เล่ห์รักจักรพรรดินีทรราช (จบเล่มที่1)

ตอนที่ 19 : Chapter XVIII

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 974
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 37 ครั้ง
    2 มิ.ย. 63

 

Chapter XVIII

 

สองปีต่อมา

หญิงสาวซึ่งถูกเรียกว่ากึลบาฮาร์นั่งนิ่งใบหน้าไม่ยิ้มแย้ม กลิ่นอายของความเย็นชาเช่นนี้เหล่าผู้อาวุโสในเผ่าต่างรู้ดีว่านางกำลังคิดทำการอะไรอยู่สำหรับสถานการณ์ของประเทศออสมันนิตส์ในตอนนี้ ตั้งแต่พิธีสมรสครั้งนั้นเป็นต้นมา เวลาก็ผ่านมาได้สองปีแล้ว จูบิลี่ที่เป็นถึงประมุขของเผ่าอัลเลย์ซานเดรนั้นประทับอยู่ที่อาณาเขตของเผ่าเป็นประจำสลับไปกลับที่ประเทศเพรซเชียส ผู้คนมากมายคิดว่าเด็กสาวอายุสิบหกนั้นจะจัดการได้ง่ายและที่ยากคือพระสวามีผู้น่าเกรงขามของนาง เพียงแต่ว่าเรื่องนี้กลับไม่ตรงกับสิ่งที่คนทั่วไปคิดสักนิด จูบิลี่หรือนางกึลบาฮาร์นั้นไม่ใช่หมูในอวยหรือเด็กสาวไร้เดียงสา นางมาถึงที่นี่ไม่ก็จัดการผู้อาวุโสหลายคนที่อยากจะตั้งตัวตีเสมอนางทิ้งด้วยวิธีที่โหดเหี้ยม แล้วขึ้นควบคุมอำนาจการปกครองของเผ่าเอาไว้ในกำมืออย่างเบ็ดเสร็จ

ส่วนทหารประจำเผ่าจำนวนห้าหมื่นนายนะหรือ?

ก็คงจะต้องยกให้กับพระสวามีของนางที่เยี่ยมยอดแล้วล่ะ!

ฟาติห์ผู้พิชิตเผ่าคาซัทนั้นก็ช่างน่าเกรงขามยิ่ง! เขาผนวกพื้นที่ของเผ่าคาซัทรวมเข้ากับเผ่าอัลเลย์ซานเดรให้เป็นพื้นที่เดียวกัน อำนาจทางการทหารในมือไม่ต้องพูดถึงว่าเฉียบขาดเพียงใด สำหรับพวกนักรบชายชาติทหารของเผ่าแล้วยิ่งมององค์ชายผู้นี้เป็นดั่งเทพสงครามลงมาจุติ ทันทีที่ก้าวเข้ามาเขาก็ใช้กลยุทธ์สร้างความดีความชอบในใจของพวกทหารเสียจนผู้คนในแวดวงสงครามให้การนับถือเคารพเป็นอย่างมาก เขาได้จัดงานประลองฝีมือกับเหล่าขุนพลน้อยใหญ่จนรับฉายาว่าไร้พ่ายและกุมอำนาจทางทหารเอาไว้เพียงผู้เดียว

มีผู้ปกครองคนใหม่ที่ช่างแข็งแกร่งเช่นนี้...

สถานะของเผ่าก็เริ่มมั่นคงยิ่งขึ้น!

"ใครสักคนช่วยสรุปผลงานของข้าในสองปีนี้ทีสิ ข้าขี้คร้านจะพูดแล้ว วันนี้อากาศช่างร้อนอบอ้าวเหลือเกิน" จูบิลี่มองแหวนแต่งงานที่ส่องแสงวิบวับบนนิ้วนางข้างซ้ายโดยไม่แม้แต่จะมองเหล่าผู้อาวุโสหรือขุนนางของเผ่าสักนิด อยู่มานานสองปีเช่นนี้แล้วไม่มีใครไม่เข้าใจความหมายของคำว่า'ขี้คร้านจะพูด' ของเธออย่างแน่นอน เพราะนี้แปลว่าเธอให้โอกาสพวกเขาประจบประแจงให้มากขึ้นเท่านั้น

"การดำเนินเรื่องผังเมืองเป็นไปอย่างเรียบร้อยขอรับ อาคารสิ่งก่อสร้างเป็นสัดส่วนดี สองปีมานี้ผู้อาวุโสและกลุ่มนายช่างได้ลงมือลงแรงช่วยกันกับนักร่างแผนที่จากตะวันตกเพื่อแบ่งสัดส่วนของพื้นที่ในเผ่า ประชาชนหันมาก่อสร้างบ้านเรือนถาวรจากการสนับสนุนที่ดินทำกินและสิทธิประโยชน์จากการลงชื่อในทะเบียนราษฎร์ ไม่ค่อยมีการสร้างกระโจมแบบชนเผ่าอีกแล้วขอรับ อัตราการจ่ายภาษีสูงขึ้น เสบียงและผลผลิตเพิ่มขึ้นมากกว่าแต่ก่อน...แต่ใช่ว่าจะมีเรื่องดีเสียอย่างเดียว"

