เล่ห์รักจักรพรรดินีทรราช (จบเล่มที่1)

ตอนที่ 5 : Chapter IV

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,579
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 71 ครั้ง
    29 พ.ค. 63

 

Chapter IV

 

บรรยากาศของวังอเล็กซานไดร์ทดูไม่วังเวงและเงียบเหงาเช่นเคย จูบิลี่ทำหน้าที่ต้อนรับพระราชอาคันตุกะทั้งสามเป็นอย่างดีในฐานะองค์หญิงพระองค์หนึ่งของราชวงศ์ที่ต้องปฏิบัติงานราชกิจ เธอปฏิเสธคนของทางพระราชวังที่เข้ามาและเปลี่ยนเป็นคนของตนเองแทนโดยให้เหตุผลว่าคนเหล่านี้ไม่ถูกจริต ไม่เข้าใจธรรมเนียมของคนในวังของเธอ ทำงานไม่ถูกใจและทำให้เกิดข้อผิดพลาดหลายครั้ง ให้เหลือไว้เพียงสองสามคนซึ่งก็ไม่มีใครปฏิเสธเรื่องเหล่านี้

อาจเพราะคุ้นชินกับวัฒนธรรมของคนออสมันอย่างพระสวามีกระมั้งนะ...

จูบิลี่ไม่เข้าใจตนเองเท่าไหร่นักว่าทำไมจึงหลงรักเจ้าชายต่างถิ่นคนนี้ ทั้ง ๆ ที่เราแตกต่างกันในด้านผิวสี ต่างวัฒนธรรม ต่างเชื้อชาติและศาสนา แต่เธอก็หลงรักเขาสุดหัวใจเหมือนคนบ้าคลั่ง ยอมแม้กระทั่งร่ำเรียนภาษาบ้านเกิดของเขา ศึกษาวัฒนธรรมและปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เข้ากัน หรือเพราะความเหงาขาดความอบอุ่นกันนะเธอจึงยอมเขามากขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่รู้องค์ชายต่างชาติมีจุดประสงค์ที่แม้แต่องค์หญิงสายสกุลใดก็ไม่อยากเสกสมรสด้วยก็ตามที

เขาเข้ามาเพราะต้องการใช้ชีวิตที่สุขสบายและรอดพ้นจากเนื้อมือของพี่ชายผู้เป็นกษัตริย์คนต่อไป รักเธอแบบคู่ชีวิตแต่ไม่ใช่คนรักที่เขามีใจให้ ทุ่มเทและปกป้องเธอเพื่อครอบครัวทุกสิ่งเป็นไปเพราะหน้าที่และวาจาที่เขาลั่นเอาไว้ทุกประการ ซึ่งให้ความรู้สึกเย็นชาและห่างเหินดังคนที่รู้จักกันเท่านั้น เขาสนใจบุตรธิดาของคนที่เขารักอย่างลึกซึ้ง ส่วนลูกของเธอเหมือนเป็นเพียงภาระหน้าที่เท่านั้น

มันช่าง! น่าเจ็บปวดและแสนอิจฉาหรือเกิน...จนกระทั่งเราสองคนแตกสลายเหมือนคนหย่าร้าง แยกทางกันไปเหมือนแม่น้ำคนละสายที่ไม่หวนกลับมาบรรจบกันอีกตลอดกาล

จูบิลี่ไม่อยากแต่งงานอีกครั้งกับชายคนนี้ในสองปีข้างหน้าด้วยความกลัวในความผิดหวัง ทว่ากลับคงไว้ซึ่งความโลเลที่ไม่อาจตัดใจจากความสัมพันธ์แสนยาวนานจนจวบสิ้นชีวิตนั้นได้เลยสักนิด เธอไม่เคยคิดว่าเขาจะยอมตายเคียงข้างไปกับเธอทั้ง ๆ ที่ยายแก่คนนี้ก็ออกปากไล่และหาลู่ทางให้เขาใช้ชีวิตที่ดีเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ตาแก่นั้นก็ไม่ได้หันแผ่นหลังให้และเลือกที่จะเดินจากเธอไป เขากอดเธอที่อ่อนแอและน่าสมเพชเอาไว้ เป็นอ้อมกอดอบอุ่นที่เธอโหยหามาโดยตลอดอีกสักครั้งหนึ่งในชีวิตจากเขา

เราจบชีวิตด้วยกัน...

