[EXO] Cafe Universe [ChanBaek KaiSoo HunHo ChenMin KrisLay]

ตอนที่ 5 : Cafe CB ... Fall in love 2 (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 337
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    3 ก.พ. 61








Cafe Universe
-4-

Fall in love  #CB


เหล่านักศึกษาที่มีเรียนในช่วงเช้าต่างเดินเข้าออกคณะตัวเอง ไม่ต่างจากคณะคหกรรมศาสตร์ สาขาออกแบบมีเรียนคาบเช้าแต่บังเอิญว่าอาจารย์มีธุระต่อ การสอนจึงหยุดลงก่อนเวลาเลิกเรียนหนึ่งชั่วโมง ชานยอลและเพื่อนสนิทเลือกเดินไปกินข้าวเที่ยงที่โรงอาหาร คนไม่ค่อยเยอะมากจึงใช้เวลาต่อคิวซื้อมื้อเที่ยงแปบเดียว 

“เทา มึงกินราเม็งอีกแล้วเหรอวะ? ติดกันสองวันแล้วนะมึงอ่ะ”

“เรื่องกู ไม่เสือกดิ” ลู่หานกรอกตามองบนก่อนจะตักข้าวผัดเข้าปาก ก็แค่ถามไม่ได้เหรอแพนด้า ในขณะที่ชานยอลยังคงเคี้ยวหมูชิ้นจากถ้วยโจ๊กของตัวเองอย่างช้าๆ

ไม่ใช่อยากเคี้ยวให้ละเอียด แต่เขากำลังมีอาการเบื่ออาหาร

“ไอชาน มึงรีบกินเลยเดี๋ยวต้องกินยาอีก” ลู่หานดุเพื่อนตัวเองที่นั่งเคี้ยวข้าวนานไม่ยอมตักคำใหม่สักที ชานยอลช้อนตาโตๆมองก่อนจะหลุบตาจากอีกคนที่ยังจ้องมองด้วยสายตาดุ

“กูอิ่มแล้ว” เสียงแหบเอ่ยเบาๆ ผิดนิสัยการพูดแบบดั้งเดิม

“อิ่มไร มึงยังไม่ทันจะกิน เอาแต่นั่งเขี่ยเป็นแมวดม ถ้ามึงไม่กินแล้วเมื่อไรจะหาย?”

ชานยอลนั่งเซ็งสุดใจ สำหรับเขา การที่ลู่หานบ่นมันก็เหมือนกับฟังพี่สาวไม่ก็แม่บ่น ถามจริง กูเป็นลูกมึงเหรอทำตัวเป็นแม่กูจัง

“กูห่วงมึงหรอก กลัวจะเป็นลมเป็นแร้งไป แล้วงานที่ร้านก็หยุดๆไปบ้าง ลาสักวันพี่มินซอกไม่ว่ามึงหรอก”

“เป็นแล้ง ไม่ใช่แร้ง” ไอเทาก็เสือกหูดีอีก พูดผิดหน่อยไม่ได้หรือไง

“เออนั้นแหละ” พูดเสร็จก็ตัดข้าวเข้าปากแก้เขิน

“อยากลานะแต่ไม่มีคนแทน” ชานยอลพูดจบ ลู่หานใช้ลิ้นดันฟันตัวเองเพราะรู้สึกถึงเนื้อไก่ติดซอกฟัน 

“แล้วมึงจะไปทำงานทั้งสภาพอย่างนี้เหรอวะ?” ชานยอลพยักหน้าอีกครั้ง ลู่หานถอนหายใจ เพลียกับคนป่วยดื้อจริงๆ

สามวันมานี้พวกเขามีเรียนแค่ช่วงเช้าเพราะช่วงบ่ายเป็นช่วงทำกิจกรรมของพวกปีหนึ่งแล้วก็มีนิทรรศการของมหาวิทยาลัยแถมยังให้สิทธิ์นักศึกษาได้หยุดเพื่อไปร่วมกิจกรรมได้ เหล่าปีแก่อย่างพวกเขาเลยว่าง แต่ชานยอลก็ไม่ได้ไปร่วมเหมือนคนอื่น กลับเลือกไปทำงานตั้งแต่บ่ายจนปิดร้าน กลับบ้านไปถึงก็อาบน้ำอ่านหนังสือทำรายงานวิชาหลักที่เนื้อหาสาระโคตรเยอะ แม้จะช่วยกันทำเป็นกลุ่มแต่ส่วนของชานยอลก็ยังเยอะอยู่ดี กว่าจะได้นอนก็เกือบเช้า อย่างมากก็นอนเพียงสองชั่วโมงก็ต้องตื่นไปเรียนต่อ แถมอากาศช่วงนี้ก็แปรปรวน เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว จากคนที่มีร่างกายแข็งแรงก็เป็นหวัดเอาดื้อๆ แล้วมันกำลังจะลามเป็นไข้หวัดด้วย

ลู่หานกับเทา เพื่อนซี้ตั้งแต่ปีหนึ่งเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย คอยดูแลอยู่ไม่ห่างแต่ก็ทำได้แค่ห่วงเพราะคนป่วยโคตรดื้อ!

