เล่ห์รักจักรพรรดินีทรราช (จบเล่มที่1)

ตอนที่ 2 : Chapter I

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,562
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 93 ครั้ง
    29 พ.ค. 63

 

Chapter I

 

พิษไข้จากเมื่อคืนวานนั้นซาลงไปมาก หลังจากที่เกิดเรื่องน่าเหลือเชื่อกับจูบิลี่เธอก็ยากที่จะข่มตาหลับต่อ แต่ด้วยอาการของพิษไข้ที่เกิดขึ้นแล้วเพียงไม่นานก็กลับเข้าสู่นิทราในทันทีทันใด ในทีแรกจูบิลี่คิดว่านี่ยังคงเป็นเพียงความฝันอยู่ เธอแอบกลัวว่าเมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งเธออาจจะถูกจองจำหรือขังเอาไว้ในภายในคุกหลวงของพระราชวังเป็นแน่ หาไม่ก็อาจจะลืมตาตื่นขึ้นมารอการแขวนคอเยี่ยงบรรดาเชื้อพระวงศ์ในต่างแดนซึ่งถูกคลื่นไฟของการปฏิวัติเข้าทำร้ายจนถึงแก่ชีวิต

แต่มันไม่ใช่ความฝันอีกต่อไปแล้ว...

ในช่วงเช้านี้มันคือความจริงที่ว่าเธอได้ย้อนกลับมาปีที่ตนเองอายุสิบหกอีกครั้ง ไม่รู้เธอสามารถเรียกมันว่าย้อนกลับมาได้หรือไม่ หรือสมควรที่จะต้องเรียกว่ามันเป็นแค่เพียงฝันร้ายที่ยาวนานดีกัน

จูบิลี่ไม่อยากคิดถึงมันอีก...

ถ้ามันเป็นฝันร้ายแล้วล่ะก็...

"ลืมมันไปซะจูบิลี่...หากมันเป็นเพียงความฝัน มันก็เป็นแค่ความฝันเท่านั้น" จูบิลี่พึมพำเบา ๆ ให้แก่ตนเองในความฝันนั้น เธอในร่างสาวน้อยวัยสิบหกปีค่อย ๆ ขยับตัวลุกออกจากเตียง พิษไข้ยังคงอยู่บ้าง ตัวของเธอในตอนนี้ยังคงร้อน ๆ รุ่ม ๆ เหมือนเดิมเพียงแต่อาการพิษไข้ซึ่งเคี่ยวกรำมาตลอดทั้งคืนนั้นหายไปแล้ว

เสียงเคาะประตูดังขึ้นเป็นจังหวะที่รู้กันดีในหมู่พี่เลี้ยงข้ารับใช้ของเธอเมื่อพวกเขาจะเข้ามาปรนนิบัติ

น่าคิดถึงจริง ๆ เลย...

วันเวลาที่สงบสุขของตัวเธอในวัยเยาว์นี้

จูบิลี่สั่นกระดิ่งเป็นสัญญาณให้เหล่าข้ารับเข้ามาปรนนิบัติ เธอในยามนี้เป็นทายาทคนเดียวของเชื้อพระวงศ์สายสกุลอเล็กซานไดร์ท และจะได้ขึ้นครองราชย์เมื่ออายุยี่สิบสองปีแทนที่ท่านลุงใหญ่จากเชื้อพระวงศ์สายสกุลบลูไดมอนด์ที่สวรรคตในอายุสามสิบเก้าปี ปกติแล้วเชื้อพระวงศ์สายสกุลบลูไดมอนด์นั้นเป็นที่นิยมของบรรดาขุนนาง อีกทั้งยังมักจะถูกเลือกด้วยโดยเหล่านักบวชให้ดำรงตำแหน่งในฐานะประมุขของศาสนา แต่การเป็นที่นิยมนี้ก็ไม่สามารถทำให้ได้รับการสืบทอดราชบัลลังก์ได้นักหากมีคนในราชวงศ์สามารถยกตราประทับพระจักรพรรดิราชขึ้นมาได้

และในปีนั้นก็เป็นเธอที่ยกขึ้นมาได้

เธอในวัยยี่สิบสองปีกลับสามารถยกตราประทับนั้นได้!

