DEAL. ♡ เดิมพันร้าย ทลายกำแพงรัก [Ending w/Special 3]

ตอนที่ 27 : s p e c i a l › ๐๓ : เอ็นดู

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 977
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    23 ก.พ. 59




I don't wanna wait, I don't wanna wait
ฉันไม่อยากที่จะรออีกต่อไปแล้ว

Let's start it with a goodnight kiss,
มาเริ่มต้นด้วยกู๊ดไนท์คิสกันเถอะ

My lips, your lips
ริมฝีปากของเธอ ริมฝีปากของฉัน



 

อา..เมื่อยตัวชะมัด

“เออน่า แป๊บนึงได้มั๊ยล่ะ กูคนนะไม่ใช่เดอะแฟลช!” เสียงโหวกเหวกฉบับลดวอลุ่มลงมานิดหน่อยเพราะความเกรงใจปลุกให้ฉันตื่นจากความฝัน

ฉันคลำหานาฬิกาที่โต๊ะหัวเตียง และมันบอกเวลาหกโมงครึ่งในตอนเช้าทำให้ฉันหันไปมองไซเรนที่กำลังใส่เสื้อผ้าอย่างเร่งรีบ มือข้างนึงก็ถือโทรศัพท์แนบหูไปด้วย สีหน้าบ่งบอกอารมณ์หงุดหงิดไม่ใช่น้อย

“ไปไหนน่ะ?” ฉันที่เสียงแหบพร่าเพราะเพิ่งตื่นถามด้วยสีหน้าและสติที่กำลังงัวเงียทั้งๆ ที่พอจะรู้อยู่แล้วว่าเขากำลังจะไปไหน

ก็ดูแต่งตัวเข้าสิ ใส่สูทผูกไทขนาดนี้คงไม่ได้ไปเดินเล่นหน้าหมู่บ้านแน่ๆ

“บริษัท โทษทีวันนี้ไม่ได้กินข้าวเช้ากับเธอ ไม่รู้จะกลับดึกมั๊ย เดี๋ยวโทรมาหาตอนสายๆ นะ” ไซเรนใส่ไทอย่างไม่เรียบร้อยเท่าไหร่แต่ก็ยังอุตส่าห์ไม่สนใจมันแล้วเดินเข้ามาจุ๊บหน้าผากฉันที่พยายามลุกขึ้นนั่งบนเตียง

“อือ ไม่เป็นไร” ฉันโบกมือปัดไม่อยากให้เขาต้องมาคิดมากเรื่องจุกจิก

“โทษทีนะ ช่วงนี้บริษัทที่เดนมาร์กมา ยุ่งฉิบหาย” ไซเรนบ่นทำหน้าหัวเสีย ทำให้ฉันขำออกมานิดหน่อย

“ทนๆ หน่อยน่า เดี๋ยวก็จบแล้วแป๊บเดียวเอง” ฉันว่าพลางกวักมือเรียกเขาเข้ามาหาใกล้ๆ ซึ่งเขาก็เดินมาพร้อมสีหน้างุนงงแต่โดยดี

ไม่ใช่จะจูบลาหรือมอร์นิ่งคิสอะไรแบบนั้นหรอกนะอย่าเพิ่งคิดไกล! ฉันแค่ดึงเขาเข้ามาใกล้ๆ เพื่อผูกเนคไทให้น่ะ มันยับยู่ยี่แถมไม่เรียบร้อยขนาดนี้เห็นแล้วมันรำคาญลูกตา

“หึ น่ารักชะมัด” ไซเรนกระซิบเสียงแหบที่ข้างหูทำฉันเบี่ยงหน้าหลบแบบอัตโนมัติด้วยความตกใจเล็กน้อย จากงัวเงียอยู่นี่ตื่นเลย

“ไปเลยไป เด็กๆ เรียกแล้วไม่ใช่เหรอ” ฉันดันหลังเขาออกจากห้องนอนพลางยิ้มให้ “ล็อกประตูบ้านให้ด้วยนะ J

“คร้าบๆ เมีย!

เฮ้อ! จะโตจนมีลูกน้องหรือเป็นเจ้าของแบรนด์และบริษัทอีกสักกี่แห่งกี่ราย เชื่อเถอะว่าไซเรนก็ยังเป็นไซเรนอยู่วันยังค่ำ ความเป็นเด็กเอาแต่ลอยไปลอยมา บางทีก็ติดเล่นจนลืมทำงานทำเอาฉันและคนรอบๆ แทบลมจับ แต่ฉันก็ไม่ห้ามล่ะนะ อย่างน้อยมันก็ดีกว่าการที่ฉันเห็นว่าเขาเครียดกับงานเกินเหตุจนกลายเป็นว่าสุขภาพย่ำแย่ลงไปเรื่อยๆ

ฉันเดินตรงเข้าห้องน้ำ เตรียมชำระล้างร่างกายที่สกปรกมาทั้งคืนบ้างอย่างไม่รีบร้อนเพราะวันนี้เป็นวันหยุด

หลังจากที่ไปฮันนีมูนกันกลับมารอบนั้น ไซเรนเองก็หาเวลาว่างอีกแทบไม่ได้ เรียกได้ว่างานเรียกหาเขาตลอดเวลา เด็กๆ ที่บริษัททำเหมือนเขาเป็นคุณพ่อที่พอไม่อยู่ก็ตัดสินใจอะไรๆ เองไม่ได้เลย ในขณะที่ฮันนีมูนอันแสนสงบของเราก็ไม่เป็นไปตามแผนเพราะเจ้าตัวแสบพวกนั้นเช่นกัน

เรากำลังดื่มด่ำธรรมชาติอันแสนสุขอยู่ที่แพร่ แต่เจ้าเด็กแสบพวกนั้นเรียกไซเรนให้กลับไปทำงานเพราะพวกบ้านั่นแก้ไขปัญหาบางอย่างไม่ได้ แต่มันจะไม่น่าโมโหนักหรอก ถ้าไซเรนไปถึงแล้วไม่ได้รับคำตอบที่ว่า โทษทีเฮีย ตอนนั้นผมเมา แฮ่..

กว่าจะรู้ตัวอีกที ตาบ้านั่นก็ลงไปกองที่พื้นพร้อมมือฉันที่ฟาดเข้าเต็มเบ้าหน้าเรียบร้อย ก็ช่วยไม่ได้น่ะนะ ฉันไม่ได้โมโหหรอกที่เขาเรียกไซเรนกลับมาตอนเรากำลังฮันนีมูน แต่ไอ้แจ็คที่อายุเท่าๆ กันกับฉันมันดันกวนตีนด้วยการเร่งแทบเป็นแทบตายเหมือนอาม่าเจ้าของบริษัทเฟอร์นิเจอร์คู่ค้าของไซเรนช็อคตายคาเตียง สุดท้ายมันกลับลำง่ายๆ แค่บอกว่าพูดเล่น ฉันล่ะอยากจะตบหัวมันอีกซักทีจริงๆ!