ชานยอลปิดปากไอคอกแคก ตัวสั่นเล็กน้อยจากอากาศ พยายามตักโจ๊กเข้าปาก อย่างน้อยก็ไม่อยากทำให้อีกสองคนต้องมานั่งพะวงอาการของเขา

“พวกกูไม่อยากไปเยี่ยมมึงถึงโรงพยาบาลนะ เพราะงั้นมึงต้องกินข้าวเยอะๆ แล้วกินยา จะได้หายเร็วๆ” เป็นจื่อเทาที่พูดออกมา “ส่วนที่ร้านก็แล้วแต่มึง กูไม่ห้ามหรอกแต่ถ้าอาการไม่ดีก็ต้องกลับบ้าน เข้าใจกูไหม” ชานยอลพยักหน้าแล้วตักโจ๊กเข้าปากอีกคำ เขาสัญญาเลย...




สัญญาซะเมื่อไร?!

“มึงไหวไหมวะ?” จงอินมองเพื่อนตัวเองใช้หลังพิงขอบเคาน์เตอร์ เอาหัวซบลงบนลาดไหล่ของพี่ผู้จัดการที่นั่งหันหน้าออกไปหน้าร้าน สองสามวันมานี้ไม่ใช่จุนมยอนไม่รู้อาการป่วยของน้องชายตัวสูงคนนี้ ยิ่งนั่งใกล้แล้วเอาหัวซบมาแบบนี้ อาการซึม หน้าซีดจัดพ่วงความร้อนที่ออกมาจากร่างกายทำเขายิ่งรู้และเป็นกังวลกลัวว่าน้องชายจะไม่ไหวเอา

“ชานยอล ไปนอนข้างบนเถอะ” จุนมยอนยกฝ่ามืออีกข้างที่ว่างอยู่แตะลงบนหน้าผากที่เคยปิดด้วยหน้าม้า ตัวเริ่มร้อนอีกแล้ว

“แต่ผมไหว”

“อะไรคือไหวครับคุณชานยอล? มึงไม่ดูสภาพตัวเองเลย คนที่ไหวคือคนที่ไม่มัวนั่งซึมไข้แบบมึงเว้ย ส่วนมึงอะ เขาเรียกว่าไม่ไหว ควัย!!!”

“มึงก็ควาย” โอ๊ย!! ไอชานยอล มึงป่วยแบบนี้ก็ควรอยู่เงียบๆครับ อย่ามาตอบโต้กูอย่างน้ำเสียงแหบแห้งแบบนี้ เหมือนกูต้องพ่ายแพ้ให้คนอ่อนแอกว่าแม้ว่าเวลาปกติกูไม่เคยเถียงมึงได้เลยก็ตาม

น่าเจ็บใจ กระซิกๆ 

“กูเชื่อแล้วว่ามึงคงจะไหวเพราะมึงยังตอบกัดกูได้ แม่ง!!” เดือนคณะเบ้ปากหนักพอให้จุนมยอนยิ้มอ่อนโยน อย่างน้อยจงอินก็ไม่ทำให้เขาซึมตามชานยอลไปด้วย

“ชานยอล ถึงเราจะทำงานไหวแต่นั้นมันแค่ใจ ร่างกายมันร้องอยากพักก็ต้องพักนะ เดี๋ยวมินซอกก็กลับมาช่วยต่อแล้ว อีกอย่างวันนี้วันพุธคนไม่เยอะหรอก ไปนอนพักสักหน่อยแล้วค่อยลงมาทำงานต่อก็ได้” ผู้จัดการร้านพูดยาวกว่าปกติ ชานยอลยอมรับจึงพยักหน้าแล้วประคองตัวเองขึ้นไปยังชั้นสามโดยมีจงอินเดินตามด้านหลัง 

