*ดองชั่วคราว*「 คืนฝันหวนสู่ข้างกายท่าน 」

ตอนที่ 5 : ตอนที่ ๕ ไขคดีการตายของชาวเมือง (๑)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 218
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    9 ก.พ. 61


_______________________________________


Half broken-hearted 
หัวใจข้าแตกสลาย
   To sever for years,
พังทลายมาเนินนาน

โดย : LORD BYRON (GEORGE GORDON)
จาก : when we two parted 
แปล : นางเฉื่อนเหมียวเหมียว
_______________________________________


     ภาพตรงหน้าปรากฏคฑารูปทรงแปลกตา ขนาดนั้นก็เท่าๆกับไม้คฑาทั่วๆไป เพียงแต่ว่ามันทำจากไม้ชนิดแปลกตา เนื้อไม้เป็นสีขาวราวกับว่ามีประกายระยิบระยับ ไม่ได้เรียบตรงเช่นไม้คฑาอื่นๆ คล้ายกิ้งก้านของต้นไม้เสียมากกว่า แล้วก็...พลังที่อยู่ภายในของมันเป็นพลังของแสงสว่างที่สัมผัสได้ว่า นี้มันเป็นพลังขอเธอเมื่อยุคโบราณกาล... นอกจากนี้บริเวณด้ามจับยังห่อหุ้มทองคำ ทำเป็นรูปทรงคล้ายเถ้าไม้เลื้อย

     บางทีไม้ชนิดนี้อาจจะได้รับพลังของเธอครั้งที่มันลอยกระจัดกระจายเต็มทองฟ้าก็เป็นได้...

     "นี้คือไม้คฑาของลูกหรือค่ะ?" เอเดลนาร์เอ่ยถามอย่างสงสัย

     "มันคือไม้คฑาที่ทำมาจากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ก่อนที่มันจะเฉาตาย มันได้ทิ้งก้านสุดท้ายไว้ให้ท่านบรรุบุรุษของเรา จึงกลายมาเป็นของศักดิ์สิทธิประจำตระกูล ทั้งๆที่ในตอนแรกตระกูลของเราเป็นแค่นักบวชเท่านั้น" ท่านดยุกเอเดนอธิบายให้เธอฟังอย่างช้าๆ

     เมื่อมือของเธอสัมผัสกับเจ้าไม้คฑาชิ้นนี้ก็รู้สึกได้ถึงพลังที่แสนคุ้นเคยของตนเอง...หัวใจพลันรับรู้ถึงความเจ็บปวดรวดร้าวในคราวนั้น ไม่รู้ว่าการที่ตนได้'ทำการบางอย่าง'กับเคอูรอสไปนั้นผลจะออกมาเป็นเช่นไร 

     "แล้วท่านพ่อไม่ได้ใช้มันหรือ?" เธอกล่าวถามอีกครั้งแล้วลองโบกคฑาไปมาดู และชใช้พลังเวทเล็กๆน้อยๆ

     น้ำหนักเบาสบาย และอบอุ่น คล้ายกับว่าพลังเวทย์สามารถร่ายออกมาได้อย่างง่ายได้ ไม่จำเป็นต้องรีดเร้นเหมือนคร่าก่อนๆ เป็นเช่นนี้สินะ ที่เขาว่ากันว่ามีไม้คฑาจึงเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกายของผู้ใช้เวทมนต์อย่างเราๆ แต่สำหรับเธอที่ไม่ใช่มนุษย์นั้น การร่ายเวทคงจะเป็นเรื่องง่ายๆ...

     พอได้เข้ามาอยู่ในร่างมนุษย์แล้วลำบากเสียจริงกว่าร่างเดิมเป็นไหนๆ...

     "ไม้คฑาจะเลือกคนที่มันต้องการ ตระกูลของเรามีเพียงคนไม่กี่รุ่นที่มันยอมรับ ซึ่งพ่อก็ไม่ใช่ตัวเลือกของมัน...ตอนลูกยังเด็ก ไม้คฑานี้ได้เลือกลูก แต่หลังจากนั้นมันก็หลับไหลไป ไม่ยอมให้เจ้าได้แตะต้องมันอีกเลย" 

     อ่า...คงเพราะเป็นร่างที่ไร้จิตวิญญาณกระมั้งนะ...

