(จบแล้ว) [fic naruto] ❀ fulfill our heart... (Tobirama x OC)

ตอนที่ 9 : เติมเต็มหัวใจของเรา ❀ ตอนที่ ๙ ความทรงจำวัยเด็กและความทรมาณ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,689
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 101 ครั้ง
    15 มี.ค. 62



     วันเวลาเดินอย่างรวดเร็ว ใกล้จะปีใหม่แล้ว วันๆของหล่อนในช่วงนี้ค่อนข้างว่างขึ้นเรื่อยๆ หลังจากเตรียมทุกสิ่งให้พร้อมเอาไว้เสมอ สำหรับปีช่วงที่พวกเขาอาจจะต้องรบรากันอีก สำหรับอาการบาดเจ็บต่างๆที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นในหนึ่งวันหล่อนจึงแบ่งเวลาฝึกวิชา และแบ่งเวลาในการทำสิ่งๆต่างมากขึ้น เช่น ตัดชุดกิโมโนตัวใหม่ เย็บปักถักร้อย

     คนที่ป่วยในบ้านจะว่าไปแล้วก็มีเพียงท่านบุซึมะเท่านั้น ด้วยร่างกายของมนุษย์ที่เปลี่ยนไปตามวัย แลไม่รู้เหตุใดถึงไม่ได้เรียกให้หล่อนไปดูอาการ เพียงแต่ใช่หมอประจำตระกูลเท่านั้น คงจะเป็นอาการที่ไม่ได้แรงอะไรกระมั้ง ไม่จำเป็นต้องถึงมือหล่อน ดังนั้นหล่อนจึงเริ่มว่างเข้าไปใหญ่

     ครืด!

     ประตูบานเลื่อนถูกเปิดออกด้วยความรีบร้อนของใครบางคน หล่อนซึ่งกำลังปักผ้าอยู่นั้นจึงหันไปมอง พบกับร่างสูงเพรียวบางของท่านหญิงโทกะ นินจาหญิงของตระกูลเซ็นจู... 

     "ท่านชายใหญ่ให้มาตามเจ้า เร็วเข้า!" ท่านหญิงโทกะเอ่ยอย่างเร่งร้อน ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยพูดเม็ดเหงื่อมากมาย ดังนั้นหล่อนจึงลุกขึ้นวิ่งตามไปยังรวดเร็ว 

     พอเข้าไปในห้องก็พบกับคนมากมายภายในตระกูล ตรงกลางห้องมีฝูกนอนสีขาวสะอาด ผู้ที่นอนอยู่ก็คือ...ท่านบุซึมะ สีหน้าอาการท่าทางเลวร้ายลงอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าซีดร่างกายเริ่มเย็นขึ้นไร้ความอุ่น

      ไหนว่าไม่ต้องถึงมือหล่อนไง แล้วเหตุใด... 

     "ฮิสึงิได้โปรดช่วยท่านพ่อด้วย!" เสียงของท่านชายฮาชิรามะเอ่ย เรียกหล่อนที่ยืนนิ่งค้าง ภาพในความทรงจำวัยเด็กย้อนกลับมา สมัยที่หล่อนสิบสองขวบละมั้ง...ความรู้สึกเศร้าเริ่มกลัดกินหัวใจของหล่อน

     ดังนั้นหล่อนจึงลงมือจัพชีพจรต่างๆ ด้วยความรวดเร็ว โรคชรา อาการป่วยที่รุ่นแรง มีอวัยวะบางส่วนที่เริ่มไม่ทำงาน อีกไม่กี่ชั่วยามท่านบุซึมะได้ตายอย่างแน่นอน...เมื่อวันสองวันก่อน คงจะเป็นอาการของคนใกล้ตายแล้วสินะ อาการที่ทำให้กลับมาฮึกเฮิมดูแข็งแรง...

     หล่อนทำไม่ได้หรอก...ที่ผ่านนั้นช่วยคนเป็น จะให้ช่วยคนที่มาถึงวาระสุดท้าย หล่อนไม่สามารถทำได้...ทำได้แค่ยื้อชีวิตไปเรื่อยๆ แต่หล่อนก็หาได้ยอมแพ้ๆไม่...

     "...ข้าทำได้เพียงปรับคับประคองอาการ..." หล่อนกล่าวและเริ่มฝังเข็มตามจุดต่างๆ พร้อมคอยควบคุมการไหลวียนของจักระ เลือด ทุกๆอย่างภายในร่างกายให้กลับมาสมดุลไม่รู้ว่าจะประคองอาการได้ถึงไหนกัน แต่หล่อนก็จะทำ...มือข้างหนึ่งวางบนหน้าผากของท่านบุซึมะและหลับตาลงทำสมาธิ 

     อากาศภายในบริเวณห้องเริ่มอบอุ่นขึ้น แสงสีขาวระรือปรากฎขึ้นครอบคลุมร่างของหล่อนซึ่งเต็มไปด้วยรอยอักขระสีทองเรืองแสงวูบวาบ เพื่อผสานจักระของหล่อนควบคุมจักระของท่านบุซึมะให้สามารถเข้าถึงจักระของธรรมชาติได้ แล้วใช้มันเพิ่มพลังชีวิตลงไป...

