เล่ห์รักจักรพรรดินีทรราช (จบเล่มที่1)

ตอนที่ 21 : Chapter XX

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 806
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    2 มิ.ย. 63

 

Chapter XX

 

การที่มีหญิงงามถูกส่งมาจากฝ่ายขององค์ชายใหญ่หรือปัจจุบันองค์รัชทายาท และฝ่ายขององค์ชายยาห์วุช-ฟาติห์ที่เป็นองค์ชายลำดับสามเช่นเดียวพระสวามีของเธอนั้นเป็นการแสดงออกว่าอำนาจการเมืองสองขั้วใหญ่ในประเทศออสมันนิตส์นั้นเริ่มเคลื่อนไหวและเกิดความหวาดระแวงขั้วอำนาจที่สามอย่างเผาอัลเลย์ซานเดรแล้ว การกระทำที่แสดงออกมานั้นจึงเป็นการลองเชิงดูว่าเธอและฟาติห์-เมห์เหม็ดคิดจะทำอะไรต่อไป

จูบิลี่ได้ทำการปฏิเสธหญิงงามที่ทั้งสองขั้วอำนาจมอบให้โดยไม่ทันตั้งตัวอย่างเด็ดขาดแล้ว

การปฏิเสธของเธอเป็นได้ถึงสองความหมายใหญ่ ๆ ความหมายแรกก็คือการที่เธอนั้นไม่เลือกเข้าข้างฝ่ายใด เพราะหากรับหญิงงามเพียงแค่หนึ่งจากสองก็จะเป็นการแสดงจุดยืนของตนเองออกมา ฉะนั้นแล้วการปฏิเสธหญิงงามทั้งสองคนจึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมดีว่าตนเองนั้นแสดงความเป็นกลางอยู่ ส่วนความหมายที่สองนั้นก็แปลได้ว่าเผ่าอัลเลย์ซานเดรหรือจูบิลี่ที่หนุนฟาติห์-เมห์เหม็ดนั้นจะกลายมาเป็นตัวตั้งตัวตีในการแย่งชิงอำนาจบนแผ่นดินออสมันนิตส์แทนแล้ว

เรื่องนี้สุดแล้วแต่ว่าผู้คนจะคิดอย่างไร?

ทว่าสุดท้ายแล้วสร้อยคอของมหาราชนั้นย่อมต้องเหมาะสมกับผู้ที่คู่ควรอยู่ดี

ไม่มีใครอ่านความคิดของฟาติห์-เมห์เหม็ดได้

แม้แต่เธอเองก็ยังเดาใจเขาไม่ออกว่าเขาคิดอะไรอยู่ในบางครั้ง สำหรับความคิดของจูบิลี่แล้วนั้น เขาถึงขนาดหลอกลวงเธออย่างแนบเนียนมาตลอดเจ็ดสิบกว่าปี ปิดบังความจริงทุกอย่างจนกระทั่งยามที่เธอตายเธอก็ยังไม่รู้สักนิด...ฉะนั้นแล้วในหัวใจของจูบิลี่จึงมีความไม่เชื่อใจของเขาแฝงปนอยู่และตัดพ้อระคนเสียใจเมื่อย้อนนึกถึงความเจ็บปวดที่ตนเองต้องเผชิญราวกับว่ามันเป็นเพียงตัวตลกเท่านั้น

มันช่างยากจะให้อภัยและลืมเลือน...

แต่ขอเพียงแค่เขายังมีรักมั่นคงต่อเธอเท่านั้นก็เพียงพอที่จะอยู่ร่วมกันต่อไป...

สามีภรรยาล้วนต้องประสบปัญหาชีวิตคู่กันบ้าง นิสัยพื้นฐานของมนุษย์ล้วนต้องมีบาปติดตัวกันทุกคน ใช่ว่าจูบิลี่จะเป็นคนที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง เธอไม่ใช่พระเจ้าที่สมบูรณ์แบบในจินตนาการของมนุษย์...ย่อมต้องทำผิดพลาดหรือหลงผิดในความชั่วช้าเป็นธรรมดา ตลอดเก้าสิบปีที่ผ่านมานั้นเมื่อลองหันไปมองก็พบว่าในชีวิตของเธอนั้นมีแต่ความล้มเหลวมากมาย หน้าหนังสือพิมพ์ฉบับสุดท้ายที่ได้อ่านก่อนตายก็ยังเป็นหัวข้อที่ว่า 'จักรพรรดินีผู้อับโชคและล้มเหลว' ด้วยซ้ำ

ประมุขไม่ควรแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์เพราะเป็นตัวแทนของเทพเจ้า ทว่าเมื่อเธอทำเช่นนั้นกลับได้รับเสียงด่าทอว่าเย็นชาและโหดร้ายต่อผู้คน กลับกันหากเธอแสดงออกถึงอารมณ์ของมนุษย์มากเกินไปก็จะถูกตำหนิว่าไม่เหมาะสมกับฐานะประมุขของประเทศ...