สายตาแววโรจน์ของจูบิลี่ปรายตามองไปยังผู้อาวุโสที่กล่าวขึ้น

"ว่ามาสิ" เธอตอบรับอย่างง่าย ๆ แล้วแสดงทีท่าตั้งใจฟังเป็นอย่างยิ่ง

"เผ่าข้างเคียงพวกเขาต่างก็แสดงทีท่าไม่พอใจที่เราอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ของพวกเขา ข้าเกรงว่าพื้นที่ตรงนั้นจะกลายเป็นพื้นที่ทับซ้อนของทั้งสี่เผ่าได้ แลเรื่องที่เราสร้างอ่างเก็บน้ำขึ้นมาสี่แห่งและการสร้างท่อส่งน้ำจากทะเลสาบต้นน้ำจะทำให้น้ำในแม่น้ำที่พวกเขาได้รับนั้นขาดหายไปจนแห้งแล้งไม่พอทำเกษตรตลอดปี ทำให้ปีนี้พืชผลของพวกเขาลดน้อยลงไปมาก พวกเขาต่างไม่พอใจและขอให้เราปล่อยน้ำที่กักเอาไว้ไปยังแม่น้ำเพื่อแบ่งปัน ไม่เช่นนั้นจะเกิดสงครามขึ้น"

จูบิลี่ได้ฟังก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไร

เรื่องนี้เธอต้องรู้อยู่แล้วว่ามันจะต้องเกิดขึ้น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้เธอล้วนทำตามแผนของพระบิดาทั้งสิ้น มีเพิ่มเติมเล็กน้อยเพื่อให้แผนดีขึ้นมา ฉะนั้นแล้วมันจึงไม่ใช่ปัญหาสักนิด สิ่งที่นางจะทำหลังจากนี้ต่างหากที่จะเรียกว่าปัญหาของพวกคนต่างเผ่าเหล่านี้

"แม่น้ำนั้นก็มาจากทะเลสาบของเรา ดังนั้นข้าไม่สนใจพวกเขาสักนิด แม่น้ำของเราเป็นแม่น้ำสายใหญ่ก่อนจะแยกเป็นสายย่อยผ่านพื้นที่ในแต่ละเผ่า สุดท้ายยังไงน้ำก็ยังเป็นสิทธิ์ของพวกเรามิใช่รึ พวกเขาบอกว่าต้องเกิดสงคราม? ข้าไม่เห็นด้วยสักนิด ในเมื่อไม่มาร้องขอกันดี ๆ ข้าก็จะไม่ให้พวกเขามีน้ำไว้กินใช้เด็ดขาด ปีหน้าข้าก็อยากจะรู้ว่าพวกเขาจะมีปัญหามาทำสงครามกับข้าหรือไม่? "

เสียงของจูบิลี่กล่าวอย่างเยือกเย็น เหล่าผู้อาวุโสต่างแสดงสีหน้าสงบนิ่งไม่กล้าออกปากด้วยมาก จนกระทั่งที่ปรึกษาหนึ่งคนก้าวออกมาออกปากพูดสองสามประโยคว่า "ท่านกึลบาฮาร์กล่าวถูกต้องแล้ว หากพวกเราไม่สร้างอ่างเก็บน้ำขึ้นมา กลางปีฤดูน้ำหลากมาถึงพื้นที่ของเราก็จะเกิดขึ้นท่วม เกษตรก็ทำไม่ได้ ต้องย้ายหนีเปลี่ยนที่ตั้งกระโจมไปเรื่อย ๆ พอหมดช่วงน้ำหลากก็ไม่มีน้ำพอจะทำกินเลี้ยงชีพ เช่นนี้ทำไมต้องสนใจผู้อื่นด้วย สนเพียงแต่ผู้คนของเราก็พอแล้ว"

มีที่ปรึกษาเห็นแก่ตัวเช่นนี้...จูบิลี่พึงพอใจจริง ๆ!

เผ่าอัลเลย์ซานเดรอยู่ทางใต้ของออสมันนิตส์ เหมือนแหลมยื่นออกมาจากผาใหญ่ โดยทางใต้สุดของแผ่นดินเป็นขุนเขาสูงหนาวเหน็บที่โอบล้อมทะเลสาบขนาดใหญ่ พอเข้าช่วงหน้าร้อนน้ำแข็งและหิมะบนยอดเขาละลายกลายเป็นน้ำเติมทะเลสาบใหญ่จนเต็มล้น แม่น้ำสายใหญ่ของเผ่ายิ่งไหลเชี่ยวจนเกิดน้ำท่วมทุกปี ผู้คนที่อาศัยแบบกระโจมก็ต้องย้ายหนี การเกษตรก็ทำไม่ได้ทั้งปีเหมือนเผ่าอื่น ต้องอาศัยเลี้ยงค้าม้ายังชีพเร่ร่อนไปเรื่อย ๆ วนเวียนรอบทุ่งหญ้าบนขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ตามคำสั่งของประมุขที่จะจัดสรรเลือกทำเลใหม่ในแต่ละปี แต่ยังดีที่เผ่าอัลเลย์ซานเดรนั้นโดดเด่นในด้านการเป็นพ่อค้าคนกลางเป็นอย่างยิ่ง เนื่องมาจากพื้นที่ของเผ่าจะมีพ่อค้าต่างชาติที่เดินทางผ่านเส้นทางสายไหมข้ามมาจากทวีปตะวันออกใต้ ตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออก ฉะนี้พวกเราจึงแข็งแกร่งด้านการค้าขายมาก และยังรับเอาวิทยาการจากชาวตะวันออกชาติอื่นมาใช้อีกด้วย ต่างไปจากเผ่าอื่นที่ไม่ต้อนรับคนต่างศาสนา

