เล่ห์รักจักรพรรดินีทรราช (จบเล่มที่1)

ตอนที่ 20 : Chapter XIX

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 835
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    2 มิ.ย. 63

 

Chapter XIX

 

จดหมายจากออกัสตินนั้นไม่มีเรื่องด่วนอะไรสำหรับช่วงก่อนหน้านี้ ข่าวสารของบ้านเมืองยังคงไม่มีเรื่องวุ่นวายนัก ถึงแม้ว่าจะผ่านมาสองปีแล้วแต่ก็ตามที แต่จูบิลี่รู้ตัวดีว่าต่อจากนี้ไปสถานการณ์ในเพรซเชียสจะไม่ดีเท่าไหร่นัก อาการป่วยของท่านลุงจักรพรรดินั้นรุนแรงขึ้นจนกระทั่งต้องมีการปกปิดอาการป่วยเอาไว้เพื่อยื้อให้ยาวนานที่สุด นี่เป็นช่วงเวลาที่เหล่าทายาทในวังบลูไดมอนท์ล้วนแล้วแต่พยายามหาหนทางที่จะถูกท่านลุงใหญ่เลือกให้เป็นผู้สืบทอดต่อ เพื่อให้ท่านลุงใหญ่และทางศาสนาเลือกพวกเขาเป็นจักรพรรดิคนต่อไป

ตัวเต็งผู้สืบทอดนั้นก็คือบุตรชายคนโตขององค์จักรพรรดิและบุตรชายคนที่สามนั่นเอง

พวกเขาต่างแย่งชิงราชบัลลังก์กันอย่างดุเดือด แต่ใครจะรู้ว่ามงกุฎแห่งอำนาจไม่ได้เลือกที่จะอยู่บนศีรษะของพวกเขาแต่กลับเป็นศีรษะของเธอแทน ดังนั้นเพื่ออำนาจแล้วพวกเขาต่างใช้เธอเป็นหมากบนกระดานนี้ บีบคั้นเธอทุกหนทางเพื่อให้จนตรอกและสูญสิ้นทุกสิ่ง แน่นอนว่าจูบิลี่จะไม่ยอมเช่นนั้นอีกแล้วและสองปีจากนี้เธอจะกระโจนเข้าไปแย่งชิงทุก ๆ อย่างจากพวกมันมาให้หมดสิ้น ชาติก่อนกว่าจะมองออกทุกสิ่งก็สายเกินไปเสียแล้วแต่ชาตินี้ไม่มีทางเด็ดขาดที่จะเป็นคนอ่อนแอ

จูบิลี่ยิ้มบาง ๆ ในใจ

อะไรที่พวกเขาทำกับเธอ...ล้วนต้องชดใช้ทั้งหมด!

ม่านอัญมณีที่ห้อยระย้าทางเข้าห้องโถงชั้นในของวังแห่งนี้ถูกแหวกขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของหญิงข้ารับใช้ระดับสูงที่อยู่ข้างกายจูบิลี่มาโดยตลอด เธอไม่ได้พาแอ๊บบี้มาด้วย มีแต่ให้มาธ่าที่เป็นสาวใช้จากบ้านของอีธานเท่านั้นที่ติดตัวมา นี่เป็นเพราะเธอทิ้งแอ๊บบี้ให้อยู่ที่เพรซเชียสเพื่อจัดการไม่ให้มีเชื้อพระวงศ์บ้านไหนกล้าลอบวางคนของตนเองเอาไว้ในวังของเธอ ให้นางได้ช่วยองครักษ์ประจำตัวของเธออย่างอีธานจัดการวังอเล็กซานไดร์ทให้เรียบร้อย ส่วนที่ให้มาธ่าติดตามมานี่คือการแสดงออกถึงความไว้วางในตัวอีธาน

เธอย่อมไม่ทอดทิ้งเขา สิ่งที่เขาทำเอาไว้ในชาติก่อนนั้นเรื่องดีก็มากไม่น้อย

จะหาคนที่จงรักภักดีได้เช่นนี้มันช่างยากเย็นเหลือเกิน...

"มีอะไรรึ? " จูบิลี่นอนที่นอนเอนตัวพิงหมอนอิงเบนสายตาที่อ่านจดหมายอยู่ช้อนขึ้นมองสาวใช้คนเก่งอย่างมาธ่าซึ่งเดินมาพร้อมสาวใช้อีกคนนามว่า 'อัสตา' ที่ฟาติห์มอบให้ไว้ดูแลเธอ สีหน้าของทั้งสองเคร่งเครียดแน่นอนว่าอัสตาเป็นคนเข้ามากระซิบที่ข้างหูและรายงานเรื่องสำคัญแก่เธอเป็นภาษาออสมัน นางอัสตาพูดอย่างรวดเร็วว่า 'พระชายาองค์รัชทายาทดานาได้มอบหญิงงามให้แก่องค์ชายฟาติห์-เมห์เหม็ด หญิงงามนางนี้ยืนรอท่านรับเข้าฮาเร็มอยู่ทางเข้าวัง พระนางดานาทรงมีดำรัสว่าสองปีมานี้สองพระองค์ยังไม่มีบุตรธิดาจึงมอบให้ไว้ใช้งาน อีกทั้งเรื่องนี้เองพระนางฮาเซคีฮูว์มาก็ยังทรงเห็นชอบและร่วมส่งเสริมอีกด้วยอีกคน ดังจึงมอบหญิงงามให้อีกหนึ่งนางรวมเป็นสองนางในตอนนี้'

อ้อ?

เรื่องแบบนี้ถือเป็นธรรมเนียมด้วยหรือ?

