[ fan-fiction Kimetsu no yaiba] 炎柱の妻 (Rengoku Kyoujurou x OC)

ตอนที่ 5 : ตอนที่ ๕

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,245
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 163 ครั้ง
    4 ก.พ. 63

 

 

มิซูโกะมาถึงเขตพื้นที่อยู่อาศัยของกลุ่มพิฆาตอสูร เธอขอบคุณเคียวจูโร่ที่เดินทางมาเป็นเพื่อน จากนั้นก็แยกย้ายกันไปคนละทาง เธอไม่ได้เข้าพบท่านน้าคางายะในทันทีเนื่องเพราะรู้ว่าท่านน้าคงกำลังพักผ่อนอยู่ แต่ถึงกระนั้นเธอก็บอกเคียวจูโร่เอาไว้ว่าบ้านของเธออยู่ส่วนไหนของที่ก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน

แต่เดิมทีบ้านตระกูลชิซูเอะนั้นอยู่คู่กับบ้านคางายะมานาน เป็นตระกูลที่ผลิตเสาหลักและมือปราบอสูรระดับสูงดังนั้นจึงอยู่ไม่ไกลจากคฤหาสน์หลักของนายท่านบ้านคางายะในแต่ละรุ่นมากนัก

พ่อของเธอก็เช่นกัน เขาเคยเป็นเสาหลักไฟชั่วคราวและเกษียรณตัวออกมาเป็นมือปราบระดับสูงแทน เขาว่าเสาหลักไม่ควรจะว่างนาน ไว้จนกว่าจะมีคนที่คู่ควรเขาจึงค่อยปลดตัวเองลงมาจากตำแหน่งไปทำหน้าที่อื่น จนกระทั่งสองปีก่อนที่น่าจะเป็นคุณเคียวจูโร่ม่สืบทอดต่อเขาจึงปลดตัวเองลงมาทำส่วนอื่นแทน จากนั้นจนกระทั่งถึงตอนนี้เมื่อสามเดือนก่อนพ่อก็เริ่มป่วยและทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว จากเธอไปกระทันหันหลังจากเธอจบการศึกษาระดับมัธยมในเมืองไปได้ไม่กี่วัน…

มิซูโกะค่อนข้างเคว้งหนักทำอะไรไม่ถูก ก่อนตายท่านพ่อบอกให้นำจดหมายนี้ไปให้คุณชินจูโร่ สหายของเขาซึ่งเป็นบิดาของคู่หมั้นอย่างเคียวจูโร่ พ่อบอกว่าให้โขกหัวส่งจดหมายให้เขายอมรับเธอเป็นสะใภ้ให้ได้ หากทำไม่ได้ก็ให้คว้านท้องตายตามมา และหากว่าทำสำเร็จและได้รับการยอมรับจากบ้านเร็นโงคุแล้วก็ให้นายท่านคางายะเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายเธอให้ในพิธีแต่งงาน

ตอนนี้ทำสำเร็จแล้ว…

แค่รอทำพิธี?ของหมั้นแลกแล้ว…สินสอดเองก็ดูเหมือนจะแลกไปด้วยเช่นกัน ดูเทียบตรวจสินสอดของแค่ละฝ่ายครบถ้วนเสียแล้วด้วยกระมั้ง พวกผู้ใหญ่บางครั้งก็จัดเตรียมเอาไว้ได้รอบคอบจริง ๆ ทั้งพ่อของเธอและแม่ของเคียวจูโร่เหมือนมองออกว่าคุณชินทาโร่จะต้องเป็นแบบใด ดังนั้นทั้งสองคนจึงรีบเร่งและผูกมัดคลุมถุงชนบุตรชายบุตรสาวเอาไว้เรียบร้อย ยิ่งเป็นตระกูลที่พอมีชื่อเสียงหากจะมายกเลิกกลางคันก็เสียหน้าและเสื่อมเสียชื่อเสียงสะเทือนไปยังบรรพบุรุษเอาได้

