*ดองชั่วคราว*「 คืนฝันหวนสู่ข้างกายท่าน 」

ตอนที่ 1 : ตอนที่ ๑ จุดจบของมหาสงครามพันปี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 242
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    5 ธ.ค. 60


_______________________________________

When we two parted 
เมื่อเราสองต้องแยกจาก
In silence and tears,
ในความเงียบงันและหยาดน้ำตา

โดย : LORD BYRON (GEORGE GORDON)
จาก : when we two parted 
แปล : นางเฉื่อนเหมียวเหมียว
_______________________________________

     เสียงกัมปนาทดังลั่นไปทั่วผืนฟ้าและเปลือกโลก แสงสีเงินฟาดผ่าจนปฐพีแตกเป็นสองส่วน เสียงกรีดร้องด้วยความโกลาหลดังขึ้นไปทั่วอาณาบริเวณโดยรอบ ทว่าสงคราม ณ ท้องทุ้งลานโลงกว้างนี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่มีท่าว่าจะสิ้นสุด จนกว่าฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งจะหายไปจากแผนดินนี้

     สายสมพัดพากลิ่นคาวเลือดให้คละคลุ้งไปทั่วสนามรบจนน่าสะอิดสะเอียนเป็นอย่างยิ่ง หยาดโลหิตไหลรวมกันยิ่งกว่าสายทะเลกว้างแห่งเอเรส ท้องฟ้ามืดครึมบดบังแสงสว่างจากอาทิตย์ เงามืดอย่างกรายออกมาฉีกกระชากร่างของนายทหารฝั่งอาณาจักรแห่งแสงจนไม่เหลือแม้แต่ซาก

     ใบหน้าของหญิงสาวภายในชุดคลุมสีขาวยังคงเรียบเฉย นัยนต์ตานิ่งสงบราวกับว่าไม่มีสิ่งใดที่ต้องกังวล ร่างสูงบางยังคงยืนหยัดได้อย่างมั่นคงภายใต้กำแพงสูงตระหง่านหลายสิบชั้น

     "ท่านหญิงโอเดลนาร์! ทัพหน้าของเราแตกแล้ว! พวกควรทำอย่างไรดี...จำนนยอมดีหรือไม่?" เสียงสั่นๆของนายทหารชุดคลุมสีแดงกล่าว ใบหน้าเต็มไปด้วยความแตกตื่น อย่างไรเสียสถานการณ์ตอนนี้คงมีแต่คำว่าพ่ายแพ้

     "หากปล่อยให้พวกมันพิชิตเราได้ โลกนี้คงถึงคราวจบสิ้น" ใบหน้าแสนเรียบนิ่งเอ่ย เส้นผมสีเงินสยายไปตามแผ่นหลัง ผ้าคลุมสีขาวหายไปกลายเป็นเพียงละอองแสงสีทอง ร่างบางภายใต้ชุดเกราะสีเงินสมส่วนกับร่างกาย ร่างที่ถูกขานนามว่า'โอเดลนาร์' ในที่สุด บัดนี้ก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว

     สายตาที่งดงามทอดมองไปยังเบื้องล่างภายในกำแพงสูงหลายสิบชั้นปรากฎ กองทัพของนายทหารชุดสุดท้ายที่ปกป้องอาณาจักรแห่งนี้เอาไว้ ศึกครั้งนี้ยากที่จะชนะได้ครั้งนี้กองทัพแห่งความมืดนั้นมีพลังที่แข็งแกร่งมากเกินไป

     "เราจะต่อสู้ด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามี...ข้าโอเดลนาร์ในนามแห่งประกายแสงสีทอง จะสร้างแสงที่ไม่มีวันถูกเงาครอบงำ จะนำพาพวกเจ้าไปสู่ประกายแสงแห่งความหวัง ที่ที่ไม่สามารถถูกความมิดกลืนกินได้!" ริมฝีปากงามยิ้มกว้างๆ ท่าทางเข็มแข็งและคำพูดที่ทรงพลังได้ปลุกขวัญของเหล่าทหารกลับมาฮึกเฮิม

     "พวกเราจะกลายเป็นตำนานและแสงสว่างที่ไม่มีวันสูญสลาย! ไปกันเถอะพี่น้องทั้งหลาย จงกลายเป็นแสงที่เจิดจรัสและสาดส่องจนพวกมันไม่อาจทดอยูได้ จงเจิดจรัส!" เสียงหวานตะโกนก้องไปทั่ว นัยน์ตาฉายไปแววที่เต็มไปด้วยความกล้าที่เต็มเปี่ยม

     ณ เวลานี้ทั้งกองทัพต่างตะโกนอยู่เพียงคำๆเดียวเท่านั้น

     "จงเจิดจรัส! จงเจิดจรัส! จงเจิดจรัส!"

