เล่ห์รักจักรพรรดินีทรราช (จบเล่มที่1)

ตอนที่ 6 : Chapter V

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,530
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 74 ครั้ง
    29 พ.ค. 63

 

Chapter V

 

หนึ่งสัปดาห์ผ่านมาได้อย่างไม่ยากลำบาก จูบิลี่ไม่มีอาการป่วยไข้หรืออ่อนแรงแต่อย่างใดอย่างที่เธอคาด เธอระวังอาหารการกินเป็นอย่างมากในช่วงนี้ ทุก ๆ อย่างต้องไม่มีสิ่งแปลกปลอม แม้ผักเนื้อก็ต้องสะอาดได้รับการตรวจสอบเพื่อไม่ให้มีลูกเล่นสกปรกอะไรเกิดขึ้นเด็ดขาดก่อนที่เธอจะทำพิธีบรรลุนิติภาวะของตนเองในอีกสามวันข้างหน้า

จูบิลี่อาจจะมองโลกในแง่ร้ายไปเสียหน่อย...

เธอเกือบจะต้องตายเพราะสมุนไพรลูกเล่นที่คนจากวังบลูไดมอนด์นำมาให้บำรุงครรภ์ มันก็ยาบำรุงครรภ์นั่นแหละ มันทำให้เด็กแข็งแรงและโตเร็วซึ่งสำหรับคุณแม่ทั่ว ๆ ไปไม่ถึงขั้นอันตรายเพราะพวกเธอสามารถคลอดบุตรได้ตามธรรมชาติและมีเลือดที่หยุดไหลตามกลไกโลหิตแบบปกติ แต่จูบิลี่ไม่ใช่...เด็กหญิงนิโคที่ตัวอวบอ้วนน่ารักทำเธอเกือบสิ้นใจเพราะเสียเลือดจำนวนมากและตายไปพร้อมกันในท้องแล้วด้วยซ้ำ

ดี...ดีที่เมห์เหม็ดเขาเสี่ยงชีวิตไปนำสมุนไพรล้ำค่าจากออสมันนิตส์มารักษาอาการของเธอได้ทันแม้ว่าเกือบจะถูกสังหารด้วยน้ำมือของพี่ชายคนโตก็ตาม มิเช่นนั้นแล้วชีวิตของเธอคงไม่อาจยืนยาวจนครบเก้าสิบปี จะว่าไปก็น่าตลกไม่น้อยที่คนป่วยอ่อนแอเช่นเธอกลับมีชีวิตยืนยาวกว่าศัตรูทุกคน ที่ขนาดแม้ว่าเจ้าบารอนออกัสตินหัวเสรีนิยมผู้นั้นยังตายไปก่อนเธอตั้งสามสิบปีเชียว แถมยังตายเพราะเข้าไปขัดขาพวกสายสกุลบลูไดมอนด์เข้าให้ ส่วนเธอก็ถูกลูกศิษย์และเหล่าผลผลิตที่เขาหว่านไถเอาไว้ถล่มโจมตีจนเจ็บปางตายเช่นกัน

"องค์จักรพรรดิทรงยอมให้พระองค์ได้ทำพิธีบรรลุนิติภาวะโดยไม่คัดค้าน กระหม่อมว่าพระองค์ท่านมีท่าทีแปลกไป" ดยุกอีริธกล่าวขึ้นโดยที่มีอีธานซึ่งเป็นลูกยืนอยู่ด้านข้าง

"...ข่าวลือที่ให้ปล่อยดูท่าจะใช้ได้เลยเชียว" จูบิลี่ยิ้มบาง ๆ "คงจะทรงไม่อยากถูกติฉินว่ายึดสมบัติหลานต่างสายสกุล...ก็นะ...มงกุฎประมุขที่สวมอยู่ไม่อาจเสื่อมเสียได้" เธอให้มือดีของบ้านดยุกอีเดิร์นปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับอุบัติเหตุเรือล่มที่มีเงื่อนงำเกี่ยวกับการตายของเชื้อพระวงศ์สายสกุลอเล็กซานไดร์ทออกไป แล้วให้ใครสักคนปลอมตัวออกไปวิเคราะห์ปะปนกับประชาชนเสียหน่อยด้วยข่าวลือจำพวกว่า'เชื้อพระวงศ์สายสกุลบลูไดมอนด์คิดลดอำนาจวังอเล็กซานไดร์ทเพื่อมรดกแสนมั่งคั่งด้วยการควบคุมหลานสาว'แค่เพียงเท่านี้ผู้คนก็พร้อมจะเชื่อแล้ว...

จูบิลี่เอาวิธีของพวกสื่อมาใช่เลยเชียวนะ?