ดังนั้นเมื่อยกขึ้นมาได้แล้วนับต่อแต่นี้ไปไม่ว่าใครก็ตามก็จะต้องก้มคำนับให้เธอในฐานะผู้ปกครองสูงสุดของประเทศเพรซเชียส ไม่อาจไม่ก้มหัวให้ ไม่อาจไม่ทำความเคารพแม้จะมองเธอจากที่ห่างไกลก็ตาม เรียกได้ว่าเธอในตอนนั้นต้องตกอยู่ภายในระบอบการปกครองแบบราชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ กลายเป็นประมุขที่ไม่คาดคาดฝันแบบส้มหล่นใส่หัว

เธอไม่นึกเลยว่าเชื้อพระวงศ์สายสกุลอเล็กซานไดร์ทที่ไม่ได้ขึ้นครองบัลลังก์ของเพรซเชียสมายาวนานกว่าเจ็ดรุ่นในที่สุดก็จะมีวันนี้กับเขาเสียที วันเวลาที่ไม่ถูกมองว่าเป็นพวกเชื้อพระวงศ์แถวล่างทำให้เธอรู้สึกยินดีมากที่จะได้มีที่ยืนในราชวงศ์เจ็มสโตนอย่างภาคภูมิ แต่พอได้มีที่ยืนแล้วกลับยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพังเสียอย่างนั้น ใครต่อใครก็พูดว่าเธอเป็นจักรพรรดินีไร้ญาติ เนื่องจากในสายสกุลอเล็กซานไดร์ท ณ เวลานั้นและก่อนหน้านั้นหลงเหลือเพียงเธอผู้เดียวแล้ว

ทั้งบิดาและมารดาของเธอล้วนประสบอุบัติเหตุเรือล่ม พี่ชายและน้องชายรวมถึงญาติภายในสายสกุลก็ล้วนล้มหายตายจากไปตั้งแต่เยาว์วัย เธอเป็นเพียงผู้สืบทอดสายสกุลอเล็กซานไดร์ทตั้งแต่ลำพังยามสิบห้าปี ครอบครองสมบัติพัสถานที่มั่งคั่งของตระกูลจากทั้งหมดโดยไม่มีตัวหารเข้ามาแบ่งกองมรดกไป จะเรียกว่าเป็นสมาชิกราชวงศ์ที่ร่ำรวยติดอันดับหนึ่งก็ว่าใช่ ถ้าเทียบกับสายสกุลอื่นที่มีจำนวนของ'ตัวหาร'ที่มากทำให้รายได้ของพวกเขาไม่สู้เธอสักคนเดียวสำหรับสถานะด้านการเงินแล้วล่ะก็

แต่...เพื่อเป็นที่ยอมรับในสายตาของเหล่าเชื้อพระวงศ์สกุลต่าง ๆ แล้ว เธอมักได้รับคำแนะนำให้ทุ่มเทและแบ่งกองมรดกให้กับการทำงานของเหล่าเชื้อพระวงศ์บลูไดมอนด์และเชื้อพระวงศ์สายสกุลอื่น ๆ แต่ทว่าในตอนนี้พอมาคิด ๆ ดูแล้วนั้นเธอกลับรู้สึกเสียดายเงินทองมากจริง ๆ พอรู้ตัวอีกทีสมบัติล่ำค้าก็หายไปอยู่ในมือของผู้อื่นเสียแล้ว ครั้นพอจะมอบให้หลานชายหลานสาวก็พบว่าไม่มีของดี ๆ หลงเหลืออยู่เลยด้วยซ้ำ

เฮ้อ!

แต่คราวนี้เธอไม่ให้หรอก! จะต้องขี้งกให้มาก ๆ ไว้เสียเพื่อให้ลูกหลานได้เอาไปใช้บ้าง เธอจำได้ว่าช่วงสิบหกปีนั้นยังไม่ใช่ช่วงที่เธอจะเริ่มเจียดเงินแบ่งไปให้สำหรับกิจการของราชวงศ์สายสกุลบลูไดมอนด์เลยด้วยซ้ำ ดังนั้นต่อไปนี้หากคิดจะไม่ให้ก็ต้องไม่ให้เลยสักแดง และเธอก็ไม่ใช่ฝ่ายที่จะต้องไปคุยเพื่อมอบสินส่วนตัวด้วยน้ำใจอันดีงามอีกด้วยเหมือนในครั้งก่อนนั้นเช่นกัน