ภาพสุดท้ายก่อนจะดับสิ้นไปจากโลกซึ่งไร้ความปรานีนี้ก็คือภาพของฟาติห์-เมห์เหม็ดใช้กริชแทงเข้าที่หัวใจของตนเองตายไปพร้อม ๆ กัน

"มันคือหน้าที่หรือความรักกันแน่..." จูบิลี่เอ่ยด้วยเสียงที่เบาหวิวที่สุด ฝีพู่กันแปรงที่เล็กที่สุดหยุดเคลื่อนไหวบนผืนผ้าใบสำหรับวาดรูปที่ปรากฏเป็นภาพของตำหนักตระการตาที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมระหว่างตะวันออกกลางและตะวันตกที่ครั้งหนึ่งมันเคยเต็มไปด้วยความอบอุ่นรักใคร่ของเธอและคนผู้นั้น

เสียงสนทนาซุบซิบบังเกิดขึ้นทางด้านหลังของจูบิลี่ที่กำลังนั่งวาดภาพอยู่ในสวนที่เป็นลานกว้างร่มรื่นหลังตัววัง เสียงเหล่านั้นเป็นภาษาออสมันนิตส์ของคนสามคน จูบิลี่ไม่ได้หันไปดู เธอมองแค่มองภาพบนผืนผ้าใบอย่างขบคิดว่าตนเองนั้นต้องการอะไรกันแน่ในตอนนี้

"องค์หญิงเพคะ" เสียงของเฮเลนเรียกเธอจากภวังค์ด้วยการกระซิบที่ข้างใบหูเพื่อย้ำเตือนการมาของคนทั้งสามที่อยู่ด้านหลัง

ครั้งนี้จูบิลี่ไม่ได้เมินเฉยและแน่นิ่ง เธอขยับกายลุกขึ้นยืนเล็กน้อยและมองไปที่แขกทั้งสามที่แต่งกายเรียบง่ายด้วยชุดสากลนิยมของตามชาติตะวันตก มีเพียงฟาติห์-เมห์เหม็ดที่ไม่ได้แต่งกายเช่นนั้นเพียงคนเดียว อาจเพราะเขาไม่ได้มีหน้าที่ในการเข้ามาเจรจาเรื่องการค้า แต่เป็นเพียงแค่มาเพื่อเปิดหูเปิดตาหาหญิงสักคนของราชวงศ์เจ็มสโตนเพื่อแต่งงานเท่านั้น

"อรุณสวัสดิ์ท่านทั้งสาม" เธอกล่าวทักทายเป็นภาษาเพรซเชียส

"ไยไม่ตรัสภาษาของชาวเรากันเล่า?"องค์ชายใหญ่อาห์เหม็ด เชย์เลเบย์กล่าวขึ้นเป็นภาษาออสมันนิตส์อย่างใคร่รู้

"เมห์เหม็ดน้องรักพระองค์หญิงผู้นี้นี่ล่ะที่ข้าเล่าว่าพูดภาษาของชาติเราได้คล่องปาก" คราวนี้องค์ชายรองอัลลาเอด์ดิน-อาลี เชย์เลเบย์กล่าวขึ้นพร้อมมองไปที่ฟาติห์-เมห์เหม็ดซึ่งนิ่งขรึมไม่ได้พูดจา เขาเอาแต่จ้องมายังใบหน้าของเธอเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ แน่นอนว่าจูบิลี่ก็ไม่ใช่คนช่างพูดเลยไม่กล่าวอะไรตอบสักคำ

"ไม่ทราบว่าพวกท่านคุ้นชินอาหารหรือไม่ วังข้าอาหารการกินค่อนข้างจืดชืดไร้รสชาติ อาจจะทำให้พ่อครัวไม่สันทัดด้านรสแกงจัดจ้านเยี่ยงบ้านเกิดของพวกท่าน แต่องค์จักรพรรดิให้ความสำคัญกับพวกท่านมาก มีรับสั่งให้นำพ่อครัวชาวออสมันนิตส์ที่อาศัยอยู่มาปรุงถวายโดยเฉพาะเชียว" เธอชวนคุยและเล่าเรื่องของพ่อครัวที่มาถวายงานในวังของเธอให้พวกเขาฟัง

"สุขภาพของพระองค์ไม่ดีหรือ" องค์ชายใหญ่อาห์เหม็ดผู้ที่ให้ความสำคัญกับเจ้าบ้านถามไถ่เธอ