ตำแหน่งประมุขนั้นแท้จริงแล้วก็เป็นเพียงหุ่นเชิดของพระเจ้าเท่านั้นกระมั้ง?

"ท่านคิดอะไรอยู่กัน? " เสียงทุ้มต่ำของบุรุษดังขึ้นจากด้านข้าง จูบิลี่เอี่ยวร่างช้อนสายตาขึ้นมองพระสวามีของตนเองซึ่งโอบกอดร่างของเธอเอาไว้ไม่แน่นไม่หลวม "พักหลังนี้เราเห็นท่านเหม่อลอยอยู่บ่อยครั้ง หรือเป็นเพราะเรื่องของหญิงงามกันที่ทำให้ท่านไม่สบายใจ" เขาถามจากนั้นก็แอบลักหอมสองแก้มราวกับเด็กซุกซน

"ดยุกอีริธเสียชีวิตแล้ว ดูเหมือนอีธานจะแอบทำอะไรบางอย่างลับหลังข้า"

เธอบอกเขาถึงข่าวสำคัญที่ออกัสตินที่รีบร้อนส่งมาแจ้งแก่เธออย่างเร่งด่วน โดยเลือกที่จะไม่บอกว่าเธอคิดเกี่ยวกับเรื่องของเขาอยู่ ไม่รู้ว่าเขาจะมองออกหรือไม่แต่เธอไม่ได้สนใจสักนิด...พระสวามีผู้นี้อ่านใจคนเก่งและมีความสามารถเหนือกว่าผู้อื่นจนล้ำหน้าคนมากมาย เขาล้วนต้องเดาออกอยู่แล้วแน่นอนว่าเธอคิดอะไรอยู่ ไม่เช่นนั้นเขาเอ่ยปากจะถามเรื่องหญิงงามขึ้นมาทำไมกัน?

"เรื่องนี้ท่านบอกข้าแล้ว ท่านไม่ได้กังวลใจเพราะเรื่องนี้แน่ ๆ "

เห็นไหมล่ะ?

"ใช่ ข้าไม่ได้กังวลเรื่องนี้สักนิดเลย...ข้าแค่คิดเกี่ยวกับเรื่องของเรา...ท่านและข้า"

จูบิลี่ตอบอีกฝ่ายก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองดวงตาสีองุ่นส้มของเขา ไล่มองเรือนร่างของคนที่สวมกอดอยู่อย่างลึกซึ้ง เธอมองเห็นผิวสีแทนซึ่งงดงามดั่งทองคำและเส้นผมสีทองเหลืองที่ขับให้ร่างของเขาคล้ายกับราชสีห์จ้าวป่าไม่ปาน...ไม่ว่าเธอดูให้ละเอียดถี่ถ้วนกี่ครั้งเขาก็ดูไม่ใช่คนเจ้าเล่ห์สักนิด บารมีและกลิ่นอายของเขาที่มีต่อเธอทำให้รู้สึกไว้ใจอย่างน่าประหลาดราวกับว่าเขาสามารถทรยศผู้อื่นได้แต่ไม่อาจทรยศต่อเธอ

"ท่านกลัวว่าเราจะมีผู้อื่นสินะ"

ไม่ใช่...

จูบิลี่แอบต่อต้านอีกฝ่ายในใจแม้ว่าความจริงจะทำชวนให้รู้สึกเช่นนั้นก็ตาม

"มีภรรยาบ้านใดไม่เคยรู้สึกเช่นนั้นบ้าง...! " ไม่ทันได้พูดให้จบดีนักฟาติห์-เมห์เหม็ดก็รวบร่างของเธอขึ้นมาอุ้มวางเอาไว้บนเตียงกว้าง ร่างของเขาคร่อมทับจูบิลี่เอาไว้พร้อมสายตาซึ่งจดจ้องประสานไม่รู้ลืม เขาช้อนเรียวขางาม ๆ ของเธอขึ้นมาเลื่อนชายกระโปรงชุดนอนขึ้นก่อนจะบรรจงจูบไล่ตั้งแต่ปลายเท้าจนถึงช่วงขาอ่อนที่ไวต่อการสัมผัสวาบหวามชวนใจสั่น