"อรุณสวัสดิ์เพคะองค์หญิง วันนี้เป็นเช้าที่งดงามมากเหมาะสมแก่การไปทำกิจกรรมยิ่งนักเพคะ" แอ๊บบี้ข้ารับใช้หลวงวัยชรากล่าวแก่เธอพร้อมรอยยิ้มต้อนรับเหมือนทุก ๆ วัน เลดี้แอ๊บบี้เป็นคนที่ดีต่อเธอมาก นางเป็นข้ารับใช้ประจำสายสกุลของเธอมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นยาได้ หากจำไม่ผิดแล้วนี่น่าจะเป็นช่วงอายุหกสิบแปดของแอ๊บบี้ได้กระมัง

จูบิลี่ยิ้มรับจากนั้นก็ลุกขึ้นจากเตียงพร้อมนึกถึงกิจวัตรประจำวัยในวัยสาวขึ้นมา

"เลดี้แอ๊บบี้วันนี้มีนัดหมายหรือไม่กัน" จูบิลี่ถามแล้วจัดการบ้วนน้ำล้างปากพร้อมกับใช้ผ้าซับเช็ดใบหน้าให้เรียบร้อยโดยที่มีเหล่าข้ารับใช้ชั้นรองคอยช่วยเหลือปรนนิบัติอยู่ข้าง ๆ อย่างใส่ใจ

"วันนี้มีงานแข่งม้าระหว่างเหล่าข้าราชการที่สนามทรายสีเงิน บรรดาเชื้อพระวงศ์ เหล่าองค์หญิงองค์ชายต่างพากันเข้าร่วมการแข่งขันด้วย พระองค์ต้องการจะส่งตัวแทนลงไปแข่งขันหรือไม่เพคะ?"

อ้อ?

ที่แท้วันนี้ก็คือวันแข่งม้าประจำทุก ๆ สามเดือนพวกข้าราชการสินะ?

"ไม่ล่ะ...ข้าไม่ชอบม้า อีกทั้งม้าของบ้านอเล็กซานไดร์ทก็มีแต่พวกม้าอ้วนเจ้าสำราญไม่เหมาะจะส่งไปสักนิด" เธอว่าจากนั้นก็หัวเราะ เพราะพวกเราสายสกุลอเล็กซานไดร์ทมีแต่พวกเจ็บป่วยได้ง่าย ไม่ชอบกิจกรรมหรือกีฬากลางแจ้งจำพวกเน้นการใช้แรงงานแรงกาย ดูอย่างเธอสิ วัน ๆ ไม่ทำอะไรมากมายก็ยังป่วยไข้ได้ง่ายเลย พอนึกไปถึงการใช้ชีวิตทั้งหมดตลอดเก้าสิบสองปีแล้วก็พบว่ายากลำบากไม่น้อยเชียว ประเดี๋ยวป่วยโรคทางกาย ประเดี๋ยวก็ชอบป่วยโรคทางใจจากความวิตกกังวล ไหนจะปัญหาสารพัดในการครองราชย์ตลอดรัชสมัยของเธออีก

"หม่อมฉันหมายถึงส่งตัวท่านชายน้อยอีธานลงแข่งอย่างไรเล่า
เพคะ"

อีธาน...

จูบิลี่เงียบงันให้กับชื่อของอีธาน องครักษ์ข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ที่สุดของเธอคนหนึ่ง

"เขาขี่ม้าได้เก่งนั่นคือเรื่องที่ข้าไม่ปฏิเสธ เพียงแต่เขาเป็นข้ารับใช้ของข้า จะส่งไปให้ไปเป็นตัวสร้างความสนุกสนานได้อย่างไร งานแข่งม้าของพวกขุนนางเทียบไม่ได้กับเกียรติยศของเขาหรอก ไว้เป็นงานแข่งขันที่สนามทรายสีทองก็ว่าไปอย่างสิ พวกเจ้าเองก็เช่นกัน ต่อไปใครเรียกตัวยืมไปใช้ข้าก็ไม่ให้ไปทั้งนั้น" เธอกล่าวจากนั้นก็ไม่สนใจท่าทีของเหล่าข้ารับใช้หญิงที่เริ่มมีสีหน้าประหลาดใจขึ้นมา