และหากว่าพิธีบรรลุนิติภาวะของเธอไม่สำเร็จแล้วล่ะก็ สำนักข่าวก็พร้อมจะตีแพร่ไปทั่วประเทศเลยเชียว...เพราะมันคือความจริงที่ว่าองค์จักรพรรดิต้องการรักษาอำนาจของสายสกุลให้โดดเด่นเหนือกว่าสายสกุลอื่น เขาจะกลายเป็นจักรพรรดิที่ไม่ชอบธรรมในทันที

"วิธีของพระองค์กระหม่อมก็คาดไม่ถึงเหลือเกินพ่ะย่ะค่ะ"

เพราะรู้ว่าข่าวลือใส่ร้ายนั้นทำให้กระอักและเจ็บแค้นเพียงใดเธอจึงชื่นชอบวิธีนี้ที่สุด เธอไม่เคยถามพระเจ้าว่าทำไมจึงให้โอกาสเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ไม่ถามอีกแล้วว่าจะเลือกเธอเป็นจักรพรรดินีหรือไม่ เธอจะใช้ทุกสิ่งแย่งมันมาเหมือนที่อีกฝ่ายแย่งมันไปจากเธอโดยไม่ทนฟังเสียงของพระเจ้าเช่นเดียวกันเหมือนที่คนพวกนั้นทำ...

"อีริธ...เจ้าเป็นขุนนางฝ่ายทหารขั้นหนึ่งอาวุโส ดังนั้นจึงสามารถควบประจำตำแหน่งแม่ทัพผู้นำกองธงกองทัพของวังอเล็กซานไดร์ทได้ ส่วนข้าจะแต่งตั้งอีธานขึ้นเป็นผู้ช่วยรองแม่ทัพไปก่อนเพื่อเรียนรู้งาน ข้าได้ยินมาว่าเอียนน่าบุตรีคนเล็กของท่านมีความสามารถและฐานะเหมาะสมที่จะเข้ามทำหน้าที่ราชเลขานุการประจำวังของข้า"

"!!"ดยุกอีริธตกใจไม่น้อยทว่าไม่นานก็กลับมาควบคุมอารมณ์เอาไว้ได้ราวกับว่ากำลังพบทางออกของปัญหาในชีวิตแล้ว

สองปีจากนี้จะเป็นช่วงที่วุ่นวายของบ้านอีเดิร์นด้วยปัญหาของการแต่งงานธิดาคนเล็กที่ต้องตัดสินใจให้ดี เพราะการแต่งงานนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับบ้านดยุกสามตระกูลขุนนางใหญ่เลยเชียว แต่งครั้งหนึ่งขยับสะเทือนทั้งไปวงการขุนนางและอำนาจของเชื้อพระวงศ์ และก็เป็นเรื่องในอีกสองปีที่เธอเข้าไปวุ่นวายจนกลายเป็นหลานที่ดื้อดึงสอนสั่งยากในสายตาของลุงจักรพรรดิเข้าให้ แล้วก็เป็นจุดเดียวกันกับที่อีธานหันมาทำงานถวายชีวิตให้กับเธอในฐานะนายเหนือตัว

"...ทำงานกับเจ้านายในวัง นางจะต้องรอจนอายุครบยี่สิบห้าตามธรรมเนียมการถวายงาน ต่อไปภายหน้าหากจะแต่งกับผู้ใดก็ต้องให้ข้าเป็นผู้เห็นชอบด้วยและนี่อาจจะเป็นเรื่องที่ฟังดูน่าวุ่นวาย แต่ระหว่างนี้อีกห้าปีพวกท่านก็คงสบายใจได้แล้ว ไม่ต้องรีบร้อนไปนัก ค่อย ๆ คิดหาคนที่เหมาะสมที่สุดและดีสุดก่อน หากจนปัญญาข้าก็มีข้ออ้างให้นางไปรับใช้พระเจ้าสองปีเพื่ออวยพรความเป็นสิริมงคลให้แก่ข้าอีก"

"ด้วยความยินดีพ่ะย่ะค่ะ" ทั้งสองคนรีบคุกเข่าก้มใบหน้าทำความเคารพ

เธอไม่มีทางให้ขุนนางประจำเชื้อพระวงศ์บ้านอื่นเอาบุตรสาวคนเล็กของขุนนางบ้านเธอไปเกี่ยวดองด้วยอย่างเด็ดขาด...สำหรับสถานการณ์ในตอนนี้ก็คงจะต้องรอดูคลื่นลมไปก่อน ไม่จำเป็นต้องเป็นบ้านดยุกเสมอไป พวกบรรดาศักดิ์ดยุกน่ะใครก็ขึ้นมาได้ถ้าจักรพรรดิทรงโปรดให้เลื่อนไม่ใช่รึ หากไม่ใช่ดยุกก็ขอแค่เป็นขุนนางมีลำดับขั้นที่สูงก็พอแล้ว...

