[ fan-fiction Kimetsu no yaiba] 炎柱の妻 (Rengoku Kyoujurou x OC)

ตอนที่ 4 : ตอนที่ ๔

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,326
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 167 ครั้ง
    28 ก.พ. 63

 

 

บ้านตระกูลอุบุยาชิกิกับมิซูโกะมีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือด แม่ของมิซูโกะเป็นพี่สาวของนายท่านหรือท่านเจ้าบ้านอุบุยาชิกิคนปัจจุบัน ดังนั้นสายเลือดในตัวของมิซูโกะนั้นย่อมได้รับคำสาปจากโรคร้ายเหมือน ๆ กันกับท่านเจ้าบ้าน แต่กระนั้นสายเลือดของนักดาบจากท่านพ่อก็สามารถชะลอมันได้ไม่รู้ด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม เธอจึงมีชีวิตที่ดีกว่าคนในตระกูล อาจเพราะท่านพ่อเองก็มีสายเลือดของตระกูลนักบวชเหมือนท่านป้าอามาเนะกระมั้ง โรคร้ายจึงบรรเทาลงไปพอให้มีชีวิตชีวา

แต่ถึงกระนั้นก็มีเพียงเธอในบรรดาพี่น้องที่มีชีวิตรอด พี่น้องคนอื่นไม่เกินสิบขวบต่างก็จากไปทั้งสิ้นด้วยอาการของโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ บ้างก็ถูกอสูรฆ่าตาย แม้สามารถจับดาบและใช้ปราณได้แต่ก็ไม่ได้การันตีเวลาชีวิต ดังนั้นเธอจึงเป็นสายเลือดอีกฝั่งของบ้านอุบุยาชิกิที่มีความหวังว่าจะมีชีวิตอยู่เกินสามสิบปี เป็นสัญลักษณ์ของการกระทำที่เกิดผลสำเร็จ ซึ่งนั่นก็คือความพยายามที่จะโค่นล้มต้นต่อของอสูร

เป็นทายาทอีกสายที่มีพลังชีวิตสูง…

หากเธอตายก็ดูเหมือนว่าความหวังเหล่านั้นจะพังทลายลง…

ผ้าห่อดาบที่ปลายหักนั้นยังคงถูกหอบเอาไว้อย่างแน่นด้วยความรัก มิซูโกะในร่างนี้รักดาบเล่มนี้มาก ต่อให้ปลายดาบจะหักก็ไม่ทิ้ง เธอก็จะเก็บชิ้นส่วนของมันเอาไว้ทั้งหมด รวมถึงโกร่งดาบที่แม้จะหลุดไปก่อนหน้านี้ด้วยก็ตาม

วันนี้เธอออกเดินทางจากบ้านตระกูลเร็นโงคุไปยังศูนย์บัญชาการหลักของกลุ่มพิฆาตอสูรโดยมีเคียวจูโร่เดินมาเป็นเพื่อนด้วย ตามจริงเธอบอกเขาว่าเธอสามารถเดินทางคนเดียวได้แค่ครึ่งวันก็ถึงแล้วหากเธอเดินทางแต่เช้า เธอขอให้เขาล่วงหน้าไปไม่ต้องเป็นห่วง ไปทำภารกิจที่สำคัญกว่าเถอะ แต่อีกฝ่ายกลับส่ายหน้าไม่รับคำพูดของเธอเสียอย่างนั้น

“หน้าเจ้าดูซีด ไหวหรือไม่กัน” เคียวจูโร่ว่าจากนั้นมือของเขาก็แตะที่หน้าผากและจับที่ช่วงแขนเธอเอาไว้ ด้วยกลัวว่าจะล้มลงไปดื้อ ๆ ดูเหมือนอีกฝ่ายจะค่อนข้างสังเกตเธออยู่บ่อยครั้งได้

“ไหวเจ้าค่ะ” เธอตอบ

“ดาบเล่มนั้นคงจะมีความสำคัญต่อเจ้ามาสินะ” อีกฝ่ายถามอาจเพราะเธอหอบกำมันเอาไว้แน่นอย่างระมัดระวังอย่างถึงที่สุด

“นี่เป็นดาบของพี่ชายใหญ่ของข้าน่ะ…เขาส่งมันให้พี่ชายคนกลาง พี่ชายคนกลางก็ส่งมันต่อให้พี่ชายคนเล็ก จากนั้นก็เป็นข้าที่ได้รับมันต่ออีกที ทุก ๆ ครั้งเวลาที่ข้าต้องออกเดินทางข้าจะนำดาบเล่มนี้ไปด้วย ข้าจะรู้สึกว่าพวกเขาสามคนคอยคุ้มครองข้าอยู่”