"องค์หญิงทรงใส่พระทัยพวกเราจริง ๆ เพคะ เป็นเกียรติของพวกหม่อมฉันจริง ๆ " เลดี้แอ๊บบี้ระบายรอยยิ้มยินดีพร้อมกับถ้อยคำยกยอเธอ จากนั้นจึงเดินเข้ามาช่วยเธอแต่งตัวให้เรียบร้อย วันนี้เธอเลือกชุดสีขาวเรียบง่ายเท่านั้น การตัดเย็บแม้จะดูไม่หรูหราหรือมีลูกเล่นอะไรมากนัก
มีเพียงระบายของกระโปรงทรงแคบที่จับจีบเล็ก ๆ กับผ้าลูกไม้เท่านั้น ในส่วนของแขนเสื้อนั้นก็เป็นเพียงแขนทรงกระบอกติดกระดุมสีลูกปัดสีทองไม่ได้ยกทำทรงอะไร

จูบิลี่สวมถุงมือสีขาวและรองเท้าส้นสูง ทรงผมวันนี้เองก็แค่เกล้าครึ่งศีรษะแล้วปล่อยยาวเหมือนคนธรรมดาเท่านั้น ทำแค่เสียบปิ่นไข่มุกสีรุ้งแซมเข้าไปให้ไม่ดูจืดชืด ปกติแล้วเธอไม่ชอบการแต่งตัวด้วยโทนสีขาวซึ่งกลืนไปกับสีผมและผิวพรรณของตน มันทำให้เธอดูไม่โดดเด่นเท่ากับตอนที่สวมชุดสีฉูดฉาด แต่ว่าหลังจากที่เข้าใจความรู้สึกของการถูกจับจ้องและตามติดทุก ๆ ฝีก้าวแล้ว เธอก็ไม่อยากจะทำตัวโดดเด่นอีกต่อไป

จูบิลี่มองตนเองในกระจกหลังจากการแต่งแต้มใบหน้าเสร็จสิ้น

เธอเหมือนหิมะในฤดูเหมันต์เลย...

"วันนี้องค์หญิงงดงามมากเพคะ"

"ต่อไปช่วยตัดชุดโทนสีขาวให้ข้ามาก ๆ เสียหน่อยนะ ชุดสีสันฉูดฉาดนั้นไว้ตัดในเฉพาะงานพระราชพิธีหรืองานสำคัญเท่านั้น" จูบิลี่กล่าวจากนั้นก็ลุกจากโต๊ะเครื่องแป้งไปยังกระจกบานใหญ่ที่ตั้งไว้เคียงข้าง เธอสำรวจตนเองอยู่นานด้วยนิสัยที่ขลาดแขยงซึ่งติดตัวมา เธอไม่ชอบเวลาที่มีพวกปากมากมาวิจารณ์การแต่งกายของผู้อื่น ขอแค่มีส่วนให้ตำหนินินทาได้คนพวกนั้นก็ไม่มีรอที่จะกระจายข่าวของเธอเลยในด้านลบเลยสักนิด

"...วันนี้องค์หญิงมีเรื่องที่อยากจะทำเป็นพิเศษหรือไม่เพคะ" เลดี้แอ๊บบี้ถามอย่างให้ความสนใจ

อาจเพราะวันนี้เธอดูมีท่าทีแตกต่างออกไปกระมั้ง

เหมือนหญิงชราได้กลับมาสาวอีกครั้ง ดังนั้นมันจะไปเหมือนเดิมได้อย่างไรกันนะ?

"เตรียมรถม้า...ข้าจะไปเข้าร่วมงานนำเสนอแนวคิดทางวิทยาการของพวกนักศึกษาหลวง ข้าได้ยินจากองค์จักรพรรดิว่าการนำเสนอแนวคิดทางวิทยาการของทางสำนักศึกษาหลวงในทุก ๆ เช้าเป็นที่น่าสนใจมาก ข้าเองก็อยากจะลองเข้าฟังดูบ้าง เผื่อจะมีเรื่องที่น่าสนใจให้ดูเล่น"

"เช่นนี้ให้หม่อมฉันคลุมใบหน้าด้วยหรือไม่เพคะ" แอ๊บบี้ถามถึงม่านผ้าที่ใช้คลุมใบหน้าสำหรับเชื้อพระวงศ์เวลาเสด็จไปเยือนต่างที่ หรือออกจากที่ประทับของตนเองไปยังที่สาธารณะ