สินค้าของที่สำคัญของเผ่าเลยก็คือเครื่องเทศ ผ้าไหม ใบชาจากเรือสินค้าของชาวต่างชาติ ของเหล่านี้กลายเป็นสินค้าที่สำคัญซึ่งเราจะแบ่งใช้และแบ่งส่งเป็นบรรณาการให้แก่องค์สุลต่านรวมถึงค้าขายให้กับเผ่าโดยรอบ แน่นอนว่ากำลังซื้อเผ่าออสมันของท่านสุลต่านนั้นสูงเพราะเผ่าหรือเมืองหลวงของนั้นด้านบนคือแผ่นดินตะวันตกที่ส่วนใหญ่มีความต้องการสินค้าเหล่านี้สูงมาก เผ่าขององค์สุลต่านนั้นจะไม่ขายสินค้าผูกขาดให้เผ่าอื่น แต่ผูกขาดราคาสูงโดยใช้ใบชาคุณภาพดีขายให้พวกชาวตะวันตกเท่านั้น ดังนั้นเผ่าอัลเลย์ซานเดรจึงแลกเปลี่ยนของคุณภาพต่ำเหล่านี้ให้เผ่าโดยรอบแทน

ทว่าจูบิลี่กลับเปลี่ยนใหม่แทนทั้งหมด เข้ามาปีแรกเธอก็เร่งมือสร้างอ่างเก็บน้ำเทียมสี่แห่งเพื่อป้องกันน้ำท่วม ลงทุนเอาเงินทองไปทำระบบท่อส่งน้ำและท่อระบายน้ำโดยเฉพาะ เช่นนี้หากมีน้ำเก็บเอาไว้และไม่เกิดน้ำท่วมและทำให้มีน้ำกินใช้เพาะปลูกทำเกษตรแบบชาวออสมันทั่ว ๆ ไปได้เช่นพวกเมล็ดกาแฟ ข้าวสำหรับทำขนมปังแผ่นและผลไม้ตามฤดูกาลของทวีปนี้ ในช่วงนี้ยังไม่ใช่ช่วงที่วิทยาการก้าวหน้าจึงทำเท่าที่ทำได้ไปก่อนจึงจะดีที่สุด อีกหกสิบกว่าปีได้ถึงจะเข้าสู่ช่วงรุ่งเรืองของศาสตร์แขนงต่าง ๆ ถึงเวลานั้นค่อย ๆ พัฒนาไปได้ก็ไม่เสียหายเท่าไหร่นัก

อีกอย่างการสร้างอ่างเก็บน้ำนี่ล่ะคือรากฐานที่สำคัญที่สุดเลยสำหรับจูบิลี่ อย่างปีที่แล้วนี้ฟ้าฝนไม่ตกตามฤดูกาล น้ำที่ได้กักไว้จึงใช้ได้ ท่อน้ำที่สร้างได้รับการเติมน้ำจนเต็ม ฉะนั้นแม่น้ำสายย่อยจึงแห้งแล้งและมีน้ำน้อยไม่พอสำหรับเผ่าอื่นที่ใช้ทำเกษตรตลอดทั้งปี ส่วนปีล่าสุดนี้จูบิลี่ใช้กลยุทธ์สร้างฝายชะลอน้ำเพิ่มขึ้นมา จึงได้รับน้ำเติมเต็มอ่างทั้งสี่แล้วจึงสั่งให้ระบายน้ำจากสองอ่างลงทะเลเพื่อให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายย่อยแห้งเหือดไม่พอที่เท่าเผ่าอื่นจะทำการเกษตรตลอดทั้งปี เมื่อเป็นเช่นนี้เสบียงของหลายๆ เผ่าจะน้อยลงส่วนเผ่าของเธอก็จะอยู่ได้แบบยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

มันคือเรื่องเห็นแก่ตัว แต่สำหรับเรื่องทางการเมืองโดยยึดหลักผลประโยชน์แห่งชาติแล้ว...ไม่มีคำว่าเมตตา!

