เล่ห์รักจักรพรรดินีทรราช (จบเล่มที่1)

ตอนที่ 8 : Chapter VII

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,563
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 65 ครั้ง
    29 พ.ค. 63

 

Chapter VII

 

ร่างของจูบิลี่ตกเข้าสู่อ้อมกอดของชายผิวสีคล้ำของชายที่คลุมทั้งตัวด้วยชุดดำเหมือนพวกหน่วยราชองครักษ์ลับขององค์จักรพรรดิแต่แน่นอนว่าเพียงแค่เห็นอีกฝ่ายเพียงเสี้ยวใบหน้าเท่านั้น เธอก็จดจำอีกฝ่ายได้ทันที จูบิลี่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะปรากฏตัวมาช่วยเหลือเธอเอาไว้ได้ทันท่วงทีเช่นนี้ ไม่คาดคิดและไม่อาจฝันถึง...แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่าเธอไม่เคยแอบคาดหวังว่าเขาจะยื่นมือมาช่วยเธอเช่นเดียวกัน

อาจเพราะลึก ๆ แล้วชีวิตนี้ของเธอได้เขาช่วยเหลือมาโดยตลอดกระมัง…

"ท่านมาได้อย่างไรเมห์เหม็ด" จูบิลี่ถามอีกฝ่ายเพียงแต่เขาไม่ได้ตอบรับในทันทีทันใด

"...ฝีมือการขี่ม้าของท่านนี่ผิดกับครั้งที่ท่านขับรถเหล็กราวกับฟ้าหับเหว" เขากล่าวสั้น ๆ ไม่ได้หันมามอง สายตามุ่งตรงไปยังเส้นทางเบื้องหน้าและการควบม้าที่ต้องอาศัยความชำนาญเป็นพิเศษ

"!?"

จูบิลี่ตกใจที่อีกฝ่ายรู้เรื่องในชาติก่อนของตนเอง

"ทะ-ท่าน!!"

"ตั้งสติก่อนจีนี่" เขาว่าแล้วเรียกชื่อเล่นที่มีเพียงเขาผู้เดียวเท่านั้นที่เธอเรียกเธอมาโดยตลอด

ณ ชั่วเวลานี้จูบิลี่ทั้งยินดีทั้งสับสนอย่างน่าประหลาดใจ ไม่ใช่ว่ามีเธอเพียงผู้เดียวหรือที่ได้มีโอกาสกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ตื่นจากความตายเพื่อเริ่มต้นชีวิตที่ดีกว่าอีกครั้งกัน?

"เหตุใดจึงช่วยข้ากัน..."

"ท่านนี่ยังใจร้อนและบุ่มบ่ามเหมือนเดิมจริง ๆ ท่านตั้งใจเป็นศัตรูอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้เขาคงไม่เก็บท่านไว้แน่ ๆ" อีกฝ่ายวิเคราะห์แล้วตำหนิเธอเหมือนเคย "ท่านกอดข้าแน่น ๆ ซะ ข้าจะ...ว่าแต่ท่านบาดเจ็บหรือไม่" อีกฝ่ายไม่ได้พูดประโยคที่ค้างคาเอาไว้แต่กลับถามถึงอาการบาดเจ็บซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเลยสักแห่งบนร่างของเธอแทน

"ท่านวางใจได้ ไม่มีสักแผล" เธอตอบเขาแล้วมองมือใหญ่กำยำชักดาบโค้งขึ้นมาหมุนควงให้พอดีมือ "ท่านจะฆ่าพวกเขาหรือ?!"เธอถามอย่างตกใจไม่น้อย พวกมันมาตั้งสิบคนเช่นนี้ เขาคนเดียวจะรับมือไหวได้อย่างไรกันเล่า?ไม่สู้รีบหนีไปหาพวกอีธานจะไม่ดีกว่ารึยังไงมีคนมาช่วยสมทบก็ดีกว่าไม่ใช่รึไง

"ข้าไม่เคยเล่าเรื่องตอนออกศึกบนหลังม้าให้ท่านฟังหรือ?เรื่องที่ยัยหลานของข้าชอบนะ" คราวนี้เขายิ้มบาง ๆ พร้อมสายตาที่ปลดปล่อยไอสังหารออกมาจนน่าขนลุก พริบตาเดียวม้าก็เปลี่ยนทิศทางเลี้ยวกลับฝ่าวงศัตรูที่พุ่งเข้ามา คมดาบตวัดฉับอย่างแม่นยำพร้อมศีรษะจำนวนหนึ่งซึ่งหลุดจากบ่าฉับ ๆ

ตาแก่บ้า! เรื่องนี้ของท่านทำให้หลานข้ากลัวต่างหากเล่า!!

"...ครบสิบสองหัวแล้ว" เขาบอกเธอแล้วยกดาบชี้ไล่ทีละหัวที่ตกอยู่บนพื้นดิน

"ประสาทเถอะ ข้าไม่ชอบเลือด!" เธอใช้มือตบที่ช่วงแขนของอีกฝ่ายไม่เบาไม่แรง สองตาปิดอย่างไม่ยากจะมองแม้ว่ากลิ่นของเลือดจะคละคลุ้งไปกับฝุ่นผงที่ตีตลบไปทั่วชั้นบรรยากาศก็ตามที "อีกอย่างเรื่องเล่าออกศึกของท่าน หลานข้าน่ะก็ไม่ชื่นชอบมันสักนิดเดียว?"