"ขอเป็นผ้าผืนบางที่สุดก็แล้วกัน กฎของสำนักศึกษาหลวงคือการห้ามอำพรางใบหน้านี่นา ทำได้แต่ไม่ให้พวกยามรู้สึกว่าข้าเหมือนพวกมิจฉาชีพก็แล้ว" จูบิลี่กล่าวอย่างติดตลกจากนั้นจึงรับผ้าตาข่ายผืนยาวมาคลุมศีรษะเอาไว้พร้อมกับเสียบหมุดสองสามตัวยึดเอาไว้กับเส้นผม

สำนักศึกษาหลวง...เป็นสำนักศึกษาที่อุปถัมภ์โดยราชวงศ์มาหลายยุคสมัย เป็นแหล่งผลิตเหล่านักปราชญ์ผู้ทรงปัญญาเพื่อรับใช้ราชวงศ์โดยเฉพาะ คนที่ได้รับการศึกษาจากที่นั่นจะต้องผ่านการคัดเลือกด้วยการสมัครสอบทั่วประเทศ มันเป็นสถานที่ซึ่งเหล่าผู้รอบรู้ทั่วทั้งบ้านเมืองของเธอใฝ่ฝันที่จะมาร่ำเรียนในศาสตร์แขนงวิชาที่ตนเองปรารถนา ทั้งยังสามารถหาทุนทรัพย์ในการสร้างสรรค์และเผยแพร่แนวคิดทฤษฎีใหม่ ๆ หรือแม้แต่สิ่งประดิษฐ์ที่ล้ำค่าจากเงินของเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ที่ให้การสนับสนุนขึ้นมาได้ แต่ในขณะเดียวกันนั้นมันก็เป็นสถานที่ที่ก่อให้เกิดชนชั้นปัญญาชนมากมายซึ่งมีส่วนในการปฏิวัติระบอบการปกครองของประเทศนี้ในปลายรัชสมัยของเธอ

ก็อย่างว่า...

ปัญญาชนเหล่านี้เก่งกาจในการยุยงผู้คน ชักจูงพวกเขาเพื่อปล้นอำนาจของชนชั้นผู้ปกครองนี่นา?

สุดท้ายแล้วระบอบการปกครองที่พวกเขาคิดว่าดี...มันก็ตกอยู่ในอำนาจของคนกลุ่มใหม่แทนไม่ใช่หรือ จากระบอบที่คิดว่าดีที่สุดเพื่อผู้คน สุดท้ายก็กลายเป็นบันไดไปสู่อำนาจของเผด็จการในที่สุดเหมือนประเทศข้างเคียงที่เป็นต้นแบบสิ่งเกิดขึ้นกับประเทศของเธอในตอนนั้น

จูบิลี่คร้านจะคิดให้มาก...

เธอเดินไปยังโต๊ะทรงกลมหรูหราแล้วนั่งลงรับประทานอาหารเช้าเบา ๆ อย่างเรียบง่ายเหมือนทุกวัน เหล่าข้ารับใช้ยืนเรียงกันจากลำดับความอาวุโสรอเธอเรียกใช้งานเมื่อเธอต้องการ ข้ารับใช้ประจำครัวช่วยบริการปาดแยมคุณภาพดีที่ขนมปังนุ่มและหอมกรุ่นไอร้อน ๆ ที่เพิ่งอบจากเตามาได้ไม่นานพร้อมกับน้ำชาสำหรับอาหารเช้าที่ถูกรินเตรียมเอาไว้แล้วตามมาด้วยไส้กรอกสองชิ้นและไข่ดาว

ประเทศของเธอนั้นอาหารมื้อเช้าต้องไม่ยุ่งยากและเบาท้องและจะไปหนักที่มื้อเย็น ไม่เหมือนประเทศทางฝั่งตะวันออกที่จะต้องมีเนื้อมีผักเสิร์ฟกับข้าวที่เป็นเม็ดเรียงกันจนสวยงาม ทั้งยังหอมนุ่มและร้อนอร่อยจากการหุงด้วยถ่านไฟของพวกเขา มันเป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมเท่าที่จูบิลี่เคยสัมผัสจากเมห์เหม็ด พระสวามีจากประเทศต่างถิ่นซึ่งมีวัฒนธรรมในการกินของชาวตะวันออกกลาง

จะว่าไปแล้วเจ้าฟาติห์-ชายเมห์เหม็ดตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่กัน?

