เล่ห์รักจักรพรรดินีทรราช (จบเล่มที่1)

ตอนที่ 7 : Chapter VI

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,463
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 56 ครั้ง
    29 พ.ค. 63

 

Chapter VI

 

จูบิลี่สวมชุดสีขาวประจำพิธีที่ติดเครื่องประดับพระยศองค์หญิงและยศของประมุขแห่งเชื้อพระวงศ์สายสกุลอเล็กซานไดร์ทอย่างเต็มรูปแบบ บนหัวสวมมงกุฎรัดเกล้าที่ประดับด้วยเพชรสีเงินทั้งเรือนโดยมีอัญมณีที่โดดเด่นของวังอย่างอเล็กซานไดร์ททั้งเก้าเม็ดใหญ่รายล้อมเป็นตัวประธานของเรือนรัดเกล้า ส่วนสร้อยคอเป็นชุดเครื่องเพชรเข้าคู่โดยใช้มณีอเล็กซานไดร์ทเป็นหลักแซมด้วยเพชรสีเงินเล็กใหญ่เข้าคู่ ทรงผมของเธอวันนี้ถูกเกล้าขึ้นเป็นทรงต่ำที่ร้อยเรียงและปักด้วยปิ่นไข่มุก

พิธีบรรลุนิติภาวะนั้นง่ายมากเพียงแต่มีความซับซ้อน เราทำพิธีที่โบสถ์ประจำราชวงศ์ซึ่งเป็นโบสถ์หลักที่ใช้ในงานราชพิธีต่าง ๆ ซึ่งเธอเข้ารับการทำพิธีจากประมุขสูงสุดของฝ่ายศาสนาก็คือองค์จักรพรรดิ ท่านลุงใหญ่ของเธอ เหตุที่ต้องเป็นจักรพรรดินั้นนั่นเพราะว่าประเทศของเธอแม้จะเป็นศาสนาเดียวกันกับชาติตะวันตกชาติอื่น ๆ แต่พวกเรากลับมีการแก้ไขและปรับเปลี่ยนนิกายให้อำนาจทางศาสนามาอยู่ที่ประมุขของประเทศแทนประมุขอย่างพระสันตะปาปาและเหล่าพระคาร์ดินัลของชาติตะวันตกชาติอื่น โดยมีอาร์คบิชอปซึ่งมีลำดับรองลงมาที่คอยเป็นผู้นำสูงสุดของฝ่ายนักบวชในศาสนาของประเทศตามประวัติศาสตร์พงศาวดารของเจ็มสโตน ที่ถือว่าจักรพรรดิคืออำนาจสูงสุดรองลงมาจากพระผู้เป็นเจ้า

โดยหน้าที่ของประมุขฝ่ายศาสนาอย่างจักรพรรดินั้นก็เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางสถาบันศาสนาเท่านั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของบุตรที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาให้มีลักษณะของ'ผู้งามเป็นที่สุด ผู้เป็นที่รักที่สุด และผู้มีสามารถเป็นที่สุด'เป็นตัวแทนของเหล่าประชาชนศาสนิกชนผู้นับถือและทำหน้าที่เพื่อปกป้องศาสนาเอาไว้ ทว่าตอนแต่งตั้งเป็นจักรพรรดิก็ยังต้องให้อาร์คบิชอปเป็นผู้ทำพิธีและกำกับความเป็นไปของโบสถ์และทิศทางของศาสนจักรแห่งเพรซเชียสในประเทศแทน เนื่องจากหน้าที่ทางศาสนาถือว่าตัวแทนแห่งบุตรของพระเจ้านั้นจึงจำต้องเชื่อฟังสาวกผู้บวชอุทิศตนต่อพระองค์ ฉะนั้นฉะนี้อำนาจทั้งสองฝั่งจึงค้านกันเสมอมาและขัดแย้งในบางประการเพื่อเติมเต็มกันและกันให้คงอยู่