นางดานาผู้นั้นไม่ใช่คนโง่จริง ๆ อย่างที่ฟาติห์ว่า ครั้งที่เธอแกล้งทำเป็นถูกยาพิษและให้หมอผู้นั้นกล่าวโป้ปดตามที่เตรียมเอาไว้ว่าตัวเธอนั้นจะยากที่จะให้กำเนิดโอรสธิดาให้แก่องค์ชายแล้วแท้ ๆ แต่กลับยังไม่ไว้วางใจโดยง่าย กล้าส่งหญิงงามคิดจะมายั่วยวนพระสวามีของเธอให้หลงใหลเพื่อควบคุมสินะ? ส่วนมารดาของฟาติห์-เมห์เหม็ดก็คิดไม่ต่างกันเท่าไหร่นักที่ส่งคนมาครั้งนี้ก็คิดจะทำไปเพื่อสืบข่าวคราวความเป็นไปในเผ่ากระมั้ง

จูบิลี่ยิ้มเย็นยะเยือก...

แผนของฟาติห์นั้นก็ดีไม่น้อย การที่เขาทำให้ตนเองถูกเมินเฉยในฐานะองค์ชายผู้มีสิทธิ์ขึ้นเป็นสุลต่านนั้นทำให้สองปีมานี้ทำงานสะดวกไม่น้อย แต่จูบิลี่ก็รู้ว่าไม่มีเรื่องใดที่ปิดได้นานนักหรอก เรื่องที่ทำมาทั้งสองปีล้วนทำอย่างเปิดเผยเพียงแต่เรื่องสร้างอ่างเก็บน้ำเทียมหรือสร้างฝายชะลอน้ำล้วนเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทุก ๆ เผ่าล้วนจับตามองเพียงแต่ไม่อาจคาดเดาอะไรได้ และนี่เองที่ทำให้เรื่องลับ ๆ ของฟาติห์-เมห์เหม็ดดำเนินไปโดยง่าย

เธออ้างเรื่องหลักการรัฐชาติสมัยใหม่ให้พวกเขาฟังเพื่อฉวยโอกาสร่างอาณาเขตพื้นที่ของเผ่าอย่างชัดเจนให้สมกับเป็นประเทศสมัยใหม่ ลงทุนจ้างนักทำแผนที่มาเพื่อให้สมจริงไม่น้อยตามความคิดของพระสวามีที่ต้องการจะเก็บข้อมูลทางยุทธศาสตร์พื้นที่ของทวีปตะวันออกกลางโดยละเอียด ทั้งยังหยั่งเชือกวัดระดับความลึกของลำน้ำต่าง ๆ เตรียมสำหรับการทำศึกและการรบทางน้ำโดยเฉพาะ

มาบัดนี้ทุก ๆ อย่างดูจะเริ่มเห็นจุดประสงค์อย่างชัดเจนแล้ว...

ไม่มีใครโง่ไม่เข้าใจการกระทำที่สั่งสมมาถึงสองปีของนางหรอกนะ และนี่ก็ไม่แปลกใจที่พวกเขาจะเริ่มแสดงทีท่าหวาดระแวงขึ้นมา ต่อให้ทั้งเธอและฟาติห์เป็นหมันจริงแล้วอย่างไร? คนต้องการอำนาจและเป็นใหญ่นั้นต้องสนใจเรื่องเหล่านี้ด้วยหรืออย่างไร เรื่องเล็ก ๆ น้อยล้วนไม่สำคัญทั้งสิ้นขอเพียงมีใจแย่งชิงข้อจำกัดต่าง ๆ ก็ล้วนตีกรอบเราไม่ได้

โชคไม่ดีที่นางดานาฉลาด...ไม่ยอมส่งบุตรชายของนางมาให้จูบิลี่และฟาติห์เลี้ยงดูด้วยรู้ว่าสองสามีภรรยาอย่างพวกเธอเป็นหมีจำศีลตัวเป้งที่จะตื่นขึ้นมาเขมือบลูกของนางด้วยความหิวโหย

"สาวงามสองนางรึ? " สีหน้าของจูบิลี่ไม่ปรากฏความรู้สึกใด ๆ ก็แค่สาวงามที่คิดจะมาเพื่อบำเรอกามให้แก่บุรุษเท่านั้น จูบิลี่ไม่ได้คิดให้สองนางผู้นั้นเข้ามาที่ห้องโถงชั้นในของวังเพื่อทำความเคารพเธอและส่งขึ้นเป็นนางบำเรอแก่ฟาติห์อย่างแน่นอน ทำเช่นนั้นก็ออกจะโง่เขลาเกินไปด้วยซ้ำ ต้องกลั่นแกล้งกันเสียบ้างให้สาสมใจ "รู้ที่มาที่ไปของพวกนางหรือไม่กัน" เธอถามอัสตาที่พยักหน้ารับก่อนจะกล่าวตอบ

"หม่อมฉันทราบอยู่ล่วงหน้าแล้วสาวงามจากพระชายาองค์รัชทายาทนั้นเป็นสาวใช้คนสำคัญข้างกาย ส่วนสาวงามอีกนางเป็นหญิงที่ถูกส่งเข้ามาในฮาเร็มขององค์สุลต่านซึ่งพระนางฮาเซคียกให้แก่องค์ชายเพคะ" สาวใช้ชาวออสมันนิตส์ตอบอย่างคล่องแคล่ว คนที่ฟาติห์ยกให้เธอไว้ใช้งานส่วนใหญ่แล้วย่อมเป็นคนที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดีถามอะไรก็ตอบได้

จูบิลี่พยักใบหน้ารับไม่ได้ตอบอะไร

"ไปเรียก ๆ พวกองค์หญิงน้อยให้ตามข้ามาที่หน้าวังสิ" จูบิลี่บอกจากนั้นมาธ่าก็จัดผ้าคลุมเส้นผมและลำคอพร้อมจัดการคลุมพันให้มันเรียบร้อยงดงาม พวกองค์หญิงที่เธอเรียกมานั้นเป็นเจ้าหญิงองค์น้อยวัยสิบสองสิบสามที่เผ่าเล็ก ๆ ส่งมาเพื่อแสดงน้ำใจสวามิภักดิ์แก่เธอ นี่รวมไปถึงบุตรสาวจากบ้านขุนนางชั้นสูงอีกด้วย แน่นอนว่าจูบิลี่รับเด็กสาวเหล่านี้ซึ่งเป็นบุตรสาวคนเล็กสุดของครอบครัวมาเพื่อรับใช้เอาใจเธอโดยเฉพาะ มีบางคนที่ไร้เดียงสาไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรชอบเล่นสนุกสนานไปวัน ๆ ส่วนบางคนก็ชอบประจบประแจงเอาใจหวังหาผลประโยชน์ให้เผ่าของตนนั้นก็มีไม่น้อย