จูบิลี่ใบหน้าร้อนผ่าวจนสองแก้มออกเป็นสีแดง มือข้างหนึ่งดึงชายกระโปรงมาปิดช่วงขาอ่อนของตนเองอย่างเขินอาย จากนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าช่วงนี้คือช่วงที่ไข่ตก ไม่ควรที่จะมีสัมพันธ์ฉันผัวเมียในตอนนี้...ไหนจะเรื่องสงครามอีกกัน ถ้าเกิดมาตั้งครรภ์ในช่วงที่ตึงเครียดเช่นนี้ล้วนแล้วแต่มีผลเสียทั้งนั้น

"ช่วงนี้ไม่ได้นะ" เธอร้องเตือนอีกฝ่ายให้รู้ตัวทว่าเขากลับไม่ได้สนใจคำพูดของเธอนัก ครั้นพอรู้ตัวอีกทีร่างของเขาก็เปลือยเปล่าเสียแล้ว ส่วนสองมือคู่ใหญ่นั้นก็ยุ่งอยู่กับการปลดกระดุมผ้าและสายผูกชุดนอนหลังคอเสียมากกว่าทำเอาจูบิลี่งุนงงด้วยความไม่เข้าใจในการกระทำนี้ของเขา "ฟาติห์-เมห์เหม็ดท่านบอกข้าว่าข้ายังไม่พร้อม ท่านทำให้ข้าสับสนเหลือเกิน"

"วันนี้ข้ารับใช้คนใดผูกปมชุดนอนให้ท่านกัน? "

จูบิลี่ยกฝ่ามือตีต้นไหล่ของอีกฝ่ายเบา ๆ แล้วกล่าวตอบไปว่า

"ห้ามท่านดึงมันจนขาดนะ! "

ฟาติห์-เมห์เหม็ดสงบลงร่างกายของเขาหยุดการกระทำชั่วขณะแล้วสบสายตาจดจ้องใบหน้าของเธออีกครั้ง

"...ท่านมิอยากได้บุตรธิดาสักคนเพื่อความมั่นคงระหว่างเรารึ? "

อะไรนะ? จูบิลี่คิดในใจและกะพริบตาไปมาอย่างประหลาดใจ

"ข้าล้วนใฝ่ฝันว่าจะมีชีวิตที่ห้อมล้อมไปด้วยบุตรหลานซึ่งมีหน้าตาละม้ายคล้ายท่านและข้า จูบิลี่ในเวลาที่ท่านทำทีราวกับว่าไม่ต้องการมีลูกสักคนนั้นทำให้ข้าเจ็บปวดและไม่พอใจเหลือเกิน...ในฐานะจักรพรรดินีการหย่าเพราะพระสวามีที่ไม่อาจมอบบุตรให้ได้ล้วนมีไม่น้อย...ต่อให้การหย่าจะเป็นเรื่องเสื่อมเสีย แต่ทันทีที่ข้าได้ยินว่าผู้คนมากมายคาดหวังให้ท่านเลือกพระสวามีคนใหม่หัวใจของข้าก็ล้วนกระวนกระวาย"

น้ำเสียงของอีกฝ่ายคล้ายจะโกรธเคืองปะปนผสมผสานกับความรู้สึกที่สิ้นหวัง

เรื่องนี้ใช่ว่าไม่เคยเป็นข่าวลือในราชสำนัก...องค์ชายคนโตของอดีตองค์จักรพรรดินั้นคาดหวังและการเจรจากับเธอถึงการแต่งงานกันระหว่างสองสายสกุลใหญ่ในเพรซเชียสเพื่อให้อำนาจของราชวงศ์มั่นคงขึ้นจนสามารถกดหัวพวกขุนนางได้ เพียงแต่จูบิลี่ได้ปฏิเสธไปอย่างเด็ดขาด วันนั้นเธอบอกอีกฝ่ายไปว่า 'ไม่มีทายาทก็ไม่เป็นไรราชวงศ์นี้มีผู้เหมาะสมมากมายที่จะขึ้นครองราชย์ หากทุกอย่างจะล่มจมก็เป็นเพราะความวุ่นวายของเชื้อพระวงศ์เช่นพวกท่าน ข้าก็ยินดีที่จะตายเสียดีกว่า! '

ไม่รู้ว่าฟาติห์-เมห์เหม็ดนั้นทราบได้อย่างไร?

