เล่ห์รักจักรพรรดินีทรราช (จบเล่มที่1)

ตอนที่ 4 : Chapter III

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,196
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 70 ครั้ง
    29 พ.ค. 63

 

Chapter III

 

หัวสมองของจูบิลี่เต็มไปด้วยห้วงอากาศที่ว่างเปล่าชั่วขณะหนึ่ง'สลัม'คำคำนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ไกลตัวจากเธอมากนัก แต่ก็ไม่ได้ไกลไปจากความทรงจำของเธอเลย ย่านสลัมเป็นชุมชนแออัดที่เต็มไปด้วยคนยากจนข้นแค้น ย่านสลัมทางใต้แบ่งเป็นสองฝั่งโดยมีคลองสายใหญ่คั่นกลางเอาไว้ มันเป็นสถานที่ที่ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาเพราะสู้ค่าเช่าที่หรือค่าบ้านในเมืองหลวงไม่ไหว อาศัยเพียงห้องแคบ ๆ ที่ประกอบไปด้วยคนหลายครอบครัว และในยุคที่ยาคุมกำเนิดไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นก็ทำให้ย่านสลัมเต็มไปด้วยประชากรจำนวนมากขึ้นเมื่อเทียบกับอัตราของพื้นที่แคบ ๆ ที่เมืองหลวงแล้ว

สลัม...มันเป็นสถานที่ที่ผู้คนไม่อยากจะย่างกรายสาวเท้าเข้าไปอย่างเด็ดขาด คนมีฐานะปานกลางจนกระทั่งชนชั้นสูงก็ต่างรังเกียจและมองว่าเป็นพื้นที่แห่งความอัปมงคล เพราะเป็นสถานที่ที่เลวร้ายซึ่งเต็มไปด้วยอาชญากรรมดำมืดมากมาย นอกจากจะเป็นแหล่งอยู่อาศัยของพวกคนชนชั้นล่างแล้ว ก็ยังเป็นถิ่นของพวกคนนอกกฎหมายอีกด้วย จำพวกนักเลงอันธพาล กลุ่มอิทธิของพลเมืองซึ่งทำการค้าสีเทา ๆ คละคลั่งไปด้วยสีดำซึ่งเชื่อมโยงไปกับพวกกบฏอีกด้วย

"โอ้..." จูบิลี่อุทานเบา ๆ "เช่นนี้คงจะไม่ได้ เดิมทีข้าตั้งใจจะไปส่งเจ้าถึงบ้านเพื่อใคร่ดูความเป็นอยู่ของเจ้า แต่พอเป็นย่านเช่นนั้นก็จะยุ่งยากเกินไป พวกเชื้อพระวงศ์ไม่ได้รับอนุญาตให้ไปทางถนนทางใต้โดยไม่มีเหล่าองครักษ์ของบ้านติดตัว เช่นนั้นคราวหน้าข้าจะนำเหล่าราชองครักษ์ของข้ามาด้วย" เธอกล่าวขึ้นและให้เหตุผลแก่อีกฝ่าย

ถนนทางใต้เป็นถนนที่มุ่งไปยังย่านสลัมและเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยพวกคนก่อการร้าย เนื่องจากทางใต้นับตั้งแต่พื้นที่ของเมืองหลวงลงไปในทางประวัติศาสตร์คือพื้นที่ของพวกคนลี้ภัยและอพยพมาในประเทศต่าง ๆ ในช่วงสงครามสามราชวงศ์ของสามประเทศ ผู้คนบางส่วนที่รวมกันจึงพยายามเรียกร้องและขอแผ่นดินส่วนหนึ่งเพื่อก่อตั้งประเทศจนเกิดการต่อสู้กับชาวเพรซเชียสดั้งเดิมที่ทำให้อดีตองค์จักรพรรดิไม่พอใจมาก เกิดการต่อสู้และกลายเป็นเขตอันตราย ดังนั้นผู้คนจึงเรียกว่าถนนสายใต้ในทางที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก

"ข้า-อะ...เอ่อ...กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ" อีกฝ่ายไม่ได้แสดงอาการผิดหวังแต่อย่างใด เขากลับมาด้วยความมั่นคงที่เกิดขึ้นเพราะอะไรบางอย่างก็ไม่ทราบ หันมาใช้คำราชาศัพท์อย่างรับรู้ได้ว่าเธอคือเชื้อพระวงศ์ไม่ใช่เด็กสาวที่คุยกันตามปกติด้วยคำศัพท์สามัญแม้ว่าเธอจะอนุญาตก็ตาม

บางที...อาจเพราะเขาตระหนักได้จากข้อจำกัดของชนชั้นสูงที่เธอกล่าวออกมากระมั้ง เขาจึงรู้ตัวว่าชนชั้นปกครองไม่สามารถกระทำบางสิ่งได้ดังใจเหมือนพวกลูกเศรษฐีคนมีเงินที่เขาเห็นในชีวิต ทุก ๆ อย่างย่อมมีระเบียบแบบแผนและการที่จะเป็นข้ารับใช้ของเชื้อพระวงศ์นั้นก็จำต้องยอมรับและเคร่งครัดในธรรมเนียมและกฎปฏิบัติ เพราะการหย่อนยานแม้เพียงจะเล็กน้อยก็เป็นสาเหตุของเรื่องร้าย ๆ ได้ในฐานะข้ารับใช้ข้าราชบริพาร

"ข้าไม่ได้กังวลเรื่องของย่านสลัม ข้าลืมว่าถนนสายใต้ใครจะไปก็ต้องทำเรื่องขอทางการผ่านด่านทั้งนั้น เจ้าคงจะโดยสารเรือพายมาที่ใจกลางเมืองหลวงสินะ เอาเถอะ ข้าจะส่งเจ้าที่ท่าน้ำก็แล้วกัน" เธอว่าจากนั้นก็เปิดช่องเพื่อคุยกับอีธานให้บอกคนขับรถม้าไปยังท่าน้ำซึ่งมีคนพ่ายเรือโดยสารไปยังย่านต่าง ๆ ที่ติดริมครองก็แล้วกัน ซึ่งทำให้ตาเจมส์จะได้กลับบ้านเสียที

 

❁❁❁

 

จูบิลี่ส่งนายเจมส์ที่ท่าเรือโดยสาร ความตั้งใจที่จะเยี่ยมเยียนบ้านของข้ารับใช้คนแรกนั้นเป็นอันจบลงไปอย่างน่าเสียดาย อาจเพราะจูบิลี่มีความฝังใจในอดีตจากเหตุการ์ณเรือล่มของครอบครัวกระมั้ง เธอจึงไม่สามารถเดินทางโดยเรือได้ ทุกสิ่งที่สามารถโดยสารได้อะไรก็ตามที่ไม่ใช่เรือแสนโคลงเคลงไม่มั่นคงแล้ว เธอยอมรับมันทั้งหมดและให้ความไว้วางใจอย่างเต็มที่ ดังนั้นเธอจึงกลายเป็นคนเก็บตัวเข้าไปใหญ่

ตอนนี้วังอเล็กซานไดรท์มีเธอเป็นทายาทเพียงหนึ่งเดียวแล้ว ดังนั้นองค์จักรพรรดิหรือท่านลุงจึงจำกัดเธอจากงานสังคมที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิต กลายเป็นเก็บตัวเพียงลำพังในวังด้วยชีวิตที่เงียบเหงาและพยายามที่จะโดดเด่นในลึก ๆ

จูบิลี่รู้ถึงข้อจำกัดของชีวีตนี้ดี...ไม่ว่าจะร่างกายที่อ่อนแอเป็นโรคทางโลหิตอีก หรือการเป็นทายาทคนสุดท้ายของสายสกุลที่ต้องระมัดระวังการใช้ชีวิตเป็นพิเศษ พอทบทวนกลับไปดี ๆ แล้วชีวิตของเธอก็ฝ่าฟันทุกสิ่งมาอย่างมากมาย แหวกกรอบและธรรมเนียมเพื่อสถานะของตนเอง เคยหวาดกลัวจนตัวสั่นกิริยาไม่งดงาม วิตกกังวลจนร่างกายซูบผอมเพราะงานราชกิจและการถูกสื่อต่าง ๆ รุมเล่นงานหาเรื่องไม่เว้นในแต่ละวัน

ไม่มีใครสามารถอยู่ในระยะปลอดภัยได้...