"ท่านมีหลานด้วยรึ?"

ห่ะ?เขาหมายถึงหลานของฝั่งเขาน่ะรึ?

หลานแบบที่ไม่ใช่ลูกของลูกของเราน่ะ?

ฟาติห์-เมห์เหม็ดคราวนี้ท่านจะกลับกลอกทำเป็นไม่รู้เรื่องที่พูดไปเกี่ยวกับรถเหล็กเมื่อครู่รึ!?

"แล้วท่านล่ะ?มีหลานด้วยรึ"

"...อาจฟังดูบ้าแต่ข้ามีหลานในความฝันของข้าก็แล้วกัน" เขาตอบเธอด้วยการอ้างถึงเรื่องของความฝันแทน

"นั่นหลานอเล็กซานดร้า ผิวคล้ำดวงตาสีม่วงเจือเขียวองุ่นสดใส นางเป็นองค์หญิงที่น่ารักมาก ข้าให้กำไลหยกแก่นางไปแต่ว่านางทำแตก จึงกลัวข้าดุแล้วไม่กล้ามาพบหน้าข้าอีกเลย" เธอตอบอีกฝ่ายเล่น ๆ อย่างไม่จริงจัง

"จะเป็นหลานท่านได้อย่างไรนางคือเด็กในความฝันของข้า นางเหมือนคนตะวันออกกลางมากเสียขนาดนั้น ต้องชื่ออิลันนาห์ต่างหากเล่า...ท่านนี่ชอบพูดเล่นจริง ๆ หรือท่านก็ฝันเห็นเช่นข้ากัน?"นัยน์ตาสีส้มเขียวของอีกฝ่ายมองเธอด้วยสายตาที่ทั้งแปลกใจและสนใจ หรืออาจเพราะเขาคิดว่าเด็กที่เธอพูดนั้นเป็นแค่ความฝัน...แต่มันไม่ใช่ความฝัน อเล็กซานดร้าก็คือหลานของเธอจริง ๆ และทั้งยังไม่สามารถใช้ชื่ออิลันนาห์อย่างที่เขาปรารถนาจะตั้งได้อีกด้วยซ้ำ

"แล้ว...ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าขับรถเหล็กเก่ง"

"แค่ฝันเห็น...รึว่าท่านขับเก่งเป็นจริง ๆ องค์หญิงอย่างท่านนี่น่ะจะขับม้าเหล็กได้"

"ข้า..." จูบิลี่ยากจะตอบด้วยเพราะตอนนี้ทุก ๆ ความสับสนนั้นหายไปแล้ว ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ตายแล้วฟื้นเหมือนเธอสักนิด มันเป็นเพียงภาพความฝันเลือนรางของเขา ฝันที่จำได้บ้างไม่ได้บ้าง...ไม่เหมือนนางที่จดจำมันได้ทั้งหมดครบถ้วนทั้งตลอดเก้าสิบปีของการมีชีวิตอยู่

"ช่างมันเถอะข้ารู้ว่าท่านนะขับรถเหล็กเป็น เจ้าสองพี่น้องเชย์เลเบย์บอกข้าว่าท่านเหมือนจะรู้จักกลไกของรถยนต์ ท่านคงจะขับเป็นนั่นแล...พระเจ้าช่างรักข้าจริงๆที่เลือกหญิงที่เข้ากันกับข้าได้" ประโยคหลังเขากล่าวพึมพำเป็นภาษาออสมันนิตส์ที่เร็วและยากจะจับใจความ เพียงแต่จูบิลี่อยู่กับเขามานาน ดังนั้นจึงไม่มีทางที่เธอจะไม่เข้าใจเป็นอันขาด

"ข้าเข้ากับท่านได้นั่นไม่จริงหรอก" เธอตอบสวนไปทันที

"เจ้าฟังออก?"

"...ท่านพูดอะไรกัน?"คราวนี้จูบิลี่แกล้งทำเป็นไม่เข้าใจแล้วเบือนใบหน้าที่หนีไปทางอื่น แขนทั้งสองข้างที่กอดอีกฝ่ายไว้แน่นคลายลงจนหลวมเหมือนไม่ได้สัมผัสอีกฝ่ายสักนิด ไม่ต้องพูดว่าเข้ากันหรือไม่ ต้องเรียกว่าไม่มีทางเข้ากันได้เลยต่างหากเกือบจะทุก ๆ เรื่อง มีแต่เธอที่ต้องปรับตัวเข้าหาเขาทั้งสิ้น ไอ้นิสัยรีบร้อนบุ่มบ่ามนั้นก็มาจากการที่ต้องคอยเร่งรีบทำนั่นทำนี่เพื่อให้เขาสนใจเธอบ้างก็แค่นั้น...คราวนี้เขายังมาตำหนิเธออีกทั้ง ๆ ที่เธอก็เตรียมแผนเอาไว้พอสมควรแล้ว...ถึงจะพลาดก็เถอะ!