"ผลกระทบจากอุบัติเหตุเรือล่มเมื่อหลายปีก่อนทำให้ร่างกายที่แช่น้ำเย็นมาสองวันกลางทะเลมีปัญหาอีกไม่กี่ปีคงจะดีขึ้นตามที่ท่านหมอหลวงว่า" เธอตอบแต่ไม่เล่าถึงโรคกลไกโลหิตของตนเองที่เป็นเรื่องสำคัญและความลับที่ไม่สามารถให้คนนอกราชวงศ์รู้ได้ เพราะสายเลือดของชนชั้นสูงนั้นไม่สามารถอ่อนแออย่างเด็ดขาด

"ขอให้พระเจ้าของท่านโปรดรักษาท่าน" องค์ชายใหญ่อาห์เหม็ด เชย์เลเบย์กล่าวขึ้นด้วยภาษาของเพรซเชียส

"ขอให้พระเจ้าของท่านทรงอำนวยอวยพรเช่นเดียวกัน" จูบิลี่ตอบกลับเป็นภาษาออสมันนิตส์

การสนทนาจบลงด้วยดีองค์ชายทั้งสองคนขอตัวออกไปปฏิบัติหน้าที่ทางราชกิจแทนพระบิดาของพวกเขา เหลือเพียงองค์ชายฟาติห์-เมห์เหม็ดที่เคยเป็นพระสวามีของเธอยืนอยู่ สายตาของเขามองไปที่ภาพวาดของเธอพร้อมแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามมากมายเกิดขึ้น

"ในภาพนั้น?คือใครกัน" เขาถามและคุยกับเธออย่างคล่องปากเป็นภาษาเพรซเชียส

บุคคลสองคนในรูปภาพนั้นคือเธอและเขาที่อยู่ในวัยที่งดงาม แต่เพราะเป็นเพียงเสี้ยวเล็ก ๆ ของภาพจึงทำให้ดูออกว่าเป็นแค่คนเท่านั้น เห็นเป็นหญิงในชุดแบบตะวันตกของชาติเพรซเชียส ส่วนชายนั้นอยู่ในชุดตะวันออกกลางนิยม หรืออาจเพราะรูปวาดของตำหนักนั้นผสมผสานระหว่างอารยธรรมสองฟากฝั่งกระมั้งเขาจึงสงสัยอย่างลึกซึ้งขึ้นมา

"ผู้ชายคืออาห์หมัด ผู้หญิงคือรีห์ชา" เธอตอบสั้น ๆ ด้วยเชื่อที่คิดแทนขึ้นมาลวก ๆ

"พวกเขาเป็นสามีภรรยากันหรือ" เขาถามต่อ

"ท่านรู้ได้อย่างไร?"เธอถามกลับด้วยความสนใจที่เขามองออกว่าในนั้นคือตัวแทนของเธอและเขาซึ่งสมรสกันแล้ว

"ข้าเห็นถึงความรู้สึกของภาพ...แต่ลึก ๆ กลับดูเจ็บปวด" เขาตอบใบหน้านิ่งเฉย

จูบิลี่ไม่ได้ตอบ เธอไม่ทราบว่าเพราะอะไรตนเองจึงมีหยดน้ำตาไหลผ่านข้างแก้วซีกซ้ายกัน

"เหตุใดจึงร้องไห้?"เขาถามน้ำเสียงเจือด้วยความเป็นห่วงแววตาเกิดความรู้สึกขึ้นมาเล็กน้อย เส้นผมยาวสลวยสีทองเหลืองของเขาพลิ้วตามกระแสลมเอื่อยเฉื่อย นัยน์ตาสีส้มเจือเขียวองุ่นมองสลับภาพวาดและใบหน้าของจูบิลี่อย่างงุนงง ณ ชั่วเวลาหนึ่งที่คนตรงหน้าสะท้อนภาพของความสุขสมในช่วงเวลาที่จูบิลี่ยินดีปรีดามากที่สุดของชีวิตออกมา เป็นตอนที่เธออายุสิบแปดและอีกฝ่ายที่อายุยี่สิบปีกำลังจ้องมองกันเหมือนคนมีรักแท้ให้แก่กัน

มันคือหน้าที่หรือความรักกันนะ?