สองปีมานี้เธอเน้นงานใหญ่เรื่องการสร้างอ่างเก็บน้ำและฝ่ายเป็นหลัก ส่วนเรื่องผังเมืองและเรื่องการสร้างบ้านเรือนแบบถาวรที่เป็นหลักแหล่งนั้นคือเรื่องรองจากการที่ได้รับผลประโยชน์จากงานใหญ่ อันที่จริงเรื่องนี้สมควรที่จะต้องใช้เวลานานกว่านี้อีกสักสามปี เพียงแต่พระบิดาและพระอัยกาผู้ล่วงลับไปแล้วได้ตระเตรียมแผนการ ทุนทรัพย์ และกำลังของผู้คนเอาไว้พร้อมลงมือตลอดเวลา ฉะนั้นมันจึงง่ายมากที่จะลงมือสานต่อ เธอแค่พึ่งพาฟาติห์ให้ใช้กำลังทหารเรื่องการคุ้มกันชายแดนของเผ่าเท่านั้น ไม่ปล่อยให้พื้นที่ของเผ่าเป็นเหมือนรูปแบบรัฐโบราณที่ไม่มีอาณาเขตหลักแหล่งแน่นอน ให้พวกเขาคอยคุ้มครองนักทำแผนที่สร้างอาณาเขตของเราขึ้นมาอย่างชัดเจน เป็นหลักการที่ใช้อ้างอิงสิทธิ์ในอาณาเขตของเผ่าโดยเฉพาะและดูแลความสงบในการทำงานใหญ่ที่เกิดขึ้นโดยสะดวก

ซึ่งหากใครคิดจะใช้กำลังทหารบุกเข้ามาโจมตีโทษของมันก็คือความตายเพียงอย่างเดียว!

"ท่านปรารถนาสงครามหรือชีคคา? " เหล่าผู้อาวุโสร้องถามอย่างจนใจจะพูด

"...ข้ามีใจที่คิดจะพัฒนาเผ่าของเราให้เจริญเท่าทันประเทศตะวันตกก็เท่านั้น สงครามใช่เรื่องที่จะประกาศได้ง่าย ๆ เรื่องการปล่อยน้ำพวกท่านหารือกันให้ดีก่อนเถิด ดีหรือไม่ดีขอให้นึกถึงผลประโยชน์ของเผ่าเป็นหลักก็พอ ข้าไม่ต้องการสงครามรบราให้วุ่นวายและเป็นบาป...ตอนนี้การตรากฎหมายหารือไปถึงไหนแล้ว พวกเจ้าว่าจะใช้กฎหมายฉบับเดียวกัน หรือกฎเผ่าแยกกันดี? ได้ความว่าอย่างไรบ้างกันเล่า? "

จูบิลี่ไม่ตอบจุดประสงค์ของตนเองง่าย ๆ นัก

สองปีมานี้เธอบีบให้คนจากเผ่าย่อย ๆ แตกสลายและทำให้ผู้คนต้องย้ายมาเป็นสมาชิกของเผ่ามากขึ้น สำหรับเผ่าใหญ่แล้วยิ่งผู้คนมากจึงจะเป็นเรื่องดี แต่ถึงกระนั้นจูบิลี่ไม่ได้ใช้สงครามหรือกำลังบีบบังคับ อาศัยวิธีชั่วช้าหน่อยอย่างเรื่องน้ำและที่ดินทำกินรวมถึงสิทธิ์ของสมาชิกในเผ่าที่จะได้รับเท่านั้น เพราะสำหรับผู้คนที่นี่แล้วหากเผ่าใดดีกว่าก็จะพากันย้ายมาขออาศัยอยู่ บางเผ่าเล็ก ๆ สมาชิกหลักร้อยก็ต่างเทครัวกันมาเข้าร่วมกับเผ่าของเธอก็มีให้เห็นไม่น้อยเลย

คนเยอะทรัพยากรก็ยิ่งมากทั้งแรงคนและเสบียงก็มากขึ้นไปตาม ๆ กัน

แต่เธอก็รู้ว่ายิ่งคนมากก็ยิ่งมากปัญหา ทว่านั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย เธอมีกลยุทธ์มากมายมาใช้สลายปัญหานี้โดยเฉพาะอยู่แล้ว นี้เป็นผลที่ชาติที่แล้วเธอได้ผจญกับปัญหาความแตกแยกทางศาสนาและชนชาติในเพรซเชียส ทำให้ประสบการณ์ทางด้านนี้สูง แผนที่พวกขุนนางเพรซเชียสไม่ยอมรับในครานั้นได้งัดมาใช้ในตอนนี้แล้ว

ส่วนจะมีการรบหรือไม่? เรื่องนี้ต้องไปขอความคิดเห็นของฟาติห์เท่านั้น เพราะเรื่องทางการทหารเธอยกให้เขาตัดสินใจเป็นหลัก วันนี้เขาไม่ได้หารือร่วมประชุมในเผ่ากับเธอเพราะมีธุระที่ต้องจัดการเล็กน้อย

จูบิลี่เงยใบหน้าขึ้นมองผู้อาวุโสทั้งหลายที่ต่างพากันถกเถียงเรื่องการใช้กฎหมายอีกครั้ง

ดูเหมือนค่ำคืนนี้คงจะต้องปรึกษาพระสวามีเสียหน่อยแล้วล่ะ...