     "จงเจิดจรัส! จงเจิดจรัส! จงเจิดจรัส!"

     โอเดลนาร์หลับตาลงอีกครั้ง...

     แม้นางจะรู้ดีว่า...

     อาณาจักรแห่งแสงนี้กำลังจะล่มสลายลงเสียแล้ว...การต่อสู้ที่ยาวนานนับร้อยปีกำลังจะสิ้นสุดในไม่ช้า แสงกำลังจะถูกความมืดกลืนกิน ปราการแห่งแสงสุดท้ายจะพังทลายลง จนกระทั้งโลกใบนี้จะถูกความมืดครอบงำ เหมือนดังเช่นที่แสงเคยสาดส่องไปทั่วโลกจนความมืดเลือนหายไป 

     หากเมื่อขาดทั้งสิ่งใดสิ่งหนึ่งทุกอย่างล้วนไม่สามารถมีอยู่ได้...โลกนี้จะดับสูญไปกลับสู่จุดเริ่มต้นใหม่ดังเช่นครั้งโบราณกาล...โลกแห่งนี้ได้เริ่มที่จะแตกออกเป็นเสี่ยงๆอีกครั้งจากความวุ่นวายขององค์เทพทั้งสองจากทรวงสวรรค์ไร้แผ่นดิน

     แสงและความมืดจะถือกำเนิดขึ้นอีกครั้ง และจะเกิดการต่อสู้ไม่จบสิ้นไปเรื่อยๆ ขอเพียงมีความหวังและแสงหลงเหลืออยู่ โลกแห่งนี้ก็จะกลับมาสู่ความสมดุลอีกครั้งในรอบหลายพันปี เฉกเช่นนางที่กำลังจะทำให้ศึกในครั้งนี้กลับเข้าสู่สมดุลแห่งโลกอีกครั้ง

     ต่อให้อาณาจักรแห่งนี้จะพ่ายแพ้และย่อยยับก็ตาม!

     ร่างบางลืมตาขึ้นอีกครั้ง มือข้างซ้ายชักดาบออกจากฝักดาบข้างเอว แววตาเปลี่ยนไปขึงขังและจริงจัง ทว่าสงบนิ่งไร้ความรู้สึก ปลายดาบชี้ไปยังกองทัพสีดำมืดข้างหน้ากำแพงที่ตั้งทัพรอการปะทะครั้งสุดท้าย สายตาของหญิงสาวมองไปยังชายร่างยักษ์ผู้หนึ่งที่แสนคุ้นเคยดี ในใจของนางพลันกล่าวด้วยถ้อยคำที่อาลัยอาวร...


     'คำสัญญาของท่าน ข้าคงไม่อาจทำตามได้...ข้าเสียใจ...ได้โปรดยกโทษให้ข้า'


     "เปิดประตูเมือง!" เสียงประกาศดังลั่นไปทั่วบริเวณโดยรอบ ตามด้วยเสียงของชุดเกราะสีเงินกำลังเคลื่อนไหว เมื่อกองทัพแห่งแสงทั้งหมดเคลื่อนตัวและจัดทัพตามคำสั่งของแม่ทัพทั้งห้าที่อยู่ตรงหน้าเป็นที่เรียบร้อย สองขาภายใต้รองเท้าเกราะสีเงินของโอเดลนาร์ก็ถีบตนเองลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ริมฝีปากพึมพำมนต์คาถาเบาๆ

     ฉับพลัน!

     เมฆสีดำครึมก็เริ่มหายไปและแทนที่ด้วยแสงอาทิตย์ที่ส่อสว่าง มันเป็นแสงสว่างทีทองที่เจิดจรัส แตกต่างจากความมืดมิดและท้องฟ้าสีรัติกาลของกองทัพฝั่งศัตรูตรงหน้าเป็นอย่างมาก ทั้งสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ จนกระทั้งร่างกายของนางหยุดลงที่ด้านหน้าของกองทัพฝั่งของตน