"ลุกขึ้นเถอะ...นี่ก็สายแล้วเจ้ากลับไปเถอะ"

จูบิลี่ออกปากให้ดยุกอีริธกลับไปทำงานของเขาต่อ

 

❁❁❁

 

ยามบ่ายของวันนี้โต๊ะน้ำชาถูกจัดขึ้นใต้ซุ้มไม้ต้นวิสทีเรียสายพันธุ์พิเศษซึ่งออกดอกบานในช่วงปลายเดือนสี่ แลแน่นอนว่าสวนดอกไม้ของวังอเล็กซานไดร์ทนั้นเป็นสวนที่พิเศษเพราะมีเอกลักษณ์จากการตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์ซึ่งจะมีความงดงามที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเดือนตามการเบ่งบานของไม้ต่างสายพันธุ์ต่างฤดูกาล วันนี้อากาศไม่ร้อนไม่หนาวสำหรับจูบิลี่ พอเงยหน้าก็มองเห็นท้องฟ้าที่ร่มรื่นด้วยเงาของแมกไม้ ส่วนร่างกายก็สัมผัสได้ถึงสายลมเอื่อยเฉื่อยชวนเคลิบเคลิ้ม

"อีธาน...เจ้ามององค์ชายต่างชาติผู้นั้นด้วยสายตาที่ไม่คิดต้อนรับ เขาทำให้เจ้าอารมณ์เสียรึ" จูบิลี่ที่มองใบหน้าของอีธานราชองครักษ์หนุ่มที่หน้าบึ้งตึงขึงขังราวกับคนกำลังวางมาด ยิ่งเมื่อรวมกับนัยน์ตาและเส้นผมสีดำของเขาแล้วมันก็ทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวสั่นที่บริเวณกระดูกสันหลังขึ้นมาไม่น้อย

"กระหม่อมรู้สึกว่าองค์ชายฟาติห์กำลังเล่นสงครามประสาทกับพระองค์"

โอ้?เจ้าเองก็มองออกด้วยรึ?

สมแล้วที่เป็นคนรู้ใจข้ามาตลอดเจ็ดสิบปี!

"เขาเป็นองค์ชายที่เก่งที่สุดและเป็นลูกรักของกษัตริย์มูรัดที่สองเชียวนะเจ้า ได้ยินว่าเก่งกาจเชี่ยวชาญและอัจฉริยะในทุก ๆ ศาสตร์แขนง เขามีรัศมีบางอย่างที่มักทำให้คนรอบข้างชิงชังและหลงใหลโดยง่าย ปีที่แล้วเขาก็ทำสงครามกับเผ่ากบฏจนมีชัยชนะและได้รับฉายาว่าผู้พิชิตเชียวนะ"

เธอไม่ปฏิเสธว่าฟาติห์-เมห์เหม็ดเก่งกาจเหนือสามัญ เขาเป็นองค์ชายที่สมกับชาติกษัตริย์อย่างพระบิดาของเขา และหากมองย้อนกลับไปหลายครั้งก็ได้เขายืนมือช่วยเหลือไม่ให้ตายตกหลงกลเกมการเมืองโดยง่าย ชีวิตรักไม่ดีนัก แต่ชีวิตคู่ยืนยาวด้วยการประคับประคองจากอีกฝ่ายไม่น้อยเลย เขามีความดีความชอบจริง ๆ ในข้อนี้

"ทรงหาว่ากระหม่อมชิงชังและขี้อิจฉาหรือพ่ะย่ะค่ะ"

"ข้าไม่ได้พูดนะ เป็นเจ้าที่พูดเอง" เธอโต้กลับแล้วทอดสายตามองสนามหญ้าด้านข้างที่ตัดแต่งเป็นอย่างดี มันเป็นสนามหญ้าที่กว้างสุดลูกหูลูกตาซึ่งขนาบข้างสวน เป็นสนามสำหรับนำมาควบขี่หรือจัดปิกนิคเล่นกีฬายามว่างเช่นการเตะลูกบอลสานหรือตีลูกคลีอะไรทำนองนั้น เพียงแต่บ้านอเล็กซานไดร์ทเป็นพวกอ่อนแอขี้โรค สนามหญ้าทั้งสองจึงกลายเป็นเพียงวิวทิวทัศน์ให้มองเล่นเท่านั้น

แต่ว่าวันนี้มันกลับได้ใช้งานเสียแล้ว แล้วก็ยัง...เป็นคนเดิม ๆ ที่ใช้งานมันอีกด้วย

เมห์เหม็ดชื่นชอบการขี่ม้า กีฬาและกิจกรรมทางการทหาร ถ้านี่เป็นอีกหลายสิบปีข้างหน้าที่ปืนสมัยใหม่ถูกประดิษฐ์ขึ้นแล้ว สนามสองฝั่งนี้จะเป็นที่ฝึกฝนการยิงปืนของเขา ถ้าไม่แบบนั้นเขาจะชวนเธอออกไปยิงห่านฟ้าด้วยกัน ซึ่งเธอก็ไปเป็นเพื่อนเขาด้วยทั้งยังเป็นคนขับรถยนต์อีกต่างหาก

เรามักใช้เวลาด้วยกันแบบส่วนตัวเหมือนคนธรรมดาที่น่าใฝ่ฝัน ที่อย่างน้อย ๆ เขาก็มีเวลาให้เธอบ้างและทำกิจกรรมร่วมกันในฐานะคู่สามีภรรยาวัยกลางคนที่ไม่จำเป็นต้องไปออกสื่อทุกวี่ทุกวัน

"สายตาของพระองค์เอง...ก็มององค์ชายผู้นั้นราวกับว่ามีบางอย่างที่ให้พระองค์นึกถึงตลอดเวลา"

ใช่...นึกถึงตลอดเวลาแบบคนสองตามืดบอดในรักน่ะสิ ทั้งยังพวงด้วยความชิงชังและขมขื่นอีกด้วย