     "เช่นนั้นลูกจะรักษามันอย่างดี" เธอยิ้มบางๆ ราวกับเด็กที่ดีใจยามได้ของเล่นและขนมหวาน  ส่วนท่านพ่อของเธอนั้นหันกลับไปมองกลองขนาดกลางที่ท่านดยุกลูวิคส่งมาให้ และเริ่มใคร่พิจารณาอย่างสนอกสนใจ

     !

     ขามันขยับได้!

     เธอรู้สึกว่าขาของตนเริ่มขยับได้!  ราวกับว่าพลังที่แสนอบอุ่นของตนจากไม้คฑานี้ค่อยๆ กลับเข้าสู่ร่างกายของตน ขาคู่ทั้งสองเริ่มเย็นเฉียบและเหน็บชา จนกระทั้งมันหายไป ตอนนั้นเธอสัมผัสได้ถึงพลังของความมืดจางๆที่ยากจะรับรู้ มันแผ่กระจายไปทั่ว เมื่อเลิกชายกระโปรงขึ้นบริเวณต้นขานั้นปรากฎรอยอักขระสีดำมืดที่สลายหายออกไป...

     ร่างของเอเดลนาร์คนนี้ไปโดนใครสาปมากัน?

     "ท่านพ่อ! ขาของลูก! มัน..." เธอแสร้งกล่าวอย่างประหลาดใจ และเริ่มยันตัวค่อยๆลุกขึ้นจากเก้าอี้รถเข็น จากนั้นก็ยืนเหมือนกับมนุษย์ปกติที่เขาเดินเหินกันให้กับท่านพ่อดู

     "เจ้ากลับมาเดินได้แล้ว!" ผู้เป็นพ่อหันกลับมามอง สีหน้าดูตกใจไม่แพ้กัน

     "เจ้าคฑาด้ามนี้คงมีพลังพิเศษเป็นแน่" เธอกล่าวและยิ้มอย่างปลื้มปิติพลางลูบไม้คฑาเบาๆ เพื่อความแนบเนียน ดวงหน้างามมองผู้เป็นพ่อและสาวใช้ตัวน้อยเปิดประตูเข้ามาตามเสียงที่ดังภายในห้องแห่งนี้ สีหน้านั้นเต็มไปด้วยความตกใจเช่นเดียวกัน

     "คุณหนู!" รีเบลเอ่ยเรีกยตนเสียงสูง!

     ส่วนเธอในตอนนี้นะหรือ...

     ต่อไปนี้บุตรสาวพิการของท่านดยุกจะไม่มีอีกต่อไป!

. . .

     หลังจากรับประทานอาหารค่ำเสร็จเป็นที่เรียบร้อย เธอก็เข้ามาจัดการกับเจ้าของปริศนาที่ท่านดยุกลูวิคนั้น มอบเอาไว้ให้กับตนโดยเฉพาะ เมื่อเปิดกล่องไม้หอมสีขาวมุกออกมา ก็พบกับแหวนไข่มุกประกายเพชร ราวกับว่ามันเคลือบด้วยเวทมนต์แปลกประหลาด

     เมื่อสักเกตดีๆแล้ว เจ้าแหวนวงนี้เคลือบด้วยเวทมนต์ทำให้ผู้สวมใส่ตัวเบาและรู้สึกสบายตัว แถมยังเดินเหินได้สะดวก นับว่ามันเป็นแหวนที่ล่ำค่าอยู่มาก จากที่รู้ในความวงจำ แหวนเวทมนต์จะมีพลังหลายอย่างที่วิเศษ ทว่ามันจะส่งเสริมเฉพาะทักษะทางกายภาพเท่านั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพลังเวทใดๆ

     ท่านดยุกลูวิคคงอยากจะให้เธอหายพิการสินะ...