เด็กสาววัยยี่สิบสองปียังอ่อนเยาว์เกินกว่าจะเป็นจักรพรรดินีจริง ๆ

"องค์หญิงเพคะ..." เสียงเรียกจากนางข้าหลวงที่นั่งอยู่นอกรถม้าเรียกเธอผ่านช่องเล็ก ๆ "มีรถยนต์ขวางทางอยู่เพคะ รถยนต์นั่นดูท่าว่าจะเกิดอะไรขึ้นบางอย่าง" นางเฮเลนข้ารับใช้กล่าวขึ้นเพื่อรายงานสถานการณ์ สำหรับยุคสมัยที่รถยนต์ยังเพิ่งถูกประดิษฐ์ขึ้นไม่นานนัก ย่อมเกิดความเสียหายไม่สมประกอบโดยง่าย ผู้คนจึงไม่นิยมรถยนต์ด้วยราคาและความไม่เสถียรภาพของมันดังที่เกิดขึ้นในตอนนี้ รวมถึงข้อกำจัดด้านเชื้อเพลิงประหลาดนั่นอีก

แต่ว่า...ต่อจากนี้ไปราว ๆ ยี่สิบปีข้างหน้า หน้าที่ของรถม้าจะถูกลดบทบาทลงเหลือเพียงใช้ในงานพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ เท่านั้น บนถนนจะมีแต่ม้าเหล็กของตระกูลเศรษฐีอย่างตระกูลเมอร์ซิเออร์เบนซ์ตามชื่อผู้ผลิต ตามมาด้วยรถยนต์ยี่ห้อต่าง ๆ นานาจากผู้ผลิตที่แข่งขันกันภายในตลาดเสรีของประเทศที่เข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมยุคใหม่ซึ่งส่งผลให้กำเนิดระบบทุนนิยมขึ้นมา

"เป็นม้าเหล็กของบ้านใดรึ?ขุนนางรึว่าพวกเศรษฐีกัน" จูบิลี่ถามขึ้นหลังจากเห็นว่าอีธานกลับมาจากการสอบถามเจ้าของรถยนต์คันนั้นเพื่อเร่งพวกเขาให้หลีกทางไปยังอีกฟากของถนนแทน

"ม้าเหล็กของบ้านตระกูลไพน์วูดอีกทั้งยังมีเจ้าชายจากตะวันออกกลางประทับมาด้วยพ่ะย่ะค่ะ" อีธานตอบแล้วถามกลับ "ทรงต้องการให้กระหม่อมลงโทษพวกเขาฐานขัดขวางรถม้าของเชื้อพระวงศ์หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"

จูบิลี่ไม่ได้ฟังที่อีธานถามต่อ

ทันทีที่ได้ยินชื่อของเจ้าชายต่างถิ่นเธอก็นึกถึงเจ้าชาย'ฟาติห์-เมห์เหม็ด'พระสวามีที่เข้ามาศึกษาในสถาบันกองทัพเรือของเพรซเชียสในอีกสองสามปีข้างหน้านี้ หัวใจก็พลันระทึกและหวนคำนึงถึงกาลเก่าของคู่ชีวิตที่อยู่กันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่หนุ่มสาวยันสังขารที่แก่ชราจนกระทั่งจบสิ้นวันสุดท้ายชีวิตพร้อมกันในวังที่ถูกบุกรุก

"...องค์ชายจากตะวันออกรึ?พระองค์ใดกัน?"