"ธรรมเนียมของราชวงศ์ออสมัน ผู้สืบทอดบัลลังก์จะต้องกำจัดพี่น้องคนอื่น ๆ เพื่อขึ้นครองราชย์ด้วยความชอบธรรมและประเพณีโบราณ ต่อให้เจ้าจะเป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกันก็ตาม ก็จำต้องสังหารอีกฝ่ายให้สิ้นไม่หลงเหลือทายาทสักคนหนึ่ง...พวกเขาต้องเข่นฆ่ากันเองโดยไม่มีข้อแม้ ดังนั้นจึงเป็นพวกที่มีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดสูง แข็งแกร่งกว่าคนที่เรียกว่าแข็งแกร่งที่สุด"

คนพวกนี้มักจะมีชีวิตรอดและสามารถมองเห็นกระแสทิศทางของโชคชะตาจนสามารถไขว่คว้าเข้าหาโอกาสและหนทางได้เสมอ

"ท่านว่าใครจะได้ครองบัลลังก์แห่งออสมันกันล่ะพ่ะย่ะค่ะ"

"ต้องดูว่าใครมีฐานอำนาจมั่นคงกว่ากัน?ฉลาดแต่ไร้คนสนับสนุนก็เป็นเพียงเพชรในโคลนตม"

แน่นอนว่าต้องเป็นองค์ชายใหญ่ที่ได้บัลลังก์ ส่วนองค์ชายสองนั้นถูกฟาติห์กำจัดทิ้งไปก่อนในอนาคตดังนั้นเธอจึงไม่สนใจ องค์ชายใหญ่แม้จะเห็นว่ามีนิสัยใจดีอ่อนโยนแต่ก็เป็นพวกร้ายลึกนิ่งเงียบกว่าน้องชายแท้ ๆ ของตนเอง เขารู้ดีว่าประมือกับเมห์เหม็ดไม่ไหวจึงรอโอกาสที่กษัตริย์มูรัดสิ้นพระชนม์เพื่อกำจัดเขาทิ้งซะ เพราะเมื่อสถานะความเป็นคนโปรดหายไปใครจะคุ้มหัวกันล่ะ?

กษัตริย์มูรัดที่สองผู้นั้นก็ใช่ย่อย เขาวางเกมให้เมห์เหม็ดมาแต่งงานกับเธอกันตายเอาไว้ก่อน หากมีโอกาสค่อยมาชิงบัลลังก์คืน แต่ใครจะทราบว่าเธอจะได้เป็นจักรพรรดินีกัน ดังนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เขาจึงต้องสละสัญชาติเดิมและสิทธิ์ในบัลลังก์ทิ้งเพื่อให้ก้าวมาเป็นองค์ชายพระสวามีของเธอตามกฎของราชวงศ์ แต่ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าพี่ชายของเขาจะจำยอม หากมีโอกาสแล้วอย่างไรก็ตามการไม่มีสายเลือดหลงเหลืออยู่เลยนั่นคือการดีที่สุด

"เป็นเพชรก็มีค่าไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ" อีธานว่าจากนั้นก็ปรายตามองเธอ

"เพชรมณีมันก็เป็นแค่หินที่มีแค่สีสันไม่ใช่หรือ..."

"แต่หินมณีก็ล้วนหายากไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ"

ใช่แล้ว...หินมณีไม่ได้สถาปนาตนเองเป็นของล้ำค่า แต่เพราะมันหายากผู้คนจึงจัดให้มันเป็นสิ่งที่พิเศษไม่ธรรมดา แน่นอนว่าผู้คนเองก็ไม่ได้สูงส่งแต่เพราะคนกำหนดกฎเกณฑ์และกระทำมันต่างหากจึงเรียกว่าสูงส่ง

"องค์หญิงเพคะ...วันนี้ท่านลอร์ดออกัสตินขอเข้าเฝ้าเพคะ"

ลอร์ดออกัสติน?

ทำไมพวกหัวก้าวหน้าจึงมาปรากฏต่อหน้าเธอเร็วเช่นนี้กันนะ?หรือเพราะเมื่อสามวันก่อนเธอเริ่มต่อก่อตั้งสถาบันจิลเลียนนอร์ขึ้นมากันจึงทำให้พวกปัญญาชนนักคิดเข้ามติดต่อขอทุนทรัพย์ในศึกษาของพวกเขากันนะ?

ในชาติก่อนเธอจำได้ว่าเราไม่มีโอกาสได้พบกันนั่นเพราะว่าเธอเจ็บป่วยต้องรักษาตัวอยู่นาน และทราบว่าลอร์ดออกัสตินมาขอเข้าเฝ้าติดต่อกันหลายวันเลยเชียวล่ะ?อาจเพราะวังอเล็กซานไดร์ทมักจะให้พวกนักคิดนักเรียนเข้าพบเพื่อมอบทุนเสมอ ๆ ในทุก ๆ ปีกระมั้ง นี่เพราะพี่ชายคนโตของเธอเองก็จัดว่ามีนิสัยแบบพวกนักปราชญ์ปัญญาชน แต่ทว่าหลังจากวังนี้เหลือเพียงแค่เธอที่ต้องรักษาตัวอยู่นานและเจ็บ ๆ ป่วย ๆ บ่อยขึ้นก็ไม่ค่อยมีใครมาขอเข้าเฝ้าเลยสักคน

"ไปเชิญเขามาร่วมโต๊ะน้ำชาเร็ว..." เธอว่าอย่างสงสัย

การพบกันครั้งแรกแบบไม่ใช่ศัตรูมันจะเป็นอย่างไรกันนะ?