ภาพของพี่ชายทั้งสามปรากฏขึ้นราวกับวิญญาณตรงหน้า หางตาของมิซูโกะมีน้ำตาไหล่หยดน้อย ๆ ทำให้เธอก้มใบหน้าปาดมันอย่างไม่ต้องการให้ใครอีกคนรับรู้

“ขอให้พี่ชายทั้งสามคนของเจ้าวางใจเถอะ มีข้าเคียวจูโร่ผู้นี้อยู่ด้วย ไม่มีทางที่เรื่องร้าย ๆ จะทำอันตรายต่อเจ้าได้หรอก”อีกฝ่ายยิ้มกว้างและเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังพร้อมความมุ่งมั่นและตั้งใจ

มิซูโกะรู้สึกอบอุ่น…

ความรู้สึกแบบนี้เหมือนกับตอนที่คุณสามีอยู่ข้าง ๆ ด้วยเลย เวลาที่เขาคอยขับรถไปรับไปส่งที่ทำงานหรือที่โรงฝึกเคนโด้อะไรแบบนั้นทั้ง ๆ ที่ตัวเขาเองก็มีภาระงานสอนเด็ก ๆ ที่โรงเรียนคิเมะซึด้วยแท้ ๆ ไหนจะตอนเย็นที่ต้องไปซ้อมเคนโด้เตรียมแข่งขันอีกกัน แต่เขาก็ยังจัดการบริหารเวลาได้ดีมากจริง ๆ ซึ่ง…จากนั้นมาเธอก็เลยเลือกจะลาออกจากการทำงานมาเป็นแม่บ้านแบบฟูลไทม์ซะเลย

ถึงเสียดายตำแหน่งหน้าที่การงานหรือเงินเดือนอยู่บ้างก็เถอะ…

แต่เธอไม่เคยเสียใจเลยที่ทำแบบนั้นลงไป…

“…คุณเคียวจูโร่ข้าเป็นคนมีเคราะห์กรรมมาก ต้องอาศัยคนมีบุญมาส่งเสริม แต่ผู้คนล้วนก็ชอบพูดว่าข้ามักจะเป็นดาวร้ายกินดวงชะตาผู้อื่น มักทำให้คนรอบข้างตาย…ดังนั้นอาจจะฟังดูพูดจาไม่ดี แต่หากเราเป็นสามีภรรยากันแล้ว ข้าขอตายก่อนท่านนะ”

อีกฝ่ายประหลาดใจและนิ่งเงียบในคำพูดของเธอ

“พูดอะไรเช่นนั้นกัน สามีภรรยาครองคู่ยืนยาวเป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่หรือ จะตายก่อนหรือหลังนั้นล้วนไม่สำคัญ เจ้าอย่าได้สนใจเสียงจากผู้อื่นเลย”

นั่นสินะ…

“ข้ามีสายเลือดครึ่งหนึ่งของบ้านอุบุยาชิกิ แม้อยากจะพูดว่ามีชีวิตยืนยาวแต่ก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก แล้วข้าเองก็ไม่ได้ต้องการพูดว่าอยากจะตายหลังท่าน…มันเป็นลางไม่ดีต่อคนหนุ่มเลยเจ้าค่ะ”

ใช่ ถ้าพูดว่าจะอายุยืนยาวกว่าอีกฝ่ายนั้นคงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะเธอเองอายุก็คงจะสั้นอย่างแน่นอน ถ้าพูดว่าจะตายหลังเคียวจูโร่แล้ว อาจจะเป็นการแช่งอีกฝ่ายเอาได้ซึ่งนั่นเป็นเรื่องไม่ดีเลย

“อื้ม! ข้ารับรู้ถึงความรู้สึกของเจ้าแล้ว”

ได้ยินแบบนั้นมิซูโกะก็รู้สึกดีขึ้นจนกระทั่งเธอหยุดลงและสังเกตเห็นบันไดหินทางขึ้นไปยังสถานที่สักแห่งบนภูเขาลูกเล็ก ๆ นี้ ความรู้สึกบางอย่างของเธอบอกว่ามันคือวัดเดียวกันที่เธอจอดรถแวะขึ้นไปไหว้พระเช่าเครื่องรางอย่างไรอย่างนั้น แต่ความรู้สึกหนึ่งกลับอึมครึ้ม ลางสังหรณ์ใจไม่ดี…

 

‘อยากกินมนุษย์!! หิวโหยเหลือเกิน!! เมื่อไหร่กันที่พวกชาวบ้านจะขึ้นมาอีก!!’