     แต่อักขระสาปนั้นไม่สามารถแก้ได้เนื่องจากมันเป็นพลังเวท แต่ว่า...ในเมื่อขาของเธอหายดีด้วยพลังแห่งแสงจากไม้คฑาซึ่งลบอักขระสาปออกไป ถึงจะไม่มีความจำเป็นต้องใช้ แต่สำหรับน้ำใจนี้ก็ขอรับไว้ก็แล้วกัน เธอไม่ค่อยจะชอบร่างกายนี้เท่าไหร่ มันเคลื่อนไหวไม่สะดวก

     "แล้วคุณหนูจะทำอย่างไรกับรถเข็นดีเจ้าค่ะ" รีเบลถามและมองเจ้ารถเข็นคันงามที่ใช้มาอย่างต่อเนื่องหลายปี

     อืม...

     "เก็บเอาไว้ก่อน วันพรุงนี้เจ้าไปจ่ายตลาด แล้วกว้านซื้อวัดถุดิบที่ดีที่สุดมา เมื่อมีคนถามก็จงตอบไปว่า 'ท่านหญิงของข้านั้น ตอนนี้ขาหายดีแล้ว ไร้ความพิการ ท่านหญิงจึงอย่างจะจัดงานฉลองภายในคฤหาสน์เสียหน่อย' ตามนี้นะ แล้วก็ชวนๆบรรดาแม่บ้านพ่อบ้านไปซื้อของ อยากจะกินอะไร อยากได้สิ่งใดก็ตามสบายเลย" เธอกล่าวและชี้ไปยังหีบเก็บเงินรายเดือนของตน

     และแน่นอนว่านี้คือการประกาศตัวอ้อมๆ

     "ได้เลยเจ้าค่ะ บ่าวจะทำเต็มที่เพื่อคุณหนู" รีเบลเอ่ยรับด้วยใบหน้าสดใส...

     "แล้วก็ให้พ่อบ้านนำจดหมายของข้า ส่งให้ท่านดยุกลูวิคด้วย ฝนหมึกให้ข้าที" เธอกล่าวก่อนจะตรงไปยังโต๊ะทำงานของตน พลางมองแม่สาวใช้ตัวน้อยที่ค่อยๆ หยิบอุปกรณ์เครื่องเขียนออกมาบริการตนด้วยความตั้งอกตั้งใจ ส่วนรีเบลนั้นหยิบแท่งหมึกออกมาและค่อยๆฝนมันเบาๆ

     ปกติแล้วจะมีน้ำหมึกสำเร็จรูป แต่ก็มีหมึกชนิดแท่งที่เกิดขึ้นมาเพื่อรักษาคุณภาพของน้ำหมึกแทน...

     ก็นับได้ว่าโลกยุคนี้เจริญขึ้นไปเหมือนกัน...

. . .

     ณ ตลาดใจกลางเมือง

     นี้ออกจะไม่เหมือนตลาดในความคิดของเธอสักเท่าไหร่...ตลาดยุคสมัยของเธอก็คือการตั้งแผงขายของ ด้วยเพิงไม้เล็กๆที่สร้างขึ้น แต่ทว่าตลาดสมัยนี้กลับดัดแปลงจากตึกรามบ้านช่องที่ตั้งแผง อืม...แล้วผู้คนยุคนี้ก็เรียกมันว่า'ร้านค้า' ที่นี้มีทุกอย่างตั้งแต่อาหารของกิน ผัก ผลไม้ ยันเสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องประดับ กระทั้งอุปกรณ์เวทมนต์ มันมีตั้งแต่ราคาถูกๆจนไปถึงแพงบรรลัย...

     อ่า...ยุคสมัยต่างกัน เหมือนกระดาษคนละหน้าจริงๆ

     เธอเลิกผ้าของหน้าต่างภายในรถม้าลง...ไม่ได้คิดจะลงไปร้านค้าใดๆ ปล่อยให้บรรดาพ่อบ้านแม่บ้าน จับจ่ายใช้สอยกันให้สนุกสนาน วันนี้เธอจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆน้อยๆภายในบ้านเสียหน่อย ให้สำราญใจและทำความสนิทสนมกับผู้คนภายในบ้านให้มากขึ้น 

     หลังจากที่พวกเขาจับจ่ายใช้สอยกันจนเสร็จสิ้น เธอก็สั่งให้รถม้าค่อยๆ วิ่งอย่างช้าๆ เพื่อให้เธอได้ชื่นชมบ้านเมืองแห่งนี้ แต่แปลกที่รถม้ากลับไม่วิ่งแล่นต่ออย่างที่มันควรจะเป็น?