เพียงแต่ทั้งประมุขของศาสนาและผู้นำสูงของเหล่านักบวชในศาสนามักเป็นเรื่องทางการเมืองมาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ อย่างที่บอกไปว่าการแต่งตั้งจักรพรรดิหรือจักรพรรดินีนั้นหากไม่มีแสงของพระเจ้าจากตราจักรพรรดิราชขึ้นมา ก็จะต้องได้ทางฝ่ายศาสนาหรือผู้นำสูงสุดของเหล่านักบวชเป็นผู้ลงมติออกเสียงเลือกว่าที่จักรพรรดิที่เหมาะสมที่สุดมาปกครองประเทศ ซึ่งพวกเขาก็จะเลือกผู้ที่เหมาะสมทั้งฐานะ อำนาจ บารมีตามลำดับคล้าย ๆ กับลำดับโปเจียมของประเทศอื่น ๆ ที่คัดตามสายลูกชายหรือลูกสาวคนโต

"ทรงวิตกกังวลหรือเพคะ" นางข้าหลวงชราเลียบถามจูบิลี่ด้วยความห่วงใย

"แอ๊บบี้..." จูบิลี่เรียกหญิงชราด้วยน้ำเสียงที่เบาลง เธอก้มตัวกระซิบที่ข้างหูของอีกฝ่ายเป็นประโยคที่ว่า "มีคนในวังทรยศเรา และนำเรื่องของวังไปขายให้วังของผู้อื่น แอ๊บบี้...ข้าสามารถไว้ใจท่านในเรื่องนี้ได้หรือไม่?"เธอถามพร้อมใบหน้าที่คาดหวังและจริงจัง พร้อมนัยน์ตาสีเขียวซึ่งปรากฏขึ้นยามเมื่อแสงสว่างภายในห้องเริ่มสว่างจ้าขึ้นเรื่อย ๆ

แอ๊บบี้ไม่แสดงสีหน้าและอาการอย่างใดออกมา นางหญิงชราทำเพียงแค่ยิ้มบาง ๆ แล้วจูบที่แก้มทั้งสองและโน้มร่างค่อม ๆ จุมพิตที่ฝ่ามือของเธอเพื่ออวยพรและถวายความเคารพอย่างเต็มขั้น

ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ เธอเชื่อใจแอ๊บบี้แล้วและแอ๊บบี้ก็จะทำทุกอย่างเพื่อเธอเช่นเดียวกัน

"หม่อมฉันจะจับนกสองหัวมาถวายให้ได้เลยเพคะ" หญิงชราว่าแล้วยิ้มบาง ๆ มันเป็นยิ้มที่เย็นเยือกซึ่งพร้อมจะสังหารคนทุกคนที่พุ่งเข้ามาทำร้ายเธอทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่สำหรับจูบิลี่แล้วรอยยิ้มนี้มันช่างอบอุ่นหัวใจยิ่งนัก ความรู้สึกที่อีกฝ่ายยอมพลีชีพเสียสละแรงกายเพื่อแสดงความจงภักดีนั้นมันช่างน่ายินดีเหลือเกิน

"ต้องพึ่งท่านแล้วแอ๊บบี้" จูบิลี่ยิ้มบาง ๆ แล้วมองไปยังประตูของห้องลองชุดที่เปิดอ้าเอาไว้ผ่านม่านกั้นที่มีช่องระดับสายตาให้มองเห็น

เธอมองข้ารับใช้ประจำตัวด้วยแววตาที่เรียบเฉยและต่างออกไปเล็กน้อย...

หนอนบ่อนไส้ก็ต้องเป็นคนของวังอเล็กซานไดร์ทอยู่แล้ว ทำไมจะต้องส่งไปบ้านของบารอนออกัสตินด้วยกัน?องค์จักรพรรดิทรงวางหมากโสโครกเอาไว้แล้ว เจ้าหมากในบ้านของเธอตัวนี้เป็นหมากที่ไม่โดดเด่นทว่ากลับมีระดับที่สามารถเข้าออกห้องต่าง ๆ ได้ ทั้งยังจับสังเกตได้ยาก อีกทั้งยังคาดไม่ถึงอีกด้วย แต่แน่นอนว่าต้องไม่ใช่คนหน้าใหม่คนไกลตัวแต่อย่างใด และไม่มีทางที่จะเป็นอดีตข้ารับใช้ของพี่ชายหรือพระบิดาของเธออย่างแน่นอน เป็นคนของเธอนี่ล่ะ!

แต่ใครกัน?ใครที่ทรยศต่อเจ้านายอย่างเธอกัน!?

เธอไม่เอาไว้แน่!