‘คืนนี้ข้าจะเขมือบให้เรียบ ตามด้วยหลวงพ่อและพระลูกวัดเนื้อหอม ๆ พวกนี้ด้วย’

 

“คุณเคียวจูโร่” เธอเรียกอีกฝ่ายแล้วดึงชายเสื้อของเขาเอาไว้“อสูร…วัดนี้มีอสูร…”จู่ ๆ น้ำเสียงของเธอก็สั่นขนที่ต้นแขนลุกชันอย่างตื่นตัว ใบหน้าหมองลงชั่วขณะหนึ่ง

“อื้ม!วัดนี่มีอสูรสินะ ข้าจะจัดการให้!”สีหน้าของเคียวจูโร่ไม่มีร่องรอยของความลังเล ทันทีที่เธอบอกเขาว่าวันนี้มีอสูร เขาก็เชื่อจากนั้นเส้นทางการกลับไปยังศูนย์บัญชาการของกลุ่มพิฆาตอสูรก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยทันที

เธอกับเขาก้าวขึ้นบันไดที่ทอดตัวสูงไปยังวัดบนภูเขาลูกนี้ทันที ยิ่งเข้าใกล้เท่าไหร่มิซูโกะก็รู้สึกอึดอัดใจ มันเหมือนกับว่าเธอมีสัมผัสที่แรงกล้าต่ออสูรมาก เหมือนกับเมื่อครั้งที่อสูรโจมตีเข้ามาทำให้ช่วงหนึ่งรู้สึกตัวและมีจังหวะหลบการโจมตีได้ทัน

อากาศบนเขาเย็นสบาย รอบ ๆ และภายในบริเวณของวัดมีต้นไม้ต้นใหญ่รายล้อม แสงอาทิตย์ไม่สามารถสาดส่องเข้ามาได้อย่างเต็มที่ ทำให้มิซูโกะคิดว่ามันเป็นสถานที่ที่วิเศษมาสำหรับอสูรในการซ่อนตัวยามกลางวัน

ด้วยความที่เป็นวัดเล็ก ๆ ทำให้ไม่มีทางเข้าหรือซุ้มไม้ ทางลานของวัดมีทางเดินที่ปูด้วยปูนแบบโบราณ มีศาลาหรือตัวเรือน ๆ ซึ่งครอบองค์พระเอาไว้ ด้านในของเรือนครององค์พระมีกระถางถูกเล็ก ๆ เก่า ๆ พร้อมกลิ่นธูปเบาบาง รอบ ๆ ด้านจะมีกุฎิพระชั้นเดียวตั้งอยู่ขนาบข้างทั้งหน้าหลัง

กลิ่นอายของอสูรแตกต่างจากกลิ่นธูป แม้จะกลมกลืนจนยากจะแยก แต่สำหรับคนที่คลุกคลีในวงการปราบอสูรแล้ว ย่อมแยกออกได้อย่างชัดเจน แน่นอนว่าคุณเคียวจูโร่ย่อมรู้ตำแหน่งนั้นได้เช่นเดียวกันเมื่อเข้าใกล้ถึงขนาดนี้แล้ว ตัวของเขาสาวเท้าเดินไปยังอสูรและหยุดอยู่ที่เรือนครอบองค์พระพุทธรูปเอาไว้ ด้านในนั้นเหมือนจะมีใครบางคนนั่งอยู่สองคน หนึ่งน่าจะเป็นพระ หนึ่งน่าจะเป็นอสูรในคราบชาวบ้านที่มาอาศัยวัด

มิซูโกะมองพระหนุ่มรูปนั้นด้วยความตกตะลึง!

นั้นคือพระท่านที่เตือนเธอไม่ใช่หรือ?

“นโม อมิตาพุทธ…มีโยมผู้ศรัทธาทั้งสองท่านมาแล้ว” พระท่านว่าจากนั้นก็ยืนขึ้นและหันมามองพร้อมรอยยิ้มเหมือนองค์พระในเรือนจำลอง ในมือของท่านนั้นมีลูกประคำคล้องอยู่…ท่านรอคล้ายกับว่ากำลังเชื้อเชิญให้เธอและคุณเคียวจูโร่เข้ามาจุดธูปสักการะองค์พระด้านใน

ดังนั้นเธอและเคียวจูโร่จึงก้าวเข้ามาในส่วนของซุ้มทางเข้าเรือนครององค์พระ เธอวางห่อดาบเอาไว้แท่นวางสัมภาระ และจุดธูปขึ้นมาหกดอกให้ สามดอกให้เคียวจูโร่ และสามดอกของเธอเอง สองมือจับก้านธูปอยู่ในระดับสายตา ใบหน้าน้อมลงพร้อมคิดในสิ่งดี ๆ ตามมาด้วยการยกธูปขึ้นลงสามครั้งและปักลงกระถางธูปที่ตั้งอยู่