มีใครบอกเขากัน?

อีธานรึ!?

"...เมห์เหม็ด...ชั่วชีวิตของข้าต่อให้ไม่มีบุตรหลานก็ไม่เป็นไร แต่ไม่อาจไม่มีท่านได้ ข้ารู้ว่าท่านอาจจะต้องผิดหวังและสับสนมากมายเพราะข้า ทว่าในตอนนั้นข้าก็ได้เลือกเส้นทางของจักรพรรดินีผู้ไร้ทายาท ข้ายอมรับที่จะสิ้นสุดสายสกุลอเล็กซานไดร์ทซึ่งสืบทอดมาอย่างยาวนาน ข้าจะไม่ยอมประทับตราในหนังสือหย่าเด็ดขาด"

จูบิลี่บอกอีกฝ่าย...เธอเข้าใจดีว่าเขาต้องการความมั่นคงเพียงใด ความหึงหวงที่ไม่อาจแสดงได้อย่างชัดเจนเพราะยศศักดิ์ต่ำกว่าเธอนั้นเป็นดังปมที่ฝังแน่นลึกในใจของเขา ซึ่งหากเธอมีลูกสักคนให้เขาทุกอย่างก็จะจบลง เรื่องการหย่าที่ราชสำนักผลักดันจะถูกปัดตกไป...อย่างน้อย ๆ เขาก็จะได้มีหน้าตาและฐานะที่ดีขึ้น

"ข้าเองก็กลัวว่าท่านจะมีผู้อื่น"

ในที่สุดชายตรงหน้าก็สารภาพต่อจูบิลี่อย่างจำยอม

"ข้าก็รู้สึกเช่นเดียวกัน...วันนั้นข้าจะต้องเป็นอย่างไรหากว่าท่านเป็นจักรพรรดิแห่งทวีปตะวันออกกลางแล้ว? "

เขาจะทรยศเธอและมีฮาเร็มเป็นหญิงงามมากมายหรือไม่?

หากเธอ...หมดสิ้นผลประโยชน์ต่อเขาแล้วมันจะเป็นอย่างไร เวลาที่ชายคนหนึ่งได้ยืนอยู่บนจุดที่สูงที่สุดของอำนาจแล้วจะเปลี่ยนไปหรือไม่กัน ในโลกนี้ไม่เคยมีองค์จักรพรรดิและเหล่ากษัตริย์ซึ่งปราศจากนางสนมน้อยใหญ่ พวกเขาต่างก็มีหญิงสาวมากมายให้เลือกหลับนอนลับหลังพระเนตรของพระผู้เป็นเจ้า มีลูกหลานนอกสมรสที่ปิดบังอยู่ตั้งมากมาย...เกือบทั่วโลกในสังคมที่บุรุษเป็นใหญ่นั้นไม่มีใครต้องการให้ภรรยาของตนนอกกายนอกใจตนอย่างเด็ดขาด แต่พวกเขากลับสามารถมีสตรีอื่นได้นับไม่ถ้วนหากว่าต้องการ

กลัว...เธอกลัวเหลือเกินว่าสุดท้ายแล้วคนที่เปลี่ยนไปจะเป็นเขา...

แต่ว่ากลับไม่รู้สึกทุกร้อนเมื่อคิดเช่นนั้น...

"ต้องทำเช่นไรท่านจึงจะไม่ต้องรู้สึกเช่นนั้นอีก..." เขาถามในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องหาคำตอบจนกระทั่งปมของชุดนั้นคลายออกด้วยฝีมือของเธอก่อนจะที่เอื้อมโอบกอดอีกฝ่ายเอาไว้ จูบิลี่หลับตาลงแล้วดึงให้ร่างของฟาติห์-เมห์เหม็ดแนบชิดกับเรือนกายอ้อนแอ้นนุ่มนิ่มของตนเอง สัมผัสเสียงและจังหวะหัวใจของอีกฝ่ายซึ่งเต้นด้วยความมีชีวิตชีวาผ่านจุดชีพจรซึ่งเด่นชัดทุกครั้งที่เขาแทรกผ่านประสมประสานเข้ามาอย่างลึกซึ้ง