"ข้าไม่ได้รีบร้อนหรือบุ่มบ่าม ข้ารู้ว่าจะต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น ข้าจึงได้ตระเตรียมไว้กับองครักษ์เรียบร้อย"

"แต่ก็อ่อนด้อยเกินไป ท่านจงยอมรับซะเถิดอย่างเถียงสู้ข้าเลย...ที่ท่านทำเช่นนี้เพราะต้องการกีดกันข้าน่ะรึ?นี่ช่างไม่คุ้มค่าและถือเป็นเรื่องที่ไร้สาระจริง ๆ อย่างไรข้าก็ต้องบีบให้ท่านลงเอยกับข้าจนได้ เพราะท่านคือตัวเลือกหนึ่งเดียวที่ข้ามีและข้าเลือกก็ท่าน"

คำพูดของฟาติห์-เมห์เหม็ดราวกับกัดกินใจของเธออย่างโหดร้าย

 

มันไม่ใช่รัก...แต่เป็นหน้าที่...เพื่อรักษาชีวิตของตนเองด้วยการปกป้องและคุ้มครองเธอ

 

"ใช่! เหตุผลนั้นก็มีส่วน แต่ข้าต้องการกำลังทหารของวังคืนมา ข้าต้องการอำนาจที่แข็งแกร่งแล้วสักวันข้าจะแย่งชิงทุกอย่างที่พวกมันพรากไปจากครอบครัวข้า! พวกที่ทำให้ทุกสิ่งของข้าพังทลายทั้งหมด! ทั้งหมด!!" จูบิลี่โกรธเกรี้ยวและโศกเศร้า คำพูดของเธอทำให้อีกฝ่ายงุนงงและไม่เข้าใจ แต่ทว่าตัวเธอนั้นกลับเข้าใจดีอย่างลึกซึ้ง

ครอบครัวที่สงบสุข วังที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นหัวใจ...สามีที่รักใคร่และชีวิตคู่ที่เรียบง่าย ลูกหลานที่ไม่ถูกพรากจากอก อำนาจที่ไม่ถูกแก่งแย่งชิงดี ความนิยมจงรักภักดีของประชาชน แม้กระทั่งชีวิตและความตายอย่างเป็นสุข ทุกสิ่งล้วนถูกโกงเอาไปหมด ไม่เหลืออะไรให้เธอชื่นชมยินดีสักนิด มีแต่ทุกข์ทรมานจนอยากจะตายไปให้พ้น ๆ แต่ก็ทำไม่ได้

"ท่านไม่มีวันเข้าใจชีวิตของข้า...ว่ามันโดดเดี่ยวและทรมานมากแค่ไหน ท่านแค่เลือกข้าเพราะข้าช่วยให้ท่านรักษาชีวิตได้...ก็ได้...ถ้าท่านต้องการชิงบัลลังก์ของท่าน รักษาชีวิตของท่านเราก็มาแลกเปลี่ยนกันซะ ท่านต้องการอะไรเงินทอง ทหาร อำนาจ ข้าจะช่วยท่านทุกอย่าง ขอเพียงไม่เกี่ยวข้องกับข้าก็พอ"

"ข้าสามารถปกป้องและคุ้มครองท่านได้เหมือนเช่นตอนนี้ ข้ามีความสามารถพอและกล้าโอ้อวดต่อพระเจ้าของท่าน...ท่านห้ามปฏิเสธของขวัญจากพระเจ้าคนนี้เชียว ห้ามปฏิเสธข้าอย่างเด็ดขาด"

ผิดแล้ว...ข้าแค่ปฏิเสธชีวิตคู่ที่มีท่านอยู่ด้วย แต่ข้าไม่เคยที่จะ...ปฏิเสธความรักของท่าน ฝ่ามือของท่าน หรือแม่การกระทำของท่านที่ช่วยเหลือข้าสักนิด ต่อให้ข้าจะรู้ว่ามันเป็นเพราะอะไรก็ตามที่ท่านจำต้องกระทำเพื่อรักษาชีวิตของตนเอง

"จูบิลี่ข้าเป็นของท่าน เป็นทาสของจีนี่อย่างท่าน ท่านสามารถสาปส่งข้าได้ให้พรข้าได้เช่นกัน"

ข้ารู้น่า...ข้ารู้...

"ท่านต้องการอะไร?พูดมาเถอะ..."

"ท่าน"

!!