ตั้งแต่นี้นับไปสามปีของประเทศออสมันนิตส์คงจะวุ่นวายอยู่เนื่องด้วยปัญหาทางการเมือง ภายในปีที่สองหลังจากนี้เองที่ฟาติห์-เมห์เหม็ดจะถูกส่งมาเพื่อเข้ารับการศึกษาจากสถาบันการศึกษาวิชากองทัพเรือแห่งเพรซเชียส เขามาเพื่อหลบหนีความวุ่นวายทางการเมืองภายในบ้านเกิดและเรื่องราวภายในราชวงศ์ที่ไม่ค่อยจะดีนัก แน่นอนว่าเขาถูกส่งมาเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีด้วยการแต่งงานกับองค์หญิงที่เหมาะสม และสามารถที่จะช่วยเรื่องราวการเมืองภายในประเทศของเขาได้

ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเลือกเธอกัน?

กับองค์หญิงกำพร้าและไร้สมาชิกครอบครัวของเชื้อพระวงศ์สายสกุลอเล็กซานไดร์ทที่ขาดอำนาจและพลังที่จะผลักดันเป้าหมายของเขาให้เป็นจริง แน่นอนว่าตอนนั้นเองก็เป็นช่วงที่เธอยังไม่ได้ขึ้นครองราชย์ด้วยอีกซ้ำไป

เอ๊ะ!?

หรือว่านั่นจะเป็นจุดเด่นของเธอกันนะ?

จูบิลี่ยิ้มประหลาดออกมา เธอวางช้อนและส้อมให้เรียบร้อยตามมารยาท จากนั้นจึงนำผ้าเช็ดปากมาซับคราบน้ำชาที่ริมฝีปากอย่างนุ่มนวลเชื่องช้าด้วยนิสัยของพวกผู้ดีมีเงิน ไม่ต้องรีบร้อนในชีวิตแบบคนหาเช้ากินค่ำที่ยากแค้น แน่นอนว่ากิริยาที่สง่างามและอ่อนช้อยเป็นคุณสมบัติที่ใช้ได้ดีเวลาออกงานต่อหน้าแขกซึ่งเป็นราชวงศ์จากต่างแดน

ก็ลองเธอในตอนนั้นเอานิสัยของพวกไพร่มาใช้สิ?

สำนักพิมพ์ทุกหน้าคงพาดหัวข่าวว่า'จักรพรรดินีมารยาททราม'อย่างแน่นอน

"แอ๊บบี้ ข้าจะกลับมาอีกครั้งช่วงบ่ายได้ เที่ยงนี้ไม่ต้องเตรียมมื้ออาหารรอข้านะ" เธอสั่งและเดินออกจากตำหนักส่วนตัวผ่านประตูสองบานใหญ่ที่หรูหรามีหูจับเป็นทองขึ้นรูปเป็นหัวสิงโตน่าเกรงขามซึ่งเปิดอ้ารอเอาไว้แล้ว บัดนี้เหล่าข้ารับใช้ทั้งหมดเดินตามหลังของเธอเพื่อมาส่งตัวเธอไปยังหน้าพระราชวังของบ้านอเล็กซานไดร์ท หน้าบ้านซึ่งยังคงรูปแบบการตกแต่งเก่าแก่ตามธรรมเนียมหลวง

จูบิลี่ชอบเป็นอย่างยิ่งที่มันไม่ถูกทำลายลงและยังคงงดงามเช่นเดิม

เธอไม่เข้าใจพวกที่ขึ้นชื่อว่าเป็นปัญญาชนแต่กลับมีจิตใจที่รุนแรงและชอบทำลายข้าวของสวย ๆ งาม ๆ เช่นนี้ได้ วันนั้นตอนที่เธอกรีดแขนฆ่าตัวตายและยังพอมีสติอยู่นั้น ยามที่เธอมองออกไปข้างนอกหน้าต่างและเห็นผู้คนมากมายกรูเข้ามาทำลายข้าวของและบุกรุกบ้านของเธออย่างป่าเถื่อน ต้องมองเห็นพวกเขาใช้อาวุธบ้าน ๆ ผสมกับอาวุธปืนรุ่นเก่ากราดยิงผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเธอด้วยสีหน้ายินดีและหัวเราะให้กับสิ่งที่พวกเขาบอกว่าชอบธรรม