ส่วนที่ฉันได้หยุดงานวันนี้ ไม่ใช่ว่าไม่อยากไปทำหรือขี้เกียจอะไรหรอกนะ อันที่จริงจะไปทำก็ได้ แต่เพราะเห็นว่าไหนๆ ก็ลาไปแล้วขอใช้สิทธิ์ให้เต็มที่จะดีกว่า หลังจากนี้แล้วคงไม่ได้หยุดอีกบ่อยๆ แม้ว่าพ่อบุญธรรมฉันจะเป็นเจ้าของบริษัทนั้นก็ตามเถอะนะ เอาจริงๆ แล้วตาลุงนั่นก็มีมุมแอบเขี้ยวอยู่เบาๆ เหมือนกัน กับฉันที่เป็นลูกสาวของเพื่อนสนิทยังไม่เว้น

ก็คงจะต้องบอกว่าฉันโชคดีแค่ไหนแล้วที่เป็นถึงลูกบุญธรรมมากกว่า ถ้าเป็นลูกน้องธรรมดาๆ มีหวังถูกกดขี่หัวจมดินแน่ๆ

 

 

หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จก็ปาเข้าไปเที่ยงกว่าๆ  ฉันทำงานบ้านต่อเพราะไม่อยากปล่อยให้ตัวเองว่างจนไม่มีอะไรทำ ทว่าเสียงเรียกของโทรศัพท์เครื่องหรูทำให้ฉันต้องละมือออกจากกิจกรรมที่กำลังทำอยู่แล้วเดินเลี่ยงไปหามันซึ่งวางคว่ำหน้าอยู่บนโซฟาแทน

อา..ไอ้พี่นัทโทรมาล่ะ แถมไม่ใช่แค่โทรด้วย นี่มันวิดีโอคอลล์ชัดๆ!

“พี่นัท!” ฉันเรียกเสียงดังพลางโบกมือให้ปลายสายอย่างตื่นเต้น

ความจริงแล้วเราไม่ได้คุยกับแบบเห็นหน้ามานานมากแล้วน่ะ ไม่แปลกที่ฉันจะตื่นเต้น แต่ไอ้พี่นัทสิ ดันยิ้มขำเหมือนฉันเป็นเด็กสี่ขวบทำหน้าตื่นเต้นที่ได้ของเล่นใหม่

[ พอๆ รู้ว่าตื่นเต้นแต่ไม่ทำต้องตาแป๋วขนาดนี้ก็ได้ ] ไอ้พี่นัทโบกมือไปมากลางอากาศ [ นี่ๆ ให้ทายพี่อยู่ที่ไหน! ]

“หือ?” ฉันครางรับคำอย่างงงๆ

ไอ้พี่นัทอยู่ที่ไหนแล้วฉันจะไปตรัสรู้ได้ยังไงล่ะ! ถึงแม้ว่าเขาจะพยายามหมุนตัวและแพนกล้องไปรอบๆ ก็เถอะนะ แต่ฉันก็มั่นใจว่าตัวเองไม่เคยเห็นสถานที่แบบนั้นมาก่อนในชีวิตแน่นอน

คนเยอะๆ แถมท่าทางวุ่นวายแบบนั้นฉันเคยไปซะเมื่อไหร่กัน

“ไม่ต้องมาอวดน้องเลยเหอะ! แค่อยู่ต่างประเทศก็อิจฉาจะตายอยู่แล้ว!” ฉันทำหน้าบูดตีกลับ ทว่าก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อพอลองคิดดูดีๆ และมองไปรอบๆ สถานที่ในหน้าจอโทรศัพท์อีกครั้ง

นั่นมันสนามบินชัดๆ!

“ไอ้พี่นัท! อย่าบอกนะ..”

[ อ่าฮะ กว่าจะคิดออกนะยัยบื้อ ]

ยะ..ยัยบื้อ!?

“ลินท์ว่าพี่ต้องภาษาไทยไม่แข็งแรงแน่ๆ  เรียกลินท์ว่ายัยบื้อเนี่ยนะ?” ฉันส่ายหน้าให้กับเขาพลางเดินขึ้นห้องนอนของตัวเองไปหยิบกุญแจรถ

[ ไม่ล่ะ ภาษาไทยพี่ดีกว่าเราด้วยซ้ำมั้ง แล้วนี่อยู่บ้านเหรอ? ]

“อือ” ฉันพยักหน้าให้พลางตรวจปลั๊กไฟและประตูรอบบ้าน

เยี่ยม ทีนี้ก็ออกไปรับคุณชายจากอังกฤษได้แล้วล่ะนะ

“รออยู่นั่นเลยนะพี่ เดี๋ยวลินท์ไปรับ” ฉันสั่งกับไอ้พี่นัทพลางหยิบกระเป๋าตังค์และล็อกประตูบ้าน แน่นอนว่าต้องไม่ลืมหยิบกุญแจบ้านออกมาด้วย

[ หึ..ทำหน้าที่ดีมาก ]

ไม่คิดจะปฏิเสธซะด้วย...

[ แต่มาถูกแน่นะ? ] ไอ้พี่นัทถามด้วยสีหน้าไม่แน่ใจ พลางเดินลากกระเป๋าใบโตไปที่ไหนสักแห่ง

“เออน่า ถูกไม่ถูกก็ถึงแหละ แค่นี้นะ!” ฉันไม่รอให้เขาตอบกลับชิงกดวางสายก่อนจะเหยียบคันเร่งออกจากบ้านทันที

แต่พระเจ้าช่วยกล้วยทอด! ฉันเองก็ไม่รู้ว่าทำไมแต่นี่เป็นเวลาเที่ยงๆ ในวันธรรมดาที่ผู้คนเดินดินกินข้าวแกงและมีงานทำควรจะทำงานหรือกินข้าวอยู่ที่ไหนสักแห่ง ไม่ใช่มาขับรถเล่นให้มันเต็มท้องถนนแบบนี้

อย่างนี้ฉันคงไปถึงสนามบินวันมะรืนนู่นล่ะมั้ง!

ติ๊ด

ฉันกดปุ่มเปิดเครื่องเสียง อย่างน้อยๆ ก็ขอเพลงมาเล่นกล่อมให้ใจเย็นลงหน่อยถึงแม้ว่าจะต้องติดแหง็กอยู่บนถนนนี่นิ่งๆ แบบขยับไม่ได้เลยก็ตามเถอะ

บ้านที่ไซเรนซื้อและเป็นบ้านหลังปัจจุบันของฉัน อย่างที่บอกไปแล้วว่ามันผ่านการคัดกรองมาอย่างดีจากทั้งตัวเขาเอง ตัวฉัน ตาลุงวิทย์ รวมไปถึงเพื่อนๆ ในสายงานเดียวกัน ดังนั้นบ้านหลังนี้เลยอยู่ในทำเลทองแบบที่ไม่ใช่แค่ราคาแพง แต่ยังแออัดไม่น้อยด้วย ถ้าได้ขับรถออกจากประตูหมู่บ้านมาเมื่อไหร่เป็นรู้เลย

จะว่าไป..พูดถึงตาบ้านั่น เมื่อเช้าไม่รู้ว่าได้กินข้าวรึเปล่านะ แถมบอกจะโทรมาตอนสายๆ ก็ยังไม่เห็นว่าจะโทรหรือแม้แต่ยิงมาสักสาย ข้อความอะไรก็ไม่มี ป่านนี้จะถูกคนจากเดนมาร์กอะไรนั่นทึ้งหัวแทะสมองไปรึยังก็ไม่รู้

เฮ้อ..ทำให้เป็นห่วงได้ตลอดเลยให้ตายสิ!