ทั้งชีวิตที่แล้วของเธอนั้นได้พิสูจน์แล้วว่าหัวใจของตนเองภักดีต่อเขาอย่างไรจนกระทั่งวันตาย...และมันก็พิสูจน์ได้ว่าเขาภักดีต่อหัวใจของเธอเช่นเดียวกัน ภาพสุดท้ายที่ในตอนนี้นึกขึ้นมาได้ก็คือภาพที่ชายร่างแก่คนนั้นใช้กริชแทงที่หัวใจของตนเองและล้มลงนอนหนุนตักของเธอพร้อมรอยยิ้มแสนปีติยินดีที่ได้มีวาระสุดท้ายร่วมกันตามที่ปรารถนา

สุดท้ายแล้วความหึงหวงและหวาดระแวงที่เกิดก็เป็นเพียงสัญชาตญาณของมนุษย์เท่านั้น...

สิ่งที่ใช้เตือนใจของเธอจากนี้ตลอดไปก็คือรอยยิ้มยินดีนั้นของเขาต่างหาก...

 

❁ ❁ ❁

 

สองเดือนต่อมา

ณ เพรซเชียส, พระราชวังหลวง

อากาศร้อนชื้นของเพรซเชียสทำให้บุรุษผู้สวมชุดขุนนางยศสูงรู้สึกอึดอัดเป็นพิเศษ สำหรับออกัสตินแล้วนั้นนี่เป็นช่วงเวลาที่น่าหงุดหงิดใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีตำแหน่งดยุกระดับสูงในฐานะตัวแทนของประมุขแห่งวังอเล็กซานไดร์ทเช่นเขา อากาศร้อนชื้นทำให้บรรยากาศภายในท้องพระโรงหรือห้องโถงว่าราชการขององค์จักรพรรดิที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานแรงเพื่อกำจัดกลิ่นตัวและเหงื่อไคลของเหล่าขุนนางนั้นชวนแสบจมูกยิ่งนัก

ไหนจะน้ำหอมที่พวกขุนนางประเคนใส่ร่างจนผสมกันมั่วไปอีกกัน?

ออกัสตินไม่ชื่นชอบกลิ่นแรงของกำยานหอมนัก ใครใช้ให้ขุนนางที่นี่มีรสนิยมไม่นิยมอาบน้ำกันเล่า? ฉะนั้นแล้วเนื้อตัวของพวกเขาจึงชวนน่าสะอิดสะเอียนใจเหลือเกิน? ค่านิยมการอาบน้ำในตอนเช้าและค่ำเป็นค่านิยมของสามัญชนผู้ใช้แรงงาน เนื้อตัวของพวกเขาล้วนเปรอะเปื้อนฝุ่นดินและขี้เถ้าจากการแบกหามสิ่งต่าง ๆ ในแต่ละวัน แล้วเช่นนี้จะไม่ให้อาบน้ำชำระร่างกายเลยย่อมเป็นไปไม่ได้

เหตุใดพวกชนชั้นสูงจึงต้องต่อต้านการอาบน้ำกัน? พวกเขาไม่อาบน้ำเหมือนชนชั้นล่างและรักที่จะโอ้อวดน้ำหอมที่มีราคาแพงระยับจากกูรูด้านเครื่องหอมโดยเฉพาะแทน และยังพร่ำบ่นว่าการอาบน้ำเป็นสิ่งที่พวกคนบ้านนอกนิยมทำ ที่น่าแปลกใจคือการกระทำของชนชั้นสูงกลายเป็นค่านิยมที่ชนชั้นกลางชื่นชอบและทำตามมันอีกด้วย

ชนชั้นสูงทำอย่างไร ชนชั้นกลางก็พากันทำตามเพื่อเลียนแบบและกดชนชั้นล่างเอาไว้เสมอ...

แต่จะทำอย่างไรได้กัน?

ในเมื่อเรื่องของชนชั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถขจัดไปจากโครงสร้างหลักของสังคมนี้ได้

"ท่านดยุกออกัสติน" เสียงเรียกของขุนนางเชื้อพระวงศ์กล่าวเรียกเขาที่นั่งเงียบขรึมมานาน "องค์หญิงจูบิลี่คิดอย่างไรกับการที่จะสร้างเจ้ารถจักรไอน้ำนั้นขึ้นมากัน? เจ้าบอกว่านางจะอาสาเป็นผู้ออกทุนค่าใช้จ่ายถึงสามในสี่ส่วนให้ นางเห็นว่าสิ่งนั้นจะประสบความสำเร็จอย่างนั้นรึ" น้ำเสียงขององค์ชายมิคาอิลซึ่งบัดนี้ก้าวขึ้นมาเป็นขุนนางเชื้อพระวงศ์แทนท่านลุงของตนที่ถูกเนรเทศไปไกลถามขึ้น