"เป็นองค์ชายจากราชวงศ์ออสมัน...กระหม่อมแนะนำว่าไม่ควรให้การคบหาด้วย" อีธานเตือนใจเธอถึงเรื่องของเชื้อชาติและความต่างระหว่างราชวงศ์ตะวันตกและตะวันออก เพราะมันเป็นเรื่องทางศาสนาและเรื่องระหว่างคนผิวสีที่ทำผู้คนให้ต้องเว้นระยะห่างราวกับคนมีปัญหาบ้าบอ

"ข้าได้ร้องขอคำแนะนำจากเจ้ารึ?ข้าถามว่าเป็นพระองค์ใดจากออสมันไม่ใช่รึ" เธอกล่าวจากนั้นก็ปรายตาเชิงตำหนิอีกฝ่ายถึงความไม่รู้กาลเทศะเล็กน้อย "ออสมันมีองค์ชายตั้งมากมาย ใครสำคัญใครไม่สำคัญนั่นจำเป็นต้องรู้เอาไว้ หากเป็นผู้มีโอกาสจะได้ครองราชย์แล้วไซร้ มิตรภาพเล็ก ๆ น้อยและน้ำใจยามยากก็เป็นเรื่องที่ควรทำ" เธอกล่าวบอกอีกฝ่ายที่ยังไม่ประสาเรื่องการเมืองมาก

อีธานเป็นแค่ว่าที่ดยุกจากตระกูลอีเดิร์นที่เป็นยศจากบรรดาศักดิ์ขุนนางแบบสืบทอดเท่านั้น เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองมากเพราะบ้านของพวกเขามุ่งเน้นไปที่ด้านการทหารฝ่ายทัพเรือเป็นหลัก หากถามเรื่องการทหารแล้วเขาจะเชี่ยวชาญกว่าเรื่องพวกเขาขุนนางสภาในวังมากกว่านัก แต่เมื่อไหร่ที่เขารับใช้เธอในฐานะจักรพรรดินีแล้ว เขาก็พร้อมจะเรียนรู้ทุกอย่างเพื่อกำจัดศัตรูทางการเมืองให้ด้วยความจงรักภักดีเชียวล่ะ...

"กระหม่อมเพียงแต่กังวลใจแทนพระองค์..." อีกฝ่ายกล่าวเสียงเบาลงหลังจากที่วันนี้ถูกเธอตำหนิมาไม่น้อย

"ข้าขอบน้ำใจของเจ้าก็แล้วกัน" เธอยิ้มบาง ๆ แล้วมองไปถนนนอกรถม้าผ่านหน้าต่างที่ถูกเลิกขึ้นเล็กน้อย

"เป็นองค์ชายอาห์เหม็ด เชย์เลเบย์และองค์ชายอัลลาเอด์ดิน-อาลี เชย์เลเบย์"

อ้อ...พวกเขาเป็นองค์ชายลำดับที่หนึ่งและสองที่มีโอกาสจะได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากกษัตริย์มูรัดที่สอง เป็นพี่ชายคนละแม่ของพระสวามีของเธอเป็นซึ่งองค์ชายลำดับที่สามจากมเหสีเอก ส่วนพี่ชายสองคนนี้เป็นลูกชายจากจากภรรยาน้อยหรือภรรยารองในกฎศาสนาของพวกเขา ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วคนที่จะขึ้นครองราชย์นั้นจะต้องเป็นคนที่เก่งมากพอจะสังหารพี่ชายน้องชายคนอื่น ๆ ได้ ทำให้เวลามีการผลัดเปลี่ยนรัชกาลใหม่ องค์ชายที่เก่งและมีความสามารถพอจะได้ขึ้นครองราชย์ล้วนต้องผ่านการสังหารพี่น้องแท้ ๆ ของตนเองรวมไปถึงพี่น้องท้องแม่เดียวกันด้วยก็ตาม

ฟังดูโหดร้ายจนน่าหดหู่ใจ...

แต่สำหรับการราชวงศ์ที่ต้องปกครองคนชาติเดียวกันที่มีหลายเผ่าแล้วก็จำต้องเด็ดขาด ไหนจะพวกหัวเมืองต่าง ๆ ที่ประเทศออสมันนิตส์มีชัยชนะได้อีก?ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพระสวามีของเธอจึงหลบหนี้ภัยทางการเมืองมาเรียนต่อที่สถาบันทหารของเพรซเชียสและหาทางมีชีวิตเอาจากพี่ชายของตนเอง ยังดีที่เขาเป็นลูกชายคนโปรดของกษัตริย์มูรัดที่สอง ไม่เช่นนั้นเขาจะถูกผลักดันให้แต่งงานกับคนในราชวงศ์เจ็มสโตนได้อย่างไรกันเล่า?