"ข้าเพียงไม่เข้าใจว่าทำไมอาห์หมัดอยู่กับนางรีห์ชากัน ในเรื่องเล่าจากปากของพี่ชายข้า...ชีวิตสมรสของทั้งสองคนไม่ค่อยราบรื่นยินดีจนกระทั่งสุดท้ายของชีวิต ชายชาติออสมันนิตส์น่ะมีภรรยาได้สี่คน เขาหลอกนางรีห์ชาว่ามีเพียงนางคนเดียวและแต่งเป็นภรรยาหลวงเพราะพ่อของเขาเห็นชอบ และเพราะฐานะของนางจะทำให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ส่วนนาง...นางคนนี้ก็หลงรักและมีใจทุ่มเทให้เขาจนกระทั่งพบว่าเขามีภรรยาอีกคนที่รักใคร่จึงแตกหักกัน แต่เพราะไม่สามารถหย่าร้างได้ทั้งสองจึงต้องติดอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต...จนกระทั่งนางทำผิดต่อสังคมจึงถูกลงโทษประหารทั้งครอบครัวของนาง ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมอาห์หมัดที่ไม่จำเป็นต้องตายและมีทางรอดถึงยอมตายไปกับนาง...ทั้ง ๆ ที่เขาก็ไม่ได้รักนางและได้เป็นอิสระแล้ว"

จูบิลี่เอ่ยเล่าเสียยืดยาวเพื่อหวังถามอดีตพระสวามีตรงหน้าของเธอผู้นี้

"ข้าจึงเศร้าใจ..." จูบิลี่กล่าวต่อ "เพราะการปกป้องเธอคือชีวิตที่รอด?เป็นหน้าที่ที่ต้องทำกระทำเพื่อทดแทนบุญคุณ?หรือเพราะความรักกัน?"

"เพราะเขาอยากอยู่กับนางในวาระกระมัง" ฟาติห์-เมห์เหม็ดตอบเธอด้วยคำตอบที่แตกต่างออกไป

ความเงียบงันบังเกิดขึ้นระหว่างเราสองคนพร้อมสายลมที่พัดผ่านอีกระลอก หัวใจของเธอเริ่มหวั่นไหวเพราะความรู้สึกที่ดีหรือร้ายก็ไม่ทราบอย่างแน่ชัด

"เหตุใดจึงคิดเช่นนั้นกัน?"

"...เพราะข้ารู้สึกได้ว่ามันเป็นนั้น"

รู้สึกอย่างงั้นหรือ?

จูบิลี่รู้สึกยากจะเชื่อเหลือเกิน เธอจับพู่กันแปรงระบายที่ผืนผ้าใบต่อ แต้มสีโทนอบอุ่นกลบกลิ่นอายความโศกเศร้าและเจ็บปวดเพื่อให้กลายเป็นภาพใหม่แทนที่โทนภาพแบบเก่า โดยมีเมห์เหม็ดยืนมองดูโดยไม่กล่าวพูดอะไรออกมารบกวนสักคำ คำตอบที่เธอเพียรพยายามไขข้องคล้ายกับว่าถูกเฉลยออกมาแล้ว'เพราะอยากตายพร้อมกัน'เขาจึงไม่ถอยหลังห่างออกไป ไม่หนีและทิ้งเธอให้ตายอย่างเดียวดายในชีวิตที่น่าสมเพชตอนนั้น

จูบิลี่ไม่อยากจะรู้ว่าเขารักเธอหรือไม่อีกต่อไปแล้ว

จะไม่รักต่อไปเธอก็จะไม่สนใจมันอีก หากชะตายังคงลิขิต หากฟ้ายังคงกำหนดให้การแต่งงานเกิดขึ้นเธอก็จำยอมรับตามเงื่อนไขแต่โดยดี เธอยังคงรักคนผู้นี้อยู่อย่างสุดหัวใจแม้จะชิงชังเขาก็ตาม และหวังว่าหากไม่สามารถเปลี่ยนแปลงจุดจบที่พระเจ้ากำหนดในชาตินั้นได้ เธอก็ขอให้เขาทิ้งเธอไป หันหลังให้และมีชีวิตต่อเสียดีกว่าตายไปพร้อมกันเหมือนตอนนั้น

รูปวาดบนผืนผ้าใบสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว...