     สายตาของนางยังคงจ้องไปยังบุรุษที่แสนคุ้นเคย บุรุษผู้นั้น...บุรุษที่ซ่อนใบหน้าเอาไว้ภายใต้หน้ากากสีทองตัดกับชุดเกราะสีดำมืด ทันทีที่เขายกแขนขวาขึ้น กองทัพด้านหลังก็เคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็ว เช่นเดียวกับกองทัพฝ่ายของนางที่วิ่งเข้าไปปะทะตรงๆ

     ในขณะที่กองทัพทั้งสองฝ่ายกำบังปะทะกัน นางทำเพียงร่ายมนต์มหาคาทาสุดยอดของอาณาจักรแห่งแสงนี้ คาทาที่ตนไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้มีวันใช้มัน ริมฝีปากเอื้อนเอ่ยภาษาโบราณอย่างช้าๆ เสียงนี้แผ่ดังกังวารไปทั่ว บังเกิดแสงสีท้องจากฟากฟ้าเริ่มโปรยปรายลงมาราวกับหยาดพิรุณ

     ท้องฟ้าดำมืดค่อยๆหายไปมีเพียงแสงแดดจ้าที่แผดเผ่ากองทัพภายใต้ชุดเกราะสีดำจนมลายหายไป เหลือเพียงแต่ซากของชุดเกราะเงามืด 

     "เจ้ากล้าที่จะผิดสัญญากับข้า โอเดลนาร์!" เสียงของชายผู้นี้เอ่ยขึ้นด้วยโทสะ ร่างยักษ์นั้นโฉบเข้ามาใกล้นางด้วยความรวดเร็ว โอเดลนาร์ทำได้เพียงตั้งดาบรับอย่างสุดกำลัง

     "เคอูรอส...ข้าขอโทษ" นางกล่าวและยิ้มบางๆ จากนั้นริมฝีปากก็เริ่มร่ายคาถาบทยาวขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในขณะที่บุรุษร่างยักษ์ตรงหน้าที่นางเรียกว่า 'เคอูรอส' กำลังเสียสติและบ้าคลั่ง ริมฝีปากของเขาเองนั้นก็ขยับและเริ่มร่ายคาทงถาเช่นกัน

     เคล้ง! เพล้ง!

     ดาบทั้งสองปะทะปัดป้องกันและกัน ราวกับว่าทั้งสองไม่อาจทำร้ายกันได้...

     "จงยอมสิโรราบซะ เปล่าประโยชน์ที่เจ้าจะใช้คาถานั้น!...อย่างไรเสียเจ้าก็จะต้องตกเป็นของข้า" เคอูรอสกล่าวใบหน้ายังคงเต็มไปด้วยโทสะและความเยือกเย็นภายในดวงตายามที่เขามองนางที่เริ่มอ่อนแรง ใบหน้างามนั้นขาวซีดยามแสงสีท่องส่องกระทบ ชวนนึกถึง ณ เวลาในครั้งนั้น...

     "ไม่มีวันที่เงามืดจะครอบครองข้าได้ ท่านก็รู้...ข้าคือแสงสว่าง ส่วนท่านคือเงามืด..." หญิงสาวยิ้ม ดวงหน้าเปียกชื้นไปด้วยคราบน้ำตาที่ไหลริน ในใจของเราทั้งสองต่างก็เจ็บปวดเช่นเดียวกัน

     "เจ้า!" เคอูรอสตะโกนคมดาบจ่ออยู่ที่ลำคอขาวผ่อง...

     นางยังคงร่ายคาทงถาบทยาวต่อไปเรื่อยๆ ปะทะกับพลังจากคาถาแสนรุนแรงของบุรุษตรงหน้า เงามืดของเขากำลังแผ่ขยายไปทั่วรอบๆตัวของนาง ส่วนแสงสว่างจากกายของนางนั้นก็พยายามเจิดจรัสต่อสู้ขับไล่เงามืดที่หมายจะครอบครองตนนั้นสุดกำลัง

     "ข้าทำผิดต่อท่านแล้ว..."  เสียงของหล่อนแผ่วเบาลง

     เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น...

     ฉึก!

     ร่างเล็กๆก็โผ่เข้าสู้คมดาบ หัวใจรับรู้ถึงความรู้สึกหนาวเย็นเป็นครั้งแรก สองมือเกาะกุมข้อมือของบุรุษร่างสูงเอาไว้แน่น และสบสายตาระหว่างกันเป็นครั้งสุดท้าย ทันทีที่ริมฝีปากงามหยุดเคลื่อนไหว การร่ายคาถานั้นเป็นอันเสร็จสิ้น แสงสีทองจากร่างกายของนางพุ่งทะยานสูงขึ้น และกระจัดกระจายเต็มแผ่นฟ้าสีดำมืด

     "โอเดลนาร์ ทำอะไรของเจ้ากัน!" เคอูรอสกล่าวและตะโกนเรียกชื่อนางอย่างบ้าคลั่งหลายต่อหลายครั้ง...