แทนที่จะรอเขาโทรมา ฉันเลือกที่จะโทรไปหาแทนเมื่อมองนาฬิกาแล้วพบว่าเป็นเวลาที่น่าจะยังพักอยู่ (ในกรณีที่เขาเลือกจะพักน่ะนะ) จนกระทั่งรอสายสักพักก็ยังไม่มีคนรับ ฉันเลยตัดสายไปไม่อยากรบกวน

บางทีเขาอาจจะประชุมอยู่ และถึงฉันจะไม่ชอบแค่ไหน แต่ก็ไม่อยากสร้างปัญหาให้เขา ดังนั้นแค่โทรไปหาให้เขารับรู้ว่าเป็นห่วงก็โอเคแล้วสำหรับฉัน

นั่งอยู่บนรถเกือบครึ่งชั่วโมง ขบวนผู้ร่วมใช้ท้องถนนก็ค่อยๆ ขยับทีละน้อยจนหลุดพ้นจากบ่วงความทุกข์ทรมานออกมาได้จนถึงเขตชานเมืองอีกฝั่ง แต่เพราะฉันไม่ค่อยได้มาแถวนี้เลยขับวนและงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ประมาณสามสี่รอบ

และกำลังเข้ารอบที่ห้า -__-;

บ้าน่า! ไอ้ลินท์จะหลงทางที่กรุงเทพเนี่ยนะ!?

อืด อืด

โทรศัพท์ที่สั่นอยู่บนเบาะข้างพร้อมวิทยุในรถที่ร้องเป็นสัญญาณว่ามีคนโทรเข้าเพราะเชื่อมบลูทูธอยู่กับโทรศัพท์ทำให้ฉันต้องกดรับสายแล้วหันไปสนใจสิ่งนั้นก่อนชั่วครู่

เอ่อ..ทั้งๆ ที่ยังหาทางไปสนามบินแบบถูกต้องแน่นอนไม่ได้นี่ล่ะ

“ว่า?” ฉันกรอกเสียงลงไปนิ่มๆ ก่อนจะตัดสินใจเบี่ยงรถเข้าเลนส์ขวาขึ้นสะพานที่ยังไม่แน่ใจว่าวนอยู่ในกรุงเทพหรือกำลังออกต่างจังหวัด (?)

[ อยู่ไหนเนี่ย พี่รอเราจนเครื่องบินเทคออฟหมดสนามบินละนะ ] ไอ้พี่นัทส่งน้ำเสียงกวนๆ (ที่แต่ก่อนไม่ยักกะมี) มาตามสาย

“เออน่า กำลังจะถึงแล้ว” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจสุดๆ หลอกล่อให้เหยื่อตายใจ

บางทีฉันควรจะกลับไปศึกษาแผนที่กรุงเทพใหม่อีกครั้งนะเนี่ย

[ เออๆ รีบๆ มาล่ะ พี่แค่โทรมาเช็ค เห็นเงียบหายไปเลยนึกว่าไปถึงเชียงใหม่แล้ว ]

สาบานทีสิว่าพี่นัทกำลังแช่งให้ฉันหลงทางหนักกว่าเดิม!

“นับวันพี่ยิ่งปากดีขึ้นเรื่อยๆ เนอะ” ฉันเลียบๆ เคียงๆ ตอบกลับเสียงนิ่ม ทว่าฝั่งนั้นกลับขำเสียงดังออกมา

[ ก็ไม่รู้สิ ] เขาตอบกวนประสาท

เยี่ยมไปเลย กลับมาคราวนี้ท่าทางว่าเขาจะไม่ธรรมดา จากน้ำเสียงเริงร่านั่นแล้วคงมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้น ไหนจะมีอารมณ์มานั่งกวนตีนฉันอีก

“พี่นั่งรอเงียบๆ ไปแหละ เดี๋ยวลินท์ใกล้ๆ ถึงแล้วโทรหา” ฉันพูดตั้งใจจะกดวางสาย ซึ่งไอ้พี่นัทก็เหมือนจะห้ามอะไรนิดหน่อย แต่สุดท้ายแล้วเพราะมัวแต่จดจ่ออยู่กับถนนฉันเลยกดวางสายไปเรียบร้อย

คงไม่ได้พูดอะไรหรอกมั้ง?

 

หึ..ฉันอยากจะฟาดไอ้พี่นัทสักสองทีด้วยปังตอที่บ้าน!

ทำไมน่ะเหรอ ก็ไอ้พี่บ้านั่นน่ะสิ! สงสัยจะว่างจัดเพราะตกงานหรือไม่ก็ถูกพักงานแน่ๆ  พอฉันใช้ความพยายามหาทางมาถึงสนามบินจนได้ ไอ้พี่นั่นก็โทรเข้ามาพอดีพร้อมบอกว่า โทษทีนะ พอดีพี่มีธุระรีบมากรอเราไม่ได้ พี่เลยนั่งแท็กซี่ออกมาแล้ว

ฮึ่ม! ทำไมเดี๋ยวนี้คนรอบตัวฉันมันกวนตีนได้ถึงขนาดนี้นะ!

ฉันขับรถด้วยอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นได้ที่กลับบ้าน แน่นอนว่าการมาสนามบินครั้งนี้ทำให้ฉันจำทางได้แม่นและสาบานกับตัวเองว่าจะไม่ไปรับใครที่สนามบินอีกนอกจากคนๆ นั้นจะอ้อนวอนขอร้องกราบกรานฉันจนเห็นว่าสาแก่ใจ (?) เท่านั้น!

แต่ก็ยังดีหน่อยที่ถือว่าไม่ตีรถเปล่าเพราะอย่างน้อยๆ ฉันก็บังเอิญนึกขึ้นได้ว่าบริษัทของไซเรนสามารถไปได้ด้วยทางแถวนี้ ไม่ใช่ว่าใกล้หรอกนะ แต่พอดีมีทางลัดที่เหมาะเจาะแก่การเดินทางจากสนามบินไปที่ตัวบริษัทมาก ฉันเลยซื้อของติดไม้ติดมือพร้อมไปหาเขาที่บริษัท เผื่อทั้งมื้อเช้ามื้อกลางวันเพราะคิดเอาไว้แล้วว่าคนขี้เกียจหาอะไรกินอย่างหมอนั่นต้องยังไม่ได้กินแน่ๆ

อ้อ ไม่ใช่แค่ซื้อไปให้ไซเรนคนเดียวเพราะฉันเป็นคนใจดีและจิตใจงดงามมาก (?) ฉันเลยซื้อของกินมากมายเผื่อไปให้พวกเด็กๆ ที่บริษัทด้วย ไม่รู้หรอกนะว่าจะทำคุณบูชาโทษรึเปล่า แต่อย่างน้อยๆ ฉันก็อยากจะซื้ออะไรไปฝากเจ้าพวกนั้นบ้าง ยังไงๆ ก็คนกันเอง ถือเป็นการติดสินบนเจ้าพวกนั้นด้วยว่าห้ามใช้งานสามีฉันหนักเกินไป

แต่ฉันเชื่อว่าระดับพวกเจ้าบ้านั่นแล้ว ต่อให้เอาของมาเซ่นอีกเป็นคันรถ มันก็พร้อมที่จะกวนตีนฉันกลับได้ทุกเมื่อ -__-^

ฉันใช้เวลาขับรถไม่นานก็มาถึงบริษัท ซินท์ทีเรีย ของไซเรนจนได้ บริเวณโดยรอบดูดีขึ้นกว่าครั้งก่อนที่ฉันมาล่าสุดมาก อาจจะเพราะไซเรนหันมาสนใจตัวอาคารและอาณาบริเวณรอบๆ ตึกออฟฟิศมากขึ้นด้วยเลยสวยขึ้นและดึงดูดสายตาได้เป็นอย่างดี