จูบิลี่ครุ่นคิดอะไรหลาย ๆ อย่างอยู่นานพอสมควร ตั้งแต่เริ่มรัชสมัยมาก็มีขุนนางผู้นี้นี่ล่ะที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เธอรับฟังอีกฝ่ายแต่เพราะตอนนั้นยังต้องอาศัยการประชุมของเหล่าเชื้อพระวงศ์ส่วนใหญ่ที่ไม่เห็นชอบที่จะเปลี่ยนรูปแบบการปกครองซึ่งลดทอนอำนาจและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ลงทำให้ข้อเสนอของอีกฝ่ายไม่เป็นที่ต้อนรับ และจูบิลี่ในฐานะประมุขของเชื้อพระวงศ์ในขณะนั้นก็จำต้องแสดงความเห็นชอบตามมติด้วย

ไม่ใช่ว่าเธอไม่รอบคอบไตร่ตรองต่อระบอบประชาธิปไตยนั่นนะ?เธอศึกษามันอย่างละเอียดเปรียบเทียบกับรูปแบบการปกครองมากมายที่เกิดขึ้นมากมายทั่วโลก แต่ประเทศที่ยังไม่พร้อม ประเทศที่คนผู้ซึ่งรู้เรื่องระบอบการปกครองแบบใหม่นั้นมีจำนวนเพียงหยิบมือ สุดท้ายแล้วที่ว่าอำนาจเป็นของประชาชนก็เป็นเพียงคำกล่าวอ้างให้คนกลุ่มหนึ่งกลายเป็นคนที่ครองอำนาจ เป็นเผด็จการรัฐสภาหรือจะเป็นแบบพวกคณาธิปไตยก็ยังได้อยู่ดี

การปกครองแบบใหม่ต้องอาศัยการศึกษาอย่างละเอียดลออ ต้องอาศัยประชาชนที่มีความรู้ ต้องปูพื้นฐานระบอบการปกครองรูปแบบใหม่ให้แก่พวกเขาจนเข้าใจเป็นจิตสำนึกหนึ่งก่อน และจะต้องมั่นใจว่ากฎหมายสูงสุดที่จะตราขึ้นแทนกฎหมายระบอบเก่านั้นจะต้องมุ่งเน้นไปที่ประชาชนอย่างแท้จริงไม่ใช่กำจัดสิทธิ์ให้กลุ่มคนกลุ่มใดได้ประโยชน์...

แต่ก็เสียดายที่เธอถูกคนในราชวงศ์ต่อต้านส่วนฝ่ายอยากเปลี่ยนแปลงก็กดดันและเข้าเล่นงานจนยืดเยื้อมาเป็นระยะเวลาเจ็ดสิบกว่าปีดังที่เห็น จนในที่สุดพวกปัญญาชนรุ่นใหม่ก็สามารถปฏิวัติประเทศด้วยปืนและอาวุธที่ทรงพลังอย่างพลังของหมู่มวลประชาที่พวกเขาปลุกปั่นยุยงให้เกลียดชังสถาบันกษัตริย์ที่ภายในกำลังเน่าเฟะได้

เธอบอกไปแล้วว่าให้ยอม...รูปแบบทีที่พวกเขาเสนอแรกมันก็ดีอยู่ แค่เปลี่ยนตำแหน่งของสถาบันให้กลายเป็นประมุขสูงสุดของประเทศในฐานะที่ไม่อาจแตะต้องและยุ่งกับเรื่องทางการเมืองได้เต็มที่เท่าแต่ก่อน ให้มีหน้าที่ในการออกงานและเป็นเหมือนทูตระหว่างประเทศต่าง ๆ ให้ยศขุนนางหรือแต่งตั้งรับรองคณะรัฐบาลทุก ๆ การเลือกตั้งในฐานะที่พวกเขาเป็นตัวแทนในการบริหารประเทศแทนสถาบันอันสูงส่ง

ทว่าพวกราชวงศ์หัวแข็งไม่เอา สุดท้ายก็เลยหัวขาด!