     "ข้าขอโทษ..." หล่อนกล่าวและหลับตาลง ภายใต้อ้อมแขนแกร่งของบุรุษตรงหน้า ใบหน้ายังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มที่งดงามปานเทพธิดาของตน ไม่สามารถคาดเดาได้ว่ารอยยิ้มนั้นมีความสุขหรือทุกข์ใจกันแน่

     หัวใจของนางได้หยุดเต้น...ร่างกายเย็นเฉียบลงไร้ความอบอุ่นของแสงอาทิตย์อย่างที่เป็น...

     ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง ไม่มืดไม่สว่าง นับเป็นสีของผืนฟ้าที่ไม่มีใครได้เห็นมาก่อน สายลมโหมกระหน่ำและรุนแรง มีเพียงบริเวณรอบๆนางที่ยังคงปกคลุมด้วยเงามืดสีดำไร้แสงสว่าง เคอูรอสยังคงกอดร่างของนางเอาไว้แน่น จิตใจนั้นเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ขัดแย้งกันไปมา 

     ยากที่ใครจะคาดเดา...

     ภายในอ้อมแขนของเขาร่างของหญิงสาวค่อยๆสลายหายไป เหมือนเถ้าถ่านยามถูกสายลมพัดปลิว จางลงจนไม่อาจเห็นและรับรู้ได้ เหลือเพียงจิตวิญาณสีขาวดวงน้อยๆ แสนอบอุ่นภายในอ้อมแขนของเคอูรอส เงามืดของเขานั้นค่อยๆปกคลุมจิตวิญญาณสีขาวนั้นจนกระทั้งแสงนั้นกลายเป็นเพียงละอองสีขาวแสนพิสุทธิ์ แลล่องลอยขึ้นสูฟากฟ้าสีส้มแปลกตา

     "เจ้า...ทำให้ข้าเจ็บปวดเหลือเกิน" เคอูรอสดล่าวเบาๆ ในใจนึกคิดอย่างเวทนาตนเอง

     ไม่มีนางอาณาจักรแห่งแสงนี้ก็ไม่จำเป็น...สิ่งเดียวที่เขาปรารถนาที่สุดก็คือได้ใจนางมาครอง แม้จะรู้ดีว่าการได้ครอบครองจิตวิญญาณนางคือการทำลายนางก็ตาม...


     ...

     ..

     .


     !

     'โอเดลนาร์....โอเดลนาร์'...จงตื่นขึ้นเถิดจิตวิญญาณของข้า ลืมตาของเจ้าซะ' เสียงหวานแสนไพเราะเอ่ยเรียกชื่อของนางอย่างต่อเนื่อง น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลและอ่อนโยนอย่างที่สุด เหมือนดังเสียงของสวรรค์ คล้ายดังเสียงของนักบวชหญิงผู้สูงศักดิ์ยามสวดมนต์

     หล่อนลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ...

     ภาพตรงหน้าปรากฎร่างของสตรีผู้มีผิวผรรณขาวงดงาม เรือนผมสีเงินสยายยามไปตามพื้นกว่างไร้ที่สิ้นสุด ณ บริเวณนี้ไร้ผนังมันเหมือนท้องฟ้าที่งดงามประดับไปด้วยเมฆสีขาวน่างดงาม ร่างของหญิงสาวตรงหน้าสวยงดงามราวกับเทพธิดา ความงามนี้ยากที่จะหาใครเทียบเคียง ยามริมฝีปากของนางยิ้มต่อให้นักบวชตละกล้าแกร่งยังต้องหวั่นไหว ดวงตานั้นยังคงหรี่ลงคล้ายกับคนอ่อนเพลีย

     '...ท่านคือใครกัน?'

