คัดลอกลิงก์เเล้ว

Haikyuu!! [ Oikawa x kageyama ] : ใต้ร่มเงาซากุระ (ตัวอย่างฟิค)

โดย Mimmok

ใต้ร่มเงาซากุระนั้นที่รับรู้ความรักทุกอย่างของพวกเขา

ยอดวิวรวม

609

ยอดวิวเดือนนี้

6

ยอดวิวรวม


609

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


6
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  5 ต.ค. 59 / 21:23 น.

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 5 ต.ค. 59 / 21:23

บันทึกเป็น Favorite






ไม่ใช่แฟนฟิคเต็มๆ เป็นเพียงตัวอย่างฟิคที่ลงขายในงานอเวนิว3 นะคะ

มีทั้งหมด 3 เนื้อเรื่อง 165 หน้า ราคา 160 บาท

1.Our Love is eternal  

          เมื่อโออิคาวะได้พบเจอกับรุ่นน้องที่มีพรสวรรค์ แถมรุ่นน้องคนนั้นมาสารภาพรักกับเขาในวันจบการศึกษา เขาจะตัดสินใจอย่างไร

2.จดหมายจากต้นซากุระ

            เมื่อในวันหนึ่ง โออิคาวะในวัยประถมก่อนจะย้ายไปคิตะกาวะ ไดอิจิ เขาได้ทิ้งจดหมายเอาไว้ที่ต้นซากุระ ทำให้เขาได้คุยกับใครบางคนเรื่อยมาตลอดสี่ปี

3.กระดิ่งลมที่ดังก้องกังวานตลอดไป

            เมื่อในวันหนึ่งโออิคาวะและคาเงยามะได้รับกระดิ่งลมทำให้เขาพบเขอกับเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นกับพวกเขา

***

ตัวอย่าง  Our Love is eternal : พาร์ท 1

 ผ่านพ้นฤดูหนาวไปเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ สัญญาณเตือนแห่งการเริ่มชีวิตใหม่เข้ามาพร้อมกับฤดูใบไม้ผลินี้ ซึ่งก็มาถึงพิธีจบการศึกษาในที่สุด

            ในวันที่ดอกซากุระบานเต็มที่ทุกส่วนของเมือง แม้แต่ที่โรงเรียนคิตะกาวะ ไดอิจิ ก็รายล้อมไปด้วยต้นซากุระมากมายทำให้พิธีจบการศึกษาดูเป็นพิธีที่พิเศษขึ้นมาทันตาเห็น

            ตลอดช่วงเช้าที่เหล่าปีสามอยู่ในโรงยิม เมื่อจบพิธีแล้ว โออิคาวะก้าวออกมาจากโรงยิม

            เขามองดอกซากุระที่ผลิบานเต็มที่ รับรู้ถึงรสชาติชีวิตใหม่ ความขมขื่น ความพ่ายแพ้ต่างๆ ควรทิ้งมันไว้ที่แห่งนี้ แล้วโบยบินไปพบกับชีวิตใหม่ที่ดีกว่าอดีตที่เพิ่งผ่านพ้นไป

            ไปกันเถอะอิวะจัง

            โออิคาวะและอิวะอิสึมิก้าวขาออกมาพ้นโรงเรียน พวกเขาหันไปดูอีกครั้ง ซึ่งคงจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นแบบใกล้ๆ อย่างนี้

            ทั้งสองหันหลังให้โรงเรียนพร้อมกัน ขาของทั้งคู่ก้าวออกไปแทบจะพร้อมๆ กัน

            ทว่าในตอนนั้นเอง

            โออิคาวะซังเสียงเรียกหนึ่งดังขึ้น

            เสียงที่โออิคาวะเคยคิดว่ารำคาญ แต่พอจบการศึกษาแบบนี้แล้ว ทำให้เขารู้สึกธรรมดาๆ กับมันไปแล้ว

            เขาหันกลับไปเผชิญหน้ากับต้นตอของเสียง

      คาเงยามะยืนอยู่ตรงหน้าแต่ห่างจากเขาพอสมควร  โออิคาวะเหลือบมองอิวะอิสึมิ เพื่อนสนิทยักไหล่แล้วโบกมือลาทั้งสองคนที่เหลือ ฉันกลับก่อนล่ะ

     เอ้า มีอะไรก็ว่ามาเร็วๆ ล่ะ โทบิโอะจัง ฉันไม่ได้มีเวลาว่างทั้งวันนะความจริงแล้วว่างทั้งวันแต่ก็ไม่อยากจะเผชิญหน้าแบบนี้นานๆ ต่างหากล่ะ

            ช่วยไปกับผมหน่อยได้มั้ยครับ? แล้วผมจะบอกเรื่องที่ผมจะพูด

            หา? แล้วทำไมฉันต้องไปด้วยล่ะ? มีอะไรก็พูดมาตรงนี้เลยสิ โออิคาวะเท้าเอวมองคาเงยามะที่มีท่าทียึกยักไปมา