โซฟาเบดติดผนังห้องคือจุดหมายของเขา เดินไปไม่ทันถึง ร่างกายก็ทิ้งตัวลงทันทีจนจงอินตกใจ รีบวิ่งมาช่วยเพื่อน ขาที่ห้อยพ้นออกจากพื้นที่เบดถูกจงอินยกขึ้น ปรับท่านอนให้อีกหน่อย เดินไปหยิบหมอนและผ้าห่มจากตู้เก็บของใช้รวม ประคองหัวสอดหมอนเข้าไปแล้วห่มผ้าให้คนป่วยถึงคอ คว้ารีโมทแอร์ปรับอุณหภูมิให้พอดีก่อนจะเดินลงมาหลังจากปิดไฟให้เหลือแค่ส่วนของห้องน้ำเพื่อนให้คนป่วยพักผ่อนเต็มที่ 

ถึงกูจะปากร้ายแต่กูก็เป็นห่วงมึงนะชานยอล








กริ๊งๆ 

เสียงเปิดประตูร้านดังขึ้นตามด้วยเจ้าของร้านเดินตรงมายังเคาน์เตอร์พร้อมกับคุณหมอตัวเล็ก ในมือของทั้งคู่ถือถุงกระดาษของห้างดังและมีถุงที่บรรจุภาชนะพลาสติกที่ไว้ใช้สำหรับใส่เครื่องดื่ม 

มินซอกบังเอิญเจอแบคฮยอนที่ซูเปอร์มาร์เก็ตหลังเวลาเลิกงานของคุณหมอเลยอาสาช่วยเพื่อนสนิทตัวเอง ตัวก็เล็กนิดเดียวจะแบกของเยอะแยะไหวได้ไง แล้วก็...

เขาอยากกินลาเต้เย็นฝีมือชานยอล...

ไม่ว่าตอนไหนคุณหมอก็ยังน่ารักเสมอ เสื้อแขนยาวสีฟ้าอ่อนกับกางเกงขายาวสีขาวทำให้ร่างของคุณหมอดูน่ารักและน่าทะนุถนอมขึ้นไปอีก 

คุณหมอแจกรอยยิ้มไปทั่วร้านเมื่อมีลูกค้าบางคนที่จำคุณหมอได้ ก่อนจะเดินมานั่งตรงข้ามจุนมยอนที่กำลังเอาเค้กใส่กล่องให้ลูกค้าอยู่

“คุณหมอครับบบบบ” เป็นจงอินที่ละออกจากอ่างล้างแก้ว สะบัดมือให้น้ำกระเซ็นออกเดินไปหาคุณหมอพร้อมยิ้มกว้างอีกที
“คิดถึงจัง นานมากที่ผมไม่ได้เจอคุณหมอเลย แถมยังน่ารักเหมือนเดิม”

“ปากหวาน” ดวงตารูปหางตาตกเป็นเอกลักษณ์ของคุณหมอตัวเล็กหรี่เล็กตามรอยยิ้ม ยื่นมือไปหยิกแก้มเบาๆของพนักงานผู้ซึ่งได้รับเสมือนให้เป็นน้องชายอีกคนของเขา

“แน่นอน” หลงตัวเองจังจงอิน

“มินซอก วันนี้ชานยอลไม่ทำงานนะ” เจ้าของร้านที่กำลังแยกของใส่ตามที่เก็บหันมาหาผู้จัดกาาร้านที่ยืนช่วยจัดของอยู่ข้างกัน

“ทำไมล่ะ”

“ไข้นะ เลยให้นอนอยู่ด้านบน” สิ้นประโยคของผู้จัดการร้าน คุณหมอที่นั่งคุยกับจงอินอยู่หุบยิ้มทันที “มีอาการมาสองสามวันแล้วแต่วันนี้น่าจะหนักสุด ลู่หานกับเทาบอกว่าก่อนมาร้านบังคับให้กินยาแล้ว”

“ไข้สูงไหม?”

“สูงอยู่”

“ไปหาหมอยัง?” จุนมยอนส่ายหน้าให้คำตอบเดียวกับที่เขาได้มาจากเพื่อนสนิทสองคนของชานยอล

“ดื้อ” มินซอกบ่นก่อนจะเริ่มเก็บของอีกครั้ง ไม่ใช่เขาไม่เป็นห่วงชานยอลนะ แต่แค่อยากเก็บของทุกอย่างให้เข้าที่ก่อนไปดูอาการน้องชาย

คุณหมอนั่งเงียบ รู้สึกไม่ดีเมื่อรู้ว่าคนชงกาแฟประจำตัวไม่สบาย ลิ้นเล็กเลียริมฝีปาก ถอนหายใจเบาๆ 

“จะไปไหนแบคฮยอน?” มินซอกลุกขึ้นยืนพร้อมปัดมือ มองตาเพื่อนที่หยุดชะงักค้างตรงทางเข้าไปหลังร้าน