 

❁❁❁

 

จูบิลี่สลบไปโดยไม่รู้ตัวว่าหลังจากนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาบ้าง รู้แค่ว่าภาพทุก ๆ อย่างราวกับมีแสงสีแดงสาดส่องเข้ามา ร่างกายตึงเกร็งจนกระทั่งอ่อนกำลังและสิ้นสติไปในที่สุด ภาพที่เห็นตอนตื่นขึ้นก็เป็นครั้งที่เธอกลับมาอยู่ที่ห้องบรรทม ที่วังอเล็กซานไดร์ทอย่างอยู่รอดปลอดภัยแล้ว โดยรอบเตียงของจูบิลี่ปรากฏร่างของนางข้าหลวงแอ๊บบี้เพียงผู้เดียวที่คอยพยาบาลรักษา และองครักษ์หลวงอย่างอีธานซึ่งปรากฏสายตาเยือกเย็นขึ้นมา

ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นของพวกเขา...และเธอ...เกือบทำให้ทุก ๆ ต้องพังพินาศลงในชั่วพริบตา แม้ว่าจะเตรียมทุกอย่างเอาไว้ดีพร้อมแล้ว แต่จูบิลี่กลับลืมไปเสียสนิทว่าประสบการณ์ของอีธานในวัยหนุ่ม และอีธานในวัยชรานั้นไม่เหมือนกัน ความคมของดาบยังคงต่างกันชัดเจน เขารับมือได้ยากเพราะฝีมือยังอ่อนด้อยไม่เคยเผชิญเหตุการณ์ลอบสังหารมาก่อน เหมือนดาบที่ไม่เคยถูกลับย่อมไม่คมพอจะสังหารใครได้ ย่อมพ่ายแพ้ดาบที่ทรงพลังมากกว่า...

"อีธาน...เล่าให้ข้าฟังที" จูบิลี่กล่าวถามโดยที่ร่างกายไม่ขยับลุกจากเตียง ตอนนี้เธอเหนื่อยล้าเกินกว่าจะลุกขึ้นยืนด้วยซ้ำ

ซึ่งเธอไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่?

"เป็นความโง่เขลาของกระหม่อมเองที่หลงเชื่อนางเฮเลน และไร้ความสามารถที่จะฝ่าวงศัตรูมาช่วยพระองค์ได้ทันพ่ะย่ะค่ะ...พระองค์ถูกองค์ชายฟาติห์-เมห์เหม็ดช่วยเอาไว้ ร่างกายบาดเจ็บจากการถูกของแข็งฟาดที่ท้ายทอยจนสิ้นสติ ส่วนพวกกบฏเรียกร้องดินแดนเองก็ถูกองค์ชายผู้นั้นสังหารเสียสิ้นไม่เว้นสักคน เขานำแหวนและหัวของพวกกบฏวางเอาไว้หน้าพระราชวังหลวง ทำให้...องค์จักรพรรดิมีรับสั่งให้พระองค์รักษาตัวพักผ่อนให้ดี ทั้งยังทรงรับปากองค์ชายเมห์เหม็ดไว้หนึ่งประการตามที่องค์ชายร้องขอ"

"เขาขออะไรรึ?"เธออย่างให้ความสนใจ

แน่นอนว่าหากไม่ใช่เรื่องเธอก็น่าจะเป็นเรื่องผลประโยชน์ของประเทศ เพราะเขาเล่นขู่องค์จักรพรรดิด้วยการเอาหัวคนของพระองค์และแหวนที่เป็นสัญลักษณ์ของหน่วยลับไปวางขู่ถึงหน้าวังเสียขนาดนั้น แม้ว่าจะอ้างธรรมเนียมของพวกราชวงศ์ออสมันที่ต้องการเอาหัวกบฏมาเซ่นวิญญาณอารักษ์ของวังก็เถอะ แต่นี่คือการขู่ว่าเขารู้เรื่องทุกอย่างแล้ว และเขาเองไม่มีท่าทีว่าจะกลัวอีกฝ่ายแม้แต่น้อย อาจเพราะเขามีเสด็จพ่อของเขาคอยหนุนหลังอยู่ ทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฝ่ายองค์จักรพรรดิไม่อาจทำอะไรได้ตามอำเภอใจได้ ด้วยถือว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศซึ่งนำไปสู่ความเสียหายระดับใหญ่

"องค์ชายผู้นั้นยังไม่ได้ขอพ่ะย่ะค่ะ"

ไม่ได้ขอในทันที...

แสดงว่าเขามีแผนในใจอยู่แล้วสินะ...

"แล้วอย่างไรอีก?"จูบิลี่ถามต่อเผื่อมีเรื่องที่เธอต้องรับรู้

"ตราประทับจอมทัพแห่งกองธงจอมทัพองค์จักรพรรดิส่งมอบคืนแก่วังอเล็กซานไดร์ทแล้ว อยู่ในกล่องนี้พ่ะย่ะค่ะ" อีธานกล่าวจากนั้นก็ผายมือไปยังกล่องกำมะหยี่ที่วางอยู่บนโต๊ะวางที่ตั้งอยู่ปลายเตียงของเธอ จูบิลี่มองแล้วก็ไม่ได้คิดจะสั่งอีก เธอรออีธานรายงานเรื่องสำคัญ ๆ ต่อให้เรียบร้อยเสียก่อนค่อยให้งานเขาไปทำชิ้นหนึ่ง "อีกเรื่องก็คือองค์ชายเมห์เหม็ดจะพำนักที่นี่อีกหนึ่งเดือนในฐานะทูตสันถวไมตรีพ่ะย่ะค่ะ ส่วนองค์ชายอีกสองพระองค์จะเสด็จกลับประเทศออสมันนิตส์ในเที่ยงนี้พ่ะย่ะค่ะ"

เขามีแผนจริง ๆ ด้วย

น่าจะเกี่ยวกับตราจอมทัพของวังอเล็กซานไดร์ท...