     ทั่วทั้งห้องเงียบลง จนกระทั่งร่างกายของท่านบุซึมะกลับมาคงที่ ผิวนั้นหายซีดและดูมีชีวิตชีวา ร่างกายขยับขยื้นด้วยลมหายและชีพจรที่ปกติ จนกระทั่งท่านลืมตาตื่นขึ้น หล่อนจึงดึงเข็มออก นี่คงยื้อเวลาได้นานขึ้น ที่เหลือก็แล้วแต่เวรกรรมที่ทำมา อย่างต่ำก็สามเดือนล่ะมั้ง...หล่อนคิดก่อนจะหลับตาลง

     "...ดูแลท่านบุซึมะให้ดี อย่าได้จัดยาบำรุงร่างกายมากนัก ทานอาหารอ่อนๆก็พอนะเจ้าคะ" หล่อนกล่าวท่าทางยิ้มแย้ม แม้ว่าที่มุมปากของหล่อนจะมีเลือดไหลซึมออกมา เปลือกตาหนักอึ้งทำท่าจะปิด แต่หล่อนยังคงยื้อเอาไว้

     พรึบ!

     ร่างของหล่อนที่โงนเงนถูกประคองไว้โดยท่านโทบิรามะ 

     "พักผ่อนให้มาก ไว้ข้าฟื้นข้าจะมาปรับสมดุลจักระให้เรื่อยๆเจ้าค่ะ" หล่อนกล่าวก่อนจะหลับตาลง ท่ามกลางเสียงเรียกของคนมากมาย ให้ตายสิ...คนจะตายนั้นลำบากคนเป็นจริงๆ 


     สามวันต่อมา

     ทุกๆเช้า หล่อนจะต้องมาช่วยโคจรพลังจักระให้สมดุล นับว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ตนต้องมานั่งยืดอายุขัยของผู้อื่น นอกจากท่านปู่บุญธรรมที่หล่อนได้เคยปกป้องดูแลมาตลอดหนึ่งปีจนเกิดเป็นความพูกพันธ์ที่ลึกซึ่งดังพ่อแม่จริงๆของหล่อน แปลกที่ท่านบุซึมะมีอารมณ์ที่อ่อนลงของตนมาก

     "เจ้าเป็นหมอที่เก่งกาจมาก...เจ้าคงรู้ว่าข้าจะอยู่ได้อีกไม่นานสินะ" ท่านบุซึมะกล่าว 

     "ถามอะไรเช่นนั้นท่านพ่อ!" ท่านชายฮาชิรามะซึ่งนั่งอยู่ในห้องกล่าวด้วยความตกใจ ส่วนท่านชายโทบิรามะนั้นนั่งเงียบด้วยความกังวลไม่แพ้กัน 

     "...เจ้าไม่ใช้คนทั่วๆไป เจ้าคงจะตอบข้าได้" ท่านบุซึมะยังคงถามต่อ 

     "ข้าจะให้ท่านอยู่จนท่านพอใจ...จนกระทั่งท่านเอ่ยปากไล่ข้าให้หยุด" หล่อนกล่าวและยิ้มบางๆ แน่นอนหากทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ อายุไขก็จยืนยาวขึ้น หากเป็นหล่อนที่ไม่สำเร็จวิชาวิถีสวรรค์แล้วละก็ แต่ละวันร่างกายคงรับภาระที่หนักอึ้งและอาจไหลตายได้ดื้อๆ 

     "ข้าจะใช้มันให้คุ้มค่า ขอบใจเจ้ามาก" ท่านบุซึมะเอ่ยและยิ้มรับหล่อน โดยปกติเมื่อพบกับท่านบุซึมะ หล่อนจะต้องพานพบกับบรรยากาศที่แสนจะน่าอึดอัดและกดดัน พอๆกับการพบท่านชายรอง แต่ตอนนี้ไม่แล้ว "หากต้องการสิ่งใดเจ้าก็เอ่ยปากได้เลย ไม่ต้องไปถามเจ้าฮาชิรามะ เจ้าโทบิรามะแล้ว..."

     เอ๊ะ? เดี๋ยวนะ?