แต่พวกนางคงไม่รู้หรอกว่าฟาติห์ไม่มีทางทำให้เผ่าใดที่เขาจัดการฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง ถึงขั้นต้องใช้วิธีซึ่งไร้มนุษยธรรมอย่างถึงที่สุดเขาก็ไม่ลังเล...มันไม่ต่างอะไรกับการที่ฮ่องเต้แห่งทวีปตะวันออกได้สั่งทำลายหนังสือทุกเล่มและตัวอักษรของแคว้นอื่นเพื่อทำลายวัฒนธรรมและความเป็นมาของพวกเขา เขียนและลบหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ซึ่งเกิดจากอารยธรรมประเพณีเดียวกันให้กลมกลืนเป็นหนึ่ง

แต่จูบิลี่ไม่ชอบวิธีเช่นนี้เท่าไหร่นัก...

การทำให้ผู้คนรวมกันเป็นหนึ่งก็อาจเป็นผลร้ายในภายหลังก็เป็นได้ เพราะการที่ฮ่องเต้แห่งตะวันออกทำเช่นนั้นหมู่คนทั้งหลายจึงรวมเป็นหนึ่งและร่วมกันต่อต้านการปกครองที่เหี้ยมโหดรุนแรงของเขา จูบิลี่ชอบวิธีแบ่งแยกแล้วปกครองมากกว่า แต่กระนั้นวิธีเหล่านี้ก็ยังไม่ใช้วิธีที่ดีเลิศที่สุดในการปกครองผู้คน มีประมุขมากมายที่พิชิตดินแดนทั้งครึ่งโลกได้แต่ก็ไม่ต่อต้านการล่มสลายแลหนีความเสื่อมโทรมในท้ายที่สุด ข่านแห่งตะวันออกเคยบุกตียึดครองแผ่นดินถึงทวีตะวันตกทว่าสุดท้ายกลับล่มสลายเพราะเขาไม่อาจแผ่อำนาจควบคุมได้ทุกสิ่งตลอดไป

แต่จะทำให้ทั้งทวีปหนึ่งซึ่งไม่ใหญ่มากนักเป็นของฟาติห์-เมห์เหม็ดอย่างเข้มแข็งแล้วนั้นก็คงไม่ยากเกินมือของตัวเขาเองหรอก...เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่ทำให้อำนาจของประมุขอยู่คงทนที่สุดก็คือการกระทำของประมุขที่มีต่อผู้คนใต้อำนาจของเขาเท่านั้นไม่ใช่หรือ?

ประมุขที่ดีจะถูกสรรเสริญและกล่าวขานเป็นตำนานสืบไป

ส่วนประมุขที่แย่และโง่เขลาไร้ความสามารถจะต้องถูกสาปแช่งและขับไล่ด้วยความเกรี้ยวโกรธ

ผลสรุปมันก็เป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือไร?

"องค์ชีคคาเพคะ เหล่าองค์หญิงน้อยมาแล้วเพคะ" คราวนี้อัสตารายงานในขณะที่จูบิลี่นั่งรออยู่บนเก้าอี้ตัวกลมรองด้วยเบาะบุนวมจากไหมสีม่วงเข้ม เธอมองเหล่าองค์หญิงทั้งหลายที่โค้งร่างก้มศีรษะให้นางอย่างนอบน้อมเป็นที่สุด องค์หญิงน้อยที่ถูกส่งมาเด็กสุดคือเจ็ดขวบ ส่วนคนที่โตที่สุดนั้นอายุสิบสามขวบ ทั้งหมดเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็ก ๆ ที่อาศัยในวังร่วมกับเธอและฟาติห์

"ขอให้พระองค์เจ้ามอบพรวิเศษแก่องค์ชีคคา มารดาของเรา"

องค์หญิงทั้งหมดขานรับใบหน้าก้มลงไม่กล้าเงยมอง มีแต่องค์หญิงอายุยังน้อยที่ยังซุกซนเท่านั้นซึ่งแอบจ้องมองหน้าของเธออยู่ แน่นอนว่าจูบิลี่ไม่ได้ว่าอะไรเพียงแต่กวักมือเรียกยัยหนูที่อายุน้อยที่สุดเพียงเจ็ดขวบมาหาเธอ ส่วนยัยหนูที่อายุมากสุดสองคนมาช่วยประคองพยุงเธอให้ลุกขึ้น เด็กน้อยสามนางนี้มาจากบ้านของผู้อาวุโสซึ่งจูบิลี่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ มากว่าเด็กสาวจากเผ่าน้อยใหญ่ทั้งหลายซึ่งอยู่ในอาณัติของเผ่าอัลเลย์ซานเดร

ลูกสาวบ้านขุนนางส่งมาให้รับใช้และเลี้ยงดูสั่งสอนให้กลายเป็นสตรีที่มีความสามารถ เผ่าอัลเลย์ซานเดรนั้นแม้จะรับเอาการนับถือศาสนาของตะวันออกกลางมาแต่มิได้รับมาอย่างเต็มรูปแบบ โดยทั่วไปแล้วเผ่าที่อยู่ใกล้เมืองหลวงหรือเผ่าออสมันนั้นเมื่อรับมาก็ปรับใช้อย่างเคร่งครัดราวกับถูกควบคุมด้วยกฎของศาสนา แต่ที่นี่กลับไม่ใช่ศาสนาที่เข้ามาครอบงำ ศาสนานั้นเมื่อเข้าล้วนถูกปรับปรุงและกดอยู่ใต้ประเพณีและท้องถิ่นดั้งเดิมอยู่ดีเสียอย่างนั้น ฉะนั้นแล้วฐานะสตรีในเผ่าย่อมสูงมาก เพศหญิงคือเพศที่เทพเจ้าท้องถิ่นดั้งเดิมในแผ่นดินนี้ยกให้การยกย่อง