แล...การอยู่ต่อที่นี่อีกหนึ่งเดือนคงจะเพื่อเตรียมการอะไรบางอย่างเอาไว้กระมัง...

"เขาช่วยข้าเอาไว้ จงดูแลเขาให้ดีล่ะ" จูบิลี่สั่งเสียงเรียบใบหน้าก้มลงเปลือกตาปิดลงอย่างลึกล้ำ

แค่เอาหัวไปขู่นั่นยังไม่พอหรอก...เขาฉวยโอกาสช่วยเหลือและปกป้องเธอเพื่อชีวิตของตนเองในอนาคต ทั้งยังใช้ประโยชน์จากมันเพื่อตนเองอีก จูบิลี่คิดว่านั่นเป็นเรื่องที่เมห์เหม็ดได้รับเพียงผู้เดียวโดยปราศจากเธอ แน่นอนว่าองค์จักรพรรดิจะต้องชดใช้หัวของลูกหลานเพื่อเซ่นสังเวยแก่เธออย่างแน่นอนแม้ว่าเธอจะยังไม่มีแผนก็ตาม แต่เธอต้องสุขุม เยือกเย็นและรอบคอบให้มากกว่านี้เพื่อแก้แค้น

เธอจะชะล่าใจไม่ได้เด็ดขาด...

 

❁❁❁

 

หลังจากทานมื้อกลางวันเพื่อส่งองค์ชายต่างชาติสองพระองค์กลับไปยังออสมันนิตส์เสร็จสิ้น เธอก็ออกปากชวนเมห์เหม็ดมาดื่มน้ำชาที่สวนกระจกแสนร่มรื่นในยามบ่ายสองถัดมานี้ แน่นอนว่าอีกฝ่ายก็ตอบรับคำชวนด้วยคงเพราะมีเรื่องที่จะต้องพูดคุยกันอยู่แล้ว จูบิลี่คิดโดยไม่ต้องสงสัยอะไรมากนักเธอสั่งให้ข้ารับใช้รออยู่ข้างนอก ให้เข้ามาตระเตรียมโต๊ะน้ำชาก็พอ เมื่อเสร็จแล้วเธอก็ให้พวกเขาออกไปนั่งรอข้างนอก หากไม่เรียกก็ให้รออยู่ทางด้านหน้า ทั้งยังไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้ามาในเรือนกระจกหลังนี้อีกด้วย

"ท่านดูจะมีเรื่องสำคัญมากสินะ" เจ้าของนัยน์ตาสีส้มระคนเขียวองุ่นกล่าวขึ้น จูบิลี่มองเมห์เหม็ดด้วยสายตาที่เรียบง่าย

"ท่านทุบหลังคอข้าแรงไม่ใช่น้อยเลย ข้อนี้ท่านต้องชดใช้ให้แก่ข้านะ" จูบิลี่กล่าวขึ้นอย่างขบขันแล้วช้อนสายตาขึ้นมองฝ่ามือของขวาของอีกฝ่าย "องค์จักรพรรดิให้คำขอแก่ท่าน แต่ท่านยังไม่ได้ขอ ท่านห้ามขอตัวเราเชียว" เธอว่าไปพลางจิบชา

"ถ้าเช่นนั้นท่านจะยอมมากับข้าหรือ?"อีกฝ่ายตอบแล้วยิ้มที่มุมปาก

"...ข้าบรรลุนิติภาวะแล้วสามารถตัดสินใจเรื่องคู่ครองได้ ข้ามีเรื่องที่ต้องให้ท่านทราบก่อนท่านจะตัดสินใจที่จะเลือกข้าอย่างจริงจังอีกครั้งว่าข้าจูบิลี่มีร่างที่อ่อนแอและผิดปกติ ระบบกลไกโลหิตของร่างข้าผิดปกติ เมื่อมีบาดแผลเลือดจะไม่ยอมหยุดไหลโดยง่ายเฉกเช่นคนสามัญ...ท่านเข้าใจหรือไม่ว่าข้าไม่สามารถให้หลักประกันหนึ่งข้อนั้นแก่ท่านได้"

เธอบอกความลับของสายเลือดแห่งวังอเล็กซานไดร์ทให้อีกฝ่ายฟัง แต่ก่อนเขาไม่รู้และเรื่องนี้เองที่ทำให้เธอและเขาเตียงหักกันมาแล้วหลายครั้ง เธอมีลูกไม่ได้และแน่นอนว่าย่อมต้องหลีกเลี่ยงที่จะมีสัมพันธ์ทางกายกับเขาบ่อยครั้ง ทั้งยังต้องเป็นช่วงที่เธออยู่ในระยะปลอดภัยด้วยซ้ำไป แต่ดูเหมือนเขามีความต้องการที่จะมั่นคงทางชีวิตเป็นอย่างมาก เพราะการมีทายาทที่มีสายเลือดของเขาไหลเวียนอยู่นั้นเป็นหลักประกันชั้นดีต่อชีวิต ดังนั้นด้วยความชาญฉลาดของเขาจึงปรับลดยาคุมกำเนิดให้อ่อนประสิทธิภาพลง รวมถึงความเจ้าเล่ห์อ้อนอ่อยหรือรสชาติลีลาที่แพรวพราวก็เลยทำให้ในที่สุดก็มีเจ้าเด็กสองคนออกมาท้องของเธอ