ความจริงเขาน่าจะสนใจตรงนี้นานแล้วนะ ไหนๆ ก็ทำงานด้านดีไซน์แล้ว ตัวตึกตัวอาคารออฟฟิศหรืออะไรก็ตามที่เป็นผลผลิตของบริษัทควรจะแสดงอัตลักษณ์ของบริษัทมากกว่านี้จะได้เป็นที่จดจำ

ฉันขับรถเข้าไปจอดที่ชั้นใต้ดินเมื่อรปภ.ซึ่งจำหน้าฉันได้เปิดไม้กั้นให้ฉันเข้าบริษัทแต่โดยดี พอหอบข้าวของได้ด้วยสองมืออย่าง..เอ่อ พะรุงพะรังนิดหน่อยแล้วฉันก็ล็อกรถและเดินขึ้นลิฟท์กดชั้นบนสุด ซึ่งห้องทำงานของไซเรนอยู่ที่นั่น

อย่างที่บอกล่ะนะ ฉันเคยมาที่นี่แล้วแต่ก็ไม่บ่อย ได้มีโอกาสมาเพราะงานบ้างหรือไร้สาระบ้างก็มี แต่การที่อีตาไซเรนป่าวประกาศไปทั่วบริษัทว่าฉันเป็นนายหญิงและเจ้าของชื่อที่ฟิวชั่นกับชื่อเขาแล้วเกิดเป็นชื่อบริษัททำให้คนส่วนใหญ่ที่นี่จำฉันได้แม่น ระหว่างทางเลยมีบางคนหันมาทำหน้าเกร็งๆ ในขณะที่บางคนยิ้มให้ โดยเฉพาะผู้ชายน่ะนะ

“คุณมินตรา” เลขาสาวที่รู้จักฉันเป็นอย่างดีทักทายขึ้นอย่างอารมณ์ดี

“สวัสดีค่ะ” ฉันยิ้มตอบเธอพลางมองของในมืออย่างสับสนเล็กน้อย

อา..ต้องถุงนี้สิ

“เอ๋?” เธอครางในลำคออย่างงุนงงเมื่อฉันยื่นของกินกับของฝากสำหรับเธอโดยเฉพาะไปตรงหน้าเธอ

“รับไปสิ ฉันซื้อมาฝาก” ฉันขยายความพลางชูถุงขึ้นชัดๆ ให้เห็นว่านี่คือถุงของเธอจริงๆ ไม่ได้อำเล่น

“เอ่อ..ไม่ดีมั้งคะ” เธอทำสีหน้าพะอืดพะอมกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “ฉันว่ามันคง..”

“รับไปเถอะน่า” ฉันส่ายหน้าและยิ้มอ่อนเพลียให้กับความขี้เกรงใจของเธอเล็กน้อย “แล้วนี่ตานั่นอยู่ที่ห้องรึเปล่า หรือออกไปข้างนอก”

“คุณไทรยังอยู่ในห้องค่ะ แต่ฉันไม่แน่ใจว่ามิสเตอร์ชาร์ลจะคุยธุระเสร็จรึยัง คุยกันมาตั้งแต่..เก้าโมงแล้วล่ะค่ะ” เธอมองนาฬิกาไปพูดไป

“อืม ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันค่อยเข้าไปตอนมิสเตอร์ชาร์ลอะไรนั่นออกไปก็ได้ ให้เขาคุยกันไปก่อน” ฉันยิ้มให้เธออย่างเป็นมิตรพลางเอ่ยขอตัวแล้วปลีกตัวมาที่อีกฝั่งของตึก ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของพวกเด็กเกรียนที่ทำตัวเหมือนยังไม่จบม.ปลาย

“เฮ้ย! มึงเอาแลปทอปกูไปโหลดหนังโป๊เว็บไหนมาวะ กูบอกแล้วใช่มั๊ยห้ามติดไวรัส เชี่ยเอ๊ย!” เสียงทุ้มแบบแปลกๆ ของชายท่าทางไม่น่าไว้ใจด้วยหัวเกรียนๆ และรอยสักเต็มตัวสบถยาวใส่เพื่อนตัวเองท่าทางหัวเสีย

“กูขอโทษ ให้กูเลี้ยงบุฟเฟ่ต์อาหารทะเลมึงสามมื้อเลยก็ได้เอ้า!” ส่วนอีกคนข้างๆ ที่กำลังเถียงอยู่กับเขามีท่าทางติสท์เกินเหตุ ผมหยิกยาวประบ่าฟูเล็กน้อย ในขณะที่เสื้อผ้าดูไม่เรียบร้อยจนฉันอยากจะจับโยนให้ฝ่ายเอชอาร์ที่บริษัทลุงวิทย์เทศน์สักชั่วโมงสองชั่วโมง

ภาพนี้เป็นภาพที่เห็นได้เป็นปกติในสายตาของคนที่นี่รวมถึงฉันที่ไม่ค่อยได้มาด้วย คนที่บ่นเรื่องแลปทอปของตัวเองที่มีหัวเกรียนๆ กับหุ่นล่ำบึกเหมือนทหารชื่อโบ เขาอยู่ฝ่ายไอที ทั้งหน้าตาท่างทางรวมไปถึงชื่อเล่นไม่ได้เข้ากับอาชีพที่ทำเลยด้วยซ้ำ แต่ไซเรนเคยบอกฉันว่าเขาทำงานได้มีประสิทธิภาพอย่างน่าเหลือเชื่อทั้งที่ประสบการณ์ก็ยังไม่มากเพราะอายุน้อยกว่าไซเรนไม่เท่าไหร่ ทำให้ฉันเลิกที่จะสนใจเรื่องรูปลักษณ์และชื่อเล่นเขาไป

ส่วนอีกคน ชายติสท์เกินเหตุ หมอนี่แหละที่ชื่อแจ็ค เขาอยู่ฝ่ายออกแบบและเป็นหัวโจกแก๊งเด็กเกรียนที่ทำเอาฉันปวดหัวทุกครั้งที่มาที่นี่ หน้ากับรูปลักษณ์ไม่ได้เหมาะกับการเป็นคนกวนตีนเลยแท้ๆ

“อ้าว! เจ้ มาหาเฮียหรอ?” ไอ้แจ็คเบี่ยงเบนความสนใจของโบที่กำลังจะทุ่มแลปทอปพังๆ ของตัวเองใส่หัวไอ้คนทำพังอย่างมันด้วยการหันมาทักทายฉันที่ยืนมองอยู่ห่างๆ รอมันทะเลาะกันเสร็จ

“เออ” ฉันพยักหน้าส่งๆ อย่างไม่ค่อยอยากยุ่งกับมันเท่าไหร่นัก แต่ในเมื่อมันเป็นคนทัก..ก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ ยังไงก็ต้องตอบ “เอานี่ไป แบ่งเพื่อนๆ ด้วย”

ฉันยื่นถุงที่เต็มไปด้วยขนมและของกินให้มัน

“โอ้โห! วันนี้เจ้มาแปลกว่ะ มึงว่าเจ้เขาไปกินอะไรผิดสำแดงมาป่ะวะ?” จู่ๆ มันก็หันไปถามไอ้โบหลังจากแซวฉันเสร็จ

“จะกินอะไรมาซะอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่เฮีย” ไอ้โบตอบหน้าตาย

“ฮิ้ว!” ส่วนไอ้แจ็คก็โห่ฮิ้วเป็นลูกรับได้เหมาะสมจนน่าหมั่นไส้!