แปรงทาสีพู่กันวาดภาพถูกเก็บโดยเฮเลนที่ยืนรอห่าง ๆ ทางด้านหลัง

"ท่านพูดภาษาเพรซเชียสได้คล่องปากเหลือเกิน" เธอเปรยขึ้นโดยไม่มองอีกฝ่ายนั่งอยู่ด้านข้าง

"...ข้าถูกวางให้แต่งกับองค์หญิงต่างชาติจึงต้องรู้ภาษามากมาย" เขากล่าวจุดประสงค์ที่ไม่สมควรตอบออกมา "อาจเป็นองค์หญิงสักพระองค์ที่เหมาะสมกับข้า...พระบิดาของข้าจะเลือกองค์หญิงที่ข้ามองแล้วว่าเหมาะสม องค์หญิงที่ข้าปรารถนาจะอยู่ด้วยยามที่นางต้องตาย" อีกฝ่ายก้าวเข้ามาใกล้ ๆ เธอไม่ห่างมากนักแล้วกระซิบที่ข้างใบหูน้อย ๆ ของเธอ

จูบิลี่ฟังแล้วก็ใคร่คิดว่าเขาตัดสินใจเรื่องเหล่านี้แล้วว่าองค์หญิงผู้นั้นจะต้องเป็นเธอมาแต่แรก!

"ท่านเลือกนางใดกันล่ะ"

"นางที่เหมือนนางรีห์ชาที่ท่านเล่า...ข้าอาจรักนางไม่เท่าคนที่ข้ารักอย่างสุดหัวใจ การกระทำคงต้องแข็งแกร่งกระด้างเพราะเรื่องมากมายและการวางบทบาทของตนเองต่อนาง แต่ข้าย่อมไม่ทอดทิ้งนางอย่างแน่นอน ย่อมต้องปรารถนาที่ตายเคียงข้างนางด้วยเช่นกัน พี่ชายของท่านช่างถ่ายทอดชะตามกรรมขององค์ชายแห่งราชวงศ์ออสมันได้ดีเหลือเกิน เขาคงหวังให้มันได้เตือนใจท่านและข้า"

เขาเปรียบเปรยและชี้แจ้งให้เธอเข้าใจถึงชะตากรรมของตนเองล่วงหน้า

"ท่านมีเพียงตัวเลือกเดียวไม่ใช่รึ..." ใบหน้าของจูบิลี่กึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม "แต่มันไม่ง่ายหรอกนะท่าน..."

เพื่อมีชีวิตต่อไปและไม่ถูกช่วงชิงจากพี่ชายผู้มีอำนาจซึ่งขึ้นครองราชย์แล้ว…

เขาจะต้องสมรสกับเธอ ต้องกลายเป็นเจ้าชายพระราชสวามีต่างชาติที่ต้องก้มหัวให้แก่เธอ ยามเดินไม่อาจเดินเคียงคู่กันแม้แต่จะก้าวนำหน้า ทำได้แต่อยู่ข้างหลังและมีชีวิตที่อึดอัดเหมือนไม่ใช่คู่ผัวเมียธรรมดาสามัญ ไม่มีอำนาจและสิทธิ์ขาดในตัวลูกสักคนแม้กระทั่งการตั้งชื่อ ต้องถูกคนราชวงศ์เจ็มสโตนคอยกดหัวเอาไว้เพราะคำว่าคนต่างเชื้อชาติศาสนา และหากต้องตายเขาก็ต้องไปเป็นเพื่อเธอด้วยเช่นเดียวกัน!

นี่ล่ะ...

คือสิ่งที่เขาต้องยอมรับไปตลอดชีวิตของตนเอง...

 

❁❁❁

 

มื้อค่ำของเย็นนี้เธอทานอาหารตำรับราชวงศ์ออสมันนิตส์ นั่งกินกับพรหมบนพื้นที่ไม่ใช่โต๊ะ ทานข้าวโดยใช้มือไม่ใช่ส้อมช้อนพร้อมรสชาติอาหารที่จัดจ้าน ในเมื่อองค์ชายทั้งสามออกปากเชิญให้ร่วมโต๊ะสำรับอาหารด้วยเธอก็ไม่ได้ปฏิเสธ เธอใช้มือเปิบข้าวสวย ซดแกงเผ็ดร้อนหรือแสบซ่านในกระเพาะได้เป็นอย่างดี ไม่มีการหลุดกิริยาไม่งามออกมาเหมือนองค์หญิงต่างสายสกุล อย่างองค์หญิงนิกีต้าจากสายสกุลเวลเวทรูบี้ หรือองค์ชายโอมานจากสายสกุลเกรซโอปอล์

"ข้าไม่ยักคิดว่าเจ้าทานอาหารรสจัดได้" องค์หญิงนิกีต้าที่สูงวัยกว่าถามไถ่ขึ้นด้วยความประหลาดใจ "ทั้งยังทานแบบชาวออสมันนิตส์ได้ดีอีกด้วย"