     "..." หล่อนเงียบไม่ได้ตอบอะไร "...ท่านพูดเหมือนปู่บุญธรรมของข้าเลย" หล่อนกล่าว "...ข้าเป็นแค่หมอธรรมดา ข้าแค่ต้องการเห็นผู้คนมีชีวิต หาได้ต้องการคิดเป็นบุญคุณไม่" หล่อนตอบไปตามตรง และนั้นทำให้ท่านบุซึมะเงียบ

     "เจ้าเป็นสตรีที่ดีมากนะรู้ไหม" 

     "อย่ากล่าวอีกเลยเจ้าค่ะ...ท่านทำข้าน้อยเศร้าอีกแล้ว"หล่อนกล่าวเสียงเบาหวิว "ข้าน้อยไม่มีโอกาสได้ไว้อาลัยใคร กระทั่งจัดพิธีศพให้ครอบครัว หรือสามารถตายร่วมกับพวกเขาได้ ไม่มีโอกาสได้ย้อนทำสิ่งที่ลูกกตัญญูได้ทำ...ข้าไม่ใช้สตรีที่ดีหรอกเจ้าค่ะ" หล่อนนิ่งเงียบและกล่าว ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเศร้าๆ "ข้าไม่คู่ควรกับคำพูดของท่านเลย" 

     "ไม่หรอก ข้าเชื่อว่าครอบครัวของเจ้าจะต้องคิดเหมือนข้าแน่นอน" ท่านบุซึมกล่าว ด้วยคำพูดนี้ทำให้หล่อนรู้สึกดีอย่างน่าประหลาดใจ เมื่อได้มองไปที่ท่านบุซึมะแล้วทำให้หล่อนคิดถึงครอบครัวอย่างน่าประหลาด...เขาก็เหมือนชายแก่ผู้หนึ่ง เหมือนพ่อทั่วๆไปเลย... 

     "ฮิสึงิ..." ท่านชายโทบิรามะและท่านชายฮาชิรามะเรียกหล่อนเบาๆ คงเพราะจู่ๆ น้ำตาของหล่อนก็ไหลออกมาเสียดื้อๆ จนหล่อนต้องใช้หลังมือปาดอย่างลวกๆ ด้วยความอายแบบเด็กๆ 

     "เล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่เรื่องราวของเจ้า เรื่องของตระกูลเจ้า" ท่านบุซึมะกล่าวด้วยความปรารถนาดีซึ่งหล่อนสามารถรับรู้ได้ด้วยใจ... หล่อนไม่รู้จะเริ่มเล่าจากตรงไหนดี แต่คิดว่าคงต้องย้อนไปไกล วันนั้นกระมั้ง...

     . . .
     . .
     .

     ท้องฟ้าดำมืด หยาดฝนโปรยปรายไปทั่วพื้นฟ้า ตกลงสู้ผืนดิน อากาศเย็นช่ำชื้น ถึงกระทั่งเด็กสาวตัวน้อยก็ยังคงนั่งอย่างครุ่นคริด จดจ่อกับความไม่เข้าใจบางอย่างกับสิ่งได้ฟังมาจากท่านย่าของตน...

     ต้นตระกูลเอ็นเอย์นั้น ท่านบรรพุบุรษเป็นชายใฝ่รู้ ว่ากันว่าเขาสืบเชื้อสายมาจากลูกหลานของเทพเจ้าแห่งนินจา เขากลายเป็นหมอผู้เต็มไปด้วยคาถาวิชาที่ร้ายกาจ จนกระทั่งเขาแต่งงานและมีลูกหลานจำนวนมาก แต่วันแล้ววันเล่าที่เขาได้รักษาช่วยชีวิตของผู้คน วันเวลาผ่านไปอย่างยาวนาน...

     เจตจงจำของเขาคือการช่วยผู้อื่นให้พ้นจากความทุกทรมาณ เป็นหมอผู้ซึ่งรักษาโรคร้าย โรคใจ และช่วยเยียวยาความเจ็บปวดของผู้อื่น นั้นคือการมอบความรักให้...จนกระทั่งสิ่งที่เขาทำนั้นกลายเป็นสิ่งที่ลูกหลานต่างเห็นดีงามซึ่งต่างยึดมันในสิ่งเหล่านั้นและทำตามเจตจำนงนั้นเรื่อยมา

     ด้วยวิชาแพทย์ที่ยากต่อการเข้าถึง และยากต่อการที่จะหาผู้ที่เก่งกาจสามารถใช้มันได้ จึงมีเพียงลูกหลานไม่กี่ส่วนที่สามารถใช้ได้ โดยเริ่มแรกนั้นเขาได้คิดค้นวิชาธาตุสวรรค์ขึ้นมาเพื่อยืมจักระธรรมชาติรอบๆกาย ซึ่งจะยกระดับร่างกายของเขาและเหล่าลูกหลานให้สามารถใช้วิชาต่างๆได้ดีขึ้น