“อาตมารู้ว่าสีกามีคำถามมากมาย…”พระท่านเอ่ยขึ้น“การที่โยมต้องเผชิญอยู่ในตอนนี้คือเศษกรรมตกค้างของโยมที่ต้องแก้ไข…อสูรตนนั้นเป็นสาเหตุที่โยมไม่อาจหลุดพ้นไปได้…เขาทำกรรมหนักและยังสาปแช่งคอยจ้องจะทำลายโยมทุกชาติภพ หากโยมได้พบเขาอีกครั้ง จงตรองให้ดีและตั้งมั่นให้มาก…เพื่อให้โยมในภพหน้าได้ตื่นจากฝันร้าย”

ความทรงจำวัยเด็กของมิซูโกะปรากฏขึ้นมาเจ็ดปีก่อนมีอสูรตนหนึ่งบุกมาที่บ้านและฆ่ามารดารวมถึงพี่ชายของเธอ!พวกมันพูดว่าสายเลือดของอุบุยาชิกิจะต้องถูกกำจัดให้หมดสิ้น แต่คราวนั้นเธอรอดพ้นมาได้ด้วยการเสียสละของมารดาและพี่ชายคนกลางไป

มิซูโกะรู้สึกเจ็บปวดและแค้นเคืองในใจ

“หลวงพ่อ…แล้วข้าจะกลับไปได้หรือไม่เจ้าคะ?” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาอย่างมีความหวังแต่หลวงพ่อทำเพียงแค่ยิ้มอย่างพระโพธิสัตว์แล้วหันสายตามองไปยังเคียวจูโร่ที่มองอสูรไม่วางตา

 

‘…จงเชื่อมั่นใจตัวสามีของสีกา เขาจะเป็นผู้พาสีกาผ่านด่านเคราะห์กรรมเอง’

 

คำพูดของพระท่านลอยเข้ามาในหัวซึ่งทำให้มิซูโกะไม่จำเป็นต้องถามต่อ เธอเบนสายตาหันมองอสูรที่ตั้งมั่นจดจ่ออยู่กับองค์พระ กลิ่นอายอสูรเด่นชัดราวกับว่าเขาเพิ่งสูบกินเลือดเนื้อของค้นมาได้ไม่นาน

พระท่านน่าจะรู้อยู่แล้วว่าชาวบ้านคนนี้เป็นอสูร

แล้วเหตุใดไม่จัดการกันเล่า?แค่กระชากออกมาได้อสูรก็น่าจะตายสิ้นด้วยแสงแดดแล้วนี่นา หรือเพราะเป็นพระจึงไม่สามารถทำร้ายผู้อื่นไม่ว่าคนหรืออสูรได้?ข้อนี้มิซูโกะไม่แน่ใจนัก หรืออสูรตนนี้อาจจะเป็นอสูรระดับสูงทำให้โดนแสงแดดอ่อน ๆ ก็ไม่ตายกัน?

“หลวงพ่อ…”มิซูโกะเอ่ยปากขึ้น

“เขากินผู้คนมามากมายแต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นเวรกรรมตนเอง”หลวงพ่อกล่าวจากนั้นก็มีเสียงโวยวายของชาวบ้านดังขึ้นจากข้างหลัง พวกชาวบ้านขึ้นมาที่วัดพร้อมด้วยอาวุธเครื่องครัว มีด เสียมและดาบแบบบ้าน ๆ

“หลวงพ่อนั้นมันอสูรร้าย ต้องฆ่ามัน!” พวกชาวบ้านว่าจากนั้นก็พากันเข้าไปช่วยกันรุมทึงลากอสูรออกมาจากเรือนครอบองค์พระ ล่ามอสูรเอาไว้ด้วยโซ่เชือกและถึงแม้จะลากออกมาแต่อสูรตนนั้นก็ยังไม่ตายโดยง่าย แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาภายในวัดไม่ลึกนักด้วยแนวของร่มไม้ทำให้เชือกและโซ่ขาดหลุด

แกร๊ก!