 

❁❁❁

 

หน้าร้อนของประเทศออสมันนิตส์นั้นจะไม่ร้อนมาก แต่อากาศกลับมีความชื้นเพราะอยู่ใกล้แหล่งน้ำขนาดใหญ่ ฉะนั้นจูบิลี่ที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ชินกับอากาศจึงหงุดหงิดอยู่บ่อยครั้ง เธอโตมาในที่อากาศไม่ร้อนเช่นนี้ ร้อนของเพรซเชียสดูเหมือนจะเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิของที่นี่เสียมากกว่า มันเป็นอากาศที่เย็นสบายไม่หนาวเกินไปเหมือนช่วงท้ายปีและต้นปี ทว่าที่ออสมันนิตส์นั้นกลับร้อนจนชวนให้ปวดหัวไม่น้อย ส่วนกลางคืนกลับหนาวเสียจนตัวสั่น

อาจเพราะภูมิศาสตร์ของที่นี่มีความซับซ้อนเป็นอย่างมากกระมั้ง

จูบิลี่ไล่อ่านแผ่นที่ภูมิศาสตร์ที่ฟาติห์มาคณะสำรวจไปเก็บไล่เลียงข้อมูลให้ครบถ้วน แผนที่นี้เป็นแผนที่ฉบับแรกที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์มากที่สุด มีเขาอะไร ๆ ก็ง่าย ฟาติห์-เมห์เหม็ดและคนของเขาออกไปสืบเกี่ยวกับเส้นทางและพื้นที่ต่าง ๆ ในออสมันนิตส์อยู่ราว ๆ ปีกว่าเพื่อมองหาจุดยุทธศาสตร์การรบที่มีประสิทธิภาพสูง เธอไม่รู้เรื่องการรบของผู้คนที่นี่เท่าไหร่นัก รู้เพียงแต่ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินเขาทุ่งหญ้าสลับกับทะเลทรายแห้งแล้งเสียส่วนใหญ่ ทำให้ม้าเลี้ยงหรืออูฐมีความสำคัญมาก ยังคงใช้ดาบและกริชรวมถึงพวกหน้าไม้ธนูแทนปืนคาบชุดที่ชาวตะวันตกนิยม มีเพียงเผ่าใหญ่ ๆ เท่านั้นที่มีปืนใช้แต่จำนวนไม่มาก เพราะปืนนั้นมีราคาแพง กระสุนและดินปืนผลิตจากที่นี่ไม่ได้เพราะมีแต่ของคุณภาพต่ำ

ทว่าอีกสักสี่สิบกว่าปีได้ที่สงครามโลกจะอุบัติขึ้นและสิ่งที่จะเกิดก็คือการพัฒนาครั้งใหญ่ของอาวุธสงคราม หากเธอจำไม่ผิดแล้วในครั้งนั้นมีเรือเหล็ก กระสุนและปืนรูปแบบใหม่ ระเบิดหรือเรือบินบนฟ้า ถึงขั้นที่มีระเบิดพลังทำลายล้างสูง สมัยนั้นเพรซเชียสภายใต้รัชสมัยของเธอเองก็มีสิ่งเหล้านั้นไม่น้อยจากการสนับสนุนของทหารชาติพันธมิตรเพื่อต่อกรกับชาติศัตรูร่วมกัน

มันคงจะคล้าย ๆ กันกับสงครามศาสนาที่ทำให้เกิดธนูหน้าไม้ซึ่งสามารถเจาะเกราะหนา ๆ ของพวกอัศวินขึ้นมาได้กระมั้ง

จูบิลี่คิดอยากให้ตัวเองมีอาวุธสงครามที่ทันสมัย แต่ยังคงจนปัญญาไม่น้อยเพราะช่วงนี้มันยังโบราณเกินไป แต่เธอก็ไม่ท้อใจ ช่วงที่ผ่านมาสถาบันจิลเลียนนอร์กำลังมีชื่อเสียง นักวิจัย นักประดิษฐ์หรือพวกปราชญ์มากมายต่างพากันเข้ามาเป็นสมาชิกของสถาบัน ขอแค่พวกเขาสามารถระดมสมองช่วยสร้างสิ่งที่ต้องการพวกนั้นได้สักวันจะต้องสำเร็จผลอย่างแน่นอน เพราะขนาดคนในชาติก่อนยังมีคนสร้างมันขึ้นมาได้ เหตุใดชาตินี้จะสร้างไม่ได้กัน?