องค์ชายมิคาอิลเป็นองค์ชายที่มีคุณสมบัติที่จะขึ้นเป็นประมุขคนต่อไปเป็นอย่างมาก ด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิและชาติวุฒิที่เหมาะสม แต่เสียดายที่ในพระทัยขององค์จักรพรรดิทรงชื่นชอบบุตรชายคนที่สามมากกว่าบุตรชายคนโตอย่างพระองค์มากกว่าลูกของพระจักรพรรดินี-มเหสีในกฎหมายและคู่สมรสทางศาสนา

"รถจักรไอน้ำหรือรถไฟไอน้ำที่กระหม่อมกล่าวไปนั้นทางสถาบันจิลเลียนนอร์ได้มีการทดลองจนประสบผลสำเร็จแล้ว พวกนักวิทยาศาสตร์หรือนักประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำส่วนใหญ่ก็เห็นชอบที่จะสร้างมันขึ้นในอัตราส่วนขนาดจริง เรื่องนี้กระหม่อมเองก็ได้แจ้งให้พระองค์หญิงทราบแล้ว และพระองค์หญิงก็เห็นชอบด้วยกับผลงานที่สมาชิกในสถาบันจิลเลียนนอร์ของพระองค์เสนอมา ฉะนั้นคำขอเรื่องการอนุมัติสร้างรางรถไฟและรถจักรไอน้ำจากสถานีทางใต้ของประเทศสู่เมืองหลวงจึงมีมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ"

เขาออกปากอธิบายอีกครั้งเป็นรอบที่สาม...

อย่างน้อยก็ต้องกล่อมให้อีกฝ่ายตอบรับตามที่เขาปรารถนาก็พอแล้ว!

ใช่แล้ว! อดทนเอาไว้ออกัสติน! องค์หญิงบอกให้เจ้าใจเย็น ๆ อย่าได้แสดงกิริยาไม่นอบน้อมเด็ดขาด 'ไม่อย่างนั้นหัวของเจ้าจะขาดเอาได้นะ! ' แค่พูดกล่อมอีกสักนิดจะเป็นอะไรไป อย่างน้อย ๆ ขอแค่ได้ผลลัพธ์ที่องค์หญิงต้องการก็พอแล้ว จะถูกมองอย่างคนดื้อด้านหน้าหนาก็ไม่เป็นไร เขายอมเสมอที่จะต้องพูดอีกไม่ว่ากี่ครั้งก็ตาม

"รถจักรไอน้ำนี้ทางสถาบันจิลเลียนนอร์ได้รับความช่วยเหลือจากผู้นำตระกูลเมอซิเออร์เบนซ์ที่ผลิตม้าเหล็กขึ้นมา ฉะนั้นแล้วพวกเขาจึงสามารถทำให้สร้างพาหนะที่รวดเร็วและทรงพลังนี้ขึ้นมาได้" เขาฝ่ายมือไปยังโต๊ะตัวยาวที่มีรถจักรไอน้ำจำลองซึ่งวิ่งแล่นบนรางรถไฟจำลองที่สร้างขึ้น กลไกพวกนี้ช่างน่าทึ่งไม่น้อยแค่ใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิงในการทำให้เกิดไอน้ำขับเคลื่อนกลไกก็สามารถวิ่งได้ราวกับงูทะเลแสนปราดเปรียว

มันเป็นอะไรที่น่าทึ่งไม่น้อย...

หากสร้างเจ้านี่ขึ้นมาได้การเดินทาง การขนส่ง หรือแม้แต่การจ่ายเสบียงทางการทหารก็คงจะก้าวหน้าไปมาก!

แต่เพราะมันเป็นเรื่องที่ใหม่เกินกว่าจินตนาการของผู้คนในยุคนี้เช่นเขาและผู้อื่นแล้ว ใครกันจะกล้าลงทุนออกเงินสนับสนุนทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่ามันจะล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จได้อย่างมั่นใจกันล่ะ?

หากเป็นเขาแล้วก็คงจะไม่กล้าใช้เงินเฉกเช่นองค์หญิงจูบิลี่เป็นแน่!