     ทว่าลูกหลานของเขาแม้จะสามารถใช้วิชาต่างๆได้ เพียงแต่ทว่าอายุขัยของพวกเขากลับลดลง ลูกหลานจำนวนมากต่างล้มตายด้วยผลของการใช้วิชาระดับสูง เขาจึงคิดค้นวิชาขึ้นมานั้นก็คือวิชาวิถีสวรรค์ วิชาที่ว่าด้วยการหลุดพ้นจากสภาวะมนุษย์ ไร้เวลา ไร้อายุขัย อยู่เหนือธรรมชาติ มีจักระมากมายของโลกที่ไหลเวียน ทว่ามันกลายเป็นวิชาที่ยากเกินกว่าใครจะฝึกฝนได้ หากพลาดนั้นหมายถึงความตาย...

     ไม่มีลูกหลานคนใดสามารถฝึกวิชานี้ได้เลย...จนกระทั่งท่านบรรบุรุษจากไปด้วยความเศร้า ก่อนที่เขาหายไปนั้น เขาได้สั่งเสียเอาไว้ ว่าห้ามให้ลูกหลายคนใดฝึกฝนมันอีก จนกว่าจะมั่นใจเสียว่าลูกหลายคนนั้นจะสามารถทำได้ และเป็นผู้ที่ดีเลิศเกินกว่าฟ้าดินจะลงโทษได้ นี่จึงเป็นที่มาของตระกูลเอ็นเอย์ ตระกูลแห่งความเป็นนิรันดร์ 

     "ท่านแม่ ท่านบรรพบุรุษนั้นไม่ดีเลย ไม่ดีเลย! หากเขาไม่อยากให้ลูกหลานตาย เหตุใดเขาไม่ยกเลิกการใช้วิชาแพทย์แทนละเจ้าค่ะ! แล้วเหตุใดผู้คนในตระกูลของเราจึงไม่หยุดช่วยเหลือผู้อื่นกัน? เราไม่ควรช่วนผู้อื่นจนเราลำบากเลยนี่นา!..." เด็กสาวกล่าวหลังจากไปฟังเรื่องเล่าของท่านหญิงใหญ่...

     "ลูกเอ๋ย..." ผู้เป็นแม่ซึ่งกำลังเย็บผ้าอยู่นั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน "เมื่อเจ้าโตพอที่จะออกไปรักษาผู้คนกับพ่อของเจ้า เจ้าก็จะเข้าใจดี ถึงความรู้สึกและเจตจำนงเหล่านั้น...เจตจำนงนั้นคือความรัก ความรักที่ไม่หวังสิ่งใด สักวันเจ้าจะเข้าใจมันเอง" ผู้เป็นแม่กล่าวแล้วลูบหัวเด็กสาวเบาๆ แม้ว่าเด็กสาวจะไม่เข้าใจ

     จนกระทั่งเด็กสาวโตขึ้นหล่อนมุมานะฝึกวิชาต่างๆของตระกูล สำเร็จวิชาธาตุสวรรค์ตั้งแต่ยังเล็กๆ จนกระทั่งสามารถใช้วิชาคาถาต่างๆได้เก่งกาจ หล่อนได้พบกับรอยยิ้มแสนอบอุ่น รอยยิ้มที่แสนดีใจและมีความสุข ของผู้คนที่หล่อนนั้นได้ช่วยเยียวยารักษาเอาไว้ เมื่อผู้อื่นมีความสุข...หล่อนก็มีความสุข...

     หล่าเข้าใจถึงเจตจำนงของท่านบรรพบุรุษแล้ว...

     จนกระทั่งหล่อนพบกับสหายรักผู้หนึ่ง เด็กชายผู้ซึ่งหล่อนให้ความรักดุจดังญาติพี่น้อง ให้ความสำคัญราวกับเป็นพี่ชายที่รัก เป็นเพราะความสนิทชิดเชื้อกันทำให้หล่อนมักสบายใจและวางใจไม่ว่าเรื่องไหนๆก็สามารถเล่าสู่กันฟังได้ ในยุคสงครามเช่นนี้ นี้คือเพื่อนคนเดียวของเด็กสาวตัวน้อย...

     "คากามิ...คากามิ!" เด็กสาวมองร่างเล็กๆของเพื่อนสนิทซึ่งหลับตาพริบคล้ายคนนอนหลับ หล่อนรู้ดีว่านี้คือการนอนหลับไปชั่วนิรันดร์...แม้ว่าเด็กสาวจะทำทุกอย่าง ใช้วิชาตั้งมากมายที่ตนทำได้ แต่ก็หาได้มีผลไม่...นี้เป็นครั้งแรกที่หล่อนไม่สามารถช่วยชีวิตของผู้คนได้ และนี้ยังเป็นถึงเพื่อนรักของหล่อน...