"หนึ่งในสองคนนี้มีโอกาสสูงที่จะเป็นว่าที่กษัตริย์แห่งออสมันนิตส์ เจ้าก็อย่าไปหาเรื่องก็แล้วกัน" เธอว่าจากนั้นก็นั่งเงียบ ๆ รอให้เหตุการณ์รถยนต์ที่กำลังซ่อมผ่านไปโดยไม่รีบร้อนนัก ไม่อยากคาดคั้นให้อีกฝ่ายเข็นรถยนต์เหล็กหลีกไปอีกทางด้วยเพราะต้องรักษาน้ำใจระหว่างกัน

"พ่ะย่ะค่ะ" อีธานรับคำและหันกลับไปทำหน้าที่ของตนเอง

"ลอร์ดอีธาน ยามบ่ายแล้วแดดก็เริ่มแรงข้าเกรงว่ารถม้าจะร้อนจนกระทบต่อพระวรกายขององค์หญิง จะดีกว่าหรือไม่ที่เราจะพาองค์หญิงหลบแดดใต้ร่มไม่ใหญ่ข้าง ๆ สนามตรงดีหรือไม่เจ้าคะ" มาธ่าข้ารับใช้หญิงจากบ้านอีธานกล่าวขึ้นกับเจ้านายน้อยของตนเอง

"องค์หญิงเพคะ พระองค์ทรงร้อนหรือไม่เจ้าคะ?"เฮเลนข้ารับใช้ของเธอถามผ่านช่องเล็ก ๆ ของรถม้า

"พาข้าไปที่เจ้าม้าเหล็กที" เธอว่าจากนั้นก็รอให้ข้ารับใช้ประจำรถม้าเปิดประตูของรถ พร้อมกับจัดวางแท่นเหยียบให้เธอก้าวลงไปโดยมีเฮเลนยืนประคองด้านล่าง จูบิลี่สาวเท้าอย่างไม่รีบร้อนด้วยกิริยาของชนชั้นสูงโดยที่มีด้านข้างขนาบตามมาด้วยเฮเลน และมาธ่าที่ถือร่มลูกไม้บังแดดยามบ่ายให้เธอ ส่วนอีธานนั้นยืนนำหน้าไม่มากนักด้วยเพราะต้องเฝ้าอารักขาเธอตามหน้าที่ของตนเอง

ขุนนางบ้านไพน์วูดนามว่าเทอร์เพ็นไทน์รีบคุกเข่าย่อกายทำความเคารพแบบเต็มขั้นให้เกียรติแก่เธอ ส่วนองค์ชายทั้งสองก็มองมาที่เธอด้วยสายตาซึ่งรักษาอากัปกิริยามาเป็นอย่างดีแล้ว

"ขอสันติสุขจงมีแด่ท่านทั้งสอง" จูบิลี่กล่าวทักทายเป็นภาษา
ออสมันนิตส์ซึ่งสร้างความแปลกใจให้แก่องค์ชายต่างชาติทั้งสอง เธอเป็นฝ่ายยืนมือขวาเข้าจับกระชับทักทายตามธรรมเนียมของผู้อ่อนอาวุโสกว่า เพราะรู้แก่ใจว่าองค์ชายทั้งสองไม่ยอมทักทายก่อนแน่นอนด้วยความหยิ่งในวัฒนธรรมของตนเอง หรือเพราะความไม่เคารพสมาชิกเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงที่เป็นเจ้าบ้านของพวกเขาก็ไม่ทราบที

การจับมือผ่านไปอย่างไม่ยากเย็น จูบิลี่ถอยห่างออกมาแล้วหันลำตัวไปยังเจ้ารถยนต์ที่แน่นิ่งสนิท เธอยกมือขึ้นห้ามไม่ให้คนรับใช้ของบ้านไพน์พูดเอาถังน้ำมาราดใส่เครื่องยนต์อีกครั้ง