ดังนั้น…การแต่งงานไม่มีทางล่มอย่างแน่นอน

พูดแล้วก็น่าใจหาย ถ้าเป็นเธอในสมัยเรวะนั้นไม่มีทางยอมให้ถูกคลุมถุงชนเด็ดขาด กว่าคุณเคียวจูโร่จะมาจีบเธอติด ค่อย ๆ ทำความรู้จักก็นานโข ตอนที่เจอกันอีกฝ่ายเป็นรุ่นพี่ในชมรมเคนโด้ตั้งแต่มันธยมต้น เลยได้คบหาเป็นเพื่อนสนิทจริงจังจนกระทั่งจบมหาลัยพึ่งมาเลื่อนสถานะมาเป็นคนรักแล้วขยับไปแต่งงาน ใช้เวลาเกือบสิบปีได้เลย

แต่พอมาสมัยไทโชแล้ว…

เราไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อนรู้ตัวอีกทีก็มาเจอกันในฐานะคู่หมั้นเสียแล้ว? มันทำให้ลึก ๆ ของมิซูโกะรู้สึกกลัว เขาอาจจะเป็นคุณเคียวจูโร่สามีของเธอจริง ๆ แต่ก็เหมือนกับคนละเวอร์ชั่น ตัวเธอในยุคเรวะนั้นก็ไม่ได้ผู้หญิงโบราณจ๋าด้วย? ก็แค่คุณแม่บ้านธรรมดา ๆ ที่ชื่นชอบการจ่ายตลาดเฉย ๆ

ใครจะมาคิดว่ายุคเรวะมันจะมีตัวประหลาดอย่าง‘อสูร’ กันเล่า?!

ถ้าคุณเคียวจูโร่เป็นตำรวจหรือเป็นคนธรรมดาก็ว่าไปอย่าง แต่นี่มันเป็นนักล่าอสูรเลยนะ!

มิซูโกะใช้สองมือทาบอกของตนเองอย่างพรั่นพรึงในใจ เธอเกล้าผมด้วยปิ่นไม้ธรรมดาและเปลี่ยนมาสวมกิโมโนเรียบ ๆ แทนกิโมโนแบบทางการที่เธอใส่ไปบ้านเร็นโงคุมา และแน่นอนว่ากิโมโนชุดนั้นมันก็มีสภาพเยินมาก แต่ดีที่ทางบ้านของคุณเคียวจูโร่มีกิโมโนของคุณแม่ท่านเก็บเอาไว้อยู่ เลยได้รับมาใส่ตอนขากลับ

นี่เป็นกิโมโนของคุณแม่เคียวจูโร่ดังนั้นเลยต้องพับเก็บเอาไว้เป็นอย่างดี…

ว่าแล้วเธอก็นึกถึงคุณแม่สามีขึ้นมาด้วยความกังวล เธอไม่ทันได้กลับไปดูแลอาการป่วยของท่านเลยแต่กลับต้องมาเผชิญกับเรื่องราววิบากกรรม เคราะห์กรรมอะไรก็ไม่ทราบติดอยู่ในสมัยไทโชเช่นนี้

 

. . .

 

ณ เช้าวันใหม่

ด้วยมิซูโกะร่างนี้นอกจากจะถูกกวดขันให้ฝึกฝนเป็นผู้หญิงที่ดีตามค่านิยมของยุคสมัยนี้ที่ไม่ใช่แค่เจ้าสาวแต่งเข้าบ้านสามี แต่ต้องเป็นแม่บ้านที่ยอดเยี่ยมและแม่ที่ฉลาดสามารถสั่งสอนอบรมบุตรธิดาได้ เธอยังได้รับการศึกษาจนถึงชั้นมัธยมที่นับว่าหายากในสมัยไทโชซึ่งส่วนใหญ่จะได้เรียนแค่ชั้นประถมเท่านั้น

ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ได้รับการศึกษา ยิ่งเป็นผู้หญิงชนบทนอกเมืองหลวงแล้วยิ่งแทบจะไม่ได้เรียนหนังสือด้วยซ้ำไป อาศัยจับกลุ่มสอนกันเองในชุมชนเท่านั้น แน่นอนว่าการเข้าไปในเมืองเพื่อร่ำเรียนการเดินทางเป็นเรื่องลำบากพอควร ดังนั้นคุณพ่อจึงให้จักรยานถีบที่ส่งต่อมาจากพี่ชายทั้งสามนำไปใช้เข้าเรียน