ตอนนั้นหัวใจของจูบิลี่บีบแน่นและโศกเศร้า

ก้อนเนื้อในอกมันได้แตกสลายและสิ้นหวังเสียแล้ว

 

❁❁❁

 

รถม้าจอดลงที่หน้าประตูทางขึ้นไปยังตึกใหญ่ของสำนักศึกษาหลวง จูบิลี่ก้าวลงจากรถม้าโดยที่มีข้ารับใช้สาวสองคนตามติดมาด้วย คนแรกชื่อเฮเลนซึ่งเป็นหลานสาวของเลดี้แอ๊บบี้ ส่วนคนที่สองชื่อมาธ่าซึ่งถูกส่งมาจากบ้านตระกูลอีเดิร์นของอีธาน แน่นอนว่าการที่เธอจะไปที่ไหนก็ตามจะต้องมีอีธานมาเป็นผู้ถวายงานอารักขาด้วยเสมอ ในช่วงแรกเธอเองนี้ก็ยังไม่ได้สนิทกับเขานัก อีธานแค่ทำตามหน้าที่ที่บิดาของเขาสั่ง ต้องอีกสี่ปีได้กระมังที่อีธานจะเริ่มมองเธอในฐานะเจ้านายจริง ๆ จัง ๆ และให้ความเคารพนับถืออย่างสุดหัวใจ

ก็คงจะเป็นเพราะเรื่องที่เธอให้การช่วยเหลือในคราวนั้นกระมั้ง...

"กระหม่อมไม่เคยทราบมาก่อนว่าองค์หญิงให้ความสนใจงานของพวกนักศึกษาเช่นนี้ด้วย กระหม่อมดูแล้ว...นี่ไม่เหมาะสมกับองค์หญิงเลย" อีธานกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อม คำพูดของเขาคล้ายจะเหน็บแนมเธอก็ไม่ใช่ จะประชดประชันก็ไม่เชิง เพราะแต่ไหนแต่ไรเธอเองก็ไม่เคยสนใจงานของพวกนักศึกษาหรือกลุ่มปัญญาชนเหล่านี้เลย วัน ๆ หนึ่งก็ใช้ชีวิตแสนสุขสบายอย่างชนชั้นสูงมาโดยตลอด

"เจ้าเพิ่งมารับใช้ข้าได้กี่วันเชียว" เธอตอบอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเนิบช้าตามปกติ พร้อมเหน็บแนมและความดูแคลนถึงความไม่เอาใจใส่ของอีกฝ่ายไปหนึ่งยกเบา ๆ "ดูแล้วยังคงต้องเรียนรู้อีกมากมายในฐานะผู้ติดตามของข้านะลอร์ดอีธาน"

"กระหม่อมทราบแล้ว" อีธานเหมือนจะรู้สึกอิดออดเล็กน้อย แต่ก็ต้องยอมจำนนให้กับเธออยู่ดี เขาคงรู้สึกว่าเขาเหนือกว่าทางด้านอายุ ความสามารถและสติปัญญายามที่จ้องมองเธอที่ไม่มีอะไรดีเด่นนัก เดิมทีหากไม่ใช่เพราะเขาต้องอยู่รับใช้เธอตามธรรมเนียมของบ้านอีเดิร์นแล้ว
เขาก็คงจะได้เข้ารับทำงานราชการในตำแหน่งทหารเรืออย่างที่เขาต้องการ แล้วก็คงจะต้องมีชะตาชีวิตที่ยอดเยี่ยมเป็นแน่

แต่แล้วอย่างไรกัน...ก็ไม่ใช่เธอเสียหน่อยที่เป็นคนผิด?

นั้นมันธรรมเนียมของบ้านตระกูลขุนนางอีเดิร์นนี่

ไม่ใช่ธรรมเนียมทางฝั่งบ้านของเธอสักหน่อย!