     คากามิไม่ฟื้นแล้ว...

     เด็กสาวคิดด้วยความเศร้า...

     "คากามิไปดีแล้ว ฮิสึงิพอได้แล้วนะลูก" ผู้เป็นพ่อเอ่ยและดึงหล่อนออกมา ด้วยความเป็นห่วง ร่างกายของบุตรสาวตนนั้นยังเด็ก หาได้มีจักระมากพอที่จะใช้คาถาอีก

     "คากามิถูกพวกมันฆ่าตาย คากามิไม่ได้ไปดี!" เด็กสาวหวีดร้องน้ำตาไหลพราก แต่จะทำอะไรได้มากกว่านี้กัน...ถ้าหล่อนสามารถบรรลุวิชานั้นได้ละก็...หล่อนน่าจะช่วยชีวิตของคากามิได้ เด็กสาวตัวน้อยคิด แม้ว่าความคิดนี้จะเป็นสิ่งที่ผิดก็ตาม

     จนกระทั่งความตายของเพื่อนสนิทนำมาให้หล่อนมุ่งมั่นหันตัวเข้าฝึกฝนวิชาวิถีสวรรค์...เด็กสาวหาได้สนใจใครไม่ ด้วยความมุ่งมั่นนี้ เพียงราตรีเดียวหล่อนก็สามารถฝึกฝนวิชานี้ได้สำเร็จ เป้าหมายของหล่อนคือการช่วยชีวิตผู้คนจากสงครามอันโหดร้าย เพื่อไม่ให้พวกเขาพานพบกับจุดจบเช่นเดียวกับเพื่อนของเด็กสาว...

     หล่อนกลายเป็นความภาคภูมิของตระกูล เป็นอัจฉริยะในรอบสามร้อยปี...ไม่ว่าวิชาคาถาใดๆ หล่อนสามารถเรียนรู้มันได้ ใช่มันและกลายเป็นสตรีที่เข้มแข็ง เชื่อมันเพียงตัวเอง...

     ราวกับมีปีศาจร้ายเข้าครอบงำ...ทันทีที่เด็กสาวค้นพบวิชาต้องห้ามในการฟื้นชีวิตผู้คน หล่อนไม่รีรอรีบจัดการทำพิธีทันทีที่หล่อนค้นพบ ด้วยความหวังทั้งหมดในชีวิต

     สายลมพัดผ่านด้วยความรุ่นแรง มันเป็นสายที่เย็นราวกับว่ามีเรื่องผิดธรรมชาติปรากฎขึ้นมา อักขระสีรุ้งเปล่งแสงเรืองรองไปทั่วฟื้น ร่างของเล็กๆของเด็กชายปรากฎตรงหน้าเด็กสาว ร่างกายที่เหมือนคน มีเนื้อหนัง มีทุกๆอย่าง กระทั่งนัยน์ตาที่มีชีวิต

     "คากามิ!" เด็กสาวตะโกนด้วยความดีใจ

     ตั้งแต่นั้นความรู้สึกของเด็กสาวก็เริ่มหายไปอย่างไม่รู้ตัว เรื่องแดงไปถึงท่านผู้นำตระกูล แต่หล่อนก็หาได้ใส่ใจไม่ ได้สหายรักกลับมา ไม่มีเรื่องอะไรที่หล่อนต้องกังวล...ต่อให้หล่อนจะเหมือนหุ่นไม้แสนเย็นชาก็ตาม ไม่มีการพูดคุย ไม่มีการส่งเสียงใดๆ ราวกับคนล่องลอย หล่อนพอใจแล้ว... แต่เด็กชายซึ่งฟื้นขึ้นมาจากความตายหาได้ดีใจไม่ 

     "ฮิสิงิ...ส่งข้ากลับเถอะนะ ข้าไม่สามารถทนเห็นเจ้าเป็นเช่นนี้ได้" เด็กชายเอ่ยด้วยความรู้สึกเศร้า...

     "..." เด็กสาวไม่ตอบ เพียงกอดเด็กชายเอาไว้แน่นด้วยความไม่เข้าใจ หล่อนจะไม่ยอมให้ใครมาพรากเด็กชายไปจากหล่อนแน่นอน ไม่มีคากามิหล่อนรู้สึกไม่มีความสุขเลย 

     "คลายคาถาเถอะนะ...ข้าไม่ต้องการพบเจ้าซึ่งไร้ชีวิตชีวา ข้าอยากให้เจ้าแจ่มใสและมีความสุข ข้าอยากให้เจ้ามีชีวิตอยู่ต่อไป...อยากให้เจ้าใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีเพื่อช่วยเหลือผู้คน เหมือนที่เจตจำนงของเจ้า...ไม่ใช้เจ้าที่เป็นเช่นนี้!" เด็กชายตะโกนน้ำตาไหล

     ทำไมกัน...ทำไมสหายรักของหล่อนจึงร้องไห้กัน...