"แผ่นดินนี้สตรีมีศักดิ์และเกียรติยศยิ่งใหญ่ พวกเจ้าเมื่อเติบโตแล้วย่อมจะกลายเป็นหญิงสาวที่ยอดเยี่ยมของเผ่า จงจำไว้ว่าการให้บุรุษมีภรรยามากจะเป็นเรื่องที่ไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพวกเขาหลงใหลในรสชาติของกามอารมณ์นั้นจะทำให้ทำสิ่งใดก็ล้วนไม่ได้เรื่อง ในฐานะภรรยาแล้วเมื่อมีผู้คิดอยากมอบนางบำเรอให้แก่สามีของพวกเจ้าให้ปฏิเสธอย่างนอบน้อม หากปฏิเสธอย่างนอบน้อมมิดได้ ให้ปฏิเสธด้วยการเจรจาพาที หากปฏิเสธด้วยการเจรจาพาทีไม่ให้ก็ให้ปฏิเสธด้วยวิธีขั้นสุดท้ายที่รุนแรงและเด็ดขาด"

จูบิลี่เริ่มออกปากสั่งสอนเด็กสาวด้วยความตั้งใจตามตำรามารดาสอนบุตรสาวของเผ่า

"ปฏิเสธอย่างไรเพคะองค์ชีคคา? อะไรคือการปฏิเสธ? " ยัยเด็กเจ็ดขวบถามด้วยความสนใจ ใบหน้ากลม ๆ ซึ่งโผล่จากผ้าคลุมเส้นผมนั้นมีรอยยิ้มสดใสแต่งแต้มอยู่ สองมือจับชายเสื้อของเธอไม่ปล่อยราวกับเด็กติดมารดาอย่างไรอย่างนั้น

"เอสเทียร์เจ้าอย่าพูดแทรกองค์ชีคคาสิ" เด็กสาววัยสิบสามอย่างอิสทีน่าเอ่ยปากขึ้นเพื่อให้เจ้าหนูน้อยเจ็ดขวบอย่าง 'เอสเทียร์' เรียนรู้เรื่องมารยาท ส่วนเด็กสาวข้าง ๆ นางนั้นมิได้พูดจาอันใดล้วนแต่สงบปากเป็นอย่างยิ่งซึ่งหนูน้อยคนนี้เธอตั้งชื่อใหม่ให้ว่า 'อิสตาน่า'

"เอาเถอะ พวกเจ้าตามข้ามาแล้วข้าแสดงให้พวกเจ้าเห็นเอง" จูบิลี่ยิ้มบาง ๆ แล้วเดินพากลุ่มเด็กสาวตัวน้อยไปยังทางเข้าหน้าวังของเธอ เมื่อเดินมาถึงเธอก็พบว่าประตูหน้าวังได้เปิดเอาไว้รอแล้วโดยเฉพาะ ตรงหน้าของเธอคือหญิงงามสองนางตามคติของผู้คนบนแผ่นดินนี้ ด้านข้างมีรถม้าที่จอดเอาไว้และดูเหมือนว่ารถม้าทั้งสองคันจะเป็นรถม้าที่แสดงถึงฐานะยศศักดิ์ของชายาองค์รัชทายาทและฐานะของพระนางฮาเซคีสุลต่านอย่างเด่นชัด สิ่งนี้เองที่แสดงถึงของฐานะของผู้มอบของให้แก่ฟาติห์-เมห์เหม็ดนั่นเอง

ของจากคนใหญ่โตหากไม่รับไว้ก็จะไม่ดี แต่อย่างไรนี่ก็เป็นเพียงของที่อีกฝ่ายมอบให้เท่านั้น

"ถวายพระพรชายาองค์ชายสามพ่ะย่ะค่ะ" ขันทีคนหนึ่งก้าวออกมาแล้วทำความเคารพเธอในฐานะพระชายาขององค์ชายสาม เขาเลือกที่จะให้เธอมีฐานะเช่นนี้ย่อมแปลว่าหาได้สนใจในตำแหน่งชีคคาซึ่งเธอครอบครองอยู่ ดังนี้จึงแปลว่าเขากะจะใช้ฐานะของชายาองค์รัชทายาทและฐานะของพระนางฮาเซคีมากดข่มให้เธอต้องจำยอม

แต่จูบิลี่ไม่ใช่คนขี้ขลาดฉะนั้นแล้วเธอจึงไม่แสดงสีหน้าและท่าทางว่ายอมรับการทำความเคารพของอีกฝ่ายสักนิด

"ของที่อยู่ตรงหน้าข้านั้นคือกระไรกัน? " เธอถามสั้น ๆ แต่สร้างความหนักอกหนักใจให้กับขันทีตรงหน้า

"นี่คือหญิงงามที่พระชายาองค์รัชทายาทและพระนางฮาเซคีสุลต่านมอบให้แก่องค์ชายฟาติห์-เมห์เหม็ดพ่ะย่ะค่ะ" ขันทีตอบอย่างนอบน้อมและฉะฉานตรงประเด็น จูบิลี่ได้ฟังก็ไม่ยิ้มสักนิด และหลังจากที่ได้เห็นหญิงงามทั้งสองแล้วก็แค่พูดจาสองสามประโยคเพื่อปฏิเสธอย่างนอบน้อมว่าไม่อาจรับของเล่นเหล่านี้ได้

"ของเล่นเหล่านี้ข้าคงไม่อาจรับเอาไว้ได้"

นางตอบถึงเพียงนี้ทว่าขันทีกลับทำหน้ามึนแล้วส่งซิกให้หญิงงามทั้งสองมาเพื่อทำความเคารพนางในทันที แน่นอนว่าจูบิลี่ไม่ได้ให้การสนใจสักนิด แม้อยากจะยกเท่าถีบให้อีกฝ่ายกลิ้งไปไกล ๆ แต่ก็ไม่มีพละกำลังมากพอจะทำเช่นนั้นได้ ถ้าเป็นฟาติห์ก็ว่าไปอย่าง นางเคยเห็นเขาถีบบุรุษโชคร้ายผู้หนึ่งจนกลิ้งไปไกลหลายคืบเลยเชียว

"ชายาองค์ชายสามนี่คือสิ่งที่พระองค์สมควรรับเอาไว้นะพ่ะย่ะค่ะ"

อือหึ...ควรรับไว้แล้วอย่างไร?