เรื่องนี้ไม่ยากสักนิด...เพราะได้พบกับฟาร์ติ-เมห์เหม็ดในวัยยี่สิบปี เห็นเขาในเครื่องแบบนายทหารเรือของเพรซเชียส เธอก็ลองศึกษาวัฒนธรรมอาหารการกินและลองในสิ่งที่ไม่คุ้นเคยจนชิน ภาษาก็พอฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่เพราะภายหลังได้แต่งงานกันแล้วเลยศึกษาเพิ่มจนแตกฉานขึ้นราวกับผู้รอบรู้เพื่อเข้าใจเขาให้มากขึ้นกว่าเดิม

"ท่านหมออมักบอกให้พยายามทานกับข้าวรสจัดเพื่อบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ผิวจะได้แดงไม่ซีดเซียว จึงลองบางครั้งบางคราที่ภัตตาคารข้างนอก แต่เพราะยากจะนั่งรถม้านาน ๆ ให้แข้งขาอ่อนแรงจึงไม่ได้ออกไปบ่อยนัก" จูบิลี่ตอบไปจากความจริงของตนเอง แกงรสจัดข้างนอกก็เป็นรสจัดแบบที่ชาวตะวันตกชอบนั่นล่ะ มันไม่ครบเครื่องเช่นนี้หรอกนะ

"ดีแล้ว เวลาที่จิลเลียนน่าแก้มแดง เจ้าน่ะเป็นสตรีที่งดงามมาก รูปลักษณ์ใบหน้าอันโดดเด่นจากบรรพบุรุษของเจ้าคือเอกลักษณ์ของบ้านอเล็กซานไดร์ท เมื่อครบสิบแปดปีจะต้องมีขุนนางชั้นผู้ใหญ่สักคนหลงรักเจ้าแน่นอน"

หลงรักเชียวหรือ?

ก็พอจะเป็นจริงได้หากเธอไม่ป่วยและมีโรคประจำตัวอย่างโรคกลไกโลหิตทำงานผิดปกติจนผิวซีดเผือดเหมือนคนป่วยเช่นนี้ มีผิวพรรณที่อมชมพูสุขภาพดีสามารถคลอดบุตรและให้กำเนิดลูกหลานจำนวนมากได้โดยไม่สิ้นไปเสียก่อนน่ะ ก็คงจะ...มีคนต่อแถวเข้ามาเกี้ยวพาราสีอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นจะไร้พระคู่หมั่นที่ไม่ว่าใครต่างก็ไม่ต้องการเช่นนั้นเกิดขึ้นหรือ?

"ข้าป่วยบ่อยครั้งจนไม่ทราบว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานหรือไม่ ไม่กล้าคาดหวังอีกแล้ว...แต่งกับพวกขุนนางมีบรรดาศักดิ์พวกเขาคงไม่ยินดีได้คนไปเป็นภาระหรอก..." เธอหัวเราะเบา ๆ อย่างคนขี้เล่น "เพราะไม่รู้ว่าจะอายุยืนหรือไม่ ข้าคงจะต้องเร่งพิธีบรรลุนิติภาวะภายในปีนี้แล้ว"

จูบิลี่ลองแหย่ให้เหยื่อของตนและคนผู้นั้นตื่นตระหนกเล็กน้อย

นี่เป็นข่าวใหญ่ไม่น้อยเลยเชียวล่ะ!

หึ!!

หากเชื้อพระวงศ์บรรลุนิติภาวะแล้ว นี่แปลว่าเธอสามารถรับหน้าที่สำคัญในฐานะเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงได้ โดยปกติแล้วเชื้อพระวงศ์ทั้งหมดในปัจจุบันที่เหลืออยู่ห้าสายนั้นจะมีกองทหารประจำสายสกุลใต้บังคับบัญชาซึ่งเป็นกองทัพประจำธงของแต่ละวัง-บ้าน หรือที่ทางการเรียกกันว่ากองธงจอมทัพ อย่างบ้านอเล็กซานไดร์ทนั้นมีกองธงจอมทัพฟีนิกซ์ประกายเพลิงพิสุทธิ์อยู่ มีทหารประจำอยู่พร้อมห้าหมื่นนาย เพียงแต่หากยังไม่บรรลุนิติภาวะนั้นก็ไม่สามารถสั่งการได้ จะเป็นหน้าที่ของประมุขของราชวงศ์ที่จะดูแลแทน ซึ่งประมุขผู้นั้นคือองค์จักรพรรดิองค์ปัจจุบันนั่นเอง