นี่ฉันคิดถูกหรือคิดผิดวะเนี่ยที่ซื้อของมาฝากพวกมัน!

“จะให้ฉันบอกเฮียแกว่าแกลวนลามฉันให้ตานั่นไล่แกออกหรือจะยอมหุบปากทำตัวเงียบๆ เลือก!” ฉันขู่ไอ้แจ็คด้วยความหมั่นไส้ทั้งๆ ที่ไอ้ที่พูดไปนี่มันเรื่องที่กุขึ้นทั้งหมด

ก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ ทำตัวน่าหมั่นไส้ดีนัก L

“โอ้ย! ไม่ดีเลยเจ้ อย่าเลยเนอะเดี๋ยวจะถูกไล่ออกจากบ้าน แค่ที่ทำตัวอยู่นี่ก็ได้นอนห้องใต้บันไดแล้วเนี่ย” ไอ้แจ๊คยกมือขึ้นไหว้ฉันทำหน้าจริงจังจนฉันอดขำไม่ได้

“ก็ถ้ายังมาแซวมาขำฉันอีกนะ โดนแน่!” ฉันชี้หน้ามันคาดโทษ

“ไม่ต้องรอมันแซวก็เล่นงานมันเลยเหอะเจ้ มันทำแลปทอปผมพังด้วยเนี่ย” ไอ้โบตีหน้ายุ่งพลางมองแลปทอปที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานตัวเอง

“ไม่ต้องมายุฉันเลย แกก็ด้วยอีกคน พอตั้งท่าจะหาเรื่องแซวฉันทีไรก็เข้าคู่กันดีอย่างกับรักกันมาแต่ชาติปางก่อน”

“เปล๊า! ไปทำงานดีกว่างานเยอะแยะ” ไอ้โบรีบปฏิเสธแล้วเดินไปอีกทางทันที

“เออจริงของมึง งานเยอะว่ะ” ไอ้แจ็คก็ทำตามอีกคน

“เดี๋ยวๆ” ฉันรั้งพวกมันไว้ก่อน “เฮียแกได้กินอะไรบ้างยังตั้งแต่เช้า แล้วในห้องเขาคุยกันเครียดมั๊ย?”

ข้อดีอย่างเดียวของพวกมันคือเป็นสายสืบให้ฉันล่ะนะ นี่แหละเหตุผลที่ฉันจะต้องเอาของมาเซ่นมันตลอดที่มานี่ เป็นข้อดีอย่างเดียวเลยจริงๆ

“ก็เครียดอยู่นะ” ไอ้แจ็คนึก “ดูแบบจริงจังโคตรๆ อ่ะ ไม่รู้จะจริงจังไปไหน”

“มันโม้ว่ะเจ้อย่าไปเชื่อ มันได้เข้าไปที่ไหน แค่เข้าบริษัทก็เข้าสายแล้ว” ไอ้โบตะโกนมาแต่ไกล

“หืม..มาสาย!?

ป้าบ!

“แล้วเมื่อเช้าแกใช่มั๊ยที่โทรไปจิกอีตานั่นให้รีบมาๆ” ฉันชี้หน้าคาดโทษคั้นปากมันไปด้วยหลังจากที่ตบหัวทำโทษมันเสร็จ

“ก็เฮียตินบอกให้โทรไปปลุกอ่ะ ผมจะรู้ได้ไงเล่า” ไอ้แจ็คกุมหัวทำหน้าจะร้องไห้ใส่ฉัน

“แล้วแกจะมาเร่งเฮียแกทำไม ตานั่นแค่เวลานอนก็ไม่พออยู่แล้ว”

“โอ๊ะโอ..เวลานอนไม่พอนี่ไม่ใช่เพราะงานหรอกม้าง..”

..เอ๊ะ?

“น่าจะเพราะกำลังวางแผนสร้างครอบครัวอยู่มากกว่า” ไอ้แจ็คเปลี่ยนสีหน้าเป็นทะเล้นขี้เล่นแบบโคตรขัดกับลุคพร้อมมองมาที่หน้าท้องฉันเป็นนัยๆ

“ไอ้เวรนี่!

ฉันเอื้อมมือไปเตรียมจะกระชากตัวมันมาสำเร็จโทษซะหน่อย แต่มันก็ดันวิ่งหนีไปได้อย่างรวดเร็ว ฉันล่ะเพลียจริงๆ!

 

 

หลังจากนั่งรอมากว่าสามชั่วโมงแบบไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยตั้งแต่เที่ยงทำให้ฉันถอดใจและฝากของกินของไซเรนไว้กับเลขาฯ ก่อนจะเดินทางกลับมาที่บ้านตัวเองทันที

อา..ไม่สิ ไม่ได้เดินทางกลับบ้าน ฉันกำลังมาที่คอนโดของไอ้พี่นัทต่างหาก จู่ๆ ก็โทรมาตอนกำลังสตาร์ทรถเตรียมตัวกลับบ้าน อยู่ดีๆ ก็บอกจะมาหา ด้วยความใจดีเห็นว่าไม่มีรถฉันเลยอาสาขับรถไปหาที่คอนโด แต่คิดไปคิดมานี่มันขุดหลุมฝังตัวเองชัดๆ ในเมื่อทางไปคอนโดของไอ้พี่นั่นมันรถติดแถมยังไกลมากๆ ขนาดนี้น่ะ

ค่าน้ำมันเดือนนี้จะปาเข้าไปเท่าไหร่ล่ะเนี่ย..

หลังจากบ่นๆ ในใจอยู่อีกสักพัก ฉันก็ซิ่งรถมาถึงคอนโดของพี่นัทที่ไม่ได้เจอกันมาแรมปีในที่สุด และราวกับมีตาทิพย์ ไอ้พี่นั่นส่งข้อความเป็นเลขห้องและเลขชั้นมาให้เหมือนรู้ใจว่าฉันต้องลืมแน่ๆ ตอนกำลังก้าวขาลงจากรถพอดีเป๊ะ

ฉันว่าที่ไปอังกฤษมานี่ต้องฝึกปรือวิชาพลังจิตหรือตาทิพย์เห็นอนาคตอะไรเทือกๆ นั้นมาแน่..

ก๊อกๆ

“ไฮ!