กิ่งไม้ท่อนใหญ่หักโค่นลงมาทับร่างของอสูร กดมันเอาไว้พร้อมกับกลายเป็นช่องให้แสงแดดแผดเผาร่างของมันจนแหลกสลายเป็นขี้เถ้า ส่วนพวกชาวบ้านก็ร้องยินดีด้วยความสะใจที่อสูรตายเสียที จากนั้นก็พากันมองไปที่องค์พระในเรือนจำลองที่มีพระพักต์แบบชำเลืองสายตามองต่ำมาลาน ณ จุดที่อสูรถูกกิ่งไม้ใหญ่ทับและตายสิ้น

 

‘พระพุทธรูปปราบอสูร’

 

พวกชาวบ้านให้ฉายานามกับองค์พระพุทธรูปและพากันก้มกราบบูชา และภายหลังองค์พระพุทธรูปนี้จะโด่งดังและกลายเป็นที่ศรัทธาแก่คนในตำบลแห่งนี้ หากมิซูโกะจำประวัติของวัดไม่ผิดแล้วล่ะก็นะ

“คุณเคียวจูโร่ เราเดินทางต่อกันเถอะเจ้าค่ะ”เธอหยิบห่อดาบขึ้นมาแล้วแตะที่ฝ่ามือของอีกฝ่ายที่เลื่อนจากการแตะด้ามดาบมาอยู่ขนาบข้างลำตัวแทน จากนั้นก็หันไปก้มหัวลาหลวงพ่อท่านโดยที่เธอไม่ลืมจะยัดซองเงินปัจจัยมอบให้จำนวนหนึ่งอีกด้วยเป็นการขอบคุณที่ให้การชี้แนะสั่งสอนโดยไม่รู้ตัวว่า

พอก้าวเดินออกจากเขตวัดแล้วบทสนทนาเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เกิดขึ้นท่ามกลางความเงียบ

“คุณเคียวจูโร่…ถ้าต้องตัดบาปกรรมโดยไม่ฆ่าอสูรที่กำลังจะกินตนเอง ท่านว่ามันจะดีหรือไม่?อสูรตนนั้น…จะมีวันที่หนีไม่พ้นเวรกรรมจริง ๆ หรือ” เธอเอ่ยขึ้นด้วยความกังวลและสับสน ในใจว้าวุ่นและคิดไม่ตก

“อื้ม!พวกอสูรน่ะย่อมหนีไม่พ้นเวรกรรม ไม่มีทางได้ขึ้นสวรรค์ มีแต่ตกนรกเท่านั้น แต่การไม่ฆ่าอสูรที่ทำร้ายตนเองนั้นเป็นความคิดที่โง่เขลา สำหรับการฆ่าแล้ว ข้ามองว่ามันไม่ใช่บาปแต่เป็นการฆ่าเพื่อตัดวงจรกรรมชั่ว เป็นบุญกุศลต่างหาก”

ตัดวงจรกรรมเพื่อทำบุญกุศลต่อผู้อื่นและตัวอสูรเอง?

คุณเคียวจูโร่พูดเหมือนคุณฮิเมะจิมะเลย…

อ้อ?

พวกเขาน่าจะรู้จักกันในฐานะเสาหลักกระมั้ง แนวคิดเลยคล้าย ๆ กัน

“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” เธอน้อมรับคำพูดของอีกฝ่าย

“หากไม่อยากฆ่าแล้วล่ะก็…เจ้าเรียกข้าก็พอ หน้าที่นี้ข้าจะเป็นคนจัดการแทนเจ้าเอง” อีกฝ่ายว่าพร้อมร้อยยิ้มอบอุ่นร้อนแรง จริง ๆ ถ้าฟังโดยไม่คิดอะไรก็คงจะไม่รู้สึกเก้อเขิน แต่ถ้าฟังแบบคิดให้มากแล้วก็จะเหมือนเธอที่ก้มหน้าซ่อนความหวั่นไหวในจิตใจเอาไว้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 167 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

149 ความคิดเห็น

  1. #146 armddtank (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2563 / 22:57
    คุณสามีอบอุ่นเหมือนไมโครเวฟคือดีมาก
    #146
    0
  2. #10 panipakartist (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:24

    ไรต์สู้ๆ นะคะ รอตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ แล้วอสูรที่จองเวรคุณภรรยานี่มันใครหว่า แต่เราก็ไม่แน่ใจความคิดตัวเองเลยว่าเราเดาถูกตัวหรือเปล่าเนี่ย

    #10
    0
  3. #6 Yukari3120 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 / 12:50

    ไรต์สู้ๆ ไรต์สู้ตาย ไรต์ไว้ลายสู้ตายสู้ๆ\\\٩(๑`^´๑)۶////

    #6
    0
  4. #5 sunisauun (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 / 12:36
    สู้ๆนะคะ จะคอยติดตาม!
    #5
    0