ต่อให้รู้ว่าช่วงที่ผ่านมานี้นางร่ำรวยจากท่าเรือของเผ่าอัลเลย์ซานเดรสองแห่งแต่ก็ใช่ว่าจะถลุงเงินทองโดยไม่รู้จักคิดได้ แต่พอมองดูให้เข้าใจแล้วก็จะพบว่านางไม่เคยลงทุนหรือใช้เงินโดยที่ปราศจากกำไรที่งาม ตั้งแต่ที่เขารับใช้และคอยประสานงานให้นางกิจการของวังอเล็กซานไดร์ทเขาก็ไม่เคยได้ยินคำว่าขาดทุนสักนิด มิหนำซ้ำนางยังไม่ใช่พวกพ่อค้าหน้าเงินที่ขูดเลือดผู้คน...กิจการของผู้อื่นไม่มีสวัสดิการสำหรับลูกจ้าง ไม่มีการจ่ายเงินค่าล่วงเวลาทำงานหรือแม้แต่เงินอุดหนุนสำหรับบุตรหลานให้พวกเขาแต่นางกลับมีขึ้น

ช่างน่าประหลาดใจเหลือเกิน...

อาจเพราะการทำการค้าแบบมีกุศลธรรมจึงทำให้นางไม่เคยขาดทุนกระมั้ง?

ออกัสตินคิดในใจก่อนจะเดินตามแผนที่เขาจะต้องทำให้เกิดผลลัพธ์ที่องค์หญิงต้องการต่อ

"องค์จักรพรรดิพ่ะย่ะค่ะ หากสิ่งนี้ประสบความสำเร็จต่อไปเราก็สามารถมั่นใจได้แล้วว่ามันคือสิ่งที่ดีต่อชาติบ้านเมือง วังอเล็กซานไดร์ทขององค์หญิงขอเป็นผู้หนุนนำวาสนานี้ให้บังเกิดขึ้น หากไม่ประสบความสำเร็จแต่ก็ยังได้ทราบข้อผิดพลาดเพื่อที่จะได้ประสบความสำเร็จในภายภาคหน้าแทน" เขากล่าววจากนั้นก็คุกเข่าต่อหน้าองค์จักรพรรดิที่มีสีหน้าลังเลพระทัยไม่น้อย

"จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร เงินพระคลังในตอนนี้ควรที่จะทุ่มเทให้กับเรื่องของการจัดสรรและดูแลที่ดินทางการเกษตรเสียมากกว่า ปีนี้สภาพอากาศไม่ตรงตามฤดูกาล ข้าไม่คิดว่าเงินในท้องพระคลังควรจะให้การสนับสนุนเรื่องนี้ตามที่เจ้าเสนอมา" องค์ชายเอมอสแห่งสายสกุลสปาร์คกิ้งเอมเมอรัลกล่าวขึ้น

ความเห็นของพระองค์ชายผู้นี้ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่แผนการแก้ไขสถานการณ์ในตอนนี้ที่พระองค์นำเสนอมาจากการสนับสนุนความคิดของขุนนางที่ทรงคบค้าด้วยนั้น...เอ่อ...เป็นแผนการที่ห่วยสิ้นดี ช่องโหว่และการยักยอกเงินมองอย่างไรก็เห็นได้ชัด ๆ ไม่ได้จริงใจที่จะบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชนเลยสักนิดเดียว!

เพราะแบบนี้แนวทางที่องค์หญิงจูบิลี่ผลักดันจึงเป็นแนวทางการแก้ไขของท่านวิลลี่ ท่านเอิร์ลแห่งตระกูลเวสวัลเล่ แน่นอนว่าองค์จักรพรรดิและองค์หญิงจูบิลี่ทรงเห็นชอบกับแนวทางนี้ของเขา ฉะนั้นแล้วคนอย่างออกัสตินจึงไม่คิดจะวิจารณ์มากนักให้เปลืองสมอง ในบางครั้งแล้วชนชั้นสูงเช่นพระองค์มักจะมีสัมผัสที่รู้สึกได้ว่าสิ่งใดดีไม่ดีต่างจากไปชนชั้นอื่น ๆ ซึ่งไม่มีกึ๋นในด้านนี้ หรือเป็นเพราะพระองค์ได้รับการศึกษาอย่างลึกซึ้งกันจึงเข้าใจอะไรได้ง่าย?