เสียงประตูห้องเปิดขึ้นจูบิลี่หันไปมองร้างสูงใหญ่ของฟาติห์ซึ่งเดินผ่านห้องนอนมาหาเธอที่ห้องทำงานด้านข้าง

"ข้ากลับมาแล้ว" เขาบอกจากนั้นก็นำจดหมายหลายฉบับที่มัดด้วยเชือกวางไว้ที่โต๊ะทำงานของเธอ จูบิลี่มองไปที่มันแต่ไม่ได้แตะต้อง จดหมายลับของออกัสตินเหล่านี้ถูกส่งอย่างลับ ๆ ในแต่ละวันเพื่อรายงานสถานการณ์ความเป็นไปของเพรซเชียส ส่วนจดหมายฉบับจากทางการนั้นจะถูกส่งแยกอีกครั้งเพราะรู้ดีว่าอย่างไรจดหมายพวกนี้ล้วนแล้วแต่ต้องเปิดอ่านอย่างแน่นอน

"ยินดีต้อนรับกลับบ้าน" นางกล่าวขึ้นจากนั้นก็กอดรับอีกฝ่ายเพื่อต้อนรับอย่างอบอุ่น

จูบิลี่มองฟาติห์-เมห์เหม็ดซึ่งดำคล้ำมากขึ้น อย่างที่บอกไปว่าเขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ทางค่ายทหาร ฉะนั้นแล้วเนื้อตัวจึงดำแดดมากขึ้น ทว่าร่างของเขากลับสูงใหญ่และมีกล้ามเนื้อที่โตขึ้นอย่างชัดเจนกว่าเก่า ชายหนุ่มอายุยี่สิบปีก็เรียกว่าเติบโตขึ้นมากแล้วสำหรับยุคสมัยนี้ เว้นแต่เธอนี่สิที่สูงขึ้นไม่มากนักแต่ก็ไม่ถึงกับอวบอ้วน ทว่าไม่ได้ผอมแห้งเช่นเดิมเหมือนเมื่อก่อนแล้ว และหากใครยังเรียกเธอว่ายัยกระดูกเดินได้นั้นเธอจะไม่พอใจเป็นอย่างมากจนถึงขั้นต้องส่งคนไปสั่งสอนเลยทีเดียว

"พวกทหารม้าของเผ่าข้าง ๆ วนเวียนตามแนวชายแดนแล้ว ร้องจะขอให้ปล่อยน้ำกักเอาไว้อย่างที่ท่านว่ามาไม่ผิดเลยด้วยซ้ำ" เขาบอกเธอก่อนจะนั่งลงพร้อมถอนหายใจเล็กน้อย "วันนี้ข้านำทหารไปตรึงกำลังที่ชายแดนและตั้งค่ายที่นั่นเอาไว้แล้ว เรื่องจะปล่อยน้ำท่านคิดว่าอย่างไรบ้างกัน"

"ที่ปรึกษาซามูเอลบอกกับข้าว่าปีหน้าจะเกิดปรากฏการณ์สภาพอากาศขั้วตรงข้ามจะลากยาวไปจนถึงปีหน้า ข้าเกรงว่าไม่อาจเปิดท่อส่งน้ำกลับคืนลำน้ำได้จนกว่าจะหมดช่วงเพาะปลูกในฤดูกาลนี้ หากมีสงครามข้าคิดว่าจะดีที่สุดเมื่อเสบียงของพวกเขาเหลือน้อย ตอนนี้พวกเรากำลังได้เปรียบอยู่ไม่จำเป็นต้องซื้อพืชผลของเผ่ารอบนอกอีกแล้ว กำไรจากการค้าขายที่ทางท่าเรือทางตะวันตกและตะวันออกกำลังไปได้ดี ข้าคิดว่าหากหมดช่วงที่ลมตะวันออกพัดเมื่อไหร่ ก็สามารถพักเรื่องค้าขายกับชาติตะวันออกเอาไว้ได้ ถึงเวลานั้นท่านจะทำสงครามก็คงจะเหมาะสมที่สุด"

จูบิลี่ร่ายอย่างด้วยความคิดเห็นของตน

"ช่วงเพาะปลูกจะหมดอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ส่วนช่วงที่ลมตะวันออกจะหยุดพัดก็อีกสองเดือน หากเลือกจะทำสงคราม ข้าสนใจช่วงเวลาอีกสองเดือนข้างหน้า จะได้เตรียมการให้พร้อมสำหรับรบ แต่เรื่องนี้ยังไม่อาจบอกผู้อาวุโสในเผ่าได้ หากจะบอกก็ให้บอกเวลาที่ใกล้ทำสงครามเถอะ"

"...ท่านตีเผ่าใดก่อนกัน? "

"ข้าจะตีเผ่าที่อยู่ในพื้นที่ของแม่น้ำดาร์ยาปและฟายับเสีย ก่อนจะตีเผ่าใหญ่ทั้งสองเป็นลำดับสุดท้าย"

อ้อ...ที่แท้เขาต้องการจะเก็บรวบเผ่าลูกย่อยก่อนสินะ พวกเผ่าอิสมีร์ ไครเมีย เอลบาห์เนียและอาร์เมเนีย สี่เผ่านี้เป็นเผ่าขนาดกลาง ๆ ที่มักส่งบรรณาการให้กับหลาย ๆ เผ่าใหญ่ทั้งห้าเสมอ ประเทศออสมันนิตส์หรือแผ่นดินของทวีปตะวันออกกลางจะมีผู้ปกครองของเผ่าที่มีอำนาจมากที่สุด แต่ด้วยระบบหลายเผ่านี้นี่เองที่ทำให้อำนาจทางการเมืองไม่เสถียรดีนัก ผู้ปกครองอย่างสุลต่านไม่อาจมีอำนาจที่แท้จริงเหมือนประเทศอื่น ๆ รอบข้างที่ปกครองอย่างเบ็ดเสร็จ ฉะนั้นในทวีปตะวันออกกลางทุกสิ่งขึ้นอยู่กับเผ่าใหญ่ที่จะมีสิทธิ์ตัดสินใจมากที่สุด รวมถึงชี้นำเผ่าอื่น ๆ ให้ทำตาม เช่น การเปลี่ยนวัฒนธรรมและรับเอาศาสนาใหม่ ๆ ของศาสดามุสตาฟา