วันนั้นเองที่เด็กหญิงนิโคและเด็กชายอเล็กซิสได้ถือกำเนิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาเติบโตในท้องของเธอมาเป็นเจ็ดเดือน...รอดพ้นจากความตายมาได้ และดูเหมือนเขาจะรู้สึกผิดมากที่ทำให้เธอและลูกเกือบจะเสียชีวิต จากนั้นเราก็เลยไม่ได้ทำกิจกรรมบนเตียงอีกเลย ห่างเหินกันไปและแยกกันอยู่คนละห้องนอนคนละเตียง

"ข้าแปลกใจ...นี่คล้ายจะเป็นโรคทางสายเลือดของเผ่าหนึ่งที่ทวีปตะวันออกกลาง...แต่สายสกุลอื่นของราชวงศ์กลับไม่ปรากฏ นี่แปลกเกินไปแล้ว"

องค์ปฐมประมุขคนแรกของราชวงศ์เจ็มสโตนนั้นต้องการลูกหลานที่หลากหลายดุจมณีล้ำค่า เขาจึงส่งบุตรให้สมรสกับผู้คนที่มีความหลากหลายชาติพันธุ์ เพราะต้องการให้เชื้อสายของตนเองครอบครองเอกลักษณ์ของผู้คนทั้งหมดบนโลก ดังนั้นฝ่ายต้นบรรพบุรุษหญิงของข้าจึงเป็นองค์หญิงมาจากเผ่าอัลเลย์ซานเดรที่ในภาษาของท่านแปลว่ามณีสามสี นางแต่งงานกับบรรพบุรุษฝ่ายชายของข้าและให้กำเนิดทารกหญิงซึ่งต่อมาเป็นจักรพรรดินีอเล็กซานโดร...ข้าจึงมีเชื้อสายเผ่าชั้นสูงของออมันนิสต์ ปัจจุบันก็มีชื่อบรรจุในฐานะองค์หญิงของเผ่าอยู่..ฉะนั้นข้าจึงมีโรคร้ายเช่นเดียวกับที่พวกเขาเป็น"

จูบิลี่อธิบายและขยายความมากขึ้น...

เพราะมีความเป็นมาแบบนี้จึงทำให้เธอมีลักษณะหน้าตาแตกต่างจากราชนิกุลสายสกุลอื่น มีผิวที่ขาวซีดและเส้นผมแม้กระทั่งคิ้วและขนตาที่เป็นสีขาวเผือก แม้ผู้คนจะมองว่าเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นสูงค่า เหมือนช้างเผือกม้าเผือกที่หายากควรเมือง แต่ใครจะรู้ว่าม้าเผือกช้างเผือกล้วนถูกพวกมันเองมองว่าผิดปกติ พวกมันคือสิ่งมีชีวิตที่กลายพันธุ์และแตกแยกผิดไปจากธรรมชาติ เพราะเอกลักษณ์เหล่านี้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตได้ ซ้ำยังเป็นภัยอันตรายต่อตนเองอีกด้วย

"สองข้อนี้ข้าสืบไม่พบ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ข้าหวั่นเกรง"

ว่าแล้วเชียว...

"โดยปกติแล้วบิดาและท่านตาของข้าจะมีศักดิ์เป็นผู้นำเผ่า ต้องส่งลูกหลานสักคนเพื่อไปอยู่ที่นั่นในเดือนคี่ เพียงแต่ธรรมเนียมนี้ถูกยกเลิกไปครั้งที่พี่ชายคนโตและครอบครัวของข้าถูกสังหาร และเพราะผู้สืบสายเลือดคนสุดท้ายเหลือแต่เพียงข้า ดังนั้นข้าต้องการคนที่มีสถานะเดียวกันกัน...เพื่อที่ข้าจะสามารถบัญชาทหารสิบกองของเผ่าที่นั่นได้ในฐานะผู้นำเผ่า เพียงแต่ท่านก็รู้ว่าข้ามีข้อกำจัดทางร่างกายและไม่สะดวกนัก แต่ท่านทำได้เพราะ...นี่คือสิ่งที่ท่านต้องชดใช้ให้กับการทุบหลังคอของข้า"

นั่นก็คือการแต่งงาน...