และด้วยความที่มีจักรยานเธอเลยปั่นไปตลาดหรือตระเวนไปที่ไกลจากบริเวณบ้านได้ สามารถเป็นธุระให้พ่อไปซื้อของที่ชอบ ค่อยส่งจดหมายติดต่อเพื่อนฝูงของเขาเพราะที่นี่การเข้าออกบริเวณพื้นที่นี้ค่อนข้างเข้มงวดในการที่คนภายนอกเข้ามามาก แต่กับคนในที่มีระดับสูงจะผ่อนปลนอยู่พอสมควร เพราะไม่ใช่เขตของศูนย์บัญชาการหลัก…

มิซูโกะลากจักรยานออกมา วันนี้เธอใส่ชุดแบบฝรั่งตะวันตก เป็นชุดเสื้อแขนยาวลูกไม้และกระโปรงยาวที่ด้านในสวมกางเกงฝักทองซับในเอาไว้สำหรับปั่นจักรยานโดยเฉพาะ

หมวกใบใหญ่ผูกโบว์จากต่างชาติถูกสวม ขาตั้งจักรยานถูกถีบขึ้น มิซูโกะจับแฮนด์บังคับทิศทางของล้อด้านหน้า ร่างขึ้นคร่อมขี่อย่างชำนาญเตรียมถีบตัวปั่นออกไปข้างนอก

แต่พอเงยใบหน้าขึ้นก็พบกับคุณเคียวจูโร่ที่มองมาอย่างตกตะลึง…

ผู้หญิงปั่นจักรยานแปลกตรงไหนกัน?

มิซูโกะคิด…เธอลืมไปสนิทเลยว่าสมัยไทโช ผู้หญิงขี่จักรยานมีน้อยมาก ๆ และจักรยานก็เป็นของหายากมีราคาอีกด้วย ยังไม่ใช่ช่วงโชวะที่นิยมขี่จักรยานกันมากนัก

“อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ คุณเคียวจูโร่” เธอทักทายอีกฝ่ายที่ยังคงมองอยู่

“เจ้าจะไปไหนหรือ” อีกฝ่ายถาม

“ไปถีบจักรยานเล่นเจ้าค่ะ” เธอตอบอย่างเขิน ๆ อาย ๆ รู้สึกว่าพอทำอะไรไม่มีจุดมุ่งหมายหรือมีประโยชน์แล้วดูเหมือนจะเป็นคนที่ไม่มีความกระตือรือร้นเอาเสียเลย แต่ถึงกระนั้นก็ยังโพล่งปากออกไปชวนอีกฝ่ายซ้อนท้ายจักรยานไปด้วยกับกับตนเอง “คุณเคียวจูโร่จะไปด้วยกันไหมคะ”

“อื้ม! ในเมื่อเจ้าชวนข้าก็จะไปด้วย”

“ถ้างั้นคุณเคียวจูโร่มานั่งที่เบาะซ้อนท้ายนะเจ้าคะ” เธอบอกจากนั้นก็มองเห็นสีหน้างุนงงของอีกฝ่ายที่สองตาไม่กะพริบ“จับเอวของข้าด้วยนะเจ้าคะ ข้าถีบจักรยานเร็วถ้าร่วงข้าไม่รู้ด้วยนะเจ้าคะ”

“เจ้าไหวแน่หรือ?”อีกฝ่ายถามอย่างไม่สบายใจ แต่เธอก็เดาได้ว่าเคียวจูโร่นะถีบจักรยานไม่เป็นแน่นอน จักรยานน่ะไม่เป็นที่นิยมนักในสมัยนี้ กว่าจะเริ่มเอามาใช้กับชีวิตประจำวันน่ะอีกนานนักโข