“ป ไป...ไปหาชานยอล” แล้วทำไมเขาต้องตอบติดอ่างด้วยเล่า

“ดีเลย ฝากดูแลน้องก่อนเดี๋ยวฉันตามไป ส่วนกล่องยาอยู่ในตู้เก็บของนะ”

คุณหมอพยักหน้ารับ สองเท้าเดินขึ้นไปยังชั้นสามของร้านอย่างเร็วก่อนผลักประตูเข้าไปเบาๆ เพื่อไม่ให้เสียงไปรบกวนการพักผ่อนของอีกคน ดวงตาสะท้อนภาพคนป่วยที่นอนหายใจขัดพ่วงด้วยอาการไอแห้ง

มือบางสัมผัสไปตามร่างกาย แขน ลำคอและหน้าผากเพื่อเช็คอุณหภูมิ คว้าข้อมือของคนป่วยมาจับชีพจรเพื่อวัดความดันเบื้องต้น

ชีพจรเต้นเร็วกว่าปกติแต่ก็ไม่เร็วมากเกินไป ซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนป่วย

แบคฮยอนคว้ารีโมทแอร์เร่งอุณหภูมิขึ้นอีกหน่อยให้อบอุ่นกว่านี้ เดินไปยังห้องน้ำ ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำพอหมาดแล้วเดินกลับมาหาคนป่วย ค่อยๆลูบผ้าเริ่มจากใบหน้าต่อด้วยลำคอและแขน พอให้ความร้อนจางลง แล้วพับผ้าขนหนูเป็นสี่เหลี่ยมเล็กๆ วางไว้บนหน้าผากอีกคน

ร่างบางเดินไปยังตู้เก็บของ หยิบกล่องยาตามที่มินซอกบอก สำรวจยาแต่ละชนิดในกล่องพร้อมทั้งหยิบเครื่องวัดไข้มาด้วย

ด้วยความที่ชานยอลหายใจทางปกติไม่ค่อยสะดวกเลยต้องใช้ปากแทน เขาเลยได้ยินเสียงหายใจเหมือนคนเป็นโรคหอบ หน้าแดงแถมคิ้วขมวดแน่น คงรู้สึกปวดหัวมากแน่ๆ

แบคฮยอนสอดเครื่องวัดไข้เข้ารูหู ถือค้างสักพักก็ได้รับคำตอบถึงความร้อนที่ทะลุถึงสามสิบแปดจุดหก มันก็สูงพอที่จะทำให้คนที่มีร่างกายแข็งแรงอย่างชานยอลล้มป่วยได้ สองเท้าพาตังเองเดินเข้าห้องน้ำอีกครั้ง คราวนี้ออกมาพร้อมกะละมังใบเล็กบรรจุน้ำอุ่นในปริมาณพอดี หยิบผ้าออกจากหน้าผากแล้วชุบน้ำ บิดพอหมาดแล้ววางบนหน้าผากอีกครั้ง 

แบคฮยอนเช็คตัวสลับวางผ้าบนหน้าผากอยู่หลายครั้ง แต่ชานยอลก็ไม่รู้สึกตัวเลย ดวงตากลมยังคงปิดสนิทไม่มีท่าทีอะไร 

นาฬิกาบนผนังบอกถึงเวลาหกโมงเย็น พอดีกับมินซอกที่เดินเข้ามาในห้องพนักงาน ในมือถือถาดที่มีข้าวต้มและแก้วน้ำเปล่ากับน้ำส้มมาด้วย

“เป็นไงบ้าง?” 

“ฉันเช็คตัวให้เรื่อยๆ ตัวเลยเริ่มเย็นแล้ว คิดว่าผ่านคืนนี้ได้ไข้ก็น่าจะลดจนเกือบเป็นปกตินะ” มินซอกชะเง้อมองชานยอลข้ามหัวแบคฮยอนที่กำลังนั่งบนพื้นเช็คแขนให้คนป่วยอยู่

“หน้าแดงจัง”

“ปกติของคนป่วยนะ” มินซอกพยักหน้าเพราะเขาเองก็เคยเห็นแบบนี้ตอนจงแดป่วยเหมือนกัน

“ฉันเอาข้าวเย็นของชานยอลมาให้ นายจะกินด้วยไหมฉันจะได้ยกขึ้นมา” 

“เอางั้นก็ได้” แบคฮยอนคิดถึงความสะดวกมากกว่าที่จะปล่อยให้ชานยอลมานั่งกินข้าวเองส่วนตัวเขาลงไปกินข้างล่าง