"เราทราบดี" เธอตอบสั้น ๆ จากนั้นก็โยนทองคำสองแท่งตรงหน้ากับหญิงงามทั้งสอง "ข้ารับพวกเจ้าไว้ในสถานะสิ่งของของชีคคาที่มีอำนาจเหนือชีคพระสวามีของตนเองแล้ว เช่นนั้นพวกเจ้าจะอยู่ใต้อำนาจและสายตาของข้าแล้ว ข้าจึงมอบทองคำให้เจ้าทั้งสองเป็นการต้อนรับแก่ผู้มาใหม่ของเผ่า...ยินดีจะรับหรือไม่? "

พูดจบสีหน้าของจูบิลี่ก็เยือกเย็นขึ้นมาสามส่วนเพื่อไม่ให้กลิ่นอายน่ากลัวนี้ทำให้เหล่าเด็กหญิงตัวน้อยต้องตกใจ

หากรับทองคำนั่นก็แปลว่าเธอสามารถลงมือกำจัดหญิงงามทั้งสองได้ในทันที แต่หากไม่รับแล้วก็จะถือว่าเป็นปฏิปักษ์แก่ชีคคาแห่งอัลเลย์ซานเดร ต้องฆ่าให้ตายสถานเดียวเช่นกัน มีเพียงการร้องขอความเมตตาเท่านั้นที่จะทำให้มีชีวิตรอดเพราะชีคคานั้นต้องยึดหลักเมตตาและใจกว้างต่อผู้คนของตนเอง ไม่อาจทำร้ายและเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยมได้

หญิงงามที่องค์รัชทายาทส่งมานั้นชาญฉลาดไม่น้อย นางรับทองคำและคุกเข่าร้องขอความเมตตาอย่างรวดเร็ว ยอมเป็นข้าราชบริพารใต้การปกครองของนางไม่ขอเป็นสตรีร่วมสามีอย่างเด็ดขาด แน่นอนว่าจูบิลี่จึงโยนทองคำให้อีกแท่งอย่างประมุขผู้ใจดี

"ญะดีนนำของของพระชายาองค์รัชทายาทส่งไปที่ค่ายทหาร ข้าเมตตาให้นางเป็นหญิงรับใช้ในกองทัพ จากนี้ต่อไปจงให้นางมีความเป็นอยู่ที่ดี" ว่าจบแล้วขันทีญะดีนที่ยืนรออยู่ด้านข้างก็ส่งซิกให้ทหารที่ประจำอยู่ในวังอุ้มหญิงงามที่ชายาองค์รัชทายาทส่งมาออกไปที่ค่ายทหารในทันทีทันใด

อย่างที่ใคร ๆ ก็รู้ว่าหญิงรับใช้ในกองทัพนั้นก็คือหญิงบำเรอนายทหารที่ขาดรสชาติของสตรีเพศมานาน ในกองทัพอื่นนั้นหญิงบำเรอมีสถานะต่ำ มีหน้าที่แค่เพียงใช้เรือนร่างบำเรอกามแก่บุรุษเท่านั้น แต่สำหรับที่นี่หญิงบำเรอประจำค่ายทหารที่เผ่านี้ล้วนมีฐานะที่ดีไม่น้อย ไม่ถูกบังคับให้หลับนอนแต่จะเป็นสตรีที่คอยสร้างความสุขอย่างร้องเล่นเต้นรำเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากศึกสงครามเท่านั้น ทำหน้าที่เหมือนขุนนางที่รับราชการ ได้รับเงินเดือนและเบี้ยหวัดตามสมควร แต่ไม่อาจแต่งงานได้และต้องอยู่รับใช้กองทัพตลอดต่อไปเท่านั้น

ซึ่งพอจูบิลี่ทำเช่นนี้แล้วหญิงงามจากพระนางฮาเซคีล้วนตกอกตกใจไม่น้อย เพราะไม่รู้ธรรมเนียมของหญิงรับใช้กองทัพของเผ่าอัลเลย์ซานเดรกระมั้ง จึงทำให้จิตใจฟุ้งเฟ้อคิดไปไกลว่าหากทำเช่นนั้นตนจะต้องถูกบุรุษในกองทัพข่มขืนบังคับให้หลับนอนด้วยยิ่งไม่กล้ารับทองคำอย่างเด็ดขาด ได้แต่ยืนก้มหน้าไม่กล้าสบสายตาของจูบิลี่ แน่นอนว่าพอขันทีเห็นเช่นนี้แล้วก็เริ่มแสดงท่าทีบาดหมางออกมาบังคับให้เธอต้องจำยอมแก่ฐานะของฮาเซคีสุลต่าน

แน่นอนว่าคนอย่างจูบิลี่มีรึจะจำยอมรับโดยง่าย

นางฮาเซคีสุลต่านผู้นั้นเป็นใครกัน?

หากยอมครั้งนี้ก็แสดงว่านางนั้นมีอำนาจเหนือตัวของเธอน่ะสิ!