และการมีเผ่าใหญ่ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้คน ทรัพย์สมบัติเงินทองและอำนาจทางการทหาร ขอแค่มีกำลังที่จะต่อรองสูงมากกว่าเผ่าอื่นก็จะถูกยกระดับให้กลายเป็นเผ่าใหญ่ โดยเผ่าอเล็กซานไดร์ทต่อให้การเกษตรจะไม่ดีแต่มีเงินทองและร่ำรวยทุ่งหญ้าพันธุ์ดีที่สามารถเลี้ยงม้าใหญ่ได้ตลอดทั้งปี ฉะนั้นการต่อรองสูงมากเมื่อเทียบกับเผ่าอื่น ประกอบกับช่วงนี้เธอทำฝายและอ่างเก็บน้ำขึ้นมา อำนาจการต่อรองจึงสูงขึ้นเหนือเผ่ารอบด้านไปเท่าตัว

"ท่านจะตีเผ่าใหญ่ในปีนี้ไหวรึ? "

ฟาติห์-เมห์เหม็ดพยักใบหน้ารับอย่างหนักแน่น

"ไหวอย่างแน่นอน" เขาบอกอย่างมั่นใจและจูบิลี่ก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ เอาไว้เขาอยากจะบอกเขาก็จะบอกเธอเองนั่นแหละ

"ที่สถาบันจิลเลียนนอร์ช่วงนี้เองก็มีสิ่งประดิษฐ์ด้วยเครื่องจักรไอน้ำมากมาย นายเจมส์เมื่อปีที่แล้วได้ให้ข้าช่วยเสนอท่านลุงในการสร้างเจ้าเครื่องสูบน้ำจากเหมืองรูปแบบใหม่ขึ้นมา สิ่งนี้ได้ผลดีมากทำให้งานเหมืองสะดวกขึ้น ดังนี้สถาบันจิลเลียนนอร์จึงได้รับเงินสนับสนุนจากท้องพระคลังหลวง" จูบิลี่เล่าให้เขาฟังถึงความสำเร็จของนางเจมส์ต่ออีก "ปีนี้เขาบอกข้าว่าสามารถสร้างเครื่องจักรปั่นด้ายและทอผ้าขึ้นมาแล้วโดยไม่ต้องใช้แรงคน ข้าจึงยินดีเหลือเกินที่ได้ยิน"

"จูบิลี่...ข้ามีเรื่องสงสัยประการหนึ่ง ไม่รู้ว่าท่านได้เอะใจเช่นข้าหรือไม่? "

ฮืม?

"สองปีที่แล้วม้าเหล็ก...ข้าหมายถึงรถยนต์เกิดขึ้นที่บ้านเมืองของท่านแล้วหลังจากนั้นมันก็หายไปเพราะการตายของบ้านเมอร์ซิเออเบนซ์ ทำให้รถยนต์หายไปถึงสามสิบกว่าปีได้ จนพวกเราสามารถขุดถ่านหินขึ้นมาใช้สำหรับเครื่องจักรไอน้ำและค้นพบกับบ่อน้ำมันที่สามารถใช้ในเครื่องยนต์และสร้างพลังงานไฟฟ้าขึ้นมาได้...เช่นนี้เครื่องยนต์ของบ้านเมอร์ซิเออเบนซ์ใช้อะไรในการขับเคลื่อนกันเล่าหากไม่ใช่น้ำมัน? ท่านคิดเหมือนข้าใช่หรือไม่? "

เอ๋?

"ข้ารู้แต่ว่าคฤหาสน์ที่หุบเขาของพวกเขาถูกไฟไหม้และจนถึงตอนนี้ไฟก็ยังไม่ดับดีนักจนกระทั่งข้าตาย ในหน้าหนังสือพิมพ์บอกว่าสองพี่น้องบ้านเมอร์ซิเออบูชาซาตานแล้วผิดสัญญา จึงโดนสาปให้ตายไม่ดีด้วยไฟนรกเพราะแบบนี้บ้านของพวกเขาเลยไม่มีวันมอดดับน่ะสิ" จูบิลี่ตอบเท่าที่ตนเองรู้เท่านั้น เรื่องมันตั้งนานกว่าหกสิบปีได้แล้ว สมองของเธอจำทุกอย่างไม่ได้หรอกนะ!