"บารอนแห่งบ้านออกัสตัสมาแล้วเพคะ" เฮเลนที่อยู่ข้าง ๆ กระซิบบอกเธอซึ่งกำลังครุ่นคิดอะไรมากมาย ตรงหน้ามีชายตัวสูงผิวคล้ำเล็กน้อยอย่างออกัสตินยืนอยู่และเริ่มคุกเข่าถวายความเคารพเธออย่างเต็มรูปแบบ จากนั้นเขาก็อวยพรเธอด้วยวาจามงคลตามธรรมเนียม

"ขอพระเจ้าทรงคุ้มครองพระองค์หญิงจูบิลี่"

จูบิลี่ให้สัญญาณมืออีกฝ่ายลุกขึ้นโดยไม่ได้พูดสั่ง

"ดื่มชาก่อนแล้วค่อยพูดเถอะ" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ปกติไปค่อนข้างเป็นมิตรแล้วจิบชาพร้อมขนมเค้กอย่างไม่รีบร้อน แค่มองแวบเดียวก็เห็นว่าอีกฝ่ายมีสภาพเช่นไร อาจเพราะต้องคอยมองสีหน้าและท่าทางของอีกฝ่ายมาโดยตลอดกระมั้ง จึงทำให้มองเพียงเผิน ๆ ก็ดูออกว่าจะเกิดอะไรขึ้น วันนี้นัยน์ตาสีน้ำฟ้าของเขาไม่เข้มขึ้น ท่าทางสุขุมเก็บรักษากิริยาดีแปลว่าเขาไม่ได้มาเพื่อกดดันหรือทำตัวจิกกัดเธอบ่อย ๆ เมื่อได้คำตอบที่ไม่พอใจจากเธอ

บารอนออกัสตินดื่มชาอย่างรีบร้อนอยากจะพูดคุยโดยเร็ว เขาจิบชาด้วยมารยาทแต่ถี่จนชานั้นหมวดถ้วยอย่างว่องไว และเมื่อข้ารับใช้หลวงสองคนจะรินชาเพิ่มเขาก็ยกมือปฏิเสธว่าไม่ต้องเติมแล้ว

"กระหม่อมมีเรื่องที่จะหารือกับพระองค์"

เรื่องอันใดรึ?

"พระองค์ทรงทราบหรือไม่ว่าทำไมครอบครัวของพระองค์จึงทรงมีชะตากรรมเช่นนั้น?"

"อีธาน เฮเลน มาธ่า...พวกเจ้าออกไปก่อน" เธอสั่งขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเรื่องสำคัญ

อาจเพราะปล่อยข่าวลือนั้นไปให้องค์จักรพรรดิไม่เข้ามาวุ่นวายพิธีบรรลุนิติภาวะของเธอ และก็เป็นสาเหตุเดียวกันที่ออกัสตินมาหา เพียงแต่ว่า...ออกัสตินเกี่ยวพันอะไรกับการตายของครอบครัวเธอกันเล่า?เขาไม่เคยมีความสัมพันธ์กับวังอเล็กซานไดร์ทเลยไม่ใช่รึยังไง...แต่นี่ก็เท่าที่เธอรับรู้นะ

"...โปรดบอกทุกเรื่องที่ข้าควรจะรู้ แต่ข้าขอให้เจ้ารู้ไว้ว่าข่าวลือนั่นข้าเป็นผู้ปล่อยออกไป"

"เป็นเพราะพวกกระหม่อมช่วยโหมข่าวด้วยเช่นกัน" ออกัสตินตอบอย่างรวดเร็วแล้วจ้องตรงมายังเธอ "พวกกระหม่อมคิดว่าท่านตกอยู่ภายใต้อำนาจขององค์จักรพรรดิเสียแล้ว จึงจำเป็นต้องตีตัวออกหากไม่ทำให้ทุก ๆ อย่างพิงพินาศลง"

อย่าบอกนะว่าบ้านของเธอชุบเลี้ยงพวกปัญญาชนและให้การสนับสนุนพวกเขาเคลื่อนไหวทั้งในและนอกประเทศกันนะ?

นี่มันกบฏโทษตัดหัวเลยชัด ๆ

"ข้าพอรู้มาว่าบ้านของข้ามีการชุบเลี้ยงนักศึกษา จำพวกปัญญาชนที่มีความสามารถ..." จูบิลี่เว้นช่วงแล้วเปรยตามองออกัสตินไม่วางตาด้วยเพราะเริ่มจะเข้าใจความหมายที่เขาต้องการจะสื่อแล้ว

"...เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศพ่ะย่ะค่ะ"

นั่นไงเล่า!

"ข้าจะไม่ถามว่าการปกครองรูปแบบใหม่เป็นเช่นไรเพราะเจ้าจะช่วยข้าในเรื่องนี้ได้ แต่ทำไมองค์จักรพรรดิจึงล่วงรู้เรื่องนี้และสังหารครอบครัวของข้าได้กัน นี่เป็นความผิดพลาดจากฝ่ายใด เป็นเจ้ารึว่าทางวังของข้ากัน?เพราะถ้าหากทราบแล้วจะได้รีบจัดการปัญหาซะก่อน" เธอว่าด้วยสีหน้าที่มุ่งมั่น อาจเพราะการตายของครอบครัวนั้นมาจากน้ำมือขององค์จักรพรรดิซึ่งเห็นทีว่าจะเป็นเรื่องจริงไม่ใช่เพียงข่าวลือที่เธอโมเมตีสีใส่ไข่เสียแล้ว และการที่เธอพูดมาเช่นนี้ก็ให้ออกัสตินบังเกิดความประหลาดใจขึ้นอย่างเพิ่งเห็นผี

"พระองค์...เรื่องนี้กระหม่อมไม่ทราบ แต่กำลังสืบให้ได้ความอยู่"