 

❁❁❁

 

เสียงแตรสังข์ประโคมต้อนรับเธอเข้าสู่ลานพิธีตามกำหนดการของวัน จูบิลี่ถูกเดินนำหน้าโดยเหล่าคณะนักบวชชั้นสูงไปยังแท่นประกอบพิธีตั้งแต่ทางเดินเข้าโบสถ์ แลตั้งแต่ที่ก้าวเท้าลงจากรถม้า แน่นอนว่าเบื้องหลังมีเด็กหญิงเด็กชายที่ได้รับเลือกให้มาเดินตามหลังเพื่อถือถาดใบเล็กถาดใบใหญ่ที่ใส่ทรัพย์สินเงินตรา แพรไหมลายมงคลทางศาสนาและข้าวของประจำโบสถ์ เช่น กางเขน ถ้วยจอก ไวน์หายากหรือของใช้จำพวกในพิธีการต่าง ๆ ที่จำเป็นเพื่อมอบให้ทางโบสถ์นำไปใช้งานในโอกาสสำคัญต่าง ๆ

ข้าวของเหล่านี้เป็นสิ่งที่ใช้ในพิธีบรรลุนิติภาวะของเชื้อพระวงศ์ ยิ่งล้ำค่าก็ยิ่งแสดงถึงศรัทธาและบารมีของผู้เข้ารับการประกอบพิธี ซึ่งแน่นอนว่าจูบิลี่นั้นมอบให้อย่างสมฐานะและเกียรติยศของตน แน่นอนว่านอกจากนี้แล้วเธอยังเปิดโรงทานที่โบสถ์หลัก ๆ ในประเทศทั้งหมดให้แก่ประชาชนช่วงเช้าและเย็นอีกด้วย อาหารในโรงทานก็จัดเป็นของจำพวกอาหารทรงเครื่องที่มีเนื้อสัตว์ใส่เกลือและน้ำตาล มีขนมปังอุ่นๆ นุ่มๆ และไวน์มีคุณภาพเพื่อแสดงถึงเจ้านายคนใหม่เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงที่มีเมตตา

ถึงจะรู้ว่าเป็นการตบหน้าฝ่ายองค์จักรพรรดิก็เถอะ...

แต่ใครจะสนกัน?ความนิยมชมชอบเชื้อพระวงศ์มันขึ้นอยู่กับการกระทำไม่ใช่รึ?

จูบิลี่ก้าวเท้าเหยียบพื้นพรหมหรูหรา เมื่อถึงแท่นพิธีที่ประมุขสูงสุดของศาสนาและผู้นำสูงสุดของเหล่านักบวชยืนอยู่ด้านหน้าเธอก็ย่อกายอย่างนอบน้อมหนึ่งครั้งต่อกางเขนใหญ่ของโบสถ์ เมื่อนั้นหนึ่งในนักบวชชั้นสูงผู้ทำหน้าที่ฝ่ายพิธีการก็ป่าวประกาศถึงการมาเยือนของเธอ ทุก ๆ คนที่ยืนและถูกจัดตามที่นั่งสูงต่ำทั้งสองฟากยืนขึ้นและย่อกายครึ่งหนึ่งหรือแบบเต็มพิธีการตามลำดับยศว่าใครสูงใครต่ำกว่าเธอเพื่อเป็นการให้เกียรติ ส่วนพวกขุนนางและบ้านนายทหารชั้นสูงก็ล้วนคุกเข่าให้ในฐานะที่มีสถานะต่ำกว่าเชื้อพระวงศ์เช่นเธอ

"ในนามของบุตรพระผู้เป็นเจ้า ลูก...องค์หญิงจูบิลี่ จิลเลียนน่า เดอ
อเล็กซานไดร์ทแห่งเจ็มสโตนขอทรงให้พระองค์มอบความเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็ง อวยพรลูกให้มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง เต็มไปด้วยรัศมีมงคลสถิตแก่ร่างและจิตวิญญาณซึ่งบริสุทธิ์ มอบพลังให้ลูกต่อสู้กับสิ่งชั่วร้ายและมารปีศาจด้วยเถิด"