     "คลายคาถานี้เถอะนะ...ถึงข้าจะดีใจที่ได้พบเจ้า แต่ข้าเองก็เสียใจเช่นกัน..." เด็กชายเอ่ย 

     คลายคาถา...

     "...หากเจ้าคลายคาถา ข้าจะมีความสุขมาก เชื่อข้าเถอะ" เด็กชายยังคงเกลี่ยกล่อม ท่ามกลางผู้คนภายในตระกูลที่รายล้อมเป็นวงกลมรอบๆ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ราวกับว่าไม่ต้องการให้หล่อนหลุดจากคำหลอกลวงนี้...

     "คลายคาถา..." เด็กสาวกล่าวและคลายคาถา แสงสีรุ้งเรืองรองไปทั่วฉายวาบจนต้องหลับตาลงด้วยความแสบตา ร่างของเด็กสาวกระเด็นถลาล้มลงกับพื้นไม้ของห้อง ในระหว่างที่หลับตานั้นพบเห็นเพียงความมืดมิด...

     ทำไมกัน...

     ทำไมหล่อนจึงรู้สึกเจ็บปวดเช่นนี้...เป็นเพราะหล่อนรู้ดีว่าหากคลายคาถา เพื่อนสนิทจะหายไปอย่างงั้นหรือ...หรือเพราะว่าภาพที่เพื่อนสนิทร้องไห้นั้นเป็นเพราะหล่อน เป็นเพราะหล่อนชุบชีวิตของเขาขึ้นมาหรือ?...เมื่อแสงหายไปไม่เหลือสิ่งใดเลย...

     คากามิหายไปแล้ว...

     ตั้งแต่ตอนนั้นชีวิตของหล่อนก็เปลี่ยนไปตลอดกาล...ท่านผู้นำตระกูลเล่าถึงวิชาต้องห้ามนี้ มันคือวิชาต้องห้าม วิชาที่ทำให้ผู้ใช้สูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตไป สำหรับหล่อนนั้นมันคือความรู้สึกแสนดีงาม และวันเวลาที่สามารถเลือกจะดับไขลงได้ ซึ่งคำกล่าวนี้เหมือนกับคำกล่าวที่หล่อนได้เคยอ่านในบางที่...

     จนกระทั่งหล่อนอายุได้สิบขวบปี...การจากไปของคากามิทำให้หล่อนได้รับจิตสำนึกกลับมา หล่อนกลายเป็นคนไร้ใจ ดังนั้นหล่อนจึงเอาแต่ฝึกฝนวิชาครั้งแล้วครั้งเล่า รักษาผู้คนไปเรื่อยๆ มีเพียงความรู้สึกประหลาดเท่านั้นที่หล่อนรับรู้ได้ ความไร้ใจของหล่อนทำให้เจตจงนำต่างๆหายไป...

     ถึงจะเป็นเช่นนั้นพ่อและแม่ก็ยังคงรักหล่อน ค่อยดูแลหล่อนตลอดเวลา สอนให้หล่อนทำในสิ่งดีๆ...และหล่อนก็ยึดมันเรื่อยมา โดยไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร จนกระทั่งตระกูลของเราถูกกวาดล้าง เพราะความลับคนภายในตระกูลช่วยกันปกปิดนั้นถูกเปิดโปง...

     แปลก...แม้จะเป็นเพราะหล่อนที่นำหายนะมาสู่ตัวตระกูล หล่อนก็ยังคงเป็นที่รักเสมอๆ พวกเขาต่างพูดว่ารักหล่อนและห่วงแหนหล่อน จนกระทั่งท่านผู้นำตระกูลเรียกหล่อนให้เข้าไปพบ และให้หล่อนจดจำทุกสิ่งทุกอย่าง ตำราแพทย์ คัมภีร์ต่างๆ เพื่อให้วิชาความรู้นี้สืบต่อไปยาวนาน จนกระทั่งวันแห่งความตายก็มาถึง...

     ผู้คนภายในตระกูลสู้เพื่อปกป้องหล่อน กลิ่นคาวเลือดลอยคละคลุ้งกับควันไฟ...นับเป็นครั้งแรกที่หล่อนรู้ได้ว่านี้คือความเศร้า ความเจ็บปวด และความทรมาน...และสามารถรับรู้ถึงความรักและหวังดีจากผู้คนรอบข้าง...แต่ทว่าความเจ็บปวดนั้นกลับฝังอยู่ในใจของหล่อนตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่มีวันจางหาย...

     .
     . .
     . . .