“ไหวสิเจ้าคะ” เธอตอบอย่างมาดมั่น ดังนั้นอีกฝ่ายขึ้นมานั่งซ้อนท้ายของจักรยาน พอทุก ๆ อย่างเรียบร้อยจักรยานคันใหญ่ก็ออกตัวราวกับว่าน้ำหนักของผู้ชายตัวใหญ่เป็นแค่ปุยนุ่นเบา ๆ แรงถีบของมิซูโกะนั้นไม่ต้องออกแรงมากนักแค่เพิ่มจากปกติไปเล็กน้อยเท่านั้น เธอถีบจักรยานพาเคียวจูโร่ตระเวนไปทั่ว ทั้งรอบหมู่บ้าน ตลาด ซอยซอกแซกตามทางของลานนา จนกระทั่งวนไปยังอีกเส้นที่จะใช้กลับมายังเขตพื้นที่ของกลุ่มพิฆาตอสูร

“ข้าต้องเรียนหนังสือที่โรงเรียนทุกวัน พ่อท่านเลยให้จักรยานมาใช้ ขากลับข้ามักจะให้สหายซ้อนท้ายกลับมาด้วย…เขาน่ะตัวหนักกว่าท่านเสียอีก ทำเอาล้อจักรยานแบนอยู่บ่อยครั้ง”

มิซูโกะออกปากเล่าไปโดยอัตโนมัติราวกับว่านี่เป็นร่างของเธอจริง ๆ

“เจ้าเรียนอะไรบ้างกันที่โรงเรียนนั่น ทำอะไรบ้าง เล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่” เคียวจูโร่ถามขึ้นอย่างสนใจใคร่รู้

“ก็..ก็เรียนวิชาการเขียนวรรณคดี มีสอนภาษาต่างชาติด้วย ข้าได้เรียนวิชาสังคม วิชาประวัติศาสตร์ แล้วก็วิชาคณิตศาสตร์” เธอว่าจากนั้นก็เล่าเรื่องเมื่อสมัยเรียนให้ฟัง “…ที่โรงเรียนส่วนใหญ่มีแต่พวกผู้ชาย บางครั้งก็จะถูกรังแก พวกเขาบอกว่าเด็กผู้หญิงจะเรียนรู้เรื่องหรือ แน่นอนว่าข้าโกรธมาก…ข้าถ้าพนันกับจุนยะ ชินสุเกะ คากามิแล้วก็เคนอิจิ หากข้าสอบได้อันดับหนึ่งของสายชั้นพวกเขาต้องคลานเข่าวนรอบสนามหน้าเสาธงสิบครั้งพร้อมตะโกนขอโทษข้า ถ้าข้าแพ้ข้าจะคลานเข่าเอง”

มิซูโกะไม่ได้เล่าต่อ…เธอเงียบแล้วหัวเราะอย่างมีความสุขใจ

“แน่นอนว่าทั้งสี่คนคลานเข่ารอบสนามหน้าเสาธง…ปีนั้นทำเอาข้าหมกมุ่นกับตำราและตั้งใจเรียนมาก…ข้าไม่ยอมแพ้แล้วก็จะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกว่าไร้ความสามารถอย่างแน่นอน ต่อให้พ่อจะพูดว่าแค่ไปเรียนไม่ต้องจริงจังมากก็ตามที”

“มีความมุ่งมั่นจริง ๆ นะเจ้านี่” เขาว่าและนี่ทำให้มิซูโกะยิ้มรับหน้าบาน

“อ้ะ! คุณเคียวจูโร่จับเอวข้าแน่น ๆ นะคะ ทางลงเนินนี่อันตรายมาก” เธอร้องเตือนเสียงดังเล็กน้อย และนี่ทำให้เคียวจูโร่กอดเอวเธอให้แน่นขึ้นกว่าเดิม ล้อจักรยานไหลลงตามความสูงทำให้เร็วจนควบคุมลำบากขึ้น สองมือของมิซูโกะจับแฮนด์บังคับอย่างมั่นคง เธอประคองมันให้ทรงตัวได้อย่างชำนาญแล้วตีโค้งไปตามเส้นทางระดับปกติได้อย่างง่ายดาย