เธอกล่าวจากนั้นเหล่าเด็กชายหญิงที่อายุสิบขวบก็ส่งมอบข้าวของถวายให้กับเหล่านักบวชอีกกลุ่มที่อยู่ด้านข้าง เธอเงยใบหน้าไปยังกางเขนของโบสถ์โดยตรงด้วยใบหน้าที่นิ่งสงบ รอคอยคำกล่าวรับจากองค์จักรพรรดิ และท่านอาร์คบิชอปในฐานะตัวแทนของพระเจ้าเพื่อตอบรับคำขอของเธอเพื่อเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว

"ในฐานประมุขแห่งศาสนา เราขอยอมรับเจ้าในฐานะผู้ใหญ่ที่ประกอบด้วยคุณวุฒิ วัยวุฒิ และชาติวุฒิ"

องค์จักรพรรดิชาร์ลที่ห้ากล่าวแล้วใช้คทากางเขนทองคำประจำตำแหน่งของเขาวางแตะบนศีรษะของเธอ

"ในฐานะผู้นำสูงสุดของเหล่าสาวกพระผู้เป็นเจ้า เราขอยอมรับเจ้าในฐานะบุตรผู้ภาคภูมิและเป็นที่รักใคร่ของพระองค์" ท่านอาร์คบิชอปใช้คทากางเขนที่ปลายส่วนล่างและบนมีลูกโลกทางศาสนาและกางเขนชูขึ้นในระดับอกของเขาต่อหน้าเธอ พร้อมกับกล่าวยอมรับ

"นับจากนี้เป็นต้นไป...จูบิลี่ จิลเลียนน่า เดอ อเล็กซานไดร์ทได้ผ่านการประกอบพิธีบรรลุนิติภาวะและก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัวตามพระประสงค์ขององค์เทพ ขอพระเจ้าทรงอำนวยพรแด่พระองค์หญิง!" บาทหลวงผู้ทำหน้าที่ฝ่ายพิธีการประกาศจากนั้นทั้งโบสถ์ก็เปล่งเสียงวาจาด้วยประโยคที่อวยพรอวยชัยแก่เธอหนึ่งครั้ง

"ขอพระเจ้าทรงอำนวยพรแด่พระองค์หญิง!!"

จูบิลี่ยิ้มบาง ๆ แล้วหันกายไปยังประตูทางเข้าโบสถ์พร้อมย่อกายขอบคุณผู้มาร่วมงานที่เธอเชิญมาอย่างคัดสรรทั้งหมด แน่นอนว่าตามธรรมเนียมก็จะต้องเชิญเชื้อพระวงศ์ในเครือญาติหรือเหล่าเชื้อพระวงศ์ต่างสายสกุล ขุนนางชั้นสูงแต่นอกเหนือจากบุคคลเหล่านี้แล้ว จูบิลี่ยังเชิญให้ตัวแทนประชาชนเข้าชมและเข้าร่วมพิธีของเธออีกฝ่าย นี่คือสิ่งที่ไม่คาดคิดสำหรับใครหลายคนเลยทีเดียว

จูบิลี่มองดูผู้คนในครั้งนี้ด้วยความรู้สึกที่ต่างออกไป ชาติก่อนเธอไม่ได้จัดพิธีเช่นนี้ หมายถึงเรื่องของการเชิญประชาชนเข้ามาร่วมงานและจัดโรงทานเลี้ยงอาหารที่โบสถ์น่ะนะ หรือเป็นเพราะศีรษะเคยมีมงกุฎจักรพรรดินีแห่งเพรซเชียสสวมอยู่กันนะ เรื่องทุกอย่างจึงมีประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอด้วยเสมอเช่นนี้?

"ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ทุกท่านได้เข้ามาร่วมงานพิธีบรรลุนิติภาวะของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าในฐานะเชื้อพระวงศ์ผู้หนึ่ง ทั้งยังเป็นเชื้อพระวงศ์คนสุดท้ายของวังอเล็กซานไดร์ทแล้ว เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็ย่อมมาพร้อมกับหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ พระบิดาของข้าพเจ้าท่านเป็นผู้ที่มีเมตตาและเป็นที่รักของทุกคน ท่านมีโบสถ์ในการอุปถัมภ์ สนับสนุนองค์กรและกลุ่มการกุศลต่าง ๆ เพื่อประชาชน ทรงชื่นชอบและสนับสนุนนักคิด นักศึกษายากจน ผู้คนที่ร้องขอโอกาสจากท่าน...ข้าฝัน ข้าฝันถึงโลกของพระองเจ้าที่เต็มไปด้วยความสุขสงบ โลกที่เต็มไปด้วยสิ่งดีงามแสนวิเศษ โลกที่ผู้คนแบ่งปันและมอบมิตรไมตรีให้แก่กัน...และข้าพเจ้าเองก็จะเริ่มต้นเป็นหนึ่งในผู้คนของโลกที่แสนวิเศษใบนั้น ด้วยการแบ่งปันและเป็นผู้ใหญ่ที่หยิบยื่นไมตรีให้ผู้อื่นเช่นเดียวกับพระบิดาของข้าพเจ้า"