     หญิงสาวเว้นช่วง...และนิ่งเงียบไปชั่วครู่ จนกระทั่งเริ่มเอ่ยปากอีกครั้ง...

     "...ก่อนหน้านั้นท่านผู้นำตระกูลได้เปิดหีบคำทำนายสุดท้ายของท่านบรรพบุรุษ คำทำนายกล่าวว่ามีเพียง ไฟแห่งความลึกซึ้ง หนึ่งพันสายลมแห่งความรัก จะเติบโตกลายเป็นไม้กล้าที่สูง เมื่อสายลมและไฟแผดเผามัน เมื่อนั้นข้าจึงจะหลุดพ้นจากสภาวะของวิชาต้องห้าม...ข้าจะค้นพบความรักที่แท้จริง" หล่อนกล่าวและเงียบไป "หลังจากที่ข้ารอดมาได้ ข้าก็ได้ออกเดินทางไปทั่วโลก พบกับผู้คนมากมาย และได้นำความรู้สึกของข้ากลับมาเท่าที่ข้าจะทำได้..."

     ทั่วทั้งห้องเงียบ...

     แม้ว่าความจริงของหล่อนจะน่าใจหาย แต่บุซึมะกลับเงียบไม่ได้ตกใจอันใด

     "เช่นนั้นเจ้าคงมาถูกทางแล้ว" ท่านบุซึมะกล่าว... "ตระกูลของเรานั้นมีเจตจำนงที่คล้ายกัน...ความรักจะนำมาซึ่งสันติภาพ นำมาซึ่งความสงบสุข หนึ่งพันรึ? เซ็นแปลว่าหนึ่งพัน...ในคำนำนายนั้นนะ...กล่าวว่าจะมีสตรีผู้ออกเดินทางมายังที่นี้ เพื่อขอความรักจากเรา หากเรามอบความรักกลับให้ สตรีผู้นั้นจะนำความน่ายินดีมาแก่เรา" ท่านบุซึมะเงียบลงท่าทางครุ่นคิดบางอย่าง

     "จริงรึท่านพ่อ" ฮาชิรามะกล่าวอย่างสับสน 

     "เช่นนั้นฮิสึงิก็คือหญิงสาวในคำทำนายที่ว่านั้นสินะขอรับ ท่านพ่อ..." 

     "คงจะเป็นเช่นนั้น..." ท่านบุซึมะกล่าว "มันเป็นคำทำนายของสตรีที่จะเข้ามาคอยช่วยเหลือเราในตำนานของตระกูล ดังนั้นท่านบรรพบุรุษของตระกูลเรา จึงนิยมแต่งงานกับสตรีที่ออกเดินทาง...บางก็เล่าลือว่านี้คือสะใภ้ในตำนาน"

     ทั่วทั้งห้องเงียบไม่มีใครกล่าวอะไรออกมา...เวลาผ่านไปอย่างยาวนานฮิสึงิเงียบลง ไม่ได้กล่าวอะไรออกมาอีก แม้ว่าจะไม่ได้เล่าเรื่องราวการเดินทาง แต่ในเวลานี้หล่อนกลับไม่รู้สึกอยากจะเล่าต่อแม้แต่น้อยเลย

     "แม่หนู..." ท่านบุซึมะเปลี่ยนคำสรรพนามเรียกขานหล่อน "หากข้าจะให้เจ้าแต่งเข้าตระกูลเรา เจ้าจะยินยอมหรือไม่" ท่านบุซึมะกล่าวท่าทางจริงจัง "หาไม่ ข้าจะรับเจ้าเป็นบุตรสาวบุญธรรม เจ้าจะรับความปราถนาดีนี้หรือไม่"

     ให้ตายสิ...ฮิสึงิคิด...

     "ข้าน้อย...หาได้ผลหวังประโชยน์เหล่านั้นไม่ เพียงได้อาศัยอยู่ที่นี้ก็มากพอแล้ว ข้าน้อยไม่มีความตั้งใจที่จะแต่งกับใคร กระทั่งเป็นบุตรสาวบุตรธรรมของท่าน เพียงเท่านี้ ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ..." ฮิสึงิกล่าวก้มใบหน้าลง

     "...เช่นนั้นเจ้าก็กลับไปพักผ่อนเถอะ ข้าเข้าใจแล้ว" ท่านบุซึมะถอนหายใจ พอได้ยินเช่นนั้นหล่อนจึงโค้งคำนับขอลา แล้วรีบเดินกลับไปที่ห้องทันที เหลือเพียงพ่อลูกทั้งสาม 