จูบิลี่คิดแล้วก็ไม่ได้สนใจนัก หลังจากที่ทางสำนักศึกษาส่งคนมาต้อนรับพร้อมกล่าวกับแนะนำเกี่ยวกับการนำเสนอแนวความคิดทางทฤษฎีและสิ่งประดิษฐ์ที่น่าสนใจแล้ว เธอก็ไม่ได้พูดจาต่อล้อโต้เถียงหรือสนทนากับใครอีก ทำเพียงเดินตามผู้นำทางไปยังห้องซึ่งกำลังมีเวทีการนำเสนอในครั้งนี้ การเดินนั้นใช้เวลาไม่นานมากนัก เพียงสั้น ๆ ก็มาถึงห้องจัดแสดงเวทีในการนำเสนอครั้งนี้แล้ว

เธอเขียนชื่อผู้เข้าร่วมการฟังทางด้านหน้า และแน่นอนว่าผู้เข้าร่วมการฟังจะถูกประกาศเสมอ ๆ เมื่อพวกเขาได้เข้ามารับฟังรับชมการนำเสนอในครั้งนี้แล้วก็จะถูกต้อนรับเป็นอย่างดีจากเหล่านักศึกษาที่ต้องการทุนทรัพย์ในการสานฝันของตน แน่นอนว่านี่รวมไปถึงสายตาแสนนอบน้อมและการประจบยกยอที่ดีงามอีกด้วยนะ

"องค์หญิงจูบิลี่ จิลเลียนน่า เชื้อพระวงศ์สายสกุลอเล็กซานไดร์ทแห่งราชวงศ์เจ็มสโตน" ผู้ป่าวประกาศรายนามเอ่ยเสียงดังอย่างให้ความเคารพ แน่นอนว่าพอผู้มาเข้าฟังเป็นเชื้อพระวงศ์แล้ว ย่อมต้องมีการถวายคำนับจากบุรุษและถอนสายบัวจากสตรีที่อยู่ภายในห้องแห่งนี้

จูบิลี่ไม่ได้พูดอะไร ทำแค่เพียงนั่งลงกับเก้าอี้ธรรมดาแทนที่จะเป็นเก้าซึ่งถูกเตรียมเอาไว้เป็นพิเศษราวกับว่านี่เป็นเรื่องของชนชั้นซึ่งถือว่าปกติ เพียงแต่ว่ามันจะไม่ปกติก็ตอนช่วงที่เธอแก่หงำเหงือกนี่แหละ ดังนั้นจูบิลี่จึงไม่ได้มองว่าเก้าอี้ตัวนั้นพิเศษแต่อย่างใด เธอขอเลือกที่จะนั่งเก้าอี้ตามตัวธรรมดามากกว่าเก้าอี้พิเศษที่จัดเอาไว้แทน แน่นอนว่าเมื่อเธอนั่งลงเรียบร้อยแล้วคนอื่น ๆ จึงจะสามารถนั่งได้และกลับเข้าสู่การดำเนินงานต่อสำหรับช่วงเช้านี้

งานดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ตามลำดับขั้นตอนของมัน

ผ่านไปคนแล้วคนเล่าจนกระทั่งคนสุดท้ายของวันนี้

แน่นอนจูบิลี่รับฟังและชมการนำเสนอที่ดุเดือดแสนน่าสนใจจากนักศึกษาเหล่านี้โดยไม่เบื่อหน่ายหรือง่วงงุนสักนิด เธอค่อนข้างตั้งใจเป็นพิเศษโดยเฉพาะ เนื่องจากวิทยาการในต้นยุครัชสมัยของการครองราชย์ของเธอนั้นก็ได้พวกวิทยาการและสิ่งประดิษฐ์ต่อยอดและผลักดันประเทศไปสู่การเจริญก้าวหน้าจนกลายเป็นประเทศชั้นนำของโลกนี้ ดังนั้นมาคราวนี้เธอจึงไม่สามารถเมินเฉยได้ ทั้งยังสมควรเสียที่จะให้การสนับสนุนให้เร็วขึ้นและมากกว่าเดิมเท่าที่เธอน้ันจะสามารถทำได้อย่างเต็มที่

อย่างน้อย ๆ เธอก็ไม่ได้ขี้งกในเรื่องเหล่านี้ก็แล้วกัน!

จูบิลี่คลี่ยิ้มในใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับตนเองที่กำลังจะได้ทำสิ่งดี ๆ ต่อประเทศชาติบ้านเมืองอยู่ ต่อให้ในอนาคตข้างหน้าเธออาจจะไม่ได้เป็นประมุขของประเทศก็ตามทีเถอะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 93 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

304 ความคิดเห็น