เธอกล่าวถึงสุนทรพจน์ในงานพิธีบรรลุนิติภาวะของตนเองตามธรรมเนียม

เสียงของผู้คนตบมือดังกระหึ่ม...เสียงตบมือนั้นดังขึ้นโดยเฉพาะแถวของประชาชนที่เธอเชิญเข้าร่วมงาน

ตอนนี้พิธีจบลงด้วยความเรียบร้อยและเรียบง่ายตามธรรมเนียมปกติที่ไม่ใช่พิธีใหญ่ ๆ ของเชื้อพระวงศ์ จูบิลี่ส่งประมุขแห่งศาสนาและประเทศเสด็จกลับไปยังพลับพลาพระมหาราชวังและแขกเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์ตามลำดับด้วยตนเอง ส่งพวกขุนนางที่เข้าร่วมด้วยการพูดคุยและทักทายเล็กน้อย จากนั้นจึงส่งประชาชนกลับเป็นลำดับสุดท้ายพร้อมทักทายสอบถามถึงวิถีชีวิตประจำวันและปัญหาของพวกเขาที่เกิดขึ้นในชีวิตอย่างใกล้ชิดสนิทสนม

ตอนนี้ในโบสถ์เหลือแต่เพียงเหล่าคณะนักบวชผู้จัดเตรียมพิธีและคนของวังอเล็กซานไดร์ทที่อยู่ร่วมกับเธอจำนวนสิบกว่าคนได้ จูบิลี่มองไปยังท่านอาร์คบิชอปแองลิคัลที่ยืนหยุดอยู่ที่กางเขนใหญ่ของโบสถ์ มันเป็นกางเขนไม้ดั้งเดิมที่มีมาอย่างยาวนาน โบราณและทรงคุณค่าเป็นอย่างมากของโบสถ์หลวงแห่งนี้

"กางเขนนี้...มันเอียงในตอนเช้าตรู่ก่อนพิธีบรรลุนิติภาวะของท่านองค์หญิง"

เอียง?

นี่หมายถึงลางร้ายหรือคำเตือนกัน?

"...ท่านคิดว่าอย่างไรกันเล่าท่านอาร์คบิชอป" จูบิลี่ถามท่านอาร์ค
บิชอปอย่างตรงไปตรงมา

"กางเขนนั้นเคยเอียงในพิธีบรรลุนิติภาวะขององค์จักรพรรดินี
อเล็กซานโดร ต้นสายสกุลของท่าน เพราะพระเจ้าทรงเอียงเข้าหาท่าน...ทรงเลือกท่านให้เป็นประมุขคนใหม่ในครานั้น"

ท่านที่ว่านั้นคืออเล็กซานโดรหรือจูบิลี่กัน?

"จักรพรรดินีอเล็กซานโดรเคยถ่ายทอดคำพูดให้แก่อาร์คบิชอปรุ่นที่ห้าก่อนพระองค์จะสวรรคต...นี่เป็นความลับที่จะต้องส่งต่อให้ท่านเท่านั้นองค์หญิงจูบิลี่" ท่านอาร์คบิชอปเกริ่นนำ "ภายในจักรพรรดิเจ็ดรุ่นต่อจากนี้จะไม่มีคนของวังอเล็กซานไดร์ทได้ขึ้นครองราชย์ หากแต่ถัดจากเจ็ดรุ่นนี้แล้ว ตำแหน่งพระจักรพรรดิจะเป็นของวังอเล็กซานไดร์ทตลอดไป"

"ข้าจะมีความชอบธรรมมากพอได้อย่างไรหากว่าฝ่ายศาสนาไม่เลือกข้า"