“รอแปบละกัน” สิ้นเสียงปิดประตู คุณหมอก็หันมาปลุกคนป่วยให้ตื่นจากการนอนตลอดสามชั่วโมงขึ้นมากินข้าวเย็นเพื่อรองท้องได้กินยาต่อ

“ชานยอล” คุณหมอสะกิดต้นแขนปลุกคนป่วยอยู่เกือบนาทีก่อนดวงตากลมจะเปิดมองเห็นทัศนียภาพและใบหน้าน่ารักที่กำลังแสดงถึงความกังวลของคุณหมอ

“พี่หมอ แค่กกๆ” เขาอยากจะเอ่ยถามแต่เสียงแหบแห้งแถมยังรู้สึกเจ็บคอ กลืนน้ำลายเพียงอึกเดียวกลับรู้สึกเหมือนมีใบมีดบาดคอ มือหนารับแก้วน้ำจากคุณหมอมาดื่มเล็กน้อย

“รู้สึกยังไงบ้าง?”

“แค่กๆ ปวดหัวครับแล้วก็ แค่ก เจ็บคอ”

“มีน้ำมูกกับเสมหะไหม?”

“คิดว่าไม่มี แค่กๆ” 

ยิ่งพูดคนป่วยก็ยิ่งไอหนัก แบคฮยอนจึงหยุดถามก็จะสำรวจอาการเบื้องต้น

อย่างที่ชานยอลบอก เขาไม่มีน้ำมูกและเสมหะก็ถือว่าโชคดี แต่การไอแห้งถ้าไอมากเกินไปก็อาจทำให้หลอดลมเป็นแผลเช่นกัน 

“กินข้าวก่อนละกัน” แบคฮยอนพยุงให้ชานยอลลุกขึ้นนั่ง คนป่วยไม่ได้มีอาการอิดออดเพียงแต่ต้องใช้หมอนเป็นตัวช่วยพยุงหลังสักหน่อย 

ข้าวต้มกำลังอุ่นพอดี มือบางคนข้าวก่อนจะตักแล้วเป่าให้เย็นลงอีกหน่อยแล้วยื่นไปจ่อปากคนป่วย ดวงตากลมมองปริบๆ แต่ก็ยอมรับข้าวเข้าปาก เคี้ยวช้าๆ เพราะตอนนี้ปากเขารับรู้ถึงความขมทั้งที่จริงๆแล้วมันน่าจะอร่อย

“อย่าอมข้าวซิ รีบกิน” ชานยอลอยากปฏิเสธข้อหาที่อีกคนยื่นให้แต่สมองก็เบลอ ตามคำพูดไม่ค่อยทัน

ปากรับข้าวต้มคำแล้วคำเล่าไปจนเกือบจะถึงครึ่งถ้วยแล้ว คนป่วยก็ปฏิเสธมื้อเย็น แบคฮยอนเห็นว่าอย่างน้อยก็ได้กินแล้วจึงหยุดป้อน ส่งเม็ดยาสองเม็ดใหญ่ให้พร้อมน้ำเปล่าอีกครึ่งแก้ว

แปลกใจนิดหน่อยที่คนป่วยไม่อิดออดเรื่องการกินยาแถมยังเอาเข้าปากสบายๆ 

แน่นอน มันค่อนข้างต่างจากแบคฮยอน ถึงแม้จะเป็นหมอแต่หากเขาเป็นคนป่วย เขาก็ไม่ชอบกินยาอยู่ดี 

ก็มันขมอ่ะ...

“อย่าเพิ่งนอนซิ นั่งสักพักให้ข้าวย่อยก่อนจะได้ไม่เป็นกรดไหลย้อน” ชานยอลที่กำลังจะทิ้งตัวลงนอนก็ต้องพยุงร่างกายป่วยๆของตัวเองลุกนั่งใหม่ตามคำบอกของคุณหมอ

แบคฮยอนยกยิ้ม ดีใจที่คนป่วยไม่ดื้อเชื่อฟังเขาเป็นอย่างดี

เป็นเวลาเดียวกันที่มินซอกขึ้นมาชั้นสามอีกครั้ง ถาดอาหารพร้อมส้มอีกสองลูกถูกวางไว้ข้างตัวคุณหมอ

“ดีขึ้นไหมชานยอล?” มินซอกเอ่ยพร้อมมือบางของเจ้าของร้านลูบหัวคนป่วยเบาๆ 

ชานยอลก็เหมือนน้องชายอีกคน เป็นพี่ก็ต้องห่วงน้องเป็นธรรมดา

“ยังชั่วแล้วครับ”

“วันนี้ไม่ต้องลงไปทำงานนะ นอนพักจนกว่าจะกลับบ้านไหวนั้นแหละ แต่ถ้าอยากกลับตอนนี้ก็บอกนะ เดี๋ยวพี่ไปส่ง”

“ไม่ต้องหรอกครับ เกรงใจพี่...”