     'ข้า...ก็คือเจ้า...เราคือเทพเจ้า' น้ำเสียงของสตรีผู้งดงามเอื้อนเอ่ยอย่างช้าๆเหมือนคนป่วยไข้

      ทว่าสตรีตรงหน้าของตนนั้น ยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มบางๆ นางยังคงนอนเอนกายกับเก้าอี้เอนหลังตัวยาวซึ่งทำจากทองและประดับไปด้วยอัญมณีล่ำค่า อาภรณ์ตัวยาวที่นางสวมใส่นั้นเป็นผ้าสีขาวเรียบๆ ทว่ากลับเป็นไหมที่เปล่งประกายระยิบระยับ ดุจประกายของน้ำทะเลยามแสงอาทิตย์สาดส่อง

     แม้ว่าคำพูดของสตรีตรงหน้าจะเข้าใจได้ยากและน่าสงสัยเป็นที่สุด แต่ตนเองนั้นกลับรู้สึกเหมือนกับว่าได้พบเจอกับคนที่มีความรู้สึกคล้ายตนเองไม่ปาน คนที่ผ่านเรื่องราวต่างๆที่คล้ายตน ราวกับว่าสตรีตรงหน้านี้คือตนเองอย่างไม่ต้องสงสัย ถึงตนในตอนนี้จะตัวเล็กเหมือนมดและสตรีตรงหน้าเป็นยักษ์ก็ตาม...

     'เพราะเหตุใด?' โอเดลนาร์เอ่ยถาม

     'อีกไม่นานเจ้าจะรู้แจ้งด้วยตนเอง...' สตรีตรงหน้าเอ่ย นัยน์ตาที่หรี่ลงหันไปมองซุ้มประตูโค้งที่ใหญ่โตโอฬารด้านข้างอย่างช้าๆ

     ครืด! ครืนนน! 

     ทั่วทั้องฟห้องเริ่มสั่นไหวไอสีดำทมิฆเริ่มแผ่ออกมาจากตัวประตูซุ้มโค้งยักษ์อย่างช้าๆ มันมาพร้อมกับความหนาวเย็นยะเยือกคล้ายกับยอดเขาสูงสุดของภูเขาทากอน...เป็นความหนาวเหน็บที่สามารถฆ่ามนุษย์ได้เป็นพันๆ

     'หลับตาลงซะ...ตัวข้า...'เขา'กำลังมาแล้ว' สตรีตรงหน้าชี้นิ้วมาที่นางอย่างช้าๆ พลันแสงสีทองสว่างก็รายรอบร่างกายของตนอย่างช้าๆ ก่อนจะหมุนวนด้วยความรวดเร็ว จนกระทั้งตนนั้นหลับตาลงและไม่รับรู้สิ่งใดอีกต่อไป มีเพียงแสงสว่างที่ค่อยชี้นำจิตวิญญาณของตนอย่างช้าๆ

     ทั้งห้องเหลือเพียงแต่สตรีผู้ขึ้นชื่อว่าเทพเจ้าเท่านั้น...

     ฉับพลันร่างสูงภายใต้ชุดสีดำทฆิพก็ก้าวเข้ามาภายในห้อง ร่างสีดำนั้นย่อตัวนั่งลงข้างๆกายของเทพสตรีที่กำลังหลับใหลไม่รู้ตื่น มือหนาลูบไลสัมผัสผิวแก้มสีขาวซีดอย่างช้าๆด้วยความรู้สึกที่แม้แต่ตนเองก็ไม่เข้าใจ ผิวสีดำเถ้าถ่านของเขานั้นตัดกับผิวกายสีขาวพิสุทธิ์ของสตรีตรงหน้าเหมือนแสงและเงาที่ตัดกัน...

     'เจ้าทำข้าพลาดอีกแล้ว...เมียรัก...บอกข้าสิ เจ้ากำลังทำสิ่งใดกัน?' ร่างของบุรุษภายใต้ชุดคลุมสีดำเอ่ยถาม น้ำเสียงนั้นปราศจากอารมณ์ต่างๆ จนไม่แม้แต่จะสามารถค้นหาเศษเสี้ยวของความรักฉันท์สามีภรรยาได้เลย ทว่าแววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและโศกเศร้าที่ลึกซึ้ง 

     ถึงแม้จะเอ่ยคำถามต่างๆนาๆ ทว่าสตรีเทพตรงหน้าก็ยังหาได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย...มีเพียงหยาดน้ำตาที่ไหลรินผ่านใบหน้างามและบรรยากาศที่อ้างว้าง จนกระทั้งทั่วทั้งห้องปกคลุมไปเมฆหมอกสีเทาและสายลมที่เกรี้ยวกราดจากบุรุษเทพข้างกาย...






...จบตอน...


1 คอมเม้นท์ = 100 กำลังใจ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น