"ขันทีจอมยโสโอหังเอยข้าคือชีคคาแห่งอัลเลย์ซานเดร แลที่นี่ธรรมเนียมของเรารับแต่ฮาเร็มของบุรุษไม่รับฮาเร็มของสตรี พระนางฮาเซคีสุลต่านส่งของมาผิดประเภทซึ่งทางวังของเราไม่อาจรับเอาไว้ได้ เรื่องจะมีบุตรธิดาหรือไม่ล้วนเป็นเรื่องของเรา บุตรที่จะสืบทอดจะมีเชื้อสายของบุรุษตระกูลใดก็ได้แต่ต้องคลอดโดยเรา มาจากครรภ์ของเราเท่านั้น" จูบิลี่กล่าวเตือนอีกฝ่ายอย่างไม่ไว้หน้า เผ่าอัลเลย์ซานเดรสตรีแต่งสามีได้ถึงสี่คน มีฮาเร็มได้อีกจำนวนไม่น้อยตามธรรมเนียมของเผ่า

ที่นี่สตรีเป็นใหญ่มาก มีการสืบทอดสายเลือดซึ่งนับเพียงสายของมารดาไม่นับสายของบิดา

ฉะนั้นแล้วต้องเป็นนางสิที่จะรับนายบำเรอเข้ามาในฮาเร็มของตนเอง

"จะทำเช่นนี้ได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ นี่ช่างผิดธรรมเนียมของราชวงศ์ออสมันเป็นอย่างยิ่ง! "

"ที่นี่เผ่าอัลเลย์ซานเดรหาใช่เผ่าออสมัน! " ขันทีอีกคนของนางอย่างฟาอิดที่ทนฟังไม่ได้ตอบโต้เสียงแข็ง การที่เขาเลือกใช้คำว่าเผ่าออสมันแท่นนั้นแปลว่าให้ฐานะของราชวงศ์ออสมันและสุลต่านเป็นเพียงประมุขของประเทศ ไม่ถือว่ามีศักดิ์สูงกว่าเผ่าอัลเลย์ซานเดร ซึ่งนี่ทำให้ขันทีที่ถูกส่งมาหน้าชาไม่น้อยเลยทีเดียวเชียว

"ฟาอิดอย่าอารมณ์เสียไปเลย..." นางกล่าวแล้วยิ้มอย่างพอใจที่อีกฝ่ายแสดงท่าทีเช่นนี้แทนเธอ "หญิงผู้โชคร้ายเอ๋ย ตามกฎของอัลเลย์ซานเดรแล้ว หญิงที่คิดแย่งสามีของผู้อื่นย่อมมีชะตากรรมที่เลวร้ายไม่น้อย...เจ้าไม่เพียงคิดในใจแต่ยังแสดงออกอย่างชัดเจนต่อหน้าของข้า ทำให้ข้าประจักษ์แจ้งถึงความผิดบาปของเจ้าที่แสนหนักหนาสาหัสแล้วล่ะ"

โทษของบาปข้อนี้ในการผิดประเวณีของเผ่านั้นคือ...

เผาทั้งเป็น...ไม่ว่าจะหญิงหรือชายที่ล่วงเกินสามีภรรยาของใครก็ตาม

"ฟาอิดในฐานะที่เจ้าเป็นขันทีของข้าเจ้าว่าข้าควรทำอย่างไรดี" นางถามขันทีหน้าเด็กที่มีแววตาร้ายกาจปรากฏขึ้นมา จิตใจของขันทีหนุ่มผู้นี้ใช่ว่าจูบิลี่จะไม่รู้จักดี เพราะนางรู้ว่าญะดีนเป็นคนขององค์สุลต่านฉะนั้นแล้วนางจึงคิดจะปั้นขันทีของตนขึ้นมาแทนโดยเฉพาะเพื่อคอยทำความดีความชอบให้นางโปรดปรานและไว้ใจมากกว่าการเรียกใช้ญะดีนบ่อยครั้งจนทำให้อีกฝ่ายมีอิทธิพลในวังนี้

"โทษของการผิดประเพณีและล่วงเกินชีคคาคือการประหารพ่ะย่ะค่ะ"

ขันทีหนุ่มแสดงความคิดเห็นที่ตรงใจเธอจนริมฝีปากของจูบิลี่แย้มยิ้มเบาบาง นัยน์ตาของเธอช้อนขึ้นมองท้องฟ้าแล้วคิดถึงวิธีการประหารที่ไม่โหดร้ายขึ้นมาสองสามวิธี วิธีการลงโทษประหารนั้นมีทั้งทรมานและไม่ทรมาน อีกอย่างอยู่ต่อหน้าเด็กสาวตัวน้อยแล้วก็ไม่อาจใช้วิธีเหี้ยมโหดได้ทั้งยังไม่อาจให้พวกนางเข้าใจถึงวิธีประหารอีกด้วยซ้ำ เพราะเกรงว่ามันจะเป็นผลเสียของจิตใจภายหลังเอาได้

แน่นอนว่าขันทีน้อยฟาอิดย่อมเข้าใจ ณ จุดนี้อย่างแน่นอน

"แต่ถึงกระนั้นนี่เป็นครั้งแรกของหญิงงามผู้นี้ที่ล่วงเกินและทำผิดประเวณี ขอองค์ชีคคาทรงมีเมตตาแก่นางละเว้นโทษประหารเถิดพ่ะย่ะค่ะ" ฟาอิดหาทางลงให้กับเรื่องนี้แก่เธอ แน่นอนว่าจูบิลี่ย่อมต้องปีนลงจากปัญหานี้แน่นอน สำหรับเธอแล้วการจบโดยที่ไว้หน้ามารดาของฟาติห์ถือว่าเธอให้เกียรตินางในฐานะมารดาผู้ให้กำเนิดพระสวามีแล้ว

มากกว่านี้ย่อมไม่อาจทำได้...

เป็นผู้ปกครองของเผ่าจะก้มหัวให้สตรีใดไม่ได้เด็ดขาด...

