกินแล้วเจี้ยนหัวเคยกังวลอะไรบ้าง 
โลกจะแตกก็แตกไปสิ ไอด้อนแคร์มากบอกเลย บอสก็คือบอสจริงๆ 


...

เผื่อบางคนงงหรือลืม "คนวงใน" คือพวกคนที่รู้อนาคตในหนังสือนะคะ ส่วนใหญ่มาจากนอกหนังสือกัน
จริงๆภาษาอังกฤษใช้คำว่า Insider มันแปลได้หลายความหมายอยู่นะคะเช่น คนใน คนวงใน คนที่รู้เรื่องราวภายใน
แต่ที่เลือกใช้ 
"คนวงในเพราะว่าตอนใช้โปรแกรมแปลตอนแรกมันขึ้นคำนี้มาเลยใช้มาตลอดเลย ง่ายๆดี แหะๆ



 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 420 ครั้ง

1,916 ความคิดเห็น

  1. #1587 lills (@joeyxsy) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 12 มีนาคม 2562 / 15:40
    เจี้ยนหัวไม่แคร์อะจะทำไม5555555
    #1587
    0
  2. #1003 [:Wynn:] (@jemakub) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2561 / 11:10
    อ่านเวลาเค้าสองคนอยู่ด้วยกันแล้วมันรู้สึกละมุนนนนนน 😍😍😍
    #1003
    0
  3. #564 momo-moon (@momo-moon) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2561 / 21:11
    ไม่ใช่พวกพยาบาทนะ แต่เป็นพวกไอด้อนแคร์ ก็สมกับเป็นบอสลับอยู่
    #564
    0
  4. #520 Whatever it is (@oil-sup) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2561 / 11:12
    เจี้ยนหัวสายมึน 555
    #520
    0
  5. #519 สุกี้ยากี้ (@savada-agito) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2561 / 09:56
    นิสัยบอสใหญ่จริงๆ. โลกแตกแล้วไง ขอท้องอิ่มก่อน. 5555. ชิว ฉลาด แค่ไม่ค่อยคม. พอเข้าคู่กับลี่เฟยที่ฉลาดคม. เหอๆๆ. ควรเริ่มสงสารพระเอกของเรื่องตอนนี้ดีไหม. แต่เส้นเรื่องมันเดินตัวร้าย. ซึ่งเส้นเรื่องรวนไปไกลละ. ลุ้นจังว่าเรื่องนี้จะจบยังไง
    #519
    0
  6. #518 มินมิน (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 22:07

    นอกจากกังวลกลัวซุปเย็นกินไม่อร่อย กับไม่อยากได้พลังเห็ดแล้ว

    บอสนี่โนสนโนแคร์ทุกสิ่งจริงๆ แบบนี้ลี่เฟยต้องรีบสอนให้บอสรู้จักความรักนะ

    บอสจะได้กลัวโลกแตกแล้วไม่ได้อยู่กับลี่เฟย

    #518
    0
  7. #517 ตะปบเงา (@tanzanaza) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 21:27

    จริงๆเราก็สงสัยนะ ว่ามันไปอ่านกันจากไหน 55555555

    #517
    1
    • #517-1 จ้าววายร้าย (@mink2538) (จากตอนที่ 36)
      26 กรกฎาคม 2561 / 21:56
      คือไม่ใช่แค่คนอ่าน คนแปลนี่ก็สงสัยเพราะมันยังไม่เฉลยมาเล๊ย
      #517-1
  8. วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 20:57

    เออ. ความคิดของบอส จริงๆ

    #516
    0
  9. #514 DeediPanda (@panda1827) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 19:37
    หือออ บอสมาก
    #514
    0
  10. #513 Nut'reeeee (@nutree) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 19:28
    คิดความของบอส 5555
    #513
    1
    • #513-1 Nut'reeeee (@nutree) (จากตอนที่ 36)
      26 กรกฎาคม 2561 / 19:28
      ความคิดสิ พิมพ์สลับทำไม
      #513-1
  11. #512 Tomaiey (@tueysmall) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 19:28
    โลกจะเป็นยังไงก็ช่าง เพราะได้จับมือเฟยเฟยแล้ว--แค่ก
    #512
    0
  12. #511 แสนฤทัย (@Virgo) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 18:56
    บอสไม่สนใจโลกเลย แตกก้อช่างมัน.. 555
    ลี่เฟยในที่สุด นายก้อได้จับมือกะอาเจี้ยนซักที หลังจากวืดไปรอบ หุหุ
    #511
    0
  13. วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 18:46
    บอสสุดดด
    #510
    0
  14. #509 |||No_Name||| (@oom-kanyarat) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 18:40
    คือเข้าใจเลยว่าทำไมเจี้ยนหัวเป็นลาสต์บอสได้ แบบเฮ้ยยยยยดูความคิดที่พร้อมจะเททุกสรรพสิ่งรอบกายดิ ไม่ยึดติด ไม่แคร์ ไม่สนโลก แต่ถ้าสนอะไรแล้วจะค่อนข้างใส่ใจเป็นพิเศษ เหมาะแก่การเป็นลาสต์บอสมากๆอ่ะ
    #509
    0
  15. #508 CoffeeSunday (@coffeesunday) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 18:04
    พี่แกชิลเกิน555
    #508
    0
  16. #507 MIW001 (@MIW001) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 18:03
    โอ้ มาย บอสสสสส
    #507
    0
  17. #506 Get out my heart 💕 (@manat34602) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 16:45
    BOSSSSS!!!
    #506
    0
  18. #505 Blueheart (@Bananabaot) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 16:10
    นิสัยนางเหมาะที่จะเป็นบอสจริงๆ
    #505
    0
  19. #504 เงารัติกาล (@spooknick) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 15:12
    สมกับที่เป็นบอสจริง ๆ
    #504
    0
  20. #503 ::Rabbit Hole:: (@ryono-kung) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 14:59
    บอสคือบอส นอกจากเรื่องเห็ดแล้วพี่เขาก็ไม่กังวลอะไรเลย! เมื่อตัวร้ายสองคนมาเจอกันก็จะเป็นแบบนี้5555555
    #503
    0
  21. #502 No10051 (@No10051) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 14:51

    บอสนี่สมเป็นบอสจริงๆ นอกจากเรื่องกินแล้วพี่ก็ไม่ห่วงอะไรเลย55555

    #502
    0
  22. #501 Mojipeachhx (@Mojipeachhx) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 14:44
    น้องด้อนแคร์ว่าโลกนี้จะเป็นไง ส่วนลี่เฟยด้อนแคร์ว่ายื่นมือไปแล้วเค้าจะจับตอบมั้ย วืดไปบ้างแต่มีความพยายาม นับถือๆ
    #501
    0
  23. #500 Ploy (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 14:14

    ขอบคุณค่ะ

    #500
    0