"เช่นนั้นฝั่งข้าก็จะหาร่วมด้วยเช่นกัน...แต่ต้องทำอย่างลับ ๆ นะ" เธอตอบแล้วว่าต่อ "องค์จักรพรรดิป่วยด้วยโรคร้าย ข้าคาดว่าไม่ถึงสิบปีก็ต้องสิ้นลงอย่างแน่นอน...ข้าเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิบ่อยครั้งในช่วงหลังที่ผ่านมา อาการของพระองค์นั้นจามไอปะปนโลหิต คอและน้ำเสียงเปลี่ยนไป เหม็นและแหบเยี่ยงคนสุขภาพไม่ดี ใบหน้าก็ซูบซีดจนต้องอาศัยการประทินโฉม ข้านำอาการที่ไม่ดีนี้สอบถามหมอหลวงประจำตัว เขาบอกข้าว่าเป็นมะเร็งช่วงคอ"

"นี่เป็นข่าวดีจริง ๆ"

ปากของเจ้าออกัสตินนี่มันปากของพวกกบฏชัด ๆ เลย!

"ตราจักรพรรดิราชของราชวงศ์ไม่มีประกายแสงมาอย่างช้านานแล้ว ในกรณีนี้คงจะเป็นฝ่ายศาสนาที่ต้องเลือกใครสักคนขึ้นมาเป็นจักรพรรดิ ซึ่งวังที่เหมาะสมและมีอำนาจก็เหลืออยู่สองวัง แต่ออกัสติน...ข้าไม่มีความสัมพันธ์ฝ่ายทางศาสนา เจ้าคิดอย่างไรกับศาสนาบ้างล่ะ"

เธอถามความเห็นของอีกฝ่ายที่มีต่อความเชื่อทางศาสนา ไม่รู้ว่าเขาจะเป็นศาสนิกชนที่ตั้งมั่นในคำสอนหรือไม่ แต่เธอรู้ว่าเขายึดศาสนาหลักของเพรซเชียสเป็นศาสนาหลักที่นำมาใช้ต่อต้านพวกชนชาติอื่นที่กำลังเรียกร้องดินแดนและทำให้ชาวเพรซเชียสเกิดความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ด้วยการใช้กลยุทธ์สร้างความแตกต่างที่ทำให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวนั้นเด่นชัด ง่าย ๆ ก็คือสีขาวกับสีดำแตกต่างชัดเจน แบ่งแยกโดยง่ายว่าใครเป็นใครกัน เพื่อให้ผู้คนรู้สึกถึงความเป็นชาตินิยมที่รุนแรงและรวมตัวกันง่ายขึ้น เช่นการรวมตัวกันของผู้นับคือศาสนาตะวันตกอย่างไรเล่า?

"กระหม่อมคิดว่าพระองค์สมควรเข้าหาฝ่ายศาสนา เริ่มศึกษาคำสอนจากบาทหลวง..."

"ข้าจะไม่ทำ" จูบิลี่ปฏิเสธเสียงเรียบ "ข้าไม่ชอบนำความศรัทธาของผู้คนมาเล่นตลก...ออกัสตินวิธีสร้างความขัดแย้งไม่ใช่ทางออกที่ดีเสมอไป มันนำมาซึ่งปัญหาที่วุ่นวายและยากจะแก้ไขไม่ใช่น้อย มันคือวิธีการของความเกลียดชัง"

เพราะการที่เขาเอาศาสนามาเป็นอาวุธทำให้เกิดความแตกอย่างรุนแรงในทางใต้ของเพรซเชียส เป็นปัญหาไม่จบสิ้นตลอดรัชสมัยของเธอเลยเชียว และเธอก็มองว่ามันจะเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศในระบอบการปกครองใหม่อีกด้วย ดังนั้นเธอไม่เห็นชอบด้วยวิธีนี้สักนิดเดียว

"เช่นนั้นกระหม่อมขอให้พระองค์มีศรัทธาต่อศาสนาและพระองค์เจ้า" เขาว่าเสียงสูงแล้วใช้สายตากระทบกระทั่งเธอ

"ขอบคุณสำหรับการประชดที่ดี" เธอยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม "ถึงข้าจะยังเยาว์วัยแต่เจ้าไม่จำเป็นต้องประชดประชันให้ข้ากลัวหรอกนะ หรือว่าพวกเสรีนิยมมีอคติต่อเรื่องทางชนชั้นกัน?"

"กระหม่อมคิดว่าพระองค์ชายและพระบิดาของท่านไม่ได้สอนสั่งเรื่องเหล่านี้ให้ท่าน มันน่าแปลกใจเหลือเกินไปที่กระหม่อมจะเข้าใจและเชื่อใจตัวของพระองค์ในทันที กระหม่อมเพียงรู้สึกหวาดหวั่นต่อพระองค์ในบางครั้งก็เท่านั้น"

ยายแก่เช่นเธอคงจะทำเขาขนลุกแย่แล้วสินะ?