เพราะสามีภรรยาคือคนคนเดียวกันตามธรรมเนียมของเผ่าในประเทศออสมันนิตส์

จูบิลี่กล่าวและโยนเรื่องนี้ให้อีกฝ่ายรับภาระไป กองทหารลับสิบกองคือสิ่งที่เธอรู้อย่างลับ ๆ จากบันทึกที่หลานหญิงอเล็กซานดร้าจอมทำลายล้างในวัยห้าขวบชอบรื้อข้าวของในวังอเล็กซานไดร์ทออกมา แต่ว่านั่นก็สายไปเสียแล้วที่จะกู้อำนาจของเผ่ากลับคืนมา ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานหลายสิบปี ระบบภายในเผ่าได้เปลี่ยนไป ผู้นำที่เป็นลูกบุญธรรมถูกแต่งตั้งขึ้นแทนที่และยากที่จะสานสัมพันธ์อีกครั้งในฐานะประมุขของเผ่า เพราะประมุขคนใหม่ที่เข้ามาแทนที่เธอเขาก็คือคนต่างสายเลือดที่มาด้วยการชี้นำของท่านลุงองค์จักรพรรดิซึ่งเป็นคนคอยจัดการให้ทั้งหมดทั้งสิ้น และประมุขคนใหม่ของเผ่าก็ต้องการจะมีอำนาจในเผ่าอย่างเด็ดขาด เขาจึงพยายามลบล้างเรื่องประมุขของวังอเล็กซานไดร์ทหรือตัวเธอออกไปให้หมดสิ้นจากความทรงจำของผู้คน

ดังนั้นนี่จึงเรียกได้ว่าน่าเสียดายและเสียหายเป็นอย่างมาก ส่วนตัวจูบิลี่เองนั้นก็เสียใจไม่น้อยเช่นกัน สายเลือดในวังอื่นล้วนมีพระญาติราชวงศ์ต่างอาณาจักรต่างถิ่นให้จับกลุ่มช่วยเหลือกันยามยากเสมอ ส่วนวังที่บ้าน
อเล็กซานไดร์ทกลับโดดเดี่ยวไร้ญาติขาดมิตรเสียอย่างนั้น เธอคิดว่าการไม่รู้เรื่องนี้ให้เร็วคือความเสียหายอย่างใหญ่หลวงของตนเองเป็นอย่างมาก เป็นเรื่องที่เสียเปรียบจริง ๆ ที่ต้องสู้เพียงลำพังในแวดวงเกมการเมืองของราชวงศ์เจ็มสโตนและพวกปัญญาชนหัวสมัยใหม่ที่ก้าวร้าว

"สิบกองรึ?จำนวนล่ะ?"

"ราว ๆ ห้าหมื่นเท่ากับทหารของวังอเล็กซานไดร์ท จำนวนอาจไม่สู้กำลังรบหลักของราชวงศ์ท่าน แต่นี่เท่ากับหนึ่งในสิบสำหรับจัดทัพรบกับเผ่าใหญ่ ๆ ของบ้านท่านได้ ระบบการปกครองของบ้านท่านเป็นแบบเผ่าสวามิภักดิ์ไม่ใช่รึ นี่ไม่ใช่ว่าท่านได้ขยายอิทธิพลให้แก่บิดาของท่านหรือ หากได้เผ่าทางใต้มาร่วมถวายบรรณาการสวามิภักดิ์อย่างแท้จริงด้วย"

"เพราะเหตุใดข้าจึงต้องทำเช่นนั้น?"

เขาถามด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมพร้อมสายตาที่แหลมคม

"ข้าใคร่ครวญแล้วว่าอยู่ที่นี่นั้นไม่ปลอดภัยเท่าไรนัก อิทธิพลของข้ายังไม่เข้มแข็งพอที่จะประชันกับท่านลุงของตนเอง แต่ข้ารู้ว่าเขาเป็นโรคร้ายและคงจะอยู่ได้อีกไม่นานนักราว ๆ สักหกปีได้ ไว้เมื่อต้องการประมุขคนใหม่ข้าจึงสมควรปรากฏตัวตามธรรมเนียมการคัดเลือกประมุขอีกครั้ง..."

"ท่านมีโอกาสหรือที่ฝ่ายศาสนาจะเลือกท่าน?"

"ข้าไม่รู้...แต่ข้าสร้างโอกาสได้"

จูบิลี่รู้แต่พระเจ้าจะเลือกเธออีกครั้งอย่างแน่นอน...

"แต่การสมรสกับคนต่างศาสนาจะไม่ทำให้ท่านเสื่อมความนิยมรึ?"

คำถามดีนี่?

"...คนวังอเล็กซานไดร์ทเป็นสายสกุลเดียวที่มีข้อยกเว้นทางศาสนาทั้งสอง เพราะต้องสมรสกับองค์หญิงจากเผ่าอัลเลย์ซานเดรแล้ว บรรพบุรุษของข้าจึงเป็นทายาทคนเดียวที่สามารถนับถือเข้ารีตได้ทั้งสองศาสนาตะวันตกและตะวันออกกลาง ฉะนั้นเราจึงสามารถแบ่งภาคจิตและวิญญาณเพื่อพระเจ้าทั้งสองได้ตามบัญญัติของมหาจักรพรรดิ เราไม่ได้ปฏิเสธศรัทธาต่อศาสนาตะวันออกกลาง และถอนตัวจากศาสนาชาติตะวันตก...ท่านนี่สืบไม่เก่งนะ"