“เกรงใจอะไร เราเป็นน้องพี่นะ สำหรับน้องพี่ให้ได้เสมออยู่แล้ว” ว่าแล้วก็ลูบหัวอีกครั้ง 

“เบาๆซิครับ ผมปวดหัวอยู่นะ”

“โอ๊ะ โทษที” มินซอกบอกขอโทษพร้อมหัวเราะให้กับท่าทางของคนน้องที่ตอนนี้นั่งเบ้ปาก น่าเอ็นดูชะมัด

แบคฮยอนที่เห็นท่าทางแบบนั้นจากชานยอลก็อดคิดไม่ได้ แม้รูปร่างตัวโตกว่าเขาแต่ท่าทางกลับทำให้รู้สึกเหมือนเขากำลังมองดูเหล่าคนไข้ตัวน้อยของเขาเลย

น่าเอ็นดูชะมัด












สุดท้ายชานยอลก็ต้องขอกลับบ้านก่อนที่ร้านจะปิด ตอนแรกมินซอกตั้งใจจะมาส่งเองแต่แบคฮยอนกลับเสนอทางเลือกโดยให้ชานยอลกลับกับเขา ไหนๆเขาก็จะกลับบ้านเหมือนกัน อีกอย่างก็ไม่อยากให้มินซอกต้องขับรถไปมาด้วย 

รถยนต์สัญชาติเกาหลีวิ่งบนถนนหลักใจกลางเมืองตามจีพีเอสที่ชานยอลกดบอกพิกัดไว้ก่อนเจ้าตัวจะหลับสนิทอีกครั้ง แบคฮยอนปรับแอร์เบาลงเมื่อคนป่วยกระชับผ้าห่มแน่นขึ้น 

โชคดีวันนี้การจราจรไม่ติดขัดมากนักเลยใช้เวลาเพียงยี่สิบนาทีก็ถึงบ้านชานยอล

แบคฮยอนตัดสินใจไม่ปลุกอีกคนกลับเลือกเดินไปกดออดประตู ไม่รู้ว่าคนในบ้านจะหลับกันแล้วหรือยังเพราะตอนนี้เวลาเดินมาถึงช่วงพักผ่อนแล้ว

สี่ทุ่มตรงคือเวลาที่นาฬิกาของเขาบอกอยู่ ยืนรอสักพักก็มีเสียงจากลำโพง

“ใครคะ?”

“เอ่อ ผมมาส่งชานยอลครับ”

“มาส่งเหรอคะ?”

“คือ วันนี้ชานยอลไม่ค่อยสบายนะครับแล้วมินซอกก็วานให้ผมมาส่งชานยอลแทนเขา” 

“งั้นสักครู่นะคะ” 

“ครับ”

ยืนรอไม่นานประตูบ้านก็เปิดออก แบคฮยอนเลยขับรถเข้าไปด้านใน บ้านหลังขนาดกลาง ไม่ใหญ่ไม่เล็กแต่ก็มีพื้นที่สวนไม้หน้าบ้านปรากฏอยู่ในสายตา ก่อนจะจอดรถบริเวณหน้าบ้านที่มีหญิงสาวยืนรอรับอยู่

“สวัสดีครับ” แบคฮยอนเปิดประตูลงจากรถก่อนจะอ้อมไปเปิดประตูอีกฝั่ง ประคองร่างของคนป่วยออกมาแต่เพราะขนาดตัวต่างกันมากคุณหมอเลยมีเดินเซบ้าง

“ช่วยพาเขาเข้าในบ้านได้ไหมคะ?”

“ครับ” ทั้งสองช่วยประคองคนป่วยร่างยักษ์เข้าบ้าน เดินขึ้นไปยังชั้นสองอย่างทุลักทุเล กว่าจะปล่อยร่างยักษ์ลงบนเตียงได้ก็ทำเอาสองคนเหนื่อยหอบอยู่

“ขอบคุณมากเลยนะคะที่พาเขามาส่ง”

“ไม่เป็นไรครับ” แบคฮยอนตอบหญิงสาวพร้อมถอดรองเท้าและถุงเท้าของคนป่วย จัดแจงท่าทางการนอนให้ หญิงสาวมองการกระทำนั้นนิ่งๆ จนแบคฮยอนเงยหน้าขึ้นมามอง

“เอ่อคือ...ตอนอยู่ที่ร้านผมเช็ดตัวแล้วก็ให้กินยาแล้วนะครับ คิดว่าคืนนี้ไข้น่าจะลดลงจนเกือบปกติในวันพรุ่งนี้ แต่ถ้าอาการเขาไม่ดีขึ้น ให้รีบส่งโรงพยาบาลนะครับ”

“อ้อ ค่ะ” แบคฮยอนแม่มปาก หญิงสาวคนนี้จ้องมองเขาจนรู้สึกอึดอัด

“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวนะครับ” จบประโยคก็โค้งแล้วเดินออกจากห้องทันที 

“เดี๋ยวค่ะ” สองเท้าชะงักเมื่อหญิงสาวคนเดิมเรียกไว้ “ขอบคุณอีกครั้งนะคะ คุณ...”