แหม..เหมือนมีตาทิพย์ซะจริงๆ

“อะไรของพี่เนี่ย” ฉันเลิกคิ้วถามงงๆ พลางเดินเข้าไปในห้องของเขาแล้ววางของที่ซื้อมาฝากไว้ที่โต๊ะ

“หือ..พี่ทำไมอะไรยังไง?” ไอ้พี่นัทตีหน้าซื่อตาใสถามแบบไร้เดียงสา

“ก็เนี่ย อย่าให้น้องสาธยาย ตั้งแต่ที่สนามบินแล้ว..ไหนบอกจะรอ ไปถึงดันโทรมาบอกว่าออกแล้วเหมือนแกล้งกันยังไงก็ไม่รู้”

บอกเลยว่าเคืองสุดๆ! ค่าน้ำมันที่วนรถเล่นอยู่ในกรุงเทพเพราะหลงทางไปรับไอ้พี่นัทไม่ถูกนี่ปาเข้าไปไม่รู้เท่าไหร่ ตอนนี้ยิ่งน้ำมันแพงๆ อยู่ด้วย

“พี่บอกเราแล้วต่างหาก แต่เราชิงวางสายก่อน พอดีแท็กซี่มาพี่เลยรีบขึ้น กว่าจะนึกได้ว่าต้องโทรบอกใหม่ก็เกือบถึงที่หมายแล้วน่ะ”

แค่อธิบายเหมือนเป็นเรื่องเล่นๆ ไม่พอยังมาทำเป็นหัวเราะกลบเกลื่อนอีก -__-

“ขอค่าน้ำมัน” ฉันแบมือตรงหน้าเขาแล้วพูดตรงๆ

“เฮ้อ..งกไม่เปลี่ยน” ไอ้พี่นัทกดหัวฉันเบาๆ อย่างเอ็นดู “แต่เดี๋ยวค่อยให้ทีเดียวเพราะพี่มีเรื่องจะใช้งานซักหน่อย”

“ใช้งาน!?” ฉันถามเสียงดัง

ไอ้เราก็นึกว่าที่เรียกมาเพราะอยากเจอ มีธุระ คิดถึงหรืออะไรทำนองนี้ แต่กลายเป็นว่าเรียกฉันมาใช้งานซะงั้น!

“พอดีพี่ต้องไปทำธุระแถวชานเมืองนิดหน่อยน่ะ แต่พี่ยังไม่ได้จัดเสื้อผ้าแถมห้องก็ยังไม่ได้ทำความสะอาด”

ไม่พูดเปล่า ไอ้พี่นัททำตาปริบพลางมองมาที่ฉันแบบมีเลศนัย

“ที่เรียกมาใช้งานคือใช้เป็นแม่บ้านเนี่ยนะ?” ฉันถามเสียงเรียบ

“แฮ่..”

“โอ้ย! ไปไหนก็ไปเลยไป นี่น้องนะ ไม่ได้เจอกันมาตั้งนานนมแต่วันแรกที่เจอกันดันมาใช้งานให้ทำนู่นทำนี่ให้ ไปเลยงอนแล้ว เชอะ!” ฉันสะบัดหน้าหนีไอ้พี่นัทแกล้งงอนจริงจัง

ก็แค่แกล้งน่ะนะ มันน่าหมั่นไส้นี่นา เจอกันแทนที่จะเลี้ยงข้าวหรืออะไร ดันมาใช้งานให้เป็นแม่บ้านซะอย่างนั้น

“พี่รู้ว่าลินท์ใจดี เดี๋ยวพี่จะรีบกลับมานะ” ไอ้พี่นัทยิ้มแผล่ “แล้วก็..ขอยืมนี่ก่อนด้วย”

“เฮ้ย!

ไอ้พี่นัทมันเอากุญแจรถฉันไปตอนไหน!?

“ไปล่ะ บาย!

ละ..แล้วก็เผ่นไปเลยแบบนี้เนี่ยนะ..

นี่มันอะไรวะเนี่ย!

 

 

ฉันว่ามันต้องมีอะไรแปลกๆ..

ไอ้พี่นัทไม่น่าทิ้งฉันไว้ที่สนามบินให้วนรถเล่นๆ แน่ ถึงจะกวนขึ้นแค่ไหนก็คงไม่ทำแบบนั้นแน่ๆ และยิ่งเป็นเรื่องของฉันแล้วด้วย ไอ้พี่นัทจะไปลืมได้ยังไงกัน มันมีอะไรทะแม่งๆ แน่ๆ

แล้วนี่อีก..ไอ้พี่นัทเอากุญแจรถฉันออกไปได้ราวๆ ครึ่งชั่วโมง แต่ตอนที่ออกจากห้องไปไม่ได้ถามฉันด้วยซ้ำว่าฉันจอดรถตรงไหนชั้นไหน เพราะถึงจะเป็นบุคคลภายนอกแต่ที่จอดรถสำหรับคนนอกของคอนโดนี้ก็เยอะมากพอที่จะไม่มีใครอยากเสียเวลาเดินหาแน่ๆ แต่นี่กลับหายไปตั้งครึ่งชั่วโมง ไม่มีแม้แต่สายโทรศัพท์โทรเข้ามาถามหารถ

..หรือต่อให้เดินหาก็เป็นไปไม่ได้แน่ๆ ในเมื่อเขาไม่เคยเห็นรถฉัน ยี่ห้อหรือทะเบียนรถก็ยังไม่รู้ แล้วจะเป็นไปได้ยังไงที่ว่าจะเดินหาน่ะ!?

แต่ถึงจะคิดแบบนั้นก็เถอะนะ ฉันก็ยังเดาไม่ออกอยู่ดีว่าเขากำลังพยายามที่จะทำอะไร

ก๊อกๆๆ

“แป๊บนึง!” ฉันวางเครื่องดูดฝุ่นและกดปิดเครื่องพลางตะโกนบอกใครบางคนที่กำลังเคาะประตูอย่างเอาเป็นเอาตายที่ข้างนอกนั่น

แอด

“แฮปปี้เบิร์ธเดย์ทูยู แฮปปี้เบิร์ธเดย์ทูยู..”

เอ๊ะ..?

“แฮปปี้เบิร์ธเดย์ แฮปปี้เบิร์ธเดย์ แฮปปี้เบิร์ธเดย์ทูยู!

“เอ่อ..”

“เป่าสิ” ไซเรนที่ถือเค้กอยู่พยักเพยิดให้ฉันเป่าเค้กที่ดูอลังการงานสร้างเอามากๆ ตรงหน้า

และใช่..ฉันพูดไม่ผิด คนถือเค้กและคนพูดเป็นคนๆ เดียวกันคือไซเรน

ไอ้บ้านี่มาอยู่นี่ได้ไง!?

“เอ้าเจ้! เป่า”

แถมมีไอ้แจ็คด้วย แล้วที่ร้องเมื่อกี้อีก..นี่วันเกิดฉันเหรอ?

ฟู่!

ให้ตายเถอะแม่เจ้า! หลังจากที่ยืนยันกับตัวเองด้วยโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงแล้วพบว่านี่เป็นวันเกิดฉันจริงๆ ด้วย ไหนจะคนมากมายที่อยู่หน้าห้องนี่อีก ไอ้พี่นัท ไอ้แจ็ค ไอ้โบ ไซเรน พี่สตินและตบท้ายด้วยลุงวิทย์

ถามจริง..นี่เขาเตี๊ยมกันมาหรอกเหรอ?