ฉะนั้นได้โปรดอย่าถามเรื่องที่ยากจะเข้าใจนะพระสวามี ข้ารู้ก็รู้เพียงผิวเผินเท่านั้น จะไปรู้เช่นท่านที่ติดตามแวดวงเหล่านั้นได้อย่างไรกัน เพราะที่ฟาติห์ใส่ใจด้านสิ่งประดิษฐ์ล้ำยุคเหล่านี้ก็เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับอาวุธสงครามและการทหารน่ะสิ

"ข้าคิดว่าคฤหาสน์ของพวกเขามีบ่อน้ำมันข้างใต้ ดังนั้นหากไฟไหม้ เปลวไฟจึงลุกลามไปข้างใต้ดินไม่ยอมดับ ข้าคิดว่าเพราะสองพี่น้องนั้นขุดเจอบ่อน้ำมัน ดังนั้นพวกเขาจึงนำมาใช้กับเครื่องรถยนต์ที่พวกเขาคิดค้นขึ้นมา จนกระทั่งพวกเขาตายแปลนเครื่องยนต์ก็ไม่สามารถหาเจ้าของเหลวคล้ายน้ำมันที่พวกเขาขายให้กับบ้านขุนนางได้อีก รถยนต์ก็เลยหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์หลายสิบปี"

ก็-ก็อาจเป็นไปได้ล่ะนะ!

"แต่น้ำมันที่พวกเขาใช้ไม่เหมือนน้ำมันที่ข้าเคยรู้จัก ตอนนี้สีของมันทั้งเข้มและดำไม่เหมือนที่มันทั้งใสและมีคุณภาพดีกว่า ข่าวลือซุบซิบบอกว่านั้นเป็นส่วนผสมต้องห้ามที่ซาตานมอบให้สองพี่น้องต่างหากเล่า"

จูบิลี่พูดจบแล้วแต่ทว่าฟาติห์กลับแสดงสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาเล็กน้อย

"ข้าจำได้แม่นนะว่าท่านเคยไปเปิดโรงงานกลั่นน้ำมันใหญ่ของประเทศท่านนะ น้ำมันที่เข้มและดำนั้นกลั่นไม่ดีคุณภาพเลยต่ำ มันจะสู้นำมันคุณภาพสูง ๆ ในอีกสามสิบปีได้อย่างไรเล่า ข้าจำได้ว่าพาท่านเดินดูงานทั่วแล้วนะ หรือว่าท่านโกหกเราว่าวันนั้นท่านไม่ได้ให้พวกหมอมาฉีดยาฝิ่นกับท่านนะ มิน่าเล่าท่านจึงดูแจ่มใสมีความสุขดี...กลับไปข้าเอาเรื่องญาติ ๆ ของท่านให้หนักเลย"

เอ่อ...

จูบิลี่เถียงอีกฝ่ายไม่ออก

"ข้าไม่ได้โกหกท่านเสียหน่อย ว่าแต่ท่านยังจำมันได้อีกหรือ? ตอนนั้นข้าแก่แล้วนะตั้งห้าสิบแล้ว แค่ต้องอดทนกล่าวสุนทรพจน์ให้จบ เดินให้ทั่วงานข้าก็เหนื่อยหอบแล้ว พวกคนงานพูดคุยอะไรพอกลับไปข้าก็ลืมจนหมดสิ้น ในงานก็ได้แต่ยิ้มรับจับมือ มีแต่ท่านนี่ล่ะกระมังที่สนใจเสียเหลือเกิน"

"..." ฟาติห์-เมห์เหม็ดพูดไม่ออก เขามองเธออย่างตกตะลึง "เพราะสารกล่อมประสาทจากฝิ่นนั้นแน่ ๆ เลยที่ทำให้สมองของท่านเสื่อมไวจนลืมเลือนเรื่องต่าง ๆ ไปหมดแล้ว" เขาบ่นต่อไม่เลิกและดูท่าว่าจะเข้าใจผิดว่าเธอเป็นพวกคนแก่ความทรงจำเสื่อมไปอีกนานพอดู แน่นอนว่าจูบิลี่จะไม่เฉลยเด็ดขาดว่าที่เธอจำไม่ได้เพราะมัวแต่ยิ้มแย้มมีความสุขที่วันนี้เขายอมมาออกงานด้วยกันเท่านั้น เหมือนกับเรื่องที่เธอบอกให้เขาหวีผมหลาย ๆ ครั้งในตอนเช้าน่ะสิ

"เอาเถอะ ๆ ข้าแก่แล้วจะลืมมันก็ไม่แปลกหรอก" เธอแก้ตัวอีกครั้งด้วยเหตุผลง่าย ๆ

"แต่ข้าไม่เคยลืมท่านนะ ทุกเรื่องที่เราอยู่ด้วยกันข้าจำได้ทั้งหมด ไม่เคยลืมไปง่าย ๆ สักนิด"

"..." คราวนี้จูบิลี่เป็นฝ่ายนิ่งค้างไปบ้างแล้ว

ที่แท้เขาก็แค่แง่งอนเธอเท่านั้นเอง...

ล่ะมั้งนะ!?

 

ติดตามตอนต่อไป

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 37 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

304 ความคิดเห็น