     "เหตุใดรถม้าจึงไม่เดินละ?" เธอกล่าวอย่างสงสัย

     "ท่านหญิงเจ้าค่ะ รอข้าน้อยสักครู่ข้าน้อยจะไปสอบถามท่านพ่อบ้านก่อน" รีเบลกล่าวและรีบเปปิดประตูรถม้าออกโพล่หัวน้อยๆตะโกนถามท่านพ่อบ้านอย่างมีมารยาท

     จนกระทั้งได้ความมาว่า...

     มีศพของคนสองคนอยู่ตรงหน้าและกำลังอยู่ในการสืบสวนของหน่วยสืบสวนคดี ซึ่งอยู่ภายใต้สังกัดกรมตำรวจของราชอาณาจักรลักซ์เซเนีย

     "เปิดประตู ข้าจะลงไปดูสักหน่อย รุ่นพี่เอริคคงจะอยู่ด้วยกระมัง" เธอกล่าวเบาๆ และค่อยๆลุกขึ้น

     "แต่ว่า..."

     "ข้าเรียนเอกคำนวณ นี้คือว่าเป็นการศึกษาได้ดี ข้าอยากจะดูการสืบสวนของจริง ว่ามันเป็นเช่นไร หาได้อันตรายเสียหน่อย" เธอกล่าว และในท้ายที่สุดรีเบลก็จำนนต่อเธอและจำยอมเปิดประตูให้เธอค่อยๆ ก้าวเดินลงมาอย่างสง่างาม

     เธอมองไปยังภาพด้านหน้า...สองขาค่อยๆก้าวเดินท่ามกลางสายตาของผู้คนจำนวนมาก ดีที่วันนี้เธอสวมเจ้า'คริโนไลน์' หรือกระโปรงสุ่มทรงแคบๆเท่านั้น วันนี้จึงเดินได้อย่างถนัด แต่พอนึกถึงคริโนไลน์ของซินดร้าแล้ว นั้นนับว่าบานและใหญ่จนน่ากลัว แถมยังดูระเกะระกะอีกด้วย

     เธออมยิ้ม โลกสมัยนี้มีรสนิยมที่แปลกตาดี...จนกระทั้งสายตาไล่ไปยังร่างไร้ชีวิตของคนสองคน คนผู้หนึ่งนอนตายตรงประตูบ้านของตนเอง ส่วนคนอีกผู้หนึ่งตายในตรอกแคบๆ ระยะของคนทั้งสองนั้นห่างกันไม่มาก แต่ดูเหมอนจะมีความเกี่ยวข้องกัน

     !

     "เอเดลนาร์!" เสียงเรียกอันคุ้นหูดังขึ้น นี้เป็นเสียงของรุ่นพี่เอริคนั้นเอง คุณรุ่นพี่ที่เหมือนคนบ้า ชอบมาคุยกับเธอที่เป็นคนไร้วิญญาณ เธอเองก๋ตอบบ้าง ขานรับบ้างแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรที่ดูสนิทสนมกันเลย

     "รุ่นพี่เอริค" เธอขานรับและหันไปมอง

      "เจ้าเดินได้แล้วสินะ ข้ายินดีด้วย เสียใจที่ข้าไม่ค่อยมีเวลาว่างกลับมาเยี่ยมเจ้าบ้างเลย" เขากล่าว และดูเหมือนข่าวการหายดีของเธอจะไปเยือนที่กรมต่างๆด้วยความรวดเร็ว...

     จากการพิจารณราของเธอ...