“จะเอ๋ออีกนานมั๊ยครับคุณภรรยา” ไซเรนทำหน้าขี้เล่นพลางแซวฉัน และก็ได้ไอ้ลูกน้องที่แสนดีคอยโห่ฮิ้วเป็นลูกรับให้อยู่ที่ข้างหลัง

“อ่ะๆ” ฉันหลีกทางให้ทุกคนเข้ามา แต่ก็ยังไม่รู้สึกถึงสติว่ามันกลับมารึยัง

อ่า..จะว่ายังไงดีล่ะ ปกติแล้ววันเกิดฉันมันไม่ได้มีอะไรพิเศษ อย่างนึงเพราะที่เห็น ฉันลืมวันเกิดตัวเองเพราะความเคยชินที่ปกติก็ไม่ได้จำอะไรอยู่แล้ว ไหนจะตอนนั้นอีกที่ไซเรนโดนรถชนในวันเกิดฉัน ฉันเลยทำเป็นลืมๆ มันไปซะซึ่งก็ได้ผลเพราะฉันลืมมันจริงๆ ปีก่อนๆ ก็มีแค่ไซเรนที่พาฉันไปดินเนอร์นิดๆ หน่อยๆ หรือไม่ก็ทำอะไรกินกันเองที่บ้าน เรียกได้ว่าธรรมดาสุดๆ จะพิเศษก็ตรงลุงวิทย์ที่ส่งข้อความกับของขวัญมาให้ทุกปีนั่นล่ะ

อ้อ..ของขวัญของเขาทำฉันหน้าตึงสุดๆ ด้วยล่ะ อะไรน่ะเหรอ...ชุดเครื่องใช้ของเด็กอ่อนไง ไม่รู้จะอยากมีหลานไปถึงไหน

“ทำไมต้องจริงจังขนาดนี้เนี่ย แล้วนายมาได้ไง ลุงอีก” ฉันถามรัวๆ ด้วยใบหน้างงๆ ซึ่งทุกคนก็หันมามองฉัน

“ฮ่าๆๆ!

และขำ -__-^

“ไม่ต้องรู้อะไรมากหรอก เอาเป็นว่าวันนี้ขอให้มีความสุขมากๆ นะเจ้” ไอ้แจ็คยกยิ้มแปลกๆ ให้ฉันแล้วส่งสายตาไปให้ไอ้โบต่อ

“..โดยเฉพาะคืนนี้”

ป้าบ!

“ลามปามเนอะ!

“จะไปว่ามันทำไม๊ ในเมื่อที่มันพูดนี่เรื่องจริงล้วนๆ”

อะ..อีตาบ้า! ///

“เอ่าๆ! หน้าแดงใหญ่แล้วเจ้”

“อยากโดนอีกไง๊?” ฉันเงื้อมือเตรียมจะตบหน้ามันอย่างจริงจัง

“พอๆ เลิกเล่นๆ” เสียงประกาศิตของคนแก่ทำให้ฉันต้องลดมือลงอย่างช่วยไม่ได้ “เดี๋ยวป๊าอธิบายเอง”

ป๊า..แหวะ! ไม่ใช่ว่าฉันรังเกียจนะ แต่ประกายวิบวับในแววตาของเขาตอนที่เรียกแทนตัวเองว่าป๊ากับฉันมันทำให้ฉันรู้สึกหมั่นไส้จนอยากจะอ้วกขึ้นมาน่ะ เหมือนกับว่าเขารอโอกาสนี้มานานอะไรแบบนั้น

“พอดีว่าป๊าเห็นหนูทำงานหนัก เลยอยากจะให้ของขวัญอะไรที่ไม่เหมือนปีก่อนๆ บ้าง พอได้มาคุยกับลูกเขยแล้วก็เห็นพ้องต้องกันว่าหนูจริงจังกับชีวิตเกินไป น่าจะมีวันที่ได้แฮปปี้กับชีวิต ฉลองอะไรเล็กๆ น้อยๆ แบบไม่ต้องเครียดเรื่องอื่นบ้าง ป๊าเลยคิดได้ว่าหนูไม่ได้เจอนัทมานานแล้ว ก็เลยเรียกตัวพี่กลับมานี่เพื่อฉลองวันเกิดให้หนูเนี่ยแหละ”

สรุปว่าของขวัญสำหรับฉันปีนี้คือไอ้พี่นัท?

“แล้วไอ้ที่พี่ให้ลินท์ขับรถวนทั่วกรุงเทพไหนจะทิ้งให้อยู่ห้องคนเดียวนี่คืออะไรอ่ะ?”

“เอ่อ..คือ” ไอ้พี่นัททำสีหน้าไม่ถูก “มันเกิดเหตุสุดวิสัยนิดหน่อยน่ะ เค้กร้านดังที่พี่สั่งไว้เขามีปัญหาน่ะ พี่เลยต้องวิ่งหาร้านใหม่ พอดีที่ไอ้ไซเรนมันทำงานอยู่ ไหนจะคนอื่นก็ยุ่งๆ พี่เลยต้องทำเอง ถ้ารอให้เรามารับพี่ก็ปลีกตัวยากเลยยอมทำแบบนั้นน่ะ”

“ตกลงคือไซเรนคุยงานจริงๆ?” ฉันหันไปถามไซเรนบ้าง

นึกว่าที่ไม่ยอมออกมาซะนานสองนานนี่เป็นแผนด้วยซะอีก

“อื้ม พอดีชาร์ลมันเรื่องมากน่ะ พี่กับไอ้ไซเลยสรุปงานไม่ได้สักที” พี่สตินเป็นคนอธิบายขึ้นมาแทน

“แล้วไอ้สองตัวนี้มาทำไม?”

“ก็มาร่วมยินดีไงเจ้ นี่เราไม่มีค่ากันเลยหรอวะมึง” ไอ้แจ็คหันไปตัดพ้อกับไอ้โบต่อ

“เฮ้อ..พวกเราอุตส่าห์สละเวลาอันมีค่าแท้ๆ ว่ะ” ไอ้นี่ก็เล่นไปด้วยอีก!

“เออๆ! ก็ขอบใจแล้วกันที่อุตส่าห์สละเวลามา รีบกลับไปทำงานได้แล้วไป เสียดายเงินเดือน” ฉันไล่มันจริงจัง

“อย่าเพิ่งไล่เด็กๆ เลยน่า ไหนๆ พี่นัทก็อุตส่าห์สั่งเค้กก้อนใหญ่มาซะขนาดนี้แล้ว ไอ้เด็กมันกินก่อนก็ได้นี่” ลุงวิทย์พูดขัดขึ้นมา พอดีกับจังหวะที่ไอ้นัทเดินเข้ามาบอกว่าเคลียร์ของที่โต๊ะกินข้าวแล้วเรียบร้อยหลังจากเดินแยกออกไปตอนไหนไม่รู้

“เจ้ๆ” ไอ้โบสะกิดฉันเบาๆ ตอนที่เราทั้งหมดกำลังย้ายถิ่นฐานไปที่โต๊ะกินข้าวตัวใหญ่ในห้อง “ที่เจ้ถามที่บริษัทอ่ะ เฮียยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า ไปหาไรให้เฮียกินดิ”

“หืม?” ฉันครางในลำคองงๆ “ตกลงหมอนั่นยังไม่ได้กินไรเลยอ่ะนะ?”

“อื้อ น้ำเปล่ายังไม่ได้แตะเลยมั้งนั่น”

ฟังจบ ฉันก็เดินนำไปหาไซเรนที่กำลังหั่นเค้กใส่จานให้คนนู้นคนนี้ แย่งมีดมาจากมือเขาแล้วทำเองพร้อมตัดเค้กให้เขาด้วย

“ทำไมไม่กินมื้อเช้ากับเที่ยง?”

“หืม?”