"ลอร์ดเทอร์เพ็นไทน์ เครื่องกลมันร้อนเพราะใช้งานหนัก ท่านไม่ควรราดน้ำแต่ควรใช้ผ้าเปียกมาเช็ดให้หายร้อนเสียก่อน ทำเช่นนี้เสี่ยงที่จะระเบิดเปล่า ๆ มันจะกลายเป็นอันตรายต่อข้าและเชื้อพระวงศ์ต่างถิ่นเอาได้" เธอว่าและคำพูดนั้นก็ทำให้ขุนนางหนุ่มหน้าซีดรีบไล่ข้ารับใช้ไปหาผ้าเปียกมาเช็ดเครื่องยนต์กลไกภายในตัวเครื่องทันทีอีกครั้ง

"องค์หญิงจูบิลี่...ไฉนวันนี้พระองค์เสด็จข้างนอกวังล่ะพ่ะย่ะค่ะ" ขุนนางหนุ่มไต่ถามตามพิธีการแต่จูบิลี่ไม่ได้ตอบทำให้อีธานต้องออกปากกระแอมไอขึ้นมาแทน

"พระองค์หญิงทรงเข้าฟังพวกนักศึกษาในงานนำเสนอผลในช่วงเช้าของสถานศึกษาหลวงน่ะ แล้วท่านล่ะ เหตุใดไม่ไปที่งานแข่งม้าของสนามทรายสีเงินกัน?งานแข่งขันรอบสุดท้ายกำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้านี้แล้ว"

"ก็นั่นแหละลอร์ดอีธานน้อย รถยนต์เป็นเช่นนี้ก็ยากจะไปทันแล้ว" อีกฝ่ายดูลุกลี้ลุกลน "ข้าเป็นผู้อาสาพาองค์ชายทั้งสองเข้าเยี่ยมชนการแข่งขันที่สนามทรายสีเงิน เพียงเดินทางจากท่าเรือตะวันออกก็กินเวลาพอสมควร...เห็นทีจะขายหน้าเสียแล้ว คงจะทำให้องค์พระจักรพรรดิไม่พอพระทัยเป็นแน่"

อ้อ...ที่แท้แขกผู้ทรงเกียรติที่ได้ยินข่าวเมื่อห้าวันก่อนก็คือองค์ชายทั้งสองพระองค์นี้สินะ?ท่านลุงคงจะจัดหาที่พักอย่างดีให้พวกเขาอาศัยพักผ่อนจากเดินทางโดยเรือมาเป็นเวลานานก่อนจะรับเข้าเมืองหลวงในอีกหนึ่งสัปดาห์เพื่อพูดคุยกันเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ เพียงแต่เหมือนองค์ชายทั้งสองอยากจะมาชมการแข่งม้าที่สนามทรายสีเงินทำให้ขุนนางเทอร์เพ็นไทน์พามาอย่างรีบร้อน และก็เกิดปัญหาขึ้นระหว่างทางซึ่งจะเป็นการไม่ดีระหว่างความสัมพันธ์ของราชวงศ์ทั้งสอง

แต่ใครใช้ให้มีกำหนดการงอกขึ้นโดยไม่แจ้งทางการกันเล่า?

"ทั้งสองพระองค์มีกำหนดการเข้าเมืองหลวงอีกสองวันมิใช่รึ"

"นั่นก็ใช่พ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่องค์ชายฟาติห์-เมห์เหม็ดเสด็จมาเที่ยวชมเมืองหลวงก่อนหน้านี้และชักชวนองค์ชายทั้งสองให้ตามมาชมการแข่งม้าที่สนามทรายสีเงิน ดังนั้นจึงมีกำหนดการที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมอย่างช่วยไม่ได้"

อ้อ...

พระสวามีของเธอก็มาด้วยสินะ...