แน่นอนว่านายทหารจำนวนห้าหมื่นนายนี้ของวังอเล็กซานไดร์ทนั้นพร้อมที่จะรบเสมอ เป็นเพราะสายสกุลของเธอมีฐานะความร่ำรวยจากกิจการต่าง ๆ ภายในบ้าน จึงสามารถสนับสนุนให้กองธงกองทัพของบ้านมีความพร้อมเสมอ มีทุนและรายได้หล่อเลี้ยงกองทัพแม้ว่าจะไม่ใช่ช่วงภาวะสงคราม ต่างไปจากบ้านอื่น ๆ ที่ให้ความสนใจกับกองธงกองทัพตามหน้าที่และการให้เงินรายปีซึ่งปราศจากการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์พิเศษเพิ่มเติมหรือจัดงบให้มีการเกณฑ์นายทหารขึ้นในทุก ๆ ปีเยี่ยงบ้านอเล็กซานไดร์ท เพราะส่วนใหญ่พวกเขาจะเกณฑ์ทหารเข้ากองธงห้าปีต่อครั้ง จึงทำให้จำนวนทหารไม่เท่าบ้านอเล็กซานไดร์ทเลยสักบ้าน

ตอนนี้ทุกบ้านไม่มีใครมีนายทหารเกินสามหมื่นหรอก...

ต้องขอบคุณกองธงกองทัพที่มีแสนยานุภาพจากท่านลุงใหญ่จริง ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะสมาชิกในวังอเล็กซานไดร์ทมีจำนวนน้อยไม่ถึงโหลเหมือนวังอื่น ๆ ที่มีจำนวนลูกหลานซึ่งสุขภาพแข็งแรงและมีอายุที่ยืนยาวจำนวนมากมายแล้วไซร้ ไหนเลยจะมีเงินทองเหลือใช้เผื่อแผ่ไปยังกองธงกองทัพของบ้านได้กัน เพราะแค่ชีวิตที่หรูหราสูงส่งก็ขาดทุนจนเงินค่าเลี้ยงดูแทบจะไม่พอยาไส้ในความฟุ่มเฟือยของพวกเขาจนถึงขั้นต้องตัดเงินของพวกภรรยาน้อย ลูกอนุหรือแม้แต่เงินขวัญของคนใช้รายปี มีแต่ต้องประจบคนของวังบลูไดมอนท์ที่มั่งคั่งเพราะการครองราชย์อย่างยาวนานจากคนหลายรุ่นเท่านั้น

ดีที่เธอยังไม่ได้ปั่นเงินของวังให้พวกเชื้อพระวงศ์ยากจนแสนหยิ่งผยองในฐานะของตน...ราชวงศ์เจ็มสโตนคือหนอนที่เน่าเฟะใกล้ล่มสลาย พวกเขามองตนเองสูงส่งเทียมเทพเจ้าทั้ง ๆ ที่มีกายเนื้อเฉกเช่นมนุษย์ สวมหน้ากากของเทพและใช้ชีวิตโดยไม่คำนึงถึงความยากลำบากของประชาชนในประเทศที่กำลังจะอดตาย เพราะพวกเขาเอาแต่กระหายในความสูงส่งและฐานะที่ต้องเหนือกว่ามนุษย์สามัญชนยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีกด้วยความโลภ

ดังนั้นชะตาจึงขาด! ต้องตายทั้งโคตรเพราะความโกรธแค้นของประชาชนซึ่งต้องการเปลี่ยนแปลง!

สังคมในตอนนี้กำลังวิวัฒนาไปอีกขั้นแล้ว!

หากราชวงศ์ไม่ปฏิรูปก็เตรียมตัวถูกตัดหัวได้เลย!