“แบคฮยอนครับ บยอนแบคฮยอน เป็นหมอที่โรงพยาบาลโซลครับ”

“อ่า คุณหมอ ขอบคุณมากนะคะ” พูดจบก็โค้งขอบคุณจนแบคฮยอนรีบโค้งตอบ

“ไม่เป็นไรครับ”

“ฉันไปส่งที่รถนะคะ” แบคฮยอนยิ้มตอบ ก่อนจะเดินตามหญิงสาวลงบันไดมา

“นี่ก็ดึกแล้วเดินทางปลอดภัยนะคะ” 

“ครับ คุณ...”

“อ่า ขอโทษที่ไม่ได้แนะนำตัวค่ะ ฉันชื่อปาร์คยูรา พี่สาวของชานยอลค่ะ” ว่าแล้วก็ยิ้มสวยให้อีกหนึ่งที

ดูดีทั้งพี่ทั้งน้อง...

รถยนต์ของคุณหมอออกจากบ้านไปแล้ว ยูราเดินขึ้นไปบนห้องน้องชายอีกครั้ง ใบหน้าที่ถอดแบบออกมาจากพ่อแม่และคล้ายคลึงกับเธอพริ้มหลับสนิท ใช้สายตามองร่างกายของน้องชายอย่างพิจารณา

“อะไรกัน เราโตขึ้นมากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย?”

รอยยิ้มสวยของพี่สาวมอบให้น้องชายอย่างอ่อนโยน มือสวยเขี่ยพวงแก้มยุ้ยที่เมื่อก่อนมียังไงตอนนี้ก็มีอยู่อย่างนั้น ไหนจะหูกางนี้อีก น่าหยิกจริงเชียว หญิงสาวก้มกระซิบข้างหูน้องชายเบาๆ แม้จะรู้ว่าอีกคนคงไม่ได้ยิน

“พี่ถือว่าได้ดูตัวแล้วนะ ไม่ปฏิเสธว่าคนนี้พี่ให้ผ่านรอบแรกแบบสบายๆเลยล่ะ” 

ยูรายิ้มอีกครั้งก่อนจะดึงผ้าห่มคุมตัวชานยอลถึงคอ เปิดไฟเพียงหัวเตียงไว้แล้วเดินออกจากห้องไป 

เธอค่อนข้างถูกใจคุณหมอคนนี้มากกว่าคนอื่นที่เธอรู้ หน้าตาก็น่ารัก ยิ้มสวย มารยาทในการพบเจอครั้งแรกก็ผ่านและไม่ปฏิเสธว่าเธออยากได้คุณหมอแบคฮยอนมาเป็นคนในครอบครัวซะจริงๆ

ชานยอลจะทำให้พี่สาวคนนี้ได้ไหมนะ...











เหมือนที่คุณหมอบอก พอเช้าวันใหม่ร่างกายของชานยอลก็หายไข้เกือบสนิท มีเพียงอาการไอเล็กน้อยเท่านั้น เขาขอพี่สาวอาบน้ำเพราะรู้สึกเหนียวตัวจากเมื่อวาน แม้จะได้รับอนุญาตแต่ก็ห้ามสระผมซึ่งชานยอลก็ทำตาม

วันนี้คุณพ่อคุณแม่จะกลับมาจากการไปเที่ยวครบรอบวันแต่งงานที่เชจูตอนบ่าย เขาเองต้องหยุดเรียนตามคำสั่งของพี่สาวที่ลางานมาดูแลเขาโดยเฉพาะ ชานยอลนั่งกินมื้อเช้าที่พี่สาวเป็นคนทำ ซุปเห็ดหอมกับเนื้อปลาซาบะย่างเกลือแล้วมีข้าวเปล่าอีกชามก็เพียงพอต่อความหิวมื้อเช้าแล้ว 

“เอาข้าวเพิ่มไหม?” ชานยอลพยักหน้า พอเริ่มหายป่วยความอยากอาหารก็มีเพิ่มขึ้น

ยูรายื่นชามข้าวใบเดิมให้น้องชายก่อนตักซุปใส่ถ้วยเพิ่มให้ ยกยิ้มอย่างดีใจที่เห็นน้องชายเจริญอาหารได้ดีทีเดียว

“ชานยอล” เสียงพี่สาวทำให้ชานยอลเงยหน้าช้อนตามองอย่างสงสัย “พี่ชอบนะ”

หืม...