“บอกให้กินข้าวให้ครบทุกมื้อ งานมันเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ?” ฉันขมวดคิ้วถามเขาในขณะที่คนอื่นๆ กำลังตั้งหัวข้อสนทนาของตัวเอง

“ก็นิดหน่อย พอดีไอ้ชาร์ลมันเพิ่งมาน่ะ แถมมันน่ะเรื่องมากเอาแต่ใจโคตรๆ ฉันเลยไม่มีเวลาทำอะไรเลย” ไซเรนทำหน้าเพลียๆ พลางตักเค้กมาจ่อปากฉัน

“ไอ้ชาร์ล? เรียกเขาเป็นเพื่อนเลยเนอะ” ฉันตอบพลางรับช้อนมาแทนที่จะงับมันเข้าปาก พลางจ่อมันที่ปากเขาแทน

“มันก็เป็นเพื่อนน่ะแหละ เพียงแต่ว่าเป็นเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนอีกที แถมทำงานสายเดียวกันก็เลยได้คู่ค้าเพิ่ม แต่มันแม่งโคตรเอาแต่ใจ เป๊ะเป็นระเบียบจนน่ารำคาญ แค่แต่งตัวธรรมดายังไม่ได้เลยต้องใส่สูทอย่างที่เห็นเนี่ย” เขาส่ายหน้าพยายามกลบเกลื่อนสีหน้าเหนื่อยๆ

แต่แน่นอนว่าฉันรู้ฉันเห็น

“กลับบ้านมั๊ย?”

“ตอนนี้?” ฉันพยักหน้าให้เขา “ไม่ล่ะ นี่อุตส่าห์มาฉลองวันเกิดให้เธอนะ จะมาชิ่งกลับได้ไง ไม่อยู่กับพี่เธอก่อนเรอะ”

“ไม่เอาอ่ะ ไอ้พี่นัทคงไม่ได้อยู่แค่วันนี้พรุ่งนี้หรอก เดี๋ยวค่อยมาหาก็ได้” ฉันส่ายหน้าไม่ยอม

“เฮ้อ..เธออยู่นี่ไปดีกว่า เดี๋ยวไปเจอกันที่บ้าน ฉันขอกลับไปพักผ่อนหน่อย เมื่อคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ”

“ฉันจะปล่อยให้นายไปคนเดียวได้ไงเล่า” ฉันขมวดคิ้วพลางหันไปพูดกับคนอื่นๆ “เดี๋ยวฉันกลับก่อนนะ เชิญตามสบายเลย”

“อ้าว ทำไมรีบ” ไอ้พี่นัทถามสีหน้าเหลอหลา

“ไซเรนอยากกลับไปพักผ่อน ลินท์ไม่อยากให้เขากลับคนเดียวน่ะ” ฉันพูดแค่นั้นก่อนจะบอกลาทุกๆ คน ซึ่งพวกเขาก็ดูเข้าใจดีแถมยังอวยพรให้กลับดีๆ อีก

ฉันลองเอามือวัดไข้ดูแล้ว ไซเรนไม่ได้ตัวร้อนอะไร แต่หน้าที่เพลียมากๆ ของเขาก็ทำให้ฉันยังไม่อยากวางใจ เพราะงั้นเราเลยรีบกลับมาที่บ้านด้วยความเร็วเฉียดตำรวจจับและไซเรนบ่นยืดยาวตลอดทางเพราะการขับรถของฉัน

“ก็ท่าทางนายน่าเป็นห่วงนี่ ฉันก็รีบขับรถกลับมาบ้านสิ เกิดนายเป็นอะไรระหว่างทางใครจะดูแล”

“ฉันไม่ได้ป่วย แค่เหนื่อยอยากนอนเฉยๆ” ไซเรนย้ำกับฉัน “หรือเธออยากนอนด้วยล่ะ?”

“จะ..จะบ้าเหรอ! ///

ให้ตายเถอะ! จะกี่ปีผ่านไปก็ยังพูดจาสองแง่สองง่ามได้เก่งเท่าเดิม!

“จะว่าไป ไอ้พี่นั่นก็ยังเอ็นดูเธอเหมือนเดิมเนอะ ส่วนพ่อตาก็เห็นจะรักเธอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

“ก็เขาเป็นพี่ฉัน จะเอ็นดูฉันมันผิดตรงไหนกันล่ะ”

“เปล๊า..ก็ไม่ได้ว่าอะไร แค่กำลังจะชมว่าเมียใครวะ ทำไมคนถึงได้รักได้หลงได้เอ็นดูกันไปหมดขนาดนี้” ไซเรนยังมีแรงมายักคิ้วหลิ่วตาใส่ฉันทั้งๆ ที่ปากก็บอกว่าทำงานมาเหนื่อย

“คนมันน่ารักน่าเอ็นดูก็อย่างนี้ล่ะนะ” ฉันยิ้มให้ “เฮ้ย! อะไรของนาย!

ฉันร้องเสียงหลงเมื่ออยู่ๆ ตัวก็ลอยขึ้นจากพื้น เอาแขนเกาะเขาไว้แทบไม่ทัน

“ก็ฉันกำลังจะเอ็นดูเธออยู่นี่ไง”

สะ..เสียงแหบๆ ที่กระซิบข้างหูราวกับจะดึงสติฉันออกจากร่างนี่มันอะไรกัน!

“อะ..เอ็นดูยังไง..”

“นั่นสิ ยังไงดีน้า” เขาพูดแค่นั้นก่อนจะก้มลงมาปิดปากฉันด้วยปากของเขา ไร้เสียงในการสื่อสารมีเพียงร่างกายเท่านั้นที่ดูจะลุกเป็นไฟ

เขาวางฉันลงที่โซฟาเดย์เบด และร่างกายของเรากำลังพูดคุยกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

“ฉัน..ยังไม่ได้ล็อกรั้ว..เลย” ฉันที่เสียงหายไปเพราะรสจูบของเขาพยายามงัดมือหนาที่กำลังรูดกางเกงออกจากสะโพก

“ช่างมันสิ”

แน่นอนว่าเขาไม่สนใจ และคงไม่มีอะไรหยุดเขาได้ในเมื่อร่างกายของฉันกำลังเปลือยเปล่าทีละน้อย

ให้ตายสิ..ฉันเกลียดวิธีการ เอ็นดู ของเขาจริงๆ !




 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 

Talk w/ddm.
ปัง ปัง ปัง! จุดพลุฉลอง! จบอย่างเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้วค่ะเรื่องนี้
คงคิดถึงแย่เลยเนอะ :( แต่ไม่เป็นไรค่ะ เพราะเรามีพี่วูล์ฟมาแทน แฮร่!
ใครจะอ่านพี่วูล์ฟต่อ อย่าลืมอ่าน Author's cut นะคะ จะเป็นผลดีมากเลย!
สุดท้ายนี้ ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้นะคะ ขอบคุณมากจริงๆ ซารังเฮ ♥



[ Author's cut ]



(c)  Porcelain theme
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

463 ความคิดเห็น

  1. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  2. #458 Toh Pichaya (@messitoh) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 / 20:41
    แล้วนางเอกจบไงอ่าา
    #458
    0
  3. วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 / 06:41
    รักเรื่องนี้มากกกกคิดถึงแย่เลย
    #457
    0
  4. #456 F.K.001 (@kanokporn-flame) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 16 มกราคม 2559 / 08:12
    กว่าจะมา ;-; คิดถึงโคตรอะ
    #456
    0
  5. วันที่ 16 มกราคม 2559 / 06:42
    ไรท์มาแล้วววเย้ๆๆๆไไ เซเรนมาช่วยด่วนนน
    #455
    0
  6. #454 MaNaSizz (@kung0824845335) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 16 มกราคม 2559 / 05:10
    อะรัยยังงัยยน้ออ
    #454
    0
  7. #453 SiriyakornMuangchan (@siriyakorneye) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 16 มกราคม 2559 / 04:35
    พี่นัทมาแปลก55
    #453
    0