“…เพราะเจ้าไม่สามารถเอาชนะข้าได้น่ะสิ”

ในชีวิตของออกัสตินนั้น เขาไม่เคยเอาชนะเธอได้สักครั้งจนกระทั่งเขาตายก็ไม่อาจเห็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างที่เขาหวัง เหล่าปัญญาชนรุ่นใหม่ไม่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยมากนัก เพราะออกัสตินก็ยังจัดว่าเป็นขุนนางบรรดาศักดิ์มียศสูง ยังมีฐานะชนชั้นและติดอยู่ในห่วงของอภิสิทธิ์ชน อีกทั้งเขาและพรรคพวกก็ไม่เคยประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงประเทศทำให้มีคนเสื่อมศรัทธาลง กลายเป็นชูนักเคลื่อนไหวคนหนึ่งคนใหม่ขึ้นมาแทนที่...แต่ตอนนี้ตาหนุ่มหัวรุนแรงนั่นยังไม่ได้คลอดจากท้องแม่เลย ดังนั่นเธอก็จะไม่คิดถึงก็แล้วกันสำหรับช่วงเวลานี้

"เอาชนะ?"อีกฝ่ายสงสัยในคำพูดของเธอและมีทีท่าว่าจะถามขึ้นมา แต่จูบิลี่ตัดบทนั่นทิ้งไม่กล่าวถึงมันอีก

"เจ้าเอาน้ำชาสาดใส่ข้าซะ ดังนั้นเจ้าจะกลับไปโดยไม่ถูกสงสัย...หากจะนัดพบกันขอให้เป็นอีกสามเดือนข้าหน้าเมื่อข้าสามารถก่อตั้งสถาบันจิลเลียนนอร์ได้สำเร็จ มีตึกและสำนักงานของสถาบันโดยเฉพาะที่นั่น แล้วข้าจะแบ่งที่นั่งสักครึ่งให้กลุ่มคนของเจ้าก็แล้วกัน ให้ทุนทรัพย์และสนับสนุนการเคลื่อนไหวผ่านฉากบังหน้าในคราบนักคิดนักประดิษฐ์ที่นั่น ดีหรือไม่?"

"เรื่องนี้กระหม่อมต้องไตร่ตรองเอาไว้ก่อน"

"อ้อ...หรือว่าเจ้ามีสถานที่ดีกว่านั้นกัน?"

"กระหม่อมสนใจย่านสลัมทางใต้พ่ะย่ะค่ะ"

สลัม?

"ต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการจัดการที่นั่นให้เรียบร้อย"

"ทรงเห็นด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ?"บารอนออกัสตินมองเธอด้วยสายตาที่ยากจะเหลือเชื่อ ใบหน้าของเขานั้นแข็งข้างไปในทันทีทันใด อันรูปหน้าหล่อเหลาสุภาพชนนั้นคล้ายกับว่าแข็งค้างด้วยกระแสลมหนาวจากทางเหนือ แม้แต่เส้นผมสีน้ำเงินเข้มที่ต้องลมก็เหมือนกับถูกไฟฟ้าสถิตจนตั้งขึ้นสองสามกอให้น่าขำดัง ๆ

"ข้าเห็นชอบด้วย...เจ้าว่าจำนวนมาแล้วจะจัดส่งสิ่งที่จำเป็นให้หลังจากทำพิธีบรรลุนิติภาวะเรียบร้อยแล้ว แต่จะจัดการอย่างไรขอให้รายงานแก่ข้าด้วยก็แล้วกัน ขอให้เจ้าวางคนที่เจ้าไว้ใจให้ข้าสักคนก็พอแล้ว ทำแค่นี้ก็พอแล้วล่ะ" เธอว่าไปอย่างตรงไปตรงมา แน่นอนว่าไม่มีสิ่งใดต้องกังวล ตับไตไส้พุงของคนผู้นี้เธอล้วนเห็นมาหมดแล้วจากการสู้รบตั้งรับแต่ช่วงต้นรัชสมัยที่เธอครองราชย์ อีกอย่างวังอเล็กซานไดร์ทก็ได้ถือว่าลงเรือลำเดียวกันกับอีกฝ่ายแล้วเมื่อเธอรับรู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากปากของอีกฝ่ายเช่นนี้

และถ้าเรื่องทั้งหมดถูกเปิดเผยขึ้นมาก็ถือว่าเราได้เตรียมตัวตายไปด้วยกันข้อหากบฏล้มล้างสถาบันได้เลย เพราะถ้าเธอไม่รู้และอยู่ใต้เงาอำนาจของทางฝั่งวังสายสกุลบลูไดมอนด์เหมือนชาติก่อน เธอก็คงตายเช่นเดียวกันด้วยน้ำมือของพวกเขาเป็นเหตุอย่างแน่นอน!

ไม่สู้เลือกทางเดินเกมการเมืองแบบใหม่จะไม่ดีกว่ารึ?

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 74 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

304 ความคิดเห็น

  1. #286 andreaaaaa (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 03:10
    เราว่าถ้ามัวแต่รอคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรอกค่ะ เวลาไม่พร้อม การศึกษายังไม่พร้อม เป็นแค่ข้ออ้างของคนที่ไม่อยากให้อำนาจหลุดจากมือแค่นั้นแหละ
    #286
    0
  2. #34 MI 'IMX (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 มีนาคม 2563 / 20:01
    แง่ อัปแล้ว><
    #34
    0