“อย่าทำหน้างงซิ ก็พี่บอกว่าชอบไง”

ปาร์คยูรา...

“อะไรของพี่เนี่ย ชอบอะไร?” ชานยอลขมวดคิ้ว ตอนนี้รอยยิ้มของยูราเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับชานยอลไปแล้ว

“จำได้ไหมเมื่อคืนใครมาส่ง?”

“พี่หมอมาส่ง” แล้วยูราก็ยิ้มอีกครั้ง

“พี่ชอบนะ”

“นี่พี่จะพูดอะไรก็บอกมาเหอะ” มือหนาตักข้าวเข้าปาก

“คุณหมอแบคฮยอน พี่อยากได้” 

พรวดดดด!!!

“เอ้า กินดีๆสิ เลอะหมด” ชานยอลสำลักข้าวจึงมีบางส่วนที่มันหลุดออกมากระจายบนโต๊ะ รีบคว้าทิชชู่เช็คโต๊ะก่อนยกแก้วน้ำดื่มอึกใหญ่

“พี่พูดอะไรรู้ตัวไหม?”

“รู้ซิ”

“พี่...พี่หมอนะ” ยูรายิ้มอ่อนโยนเมื่อเห็นสีหน้าเศร้าๆของน้องชาย 

เด็กขี้แย...

มือสวยของพี่สาวขยี้หัวของน้องชาย แม้อยากจะดิ้นหนีก็ทำไม่ได้เลยปล่อยให้พี่ตัวเองกระทำเขาไปให้พอใจ

“หน้าตาน่ารัก ตัวเล็กบางๆ ผิวขาว แก้มแดง อยู่น่าเอ็นดูสุดๆไปเลย” ว่าจบก็ยิ่งเห็นสีหน้าเศร้าหนักของน้องชายไปอีก

เดี๋ยวต้องมีบ่อน้ำตาแตกแน่ๆ...

“พี่อยากรู้จัง คุณหมออายุเท่าไรเหรอ?” ชานยอลช้อนตามองนิดๆ ปากก็คาบช้อนค้างไว้

“น่าจะสัก...สามสิบ”

“จริงดิ งั้นก็เท่ากับพี่นะซิ”

“จริงละมั้ง” เคี้ยวข้าวช้าๆ เพราะตอนนี้ความอยากอาหารเขาหายไปแล้ว

“พี่ชอบคุณหมอมากเลยล่ะ” ชานยอลไม่อยากกินแล้ว อิ่มจนจุกไปหมด

นางฟ้าใจร้ายจัง...

แทนที่จะปล่อยให้เขาหลงรักแค่คนเดียวก็พอ กลับมีมนุษย์คนอื่นมาหลงรักนางฟ้าจนได้

ไม่แฟร์เลย...

ยูราใช้มือค้ำคางตัวเอง ประคองให้มันตั้งอยู่บนโต๊ะกินข้าว นิ้วชี้เคาะโต๊ะเป็นจังหวะ ใบหน้าสวยประดับด้วยรอยยิ้มหวาน









“เพราะงั้น รีบเอาตัวคุณหมอเข้าบ้านเราได้แล้วนะ พี่เองอยากมีน้องสะใภ้จะแย่อยู่แล้ว”






ห๊ะ...

ปาร์คยูรา...







 To be continue


พี่สาวเป็นใจขนาดนี้แล้วชานยอนชิ
                       


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

28 ความคิดเห็น

  1. #23 bearmimi (@bearmimi) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:22
    โอ๊ยยย ชอบบบ
    #23
    0
  2. #17 zao (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 / 13:20
    พี่ยูราน่ารักอ่ะ เชียร์น้องเกินเบอร์มากเลย
    #17
    0
  3. #12 secretlove1811 (@secretlove1811) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 มกราคม 2561 / 08:36
    งื้อออออ ไปทำคะแนนเร็วคนป่วย พี่สาวออกตัวขนาดนี้แล้วนะ
    #12
    0
  4. #10 blackaieye'ㅅ' (@eye18454) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 มกราคม 2561 / 07:51
    แอบมีความงอแงในใจ5555//หวงนางฟ้าเหลือเกินนน55
    #10
    0