"พระเจ้าจะทรงเลือกท่านต่างหากไม่ใช่พวกเรา"

จูบิลี่ประหลาดใจเล็กน้อยกับคำพูดนี้ แต่ชาติก่อนพระเจ้าก็เลือกเธอดังที่ท่านอาร์คบิชอปพูดจริง ๆ นั่นแล

"...ข้าจะสนับสนุนโบสถ์หลักของชุมชนทุกหลังในประเทศให้มีกางเขนหล่อจากทองคำโดยมีคณะของท่านเป็นประธานผู้ทำพิธี ทั้งยังจะสนับสนุนให้ทุก ๆ บ้านมีพระคัมภีร์ติดเอาไว้หนึ่งเล่ม เป็นโครงการของวังอเล็กซานไดร์ทและทางฝ่ายศาสนา" จูบิลี่กล่าวจากนั้นก็ยิ้มบาง ๆ ราวกับไม่ได้ยินเรื่องที่ท่านอาร์คบิชอปพึ่งจะเอ่ยขึ้นมาเมื่อครู่ วันนี้เธอออกปากสนับสนุนฝ่ายศาสนาเช่นนี้แล้ว พวกเขาจะมีทีท่าอย่างไรนั้นก็รอวันตอบกลับมาเป็นจดหมายทางการก็แล้วกัน

แต่ท่านอาร์คบิชอปไม่ได้ตอบอะไร ทว่าใบหน้าของท่านสงบและอ่อนโยนขึ้นไม่น้อย

จูบิลี่เพียงแต่ยืนส่งอีกฝ่ายออกจากโบสถ์หลังนี้ก่อนที่ตนเองจะกลับไปยังวังเพื่อเริ่มต้นงานของวังอเล็กซานไดร์ทในฐานะครั้งแรกของการเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวนี้

ทว่าแปลก...

ในอกของเธอรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก ราวกับว่าเธอสัมผัสได้ถึงลางร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นจนถึงแก่ชีวิตในไม่ช้านี้

 

❁❁❁

 

รถม้าแล่นจากโบสถ์ไปยังวังอเล็กซานไดร์ทด้วยความเร็วคงที่ออกไปทางเชื่องช้าจนน่าแปลก จูบิลี่ถามเฮเลนว่าเกิดอะไรขึ้นกัน แลเฮเลนก็ตอบว่าเส้นทางมีปัญหาเล็กน้อย มีการเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นในเมืองหลวง ดังนั้นองค์จักรพรรดิจึงแจ้งแก่เชื้อพระวงศ์คนอื่น ๆ ให้เลี่ยงเส้นทางหลักไปยังเส้นทางสายรองเพื่อกลับวังแต่ของละคนแทนเส้นทางหลัก

แน่นอนว่าจูบิลี่ใจไม่ดีเท่าไหร่นัก

นี่แปลว่าในเมืองหลวงก็มีพวกกบฏแบ่งแยกดินแดนเพ่นพ่านทั่วเมืองหลวงน่ะสิ และการหลบหนีการจับกุมจากทหารคือการใช้เส้นทางรองที่เปลี่ยวไร้ผู้คนไม่ใช่รึ วิธีที่จะปกป้องเชื้อพระวงศ์ก็คือการเตือนไม่ให้ออกจากโบสถ์หรือส่งทหารมาอารักขาไม่ใช่หรืออย่างไร ดูเหมือนการเดินทางทั้ง ๆ ที่มีความเสี่ยงเช่นนี้มันน่าสงสัยเกินไปแล้ว ผู้ใหญ่ที่ไหนฟังก็รู้สึกไม่ชอบมาพากลเช่นเดียวกันกับเธอ

จูบิลี่แอบเลิกม่านรถม้าขึ้นมองหาราชองครักษ์อย่างอีธานและหน่วยองครักษ์ประจำวังสิบนายที่ต้องติดตามมาด้วย แต่ทว่านี่กลับไม่พบพวกเขาสักคนเดียว

"อีธานหายไปไหนเฮเลน" เธอถามเฮเลน

"ลอร์ดอีธานนำขบวนของเหล่าองครักษ์นำเส้นทางไปล่วงหน้าเพื่อรักษาความปลอดภัยของพระองค์น่ะเพคะ"

ไร้สาระ!?