มันน่าแปลกจริง ๆ ที่เขามาในเวลานี้…

"ดูการแข่งม้าคงจะไม่ทันเสียแล้ว พวกเจ้าติดอยู่นี่มาก็นานยังแก้ปัญหาไม่ได้ ข้าใจดีจะพาพวกเขาไปส่งยังที่ประทับในเมืองหลวงให้ก็แล้วกัน รถม้าข้าคันนี้ใหญ่โตสมฐานะคงจะดีกว่ารอเจ้าม้าเหล็กมันเดินได้อีกครั้ง" เธอว่าจากนั้นก็หันไปทางองค์ชายทั้งสอง รถม้าของเธอคันใหญ่สามารถนั่งประทับได้หกคน และยังเป็นรถม้าประจำฐานะของรัฐทายาทของสายสกุลอเล็กซานไดร์ทอีกด้วย

"ดีจริงแท้! ทั้งสามพระองค์ประทับที่วังอเล็กซานไดร์ทของท่านพอดีเลย"

ฮืม?

วังของข้าอย่างงั้นรึ?

"พระองค์หญิงเพคะ เมื่อคืนพระองค์ป่วยจึงไม่ทราบว่าพระราชอาคันตุกะสามพระองค์จะมาประทับชั่วคราวที่วังของบ้านอเล็กซานไดร์ททางห้องรับรอง ท่านแอ๊บบี้ก็ไม่กล้าจะแจ้งท่านพระเกรงว่าองค์หญิงจะตื่นตกใจกับแขกแปลกหน้าจนอาการทรุดลง แต่องค์จักรพรรดิทรงส่งคนมาช่วยจัดการให้แล้ว นี่จะไม่วุ่นวายวังของพระองค์อย่างแน่นอน" เฮเลนกระซิบที่ข้างใบหูของเธอให้คลายกังวล

จูบิลี่นิ่งเงียบไปเล็กน้อย...ในชาติก่อนที่เธอป่วย หรือเมื่อวันก่อนที่ป่วยหนักจนไข้ขึ้นนั้นจัดว่าเป็นช่วงอันตรายของเธอที่ทำให้ลุกไม่ขึ้นไปหนึ่งเดือนเต็ม ๆ คนของวังอเล็กซานไดร์ทก็วุ่นวายกับการดูแลเธอเป็นอย่างมาก และเพราะป่วยจึงไม่รู้ว่ามีแขกจากต่างชาติที่ท่านลุงจัดให้มาประทับที่วังอาศัยอยู่ด้วยกันในครานั้น มาทราบทีหลังจากที่แขกกลับประเทศของพวกเขาไปแล้วและก็ตรงกับช่วงที่อาการป่วยของเธอหายดีอีกด้วย

ที่แท้แขกในตอนนั้นก็คือองค์ชายทั้งสามจากออสมันนิตส์นี่เอง...

ปานนี้คนของสำนักพระราชวังคงจะต้องถูกส่งมายังวังของเธอแล้วแน่นอน และบางทีอาจจะถือโอกาสแฝงตัวในวังของเธอไปแล้วกระมั้ง มิน่าทำไมในตอนนั้นถึงมีพวกข้ารับใช้จากวังจักรพรรดิหรือข้ารับใช้จากวัง
บลูไดมอนด์มาเป็นหนอนบ่อนไส้ในวังอเล็กซานไดร์ทของเธอได้

"อืม..." จูบิลี่รับคำเธอหันไปมององค์ชายต่างชาติทั้งสองที่มองและฟังภาษาเพรซเชียสด้วยท่าทีเหมือนจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง "เห็นทีการดูม้าแข่งที่สนามทรายสีเงินคงจะไม่ทันเสียแล้วนี่ช่างน่าเสียดายพวกท่านเป็นแขกของวังข้าแลข้าก็พึ่งจะทราบเมื่อครู่นี้นี่คงจะเสียมารยาทต่อพวกท่านแล้วไว้ข้าจะหาเรื่องสนุกสนานเพื่อชดเชยให้ในโอกาสหน้าก็แล้วกัน" เธอว่าเป็นภาษาออสมันนิตส์