"กองธงกองทัพของวังอเล็กซานไดร์ทจะเป็นภาระที่ไม่หนักสำหรับเจ้าไปหรือจูบิลี่" เจ้าชายโอมานถามอย่างตรงไปตรงมา

"ข้ารู้ว่าต้องบริหารกองทัพอย่างไรเมื่อได้รับคำแนะนำที่ดีจากบ้านอีเดิร์น ข้ารู้ว่าดยุกแห่งอีเดิร์นและว่าที่ดยุกซึ่งเป็นองครักษ์ของข้าจะช่วยข้าดูแลได้เป็นอย่างดี ไม่จำเป็นที่จะต้องรออีกสองปีหรอก…ตอนนี้เองข้าก็ไม่ต้องการคนจากคนของพระราชวังมาดูแลเรื่องของบ้านอเล็กซานไดร์ทแล้วด้วยซ้ำ นี่เป็นภาระหน้าที่ของข้าซึ่งไม่อาจผลักไสได้อีก...ไม่อาจไม่รีบเติบโตได้อีกแล้วล่ะ"

ความหมายก็คือเธอไม่ต้องการให้บ้านบลูไดมอนด์มากำกับควบคุมอีกต่อไป ทุก ๆ อย่างจะต้องอยู่ในมือของเธอโดยไม่มีหนอนเน่ามาแย่งชิงมันไปแม้แต่เสี้ยวเดียว!

"ขออภัยด้วยที่มื้ออาหารครั้งนี้ต้องเสียบรรยากาศแล้ว" เธอเอ่ยปากเบา ๆ แย้มยิ้มเล็ก ๆ ไปยังแขกทั้งสามที่ชักชวนเธอมาร่วมมื้อค่ำของพวกเขาด้วย จูบิลี่รู้ว่านี่เสียมารยาทแต่ว่านี่ยังเป็นการเตือนให้อีกฝ่ายรู้ว่ายังมีองค์หญิงของสายสกุลอเล็กซานไดร์ทที่ทรงอำนาจอยู่ทั้งคน ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์แถวล่างที่จะต้องมองข้ามไปได้...ถ้าใครสักคนขึ้นครองราชย์ต่อจากกษัตริย์มูรัดที่สองล่ะก็ พวกเขาต้องไม่เมินเฉยเธออย่างเด็ดขาด

หรือถ้าเป็นคนที่ต้องอาศัยฐานะภรรยาเพื่อมีชีวิตอยู่ก็ต้องสนใจเธอด้วยเช่นเดียวกัน!

ฟาติห์-เมห์เหม็ด!

ไม่ใช่ว่าท่านสนใจข้าเพราะสิ่งเหล่านี้หรือ?

อย่างน้อยท่านก็ต้องแย่งชิงมันเสียหน่อย...เพราะทันทีตัวเธอบรรลุนิติภาวะแล้ว ไม่ว่าจะชายขุนนางหรือองค์ชายจากประเทศใดก็ต้องอยากได้อำนาจของเธอมาครอบครอง ต่อให้ถึงแม้ว่าเธอจะมีข้อกำจัดในเรื่องของร่างกายที่เป็นจุดอ่อนก็ใหญ่หลวงก็ตาม

เมื่อยามเช้าเขาบอกจุดประสงค์ของตนเองออกมาแล้ว ด้วยนิสัยเช่นนี้ที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่ใช่ว่าจะต้องยอมรับมันอย่างจำนนเสียหน่อย เธอไม่ต้องการให้ทุก ๆ สิ่งง่ายดายเพราะเขาตัดสินใจแล้วว่าต้องเป็นเธอ เพราะหากกษัตริย์มูรัดที่สองนำวิธีการบีบบังคับด้านการค้าชามาใช้แล้วล่ะก็ พิธีสมรสย่อมต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แม้ว่าท่านลุงจักรพรรดิจะไม่ต้องการให้การสมรสนี้เกิดขึ้นก็ตาม ส่วนจูบิลี่เองก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นง่าย ๆ โดยที่อีกฝ่ายไม่ต้องเอื้อมมือขึ้นมาไขว่คว้าสักนิด

เพราะเธอเข้าใจ รู้จักและใกล้ชิดกับฟาติห์-เมห์เหม็ดอย่างลึกซึ้งกว่าใครทั้งหมดที่เขาอยู่ด้วยแม้แต่คนที่เขารักคนนั้นก็ตาม เขาเป็นคนแบบไหนกันทำไมจะไม่รู้ดีกันเล่า?

ตลอดเวลาเจ็ดสิบสองปีที่มีเขาในชีวิตทำไมเธอจะไม่เข้าใจเรื่องทั้งหมดได้อย่างง่ายดายกันล่ะ ที่แท้การมาเป็นแขกที่วังก็ล้วนเป็นฝีมือของเขาทั้งสิ้น เพราะเขาเลือกองค์หญิงจากวังอเล็กซานไดร์ทมาตั้งแต่แรกน่ะสิ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 71 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

304 ความคิดเห็น