"ส่งตัวนางกลับไปให้พระนางฮาเซคีสุลต่านลงโทษด้วยตนเองก็แล้วกัน" จูบิลี่ปรายตามองอัสตาให้เข้าไปยัดเงินถุงใหญ่ใส่มือของขันทีที่มาส่งหญิงงามทั้งสองถึงหน้าวังในครั้งนี้ "ข้าขอบใจถึงความเป็นห่วงของพระนางดีแล้ว ในเมื่อหมดธุระก็แยกย้ายกันเถอะ" ว่าจบก็หมุนกายหันตัวเดินกลับเข้าวังโดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งนั้น

เหล่าองค์หญิงน้อยใหญ่เดินตามหลังนางด้วยท่าทีสงบนิ่งและสะเทือนใจไม่น้อย

จูบิลี่หยุดนิ่งแล้วหันมามอง จากนั้นนางจึงจงใจเน้นพูดให้องค์หญิงตัวน้อยบางคนที่ทะเยอทะยานให้เข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาโดยไว

"พวกเจ้าส่งมาเพื่อรับใช้ข้าเยี่ยงบุตรสาวกตัญญูต่อมารดา แน่นอนว่าข้าย่อมเลี้ยงพวกเจ้าเป็นอย่างดี ต่อไปพวกเจ้าจะกลายเป็นสตรีที่สูงส่งซึ่งไม่จำเป็นต้องถือเอาธรรมเนียมของบุรุษเป็นใหญ่ของเผ่าพวกเจ้า จำไว้ว่าพวกเจ้าไม่จำเป็นต้องแบ่งปันและมีสามีที่รักร่วมกับใคร...ต้องหวงห่วงเอาไว้ให้ดี อย่าให้สตรีใดมาแย่งสามีที่ดีของเจ้าไปได้ แต่จงจำเอาไว้ว่าบุรุษก็เป็นเพียงสิ่งเติมเต็มความสุขให้แก่เราเท่านั้น ไม่พึงนำความรักมาเป็นความทุกข์ วันที่เจ้าไม่มีความสุขก็จงอย่าอยู่ร่วมกับพวกเขาและไม่จำเป็นต้องหึงหวงให้พวกเขาปั่นหัวราวกับของเล่น"

ว่าจบเพียงเท่านั้นเธอก็โบกมือให้นางหญิงรับใช้สูงอายุที่คอยดูแลเหล่าองค์หญิงน้อยทั้งหลายเหล่านี้กลับไปยังห้องของพวกนาง ส่วนจูบิลี่นั้นเพียงแค่หยุดนิ่งแล้วมองน้ำพุใจกลางโถงหลักของบ้านด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ตนเองก็ไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก...

ที่เผ่าอัลเลย์ซานเดรสตรีมีอำนาจมาก นี่เป็นเพราะวิธีขับขานบทเพลงศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ม้าและสัตว์ที่ผู้คนในเผ่าเลี้ยงดูไว้ใช้งานมีเพียงสตรีเท่านั้นที่ต้องขับร้องบทเพลงกล่อมสัตว์ทั้งหลายในเผ่าเท่านั้น เพราะเช่นนี้ม้าของเผ่าจึงมีคุณภาพและแข็งแกร่งกว่าม้าพันธุ์อื่น ๆ ในแผ่นดิน อีกทั้งเพราะแผ่นดินนี้ยังมีพืชผลผลิตน้อยบุรุษไม่อาจเลี้ยงสตรีจำนวนมากได้ กลับกันการที่บุรุษเลี้ยงดูสตรีร่วมกันกลับทำให้ประหยัดทรัพยากรอาหารมากกว่า ฉะนั้นแล้วเสียงของสตรีจึงดังขึ้นอย่างชัดเจน

เพราะเหตุนี้เองที่ทำให้ประเพณีและวัฒนธรรมฝังลงสู่รากลึกของผู้คนที่นี่จนแม้แต่อิทธิพลของศาสนาตะวันออกกลางไม่อาจเข้ามาเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้นอกจากการที่พวกเราในเผ่าหันมาให้การนับถือพระองค์เจ้าตามศาสนาใหม่และกฎเกณฑ์ที่ปรับเปลี่ยนไปบ้างเพียงเล็กน้อยในบทบัญญัติ...

แต่บิดาของเธอทำไมกลับไม่คิดให้เธอรับรู้เรื่องนี้กันนะ...

ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญของสายตระกูลอเล็กซานไดร์ทแท้ ๆ แต่กลับไม่เคยให้เธอรับรู้เรื่องพวกนี้เลยสักนิด...หรือว่าลูกสาวคนนี้จะโง่เขลาจนไม่อาจรักษาผลประโยชน์ของเผ่าเอาไว้ได้กันหรือ จึงคิดปิดบังไม่ให้รับรู้สักนิด

จูบิลี่คิดอย่างสับสนภายในใจจนกระทั่งกลับมายังห้องทำงานของตนเอง เธอนั่งซึมจนกระทั่งได้หยิบสมุดบันทึกของบิดาขึ้นมาเปิดอ่านอีกครั้งและสังเกตถึงนิสัยใจของคอพระบิดาผู้ล่วงลับไปแล้วให้ดี...ภาพในความทรงจำของเขานั้นไม่เด่นชัดสักนิด มีเพียงรอยยิ้มและสีหน้าอบอุ่นเท่านั้นที่จูบิลี่จดจำได้ดี ทว่าเมื่อได้ล่วงรู้ความลับของท่านที่มีความต้องการซึ่งจะโค่นวงราชวงศ์เจ็มสโตนและระบบการปกครองของประเทศไปสู่ระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ที่เพ้อฝันแล้วเธอกลับเศร้าสลดใจขึ้นมา

 

'นางถือกำเนิดขึ้นมาในวันที่เราต้องการจะเจตนาลบหลู่องค์พระผู้เป็นเจ้า เราได้เจตนาที่จะก่อกบฏต่อจักรพรรดิบุตรแห่งทรวงสวรรค์นั้นอย่างยาวนานตลอดหลายปีที่ผ่านภายในใจ จูบิลี่วันแห่งการครองราชย์และเฉลิมฉลองให้กับชัยชนะของผู้ที่สามารถสวมมงกุฎเทพและผู้ที่ยืนอยู่เหนือศีรษะของผู้คนทั้งหมดบนเพรซเชียสนั้น เราจะให้ชื่อนี้แก่นาง...บุตรสาวอันเป็นที่รักของเรา...บุตรแห่งชัยชนะของเรา'

 

หยาดน้ำตาไหลแอบข้างแก้มของจูบิลี่โดยที่ตนเองไม่รู้สึกตัวแม่แต่น้อย เธอวางสมุดบันทึกลงกับโต๊ะไม่คิดอ่านต่อ สายตาทอดมองรูปภาพของพระบิดาที่อยู่ในกรอบรูปด้วยความรู้สึกที่ยากจะกล่าวออกมา...ปล่อยให้สายลมซึ่งลอดผ่านหน้าต่างบานฝังมณีงดงามบานใหญ่ปลอบประโลมความรู้สึกด้อยค่าและน้อยใจเพียงลำพัง

สุดท้ายแล้วนางไม่เหลือใครในครอบครัวคอยยืนอยู่เคียงข้างอยู่ดี...