เธอหัวเราะเบา ๆ จากนั้นก็ถีบจักรยานเร่งความเร็วต่อจนกระทั่งผ่อนความเร็วดให้ลดลงเล็กน้อย เธออยากให้การเดินทางมันช้าลงบ้าง อยากจะพูดคุยกับเคียวจูโร่คนนี้ให้มากเหมือนที่สามีเคยถ่วงเวลาเธอด้วยการถีบจักรยานเอื่อย ๆ มาส่งที่บ้านหลังเลิกเรียน

“เจ้าชอบถีบจักรยานมากเลยหรือ”

“ข้าชอบเวลาที่มีเพื่อนคุยเจ้าค่ะ ปกติแล้วข้าจะคุยกับตัวเอง” เธอว่าจากนั้นก็กล่าวต่อ“…พ่อของข้ากับแม่ของคุณเคียวจูโร่จับเรามัดเอาไว้เป็นสามีภรรยา นอกจากพ่อของคุณเคียวจูโร่จะไม่ยอมรับข้า ก็มีแม่ของข้าที่ค้านหัวชนฝา”

“ฮืม?” น้ำเสียงพึมพำของคุณเคียวจูโร่แสดงอาการประหลาดใจเล็กน้อย

“…แม่ข้าไม่ชอบที่พ่อมองข้าเป็นแค่สิ่งของ สำหรับผู้หญิงการแต่งงานเป็นเรื่องที่ใหญ่ พอแต่งงานกับใครสังคนแล้วก็แปลว่าทั้งชีวิตอยู่กับคนคนนั้นตลอดไป ถ้ามีความสุขก็ดีไป ถ้าไม่มีความสุขก็เหมือนติดอยู่ในตาราง ถูกขังในคุกมืด ๆ…ดังนั้นคุณเคียวจูโร่ ข้ามีเรื่องบางอย่างที่อยากจะบอกให้ท่านรับรู้”

ล้อจักรลานหยุดตัวลงใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่…

สายผมเย็นพัดผ่านเบา ๆ ด้วยความเอื่อยเฉื่อย…

มิซูโกะหันไปมองอีกฝ่ายแล้วช้อนสายตาประสานอีกฝ่ายอย่างจริงจังกว่าครั้งใด ๆ ข้อความในใจและหัวถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเรียบง่ายและเป็นคำพูดที่ชัดเจน

“ได้โปรดดีต่อข้าภรรยาของท่านด้วยนะเจ้าคะ” มิซูโกะร้องขออีกฝ่าย ส่วนอีกฝ่ายแม้จะยังนิ่งแต่ก็ยิ้มกว้าง ดวงตาดุจเปลวเพลิงของเขาจ้องประสานกลับมาอย่างจริงจังแล้วตอบกลับมาด้วยประโยคที่ว่า

“อื้ม! ข้าสามีคนนี้จะดีต่อเจ้าอย่างแน่นอน!”

หัวใจของมิซูโกะเต้นตึกตัก ความรู้สึกเหมือนตอนถูกขอแต่งงานปรากฏขึ้นกลางใจของเธออีกครั้งหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น การตอบคำถามของเขาเหมือนคุณเคียวจูโร่สามีของเธอไม่ผิดเพี้ยนเลยสักนิด ทั้งจิตวิญญาณหรือแม้แต่กลิ่นอายบนร่างของเขา…

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 163 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

149 ความคิดเห็น

  1. #141 0601mxx (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2563 / 23:03
    นุ่มฟูมาก 😳
    #141
    0
  2. #132 เสี่ยวซิง (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 เมษายน 2563 / 13:47
    รู้สึกอยากเป็นเมียเคียวจูโร่;-;
    #132
    0
  3. #14 hayajihaya (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 / 11:51
    ดีอ่าาา รออ่านเลย
    #14
    0
  4. #13 panipakartist (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 / 07:43

    รอตอนต่อไปอยู่นะคะ ป.ล.คนอ่านจะเขินจิกหมอนจนขาดแล้วค่ะ

    #13
    0
  5. #12 wittawat230840 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 / 07:10
    รอตอนต่อไปอยู่นะคะ
    #12
    0
  6. #11 sunisauun (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 / 05:15

    ง่าา รอตอนต่อไปค่ะ
    #11
    0