     เอริคเป็นชายผิวคล่ำเล็กน้อย เขามีเส้นผมสีเปลือกไม้ ทรงผมของเขานั้นก็คือการถักเปียต่ำทิ้งไว้ด้านหลัง นัยน์ตาสีเหลืองสดใสราวกับหินโมรา...อืม...เขาเป็นรุ่นพี่ที่ดูฉลาดเฉลียว และเหมือนผู้ใหญ่คนหนึ่ง

     "ค่ะ ว่าแต่รุ่นพี่..." เธอลากเสียงยาวและมองไปยังด้านหน้า "เกิดคดีขึ้นหรอค่ะ ใหญ่ไหม" เธอกล่าวถามอย่างสนใจ

     "ใหญ่มากเลยทีเดียว" เขากล่าวเบาๆ สีหน้ากลับมาจริงจัง "คนที่ตายนั้นนะถือกริซสีดำ เป็นกริซที่ขโมยออกมาจากพระราชวัง แต่แปลกที่กริซนั้นกลับฆ่าคนที่ตายในตรอก" เขากล่าวเบาๆ ส่วนเธอมองไปที่กริซสีดำรูปร่างแปลกๆ "แปลกที่คนถือกริซกลับตายอย่างเป็นปิรศนา รูสี่รูบนร่างไม่พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาวุญใดๆเลย"

     "ยากจริงๆด้วยนะคะ ปวดหัวยิ่งกว่าสถานการณ์จำลองในเอกคำนวณเสียอีก" เธอเอ่ยและส่ายหัวอย่างเห็นใจคุณรุ่นพี่ และเก็บซ่อนความสงสัยเอาไว้ในใจเกี่ยวกับกริซเล่มนั้น

     หมายความว่าคนถือกริซอาจจะเป็นโจรขโมยก็ได้ ส่วนอีกคนที่ตายอาจจะเป็นผู้เคราะห์ร้าย แต่เจ้าโจรขโมยนั้นตายได้อย่างไรกัน? จะบอกว่าผู้เคราะห์ร้ายเป็นคนลงมือนะหรือ ก็ยาก...ด้วยระยะ และร่องรอยหลักฐานแล้วละก็

     "ตามกฎหมายสำหรับชาวเมือง หรือประชาชนแห่งราชอาณาจักรลักซ์เซเนียแล้ว ห้ามเคลื่อนย้ายศพจนกว่าจะรู้ข้อเท็จจริงหรือสาเหตุ หรือในกรณีที่ผ่านพ้นไปเกินสองสัปดาห์ หรือในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน และคำสั่งจากราชวัง...คงจะวุ่นวายแย่เลยนะคะ รุ่นพี่เอริค นี้ก็ใกล้วันงานเลี้ยงต้อนรับคณะทูตแล้วด้วย" เธอเอ่ยและพยายามทำตัวเข้าอกเข้าใจ ทั้งๆที่กล่าววาจาแสนกดดันออกมา

     "ผู้เชี่ยวชาญทั้งสามก็ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ งานนี้เลยหล่นทับพี่พอดี" ว่าแล้วเอริคก็ถอนหายใจลึกๆ และมองไปยังคนจากหน่วยสืบสวนที่ยืนจับกลุ่มพูดคุยกันสีหน้าดูเคร่งเครียด "ว่าแต่เจ้าเถอะเอเดลนาร์ ลงมาจากรถม้าทำไมกัน"

     "ก็แค่สงสัยว่าทำไมรถม้าถึงหยุดก็แค่นั้น...แล้วก็นี้อาจจะเป็นการเก็บประสบการณ์ดีๆก็ได้ สำหรับเอกคำนวณ" เธอกล่าวเบาๆ ไม่ได้มีเจตนาร้ายใดๆ

     "งั้นเจ้าคิดว่าอย่างไรกัน ไหน? ยอดอัฉริยะแห่งเอกคำนวณช่วยตอบพี่ทีสิ" เขากล่าวถามอย่างติดตลก

     "เอ๋...ถ้างั้นนอกเข้าไปดูใกล้ๆได้หรือไม่ เพื่อจะมีความคิดดีๆ" เธอกล่าว

     "ย่อมได้ ถ้าเจ้าไม่ถือสา" เขากล่าวและเดินนำทางเข้าไปใกล้ๆ ส่วนเธอคว้าผ้าขึ้นมาปิดจมูกทันที กลิ่นซากศพเน่าเหม็นพวกนี้ถึงเธอจะเคยอยู่กับพวกมันมานับๆร้อยปี แต่ในร่างนี้เธอก็แสร้งทำเป็นกระอักกระอ่วนให้สมจริงหน่อยจะดีกว่า

     เมื่อเธอได้เข้ามาใกล้ๆแล้ว เธอก็ลองไล่สังเกตดีๆอีกครั้ง...