อย่างองค์หญิงจูบิลี่เองยังได้รับการศึกษาเรื่องของประเทศชาติเป็นสำคัญมากกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วๆ ไปตามในหลักสูตรของสำนักศึกษาหลวง เจ้านายคนก่อนของวังอเล็กซานไดร์ทนั้นให้เจ้าหญิงได้เรียนเกี่ยวกับวิชาด้านการเมืองการปกครองร่วมกับพี่ชายของพระองค์อยู่ช่วงหนึ่ง ไม่แน่พระองค์อาจจะเก่งกาจด้านนี้เลยกระมั้ง...

"เป็นเช่นนั้นไม่ผิดจากคำพูดของเอมอส ตอนนี้ข้าสนใจแผนของเอิร์ลแห่งเวสวัลเล่มากกว่า แต่ข้าอนุญาตให้นางได้สร้างตามที่นางปรารถนาเพียงแต่คงไม่อาจมอบเงินสนับสนุนได้" องค์จักรพรรดิตรัสขึ้นเพื่อจบเรื่องของรถจักรไอน้ำเอาไว้เพียงเท่านี้ แน่นอนว่านี่ตรงตามที่ออกัสตินต้องการอยู่พอดี

"กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ" เขาตอบแล้วคุกเข่าถวายความเคารพอย่างเต็มพิธีทว่าภายในใจกลับแอบคิดเรื่องไม่ดีอยู่...

ใครบอกว่าพระองค์หญิงเงินไม่พอกันเล่า?

พวกโง่ทั้งหลายเอ๊ย!

ถ้าราชสำนักไม่มอบเงินช่วยสนับสนุน เช่นนี้เจ้ารถจักรไอน้ำก็จะเป็นกรรมสิทธิ์ของพระนางเพียงผู้เดียวเฉกเช่นเจ้าเครื่องจักรเครื่องทอผ้าและปั่นเส้นด้ายนั่นน่ะสิ...พระนางฉลาดมากที่อาศัยความไม่กล้าใช้เงินของท้องพระคลังตามนิสัยขององค์จักรพรรดิเพื่อรวบสิ่งที่นางต้องการเอาไว้ในกำมือเสมอ

เงินที่ท้องพระคลังในการสนับสนุนสถาบันการศึกษาของนางมันก็แค่เศษเงินเล็กน้อย ออกัสตินรู้ว่าเงินท้องพระคลังนั้นให้งบประมาณกับสถานศึกษาหลวงเป็นหลักอยู่แล้วไฉนเลยที่พวกเขาจะหันมาใส่ใจสถาบันที่เพิ่งจะก่อตั้งได้กัน ฉะนั้นความก้าวหน้าของสถาบันจิลเลียนนอร์ล้วนเป็นพระนางเองที่ครอบครองและส่งเสริมราวกับว่าตนเองนั้นเป็นประมุขของอาณาจักรเล็ก ๆ ที่พระองค์กำลังปั้นแต่งให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็วต่างหากเล่า?

นี่คือสิ่งที่พระนางต้องการผูกขาด ไม่ใช่ร่วมปันผลกับใครทั้งสิ้น!

ออกัสตินไม่อยากจะนึกเลยสักนิดว่าในอนาคตหากสิ่งที่พระนางครอบครองทั้งหมดนั้นกลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศแล้วล่ะก็ อำนาจของพระนางจะมากล้นเพียงใดกันหนอ?

แต่ก่อนเขาเคยดูแคลนพวกคนเพี้ยน ๆ ที่ชอบคิดค้นประดิดประดอยสิ่งใหม่ ๆ ออกมาอย่างบ้าคลั่งลุ่มหลง แต่ตอนนี้ความคิดของเขาเปลี่ยนไปแล้วตั้งแต่ที่ได้ทราบถึงโครงการลับที่กำลังเริ่มต้นขึ้นเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน...มันเป็นโครงการที่ชวนให้รู้สึกหวาดกลัวเสียเหลือเกิดหากว่ามันสำเร็จขึ้นมาในไม่ช้านี้

ต่อไปไอ้เจ้าพวกนักวิทยาศาสตร์พวกนี้กระมั้งที่จะเปลี่ยนโลกทั้งใบและลบหลู่พระเจ้าอย่างแน่นอน...

แต่ว่าหากเป็นเช่นนั้นแล้ว...

สถานะความเป็นเทพของสถาบันชั้นสูงนี้จะสูญหายไปหรือไม่กัน?

 

❁ ติดตามตอนต่อไป 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

304 ความคิดเห็น