มีแบบไหนที่ราชองครักษ์แยกจากหายไปทั้งหมดกันทุกนายกัน?

จูบิลี่ใจร้อนรน เธอใช้วิธีลับที่ตกลงกับอีธานด้วยการนำผ้าสีแดงเข้มปล่อยชายผ้าให้หนีบกับบ้านหน้าต่างของรถม้าเอาไว้เพื่อให้เหยี่ยวลับติดตามตัวของเธอได้ง่ายขึ้น ทว่าตอนนี้รถม้าเริ่มกลับแล่นเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนหัวใจของจูบิลี่ที่ตื่นระทึกจนเธอเริ่มที่จะต้องตั้งสติให้มั่นและคิดหาหนทางรอดจากภัยอันตรายที่กำลังเคลือบคลานเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง

"ข้าสั่งให้กลับไปยังโบสถ์!" จูบิลี่ออกคำสั่ง

"เสียใจด้วยเพคะองค์หญิง...องค์จักรพรรดิไม่ต้องการให้ท่านมีชีวิตรอดอีกต่อไปแล้ว กระหม่อมมีหน้าที่ทำตามรับสั่งของพระองค์ท่าน คำสั่งไม่อาจขัดได้อย่างเด็ดขาด แม้จะเป็นท่านก็ตามองค์หญิง" เฮเลนกล่าวขึ้น น้ำเสียงธรรมดานั้นกลายร่างเป็นคำพูดของปีศาจร้ายที่ขู่ทำเอาจิตใจของจูบิลี่ดำมืดขึ้นทีละส่วน

ที่แท้...ก็เป็นเฮเลนสินะ หญิงข้ารับใช้ที่เข้ามาในจังหวะซึ่งเธอกำลังสูญเสียครอบครัวและกลายเป็นคนโปรดของเธอ ช่างเหมาะเจาะเหลือเกินที่หนอนบ่อนไส้ปรากฏตัวออกมาแล้ว ก็ดี…แบบนี้เธอจะจัดการสาวไส้ได้ง่ายขึ้นไม่น้อย ตอนนี้เหยี่ยวบินวนติดตามรถม้าของเธออยู่ไม่ห่างไปนัก หากเธอยื้อเวลาได้นานขึ้นอีธานก็คงจะมาช่วยเธอได้ทันท่วงที

ต่อให้บาดเจ็บก็ต้องยอม หรือต่อให้ต้องวิ่งจนฝ่าเท้าแตกหรือเนื้อตัวจะเต็มไปด้วยบาดแผลก็จำต้องอดทนเข้าไว้

รถม้าหยุดลงแล้ว...

หัวใจของจูบิลี่ระร่ำระส่ายไม่เป็นจังหวะ เสียงชุลมุนวุ่นวายรายล้อมรถม้าเกิดขึ้นจนเธอไท่กล้าที่จะลงจากรถม้าเพื่อสบโอกาสหนี จูบิลี่เลิกม่านมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านทางหน้าต่างของรถม้า เธอมองเห็นพวกคนชุดดำที่สวมแหวนสีทองพิเศษของหน่วยที่เรียกว่าหน่วย'หน่วยราชองครักษ์ลับ'ซึ่งเป็นหน่วยที่รับใช้จักรพรรดิในแต่ละรุ่นมาอย่างช้านาน และจักรพรรดิทุกพระองค์ที่พวกมันรับใช้ก็เห็นทีจะมีแต่จักรพรรดิจากวังบลูไดมอนด์เท่านั้นเสียด้วย!

คนพวกนี้มาเพื่อเก็บงานให้เรียบร้อย ให้สมบูรณ์แบบที่สุดโดยเฉพาะ!