หรือว่าความผิดบาปของพระบิดาจะเลวร้ายเสียจนพระองค์บนทรวงสวรรค์ไม่ยินยอมให้เธอได้พบกับเขาอีกครั้ง?

กระแสลมเส้นหนึ่งวนเวียนตีพัดปะทะที่สมุดบันทึกจนหน้ากระดาษหยุดอยู่ที่หน้าหนึ่งเปิดค้างเอาไว้อย่างมั่นคง จูบิลี่เหม่อมองหน้ากระดาษที่หยุดนิ่งไร้กระแสลมปั่นป่วน ข้อความและหน้ากระดาษที่ไม่เคยเห็นมาก่อนทำให้จูบิลี่ได้สติและจดจ่ออย่างสนใจขึ้นมาด้วยหัวใจที่สั่นไหว แผ่นกระดาษที่บางเฉียบกว่าหน้าอื่นนั้นแท้จริงล้วนแล้วแต่แนบสนิทซ่อนเร้นเอาไว้โดยที่เธอไม่อาจเปิดอ่านและพบเห็นนั้นกลับปรากฏขึ้นมาเพราะกระแสลมประหลาดเส้นนั้น...

 

'ปีนี้บุตรสาวของเราอายุสิบห้าปีแล้ว เราคิดว่าจะยืดเยื้อเวลาที่นางสมควรจะเตรียมพร้อมสู่การเป็นจักรพรรดินีและชีคคาแห่งอัลเลย์ซานเดรให้นานมากกว่านี้ แต่ทว่าเราก็รู้ดีว่าการเป็นประมุขนั้นยากลำบากเพียงใดถึงทำให้ผู้คนในราชวงศ์บ้าคลั่งและกระตือรือร้นที่จะแสดงออกถึงความเพียบพร้อมตามคุณสมบัติที่พระองค์กำหนดขึ้น...เราไม่อยากให้นางสูญเสียตัวตนซึ่งพระองค์ประทานให้แก่นางและกลายเป็นจักรพรรดินีซึ่งเป็นดั่งตัวแทนสูงส่งของพระองค์

พระเจ้าเอ๋ย...ใครช่างกำหนดให้ท่านต้องมีความสมบูรณ์แบบเหมือนมนุษย์เดินดินกันหนอ? เช่นนี้แล้วบุตรสาวที่เราเลี้ยงดูมาเยี่ยงมนุษย์ผู้มีสำนึกผิดชอบชั่วดีจะต้องทุกทรมานเป็นแน่ให้กับสถาบันอันสูงส่งนี้ แต่เราก็รู้ดีว่าหากนางไม่เพียบพร้อมในราชสมบัตินั้นจะต้องมีความทุกข์ทรมานเช่นใด ในฤดูที่คลื่นลมทะเลพ้นจากมรสุมลูกใหญ่ เราจะพานางไปยังอัลเลย์ซานเดรเสียก่อนเพื่อเรียนรู้ถึงเส้นทางของผู้ปกครองที่ดี...เพื่อให้นางได้ก้าวสู่ฐานะผู้นำสถาบันกษัตริย์อย่างสง่างาม...'

 

ข้อความครึ่งหน้ากระดาษบันทึกแผ่นนี้ทำให้จูบิลี่ยิ่งโศกเศร้า...

เพราะหลังจากวันนั้นไปอีกห้าวันเหตุการณ์เรือล่มก็ได้เกิดขึ้นจนพรากชีวิตคนทั้งครอบครัวไปในทันที

แต่นางก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดบิดาจึงคิดว่านางจะกลายเป็นจักรพรรดินีและผู้สืบทอดเผ่าอัลเลย์ซานเดรกัน? อีกทั้งความคิดเห็นและอุดมการณ์ของบิดานั้นก็ยังขัดแย้งกับพวกหัวอนุรักษ์นิยมราชวงศ์มาโดยตลอด ทว่าทำไมถึงได้คิดทำเพื่อเธอซึ่งต่อไปในภายภาคหน้าจะตัวเป็นแทนของชนชั้นศักดินาและประมุขของประเทศได้เล่า?

จูบิลี่คิดอย่างสับสนยิ่งนัก...

พระบิดาเพคะ...แท้จริงแล้วพระองค์เป็นคนเช่นไรกันแน่...

ลูกล้วนไม่เข้าใจจริง ๆ

 

❁ ติดตามตอนต่อไป 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

304 ความคิดเห็น

  1. #299 Barea (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2563 / 00:54
    ชอบแนวคิดเฟมินิสต์ที่ปรากฏในเรื่องมากค่ะ จริงทุกอย่างตามที่ชีคคากล่าวมาเกิดเป็นหญิงไม่จำเป็นต้องด้อยค่าตนเองลง ผู้หญิงสามารถทำอะไรก็ได้และสามารถแสวงหาความสุขให้ตัวเองได้มันไม่ใช่เรื่องผิดบาปเลย
    #299
    0
  2. #206 SleepySunny (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 21:29
    รอซื้ออีบุ๊คนะคะ ขอบคุณที่แต่งนิยายเรื่องนี้มา ให้กำลังใจไรท์นะคะ
    #206
    0