     "เป็นไปได้ว่ามีใครอีกคนสังหารรึเปล่า" เธอกล่าวถามรุ่นพี่ มือข้างหนึ่งรวบชายกระโปรงเอาไว้

     "ไม่ จากผงตรวจสอบแล้ว พบเพียงรอยเท้าของพวกเขาแค่สองคนเท่านั้น...แปลกจริงๆ จากการตรวจสอบคนทั้งคนถือนั้นมีเวทมนต์ระดับสูง แต่อีกคนเป็นแค่พ่อค้าตลาดมืดธรรมดาๆ แน่นอนว่าทั้งสองคนเป็นกลุ่มโจรขโมยของในวังออกมา จากการตรวจสอยรอยต่างๆในพระราชวัง แต่การตายนี้สิ?" เอริคเฉลยข้อมูลให้เธอฟัง

     "เช่นนั้นหรือ?" เธอไล่สังเกตดีๆอีกที กริซรูปทรงประหลาดเป็นของเก่าแก่อยู่ในการสะสมของราชวงศ์ ไม่นับว่ามีค่าเท่าไหร่ และไม่มีพลังใดๆแฝงในกริซนั้นอีกด้วย

     แต่เธอสงสัยรูทั้งสามรอยบนร่างของชายที่ถือกริซ

     "มีความคิดเห็นอย่างไรบ้างละ" เอริคถามและรอฟังข้อคิดเห็นที่น่าสนใจจากเธอเหมือนทุกๆครั้งที่เขามาพูดเล่นด้วย

     เรื่องนี้นะหรือ...

     "ถ้ารูพวกนี้ไม่เกิดจากอาวุธชนิดใดได้...อาจจะเกิดกับเวทมนต์ แต่ก็แปลกไปเสียหน่อย...ข้าเคยได้อ่านเกี่ยวกับคาถายุคโบราณมาบ้าง...แต่ว่า...ข้อสันนิฐานของข้าอาจจะดูไม่น่าฟังไปบ้าง ไม่ทราบว่ารุ่นพี่อยากจะฟังไหม" เธอกล่าวถามและเริ่มหลอกล่อบุรุษตรงหน้าให้สนใจ

     "ว่ามาสิ หลายความคิดเห็นย่อมดี" เอริคกล่าวและยิ้มบางๆอย่างสนใจ

     ดังนั้นเธอจึงเริ่มเอ่ย...




...จบตอน...


1 คอมเม้นท์ = 100 กำลังใจ


_______________________________________

     *คริโนไลน์ (Crinoline / Hoop Skirt ) คือสุ่มที่สวมทับโดยกระโปรงของสตรียุคต้นสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 ที่นิยมสวมใส่กัน มีลักษณะคล้ายสุ่มไก่บ้านเรา หรือบางครั้งเรียกว่ากระโปรงห่วง (Hoop Skirt) มีหลายขนาดและหลายรูปแบบ จากบานน้อยๆ ไปจนถึง บานมากๆ ซึ่งมีการพัฒนาไปจนเกิดหลายรูปแบบเช่น บัสเทิล (bustle) เป็นต้น

   

คริโนไลน์ทรงแคบ และทรงบานขนาดกว้าง
_______________________________________






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น

  1. #9 Pang Evill (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 มกราคม 2561 / 19:46
    มาต่อเรวๆเด้อ
    #9
    0
  2. #8 ปลายดาว... (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2560 / 22:38
    สนุกมากก😚😚
    #8
    0
  3. #7 คนหลับมืออาชีพ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2560 / 08:17
    รอออออออออ ขออีกๆสนุก
    #7
    0