"พวกเราคนกันเอง! ต่างเป็นคนขององค์จักรพรรดิ ไม่จำเป็นต้องสังหาร!" เสียงของเฮเลนดังขึ้น ใบหน้าของนางดูกดดันและตึงเครียด แต่ทว่าไหนเลยที่พวกคนชุดดำจะสนใจกัน พวกเขาชักดาบขึ้นมา พลันไม่นานนักการปะทะก็เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เลือดสีแดงสาดกระเซ็นไปทั่วพื้นถนนสายรองที่เป็นดินปะปนฝุ่นผงจนฟุ้งกระจายไปทั่วชั้นบรรยากาศโดยรอบ

จูบิลี่สูดหายใจลึก ๆ เธอไม่มีเวลาจะเตรียมตัวอะไรทั้งนั้น ทำเพียงนำผ้าคล้องแขนมาคลุมส่วนหัวเอาไว้เหมือนเสื้อฮูด จากนั้นก็ตัดสินใจเปิดประตูแล้วพุ่งไปยังที่นั่งคนบังคับรถม้าอย่างว่องไว กระตุกเชือกบังเหียนพร้อมใช้แส้หวดไปที่เจ้าม้าครั้งสองครั้งเพื่อให้เหล่าม้าพากันวิ่งเตลิดไปด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่พวกมันจะทำได้

จะต้องหนีไปจากเหตุการณ์นี้ให้ได้!

ต้องถ่วงเวลาและมีชีวิตรอดให้ได้!

จูบิลี่ท่องประโยคเหล่านี้ซ้ำ ๆ กันภายในหัวจนกระทั่งจิตใจของเธอแข็งแกร่งและมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตอย่างมหาศาล แน่นอนว่ารถม้าออกตัวหนีเช่นนี้มีรึที่พวกหน่วยราชองครักษ์ลับที่เหลือจะไม่แห่กันตามมาทำงานสำคัญเกี่ยวกับหัวของเธอ! พวกมันเร่งควบม้าไล่ล่าเธออย่างว่องไวและไม่ลดละพร้อมใบหน้าที่โหดเหี้ยมยิ่งนัก

จูบิลี่พยายามบังคับให้รถม้าวิ่งให้เร็วที่สุด แต่มีรึที่จะสู้ม้าเร็วได้ อีกทั้งเส้นทางซึ่งเริ่มจะเข้าสู่เขตป่านอกเมืองหลวงนั้นก็ทำเธอสับสนไม่น้อย เธอไม่รู้ว่าต้องไปยังเส้นทางใดกันจึงจะสามารถวกกลับไปได้อย่างปลอดภัย รู้แต่ว่าต้องหนีไปเรื่อย ๆ เท่านั้นจึงจะรอดพ้นภัยอันตรายตามสัญชาตญาณได้!

"ใครนำตัวองค์หญิงมาเชือดได้! จะได้ชิมเรือนร่างของนางเป็นคนแรก! จะได้ทองหีบแรกจากองค์จักรพรรดิ!" เสียงหัวหน้าของพวกมันตะโกนร้องป่าวประกาศสร้างความกระตือรือร้นในหมู่พวกมันมากขึ้น จูบิลี่ได้ยินก็ทั้งโกรธเคืองและหวาดหวั่นใจไม่น้อย พวกมันช่างสกปรกจริง ๆ สมแล้วที่องค์จักรพรรดิเก็บพวกข้างถนนนักเลงน่ารังเกียจมาเป็นพวกสวะทำเรื่องไร้คุณธรรมเช่นนี้!

ท่านลุงใหญ่! องค์พระจักรพรรดิผู้สูงส่งแห่งเพรซเชียส!

หากข้ารอดไปได้แล้วล่ะก็! ข้าจะเอาคืนให้สาสมเลยเชียว!!

ครืด!!!

ล้อรถม้าหลุดจากการสะดุดกับหินก้อนใหญ่เข้าให้อย่างไม่ทันตั้งตัว ฉับพลัน! ร่างของจูบิลี่ก็กระเด้งลอยหลุดจากรถม้าอย่างคนน่าสมเพชและพ่ายแพ้ แต่…แค่ช่วงเวลาสั้น ๆ เธอกลับเห็นคนผู้หนึ่งในชุดคลุมสีดำคว้าดึงร่างของเธอไปอย่างรวดเร็ว ทำให้จูบิลี่รู้สึกชิงชังในโชคชะตาของตนที่เลวร้ายมาโดยตลอดนั้นรู้สึกแย่หนักยิ่งกว่าเดิม เพราะชั่วขณะหนึ่งที่เธอมีความหวังว่าจะรอดนั้นก็ดันพังทลายไปในพริบตาเพราะถูกพวกมันจับได้เสียแล้ว

เพียงแต่...

ความหวังนั้นก็เกิดขึ้นอีกครั้ง...

อีกครั้งจนได้!

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 56 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

304 ความคิดเห็น