"โอ้?องค์หญิงของเพรซเชียสตรัสภาษาตะวันออกได้รึ?"องค์ชายคนโตที่น่าจะเป็นอาห์เหม็ด เชย์เลเบย์กล่าวขึ้นอย่างแปลกใจไม่น้อย

ได้สิ...ก็เมห์เหม็ดสอนเธอนี่นา...ก็ไม่เชิงสอน แต่เวลาทะเลาะกันหรือชมเชยเขาจะชอบพูดภาษาที่เธอฟังไม่เข้าใจ ทำให้ต้องร่ำเรียนอย่างจริง ๆ จัง ๆ เพื่อสนทนาโต้เถียงกันบ้าง อย่างน้อยจะได้ใกล้ชิดเขามากขึ้น หรือรู้เรื่องที่ทำให้เขาไม่พอใจบ้างในช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตด้วยกันมา...และ...มันก็นำไปสู่เรื่องที่ทำให้เธอและเขาต่างเกิดความเย็นชาและห่างเหินขึ้นจนได้

"จะเสียมารยาทได้อย่างไร?ทางการแจ้งว่าวังหลวงมีเรื่องไม่เป็นมงคลมีแต่วังอเล็กซานไดร์ทที่เหมาะสมที่สุดพวกข้าต้องฝากท้องไว้ที่วังของพระองค์หญิงเสียแล้ว" องค์ชายอัลลาเอด์ดิน-อาลี เชย์เลเบย์ว่าขึ้น เรื่องไม่เป็นมงคลอย่างการที่นางสนมของท่านลุงเสียชีวิตพร้อมเด็กในครรภ์ ส่วนบ้านอื่น ๆ ก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเลือดจากเด็กที่เพิ่งจะคลอดที่ชาวออสมันถือว่าไม่เป็นมงคลสำหรับพวกเขา แต่สำหรับราชวงศ์เจ็มสโตนหรือชาวเพรซเชียสแล้วนับว่าเป็นเรื่องปกติสามัญ ไม่ถือว่าเป็นลางไม่ดีแต่อย่างใด

มิน่า...ทำไมถึงกระเด็นมาที่วังบ้านอเล็กซานไดร์ทได้...

เอาเถอะ! เอาเถอะ!!

"จะรับรองเป็นอย่างดีเลยเชียวล่ะ!" เธอยิ้มบาง ๆ แล้วกลับขึ้นไปยังรถม้าพร้อมพระราชอาคันตุกะทั้งสองที่ไม่ต้องทนร้อนกับแดดยามบ่ายและม้าเหล็กที่ไม่เสถียรแล้ว บางทีแล้วการเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์อาจจะเริ่มขึ้นจากจุดนี้กระมั้ง การมาของเมห์เหม็ดในครั้งนี้ก็คงจะมีจุดประสงค์เพื่อหาลู่ทางของตนเองกระมัง หาไม่ก็มองหาองค์หญิงที่จะแต่งงานเพื่อลี้ภัยการเมืองในประเทศของเขา ไม่เช่นนั้นชายหนุ่มที่อีกสองปีข้างหน้าที่อายุยี่สิบจะปราศจากภรรยาหลวงได้อย่างไร?ไม่เหมือนพวกพี่ชายที่ต่างก็มีภรรยาหลวงน้อยครบตำแหน่งไปแล้ว ดูท่าความเป็นคนโปรดของเขาจะจริงแท้แน่นอน จนถึงขนาดที่กษัตริย์แห่งออสมันนิตส์วางแผนหาทางรอดให้เขาล่วงหน้าเอาไว้แล้ว

ทว่าคราวนี้จะมีโอกาสได้คู่กันหรือไม่หนอ…

ลิขิตฟ้าประทานไม่อาจแปรพลัน หากบางเรื่องยังคงเป็นไปตามเส้นทางเช่นเดิมไม่แปรเปลี่ยน จูบิลี่ก็คงจะต้องทำให้ทุก ๆ อย่างชัดเจนและสุขสมปรารถนามากยิ่งขึ้นกว่าชาติก่อนเสียแล้ว

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 70 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

304 ความคิดเห็น