     "ท่านคงไม่คิดรบเร้าให้ข้าจับนางแต่งเข้าตระกูลใช่แล้วหรือไม่?" โทบิรามะกล่าวขึ้น 

     "...เมื่อกี้เป็นบททดสอบจากพ่อเฉยๆ พ่อถูกใจแม่หนูมาก" บุซึมะกล่าวกับผู้เป็นลูก "สิ่งที่แม่หนูตอบนั้น ตรงกับคำทำนายไม่ผิดเพี้ยน...พ่อเองก็แก่ใกล้จะตายแล้ว อยากเห็นพวกเจ้าคนใดคนหนึ่งแต่งเมียเข้าบ้าน โดยเฉพาะเจ้า โทบิราะ...เจ้าน่าเป็นห่วงที่สุดแล้ว"

     "ท่านพ่อ..." โทบิรามะกล่าวน้ำเสียงอ่อนลง 

     "นิสัยเช่นเจ้าสตรีที่ไหนเล่าจะกล้าเข้าหา" บุซึมะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเป็นห่วง "ส่วนฮาชิรามะ หากข้าตายก็คงไม่เข้มงวดกับเจ้าเรื่องนี้แน่ๆ ถ้าเป็นแม่หนูนั้นคงจะยอมรับเจ้าได้แน่นอน..."

     "ท่านพ่อโปรดวางใจ ข้าจะเข้มงวดกับโทบิรามะเอง" ฮาชิรามะกล่าวเพื่อให้บุซึมะสบายใจ นั้นทำให้บุซึมะมีรอยยิ้มเล็กๆ ที่ไม่ค่อยจะปรากฎขึ้นมานานแสนนาน...

     "...พวกเจ้าออกไปเถอะ ข้าจะพักผ่อน" บุซึมะกล่าวดังนั้นฮาชิรามะ และโทบิรามะกล่าวลา แล้วเดินออกไปจากห้องนี้ บุซึมะหลับตาลงในใจนึกถึงใบหน้าของภรรยาสาวที่ตายจากไปตั้งแต่คลอดอิทามะลูกคนสุดท้อง ในวินาทีนั้น วินาทีที่เขารู้สึกง่วงงุน และรู้ตัวว่านี้คงเป็นความตาย

     เขาก็ได้พบกับเมียรักของตน...ที่ผลักเขากลับไปยังอีกฟากของแสงสว่าง และนั้นทำให้ขานึกถึงคำพูดสุดท้ายของหล่อน คำพูดที่ว่า 

     'ฝากดูแลลูกๆ ของเราด้วย ท่านพี่...' 

     มันทำให้เขากลับมานึกทบทวนอะไรหลายๆอย่าง ที่ผ่านมาเขาเอาแต่รบรา ฝึกฝนลูกๆอย่างหนักด้วยความเข้มงวด ไม่ค่อยได้ใส่ใจความรู้สึกของลูกชายทั้งสี่เลย ยึดติดแต่สงครามจนทำให้เสียคาวารามะ และอิทามะไป...

     แต่ตอนนี้เขาคงจะไม่ต้องห่วงอีกต่อไปแล้ว เขาจะหาสตรีที่แสนดี เพรียบพร้อมที่จะสามารถดูแลบุตรชายไม่เอาไหนทั้งสองให้ได้ ไม่ให้ภรรยาที่รักยิ่งต้องเป็นกังวล เมื่อเราได้พบกันอีกครั้ง หลังจากที่เขาได้ตายลง...
  






จบตอน






1 คอมเม้นท์ = 100 กำลังใจ รักกันชอบกันช่วยให้กำลังใจไรต์ด้วยนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 101 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

329 ความคิดเห็น

  1. #57 Gee - chan (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 กันยายน 2560 / 21:07
    ทำไมท่านพ่อพูดกับท่านโทบิรามะอย่างนั้นล่ะเจ้าคะ555😂

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 27 กันยายน 2560 / 21:08
    #57
    0
  2. #56 pangz' (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 กันยายน 2560 / 18:53
    ซึ้ง;-; ฝากท่านพี่ฮาชิรามะดูแลคุณชายรองด้วยค่ะ
    #56
    0
  3. #55 JustAEcho (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 กันยายน 2560 / 17:56
    ซึ้ง;-;
    #55
    0
  4. #53 น้องหนูหมายเลข 1 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 กันยายน 2560 / 06:17
    ติดตามนะคะ
    #53
    0
  5. #51 Gee - chan (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 กันยายน 2560 / 21:09
    รอครบร้อยเปอเลยค้า!
    #51
    0
  6. #50 JustAEcho (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 กันยายน 2560 / 15:18
    รออ่านต่อค่าา~
    #50
    0
  7. #48 SleptWalker (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 กันยายน 2560 / 15:10
    ฮิสึงิเป็นคนดีมากเลยย ฮรือออ
    สนุกมากค่า รอครบร้อยเปอร์จ้า
    #48
    0