"คงต้องสืบใหม่แล้ว" เขาตอบอย่างเรียบง่าย

"...ไม่ต้องสืบหรอก ท่านถามข้าได้ ก่อนอื่นท่านให้คนของมารดาท่านนำจดหมายจากข้าไปมอบให้ขุนนางในเผ่าอัลเลย์ซานเดรก่อน ข้าไม่ต้องให้บุตรชายบุญธรรมคนนั้นก้าวมาแย่งความชอบธรรมของข้า" จูบิลี่ยื่นจดหมายฉบับใหญ่ให้อีกฝ่ายรับไปจัดการ ให้เขาใช้อิทธิพลของมารดาที่เป็นองค์หญิงจากเผ่าข้างเคียงใกล้ ๆ กับของเผ่าเธอเพื่อทำเรื่องนี้โดยไวเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น

"ทำไมท่านรู้เรื่องของมารดาข้ากัน ข้าไม่เห็นทราบว่าท่านส่งคนไปสืบเลยมิใช่รึ?"

จูบิลี่ไม่ได้ตอบเธอทำเพียงมองนัยน์ตาของอีกฝ่ายด้วยห้วงอารมณ์ที่เรียบง่ายและสงบสุข ทว่าในใจกลับคิด...ไม่มีเรื่องที่เธอไม่รู้เกี่ยวกับเมห์เหม็ดหรอก ตอนมารดาและคนรักของเขาลี้ภัยมาที่นี่เธอก็เป็นคนจัดการให้ทั้งสิ้น ล้วนเข้าหาด้วยไมตรีไม่เคยที่จะทำไม่ดีต่อพวกเขา มารดาของเมห์เหม็ดนั้นเธอมองเป็นแม่อีกคนนับถืออย่างผู้อาวุโส ส่วนเมียอีกคนของเขาเธอก็นับว่าเป็นเพื่อนคนหนึ่งไว้พูดคุยด้วยในบางครั้ง เพราะคิดว่าอย่างน้อยก็ไม่ทะเลาะกันเหมือนบ้านอื่น ๆ เรื่องเมียหลวงเมียน้อยก็ยังดีกว่านัก เพียงแต่มันต้องเป็นความลับ เพราะเขาไม่สามารถเปิดตัวเมียคนนี้ในวงสังคมได้อย่างเด็ดขาด

เราสองคนแค่ต้องการจะมีชีวิตรอดไม่ใช่หรือ...

ความรักอะไรนั้นจะมีจริงหรือไม่มันสำคัญตรงไหนกันเล่า...

"ข้าเสียใจที่ต้องสมรสกับคนที่ไม่ได้มีไมตรีรักชอบในตัวข้า...แต่พวกเราต่างก็มีหน้าที่ที่ต้องรักษาชีวิตของตนเองไม่ใช่หรือ ท่านพูดว่าท่านเก่งกาจสามารถคุ้มครองข้าได้ ท่านบอกว่าท่านเป็นของขวัญจากพระเจ้าที่ข้าไม่สามารถปฏิเสธได้ฉะนั้นข้าก็จะเชื่อใจท่าน ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่แล้วทาสของจีนี่มักจะหักหลังเจ้ายักษ์จีนี่ก็เถอะ ดังนั้นโปรดช่วยหรือแกล้งทำดีต่อข้าบ้างก็แล้วกัน" จูบิลี่หัวเราะเบา ๆ ด้วยใบหน้าและสายตาที่อบอุ่นอย่างน่าประหลาดใจ

ช่วยเป็นครอบครัวที่ดี ทำตัวสมบทบาทสามีก็พอแล้ว...

แค่อีกครั้งสักครั้งจะเป็นอะไรไป...ทั้งเขาและเธอไม่ใช่ว่าแสดงละครใส่กันเก่งหรอกรึ?

เพราะมีสถานะเป็นองค์หญิงจะไปแต่งกับใครอื่นได้กันหากไม่ใช่องค์ชายหรือขุนนางชั้นสูง เพราะไม่มีทางเลือกจึงต้องทำเช่นนี้ เธอรู้ว่าเขามีไม้ตายอย่างการเอาเรื่องการค้าชามาบีบบังคับอย่างแน่นอน และนี่เป็นเรื่องที่เดือดร้อนของคนไปทั่วทุกชนชั้นของประเทศที่ติดหลงในรสชาติของใบชา มันคือความลำบากของผู้คนซึ่งเธอจะทำให้มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรกันเล่า?

ส่วนเรื่องคำขอของเขาต่อองค์จักรพรรดิก็ต้องทำให้มันกลายเป็นเรื่องที่น่ายินดีและเป็นตำนานเจ้าชายขี่ม้าขาวไม่ใช่รึ

เธอสาบานเลยว่าครั้งนี้จะไม่มีลูกหลาน จะไม่มีปมภาระพันธะใดให้เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด...แน่นอนจริง ๆ

ขอให้ระหว่างเราเป็นเพียงพันธะทางธุรกิจก็พอ เธอไม่ขอมีความรักเข้ามาเกี่ยวยุ่งอีกแล้วล่ะ…

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 65 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

304 ความคิดเห็น

  1. #287 giftwow (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 17:18
    เจ็บปวดจิงๆ
    #287
    0
  2. #56 rambo (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 05:34
    เรารอค่ะ ค้างๆ อยากรู้อ่ะ
    #56
    0