            ขอโทษนะครับ!!!คาเงยามะร้องลั่นแล้วกระโดดพรวดเข้ามาใกล้ โออิคาวะตกใจไม่ทันตั้งตัว

            อ้ะเอ๊ะ---” พอรู้ตัวอีกที ข้อมือของเขาก็โดนคาเงยามะดึงให้วิ่งตามไป

            ตุบ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

            โออิคาวะงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเสี้ยววินาที

            พอมาอยู่ใกล้ๆ คางเยามะทีไร ทำเอาเขาต้องตกใจกับอะไรที่เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีทุกหนเลยเชียวนะ  ให้ตายเถอะ

            ทิวทัศน์รอบด้านเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากหน้าโรงเรียนเมื่อครู่ ก็กลายเป็นเนินที่สูงขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาเหนื่อยแต่อย่างใด

            ความจริงเขาจะสะบัดข้อมือทิ้งประเดี๋ยวนี้เลยก็ย่อมทำได้ แต่พอเห็นปฏิกิริยาของคนเป็นรุ่นน้องที่ดูเร่งรีบและตื่นเต้นแปลกๆ แบบนั้น ทำเอาเขาอยากรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการจะพูดอะไรกับเขากันแน่

            ที่หัวโค้งถนนบนเนิน นับว่าไกลจากโรงเรียนคิตะกาวะ ไดอิจิ อยู่พอสมควร แต่เลือดนักกีฬามีอยู่ในตัวเยอะทั้งคู่ ทำให้ทั้งสองไม่ได้เหนื่อยอะไรกับการวิ่งขึ้นเนินเล็กๆ

            ว่าแต่ว่าพามาวิ่งทำไมฟะ?  โออิคาวะมองคาเงยามะที่ไม่ยอมปริปากพูดอะไรตั้งแต่มาถึงตรงที่พวกเขายืนอยู่

            ตกลงจะบอกได้หรือยังว่าพาวิ่งมาทำไม แล้วจะพูดอะไร?โออิคาวะเป็นฝ่ายถามก่อน

            คุณช่วยมองวิวข้างหน้าก่อนนะครับคาเงยามะตอบกลับมาแบบนี้แล้วชี้นิ้วออกไป โออิคาวะจึงมองไปตามทิศทางที่ชี้ไป

            เบื้องล่างมีต้นซากุระที่ดอกบานสะพรั่งเต็มไปหมด ดูเหมือนข้างล่างจะเป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ๆ ของเมือง โออิคาวะไม่ได้ไปที่นั่นนานแล้ว พอได้มาดูมุมสูงแบบนี้ เล่นเอาตื่นตาตื่นใจไม่ใช่น้อยเลยล่ะ

            แล้วก็ ตามทางนี้ก็มีซากุระเต็มไปหมดเลยนะครับ  คาเงยามะชี้ไปด้านหลังโออิคาวะ แน่นอนว่าเขาหันไปมองตาม

            ถนนที่ทอดยาวออกไปเหมือนไม่สิ้นสุด มองไปสุดลูกหูลูกตานั้นมีต้นซากุระอยู่เต็มข้างทาง เป็นถนนที่สวยงามอย่างไม่น่าเชื่อเชียวล่ะ

            โห สวยไม่เบาเลยนะโออิคาวะยิ้มออกมาเมื่อได้เห็น ว่าแต่ให้วิ่งมาเพื่อซากุระแค่นี้น่ะเรอะ?โออิคาวะหันมาถาม

            ครับคาเงยามะตอบสั้นๆ

            นายนี่ พิลึกจริงๆ นะ โทบิโอะจัง ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันกลับล่ะนะโออิคาวะทำท่าจะโบกมือลา แต่คาเงยามะก็ก้าวเข้ามาใกล้จนโออิคาวะผงะ

            ผม อยากเห็นคุณยิ้ม ก็เลยพามาดูดอกซากุระสวยๆ

      “…ฉันเห็นแล้ว พอใจหรือยังล่ะโทบิโอะ? โออิคาวะถามอย่างไม่แน่ใจ

            ผมผมผมชอบ…” และประโยคของคาเงยามะก็ขาดห้วงไป

      หา…” โออิคาวะรู้สึกถึงความแปลกพิลึกเข้าไปทุกที โทบิโอะจัง ฉันจะกลับล่ะนะ นายก็รีบกลับไปพักเถอะโออิคาวะถอยห่างออกมา

            ผมชอบรอยยิ้มของคุณอยากให้คุณยิ้มก็เลยพามาดูครับ

       ทั้งที่คาเงยามะตอบแค่นี้แท้ๆ  ทว่าโออิคาวะก็รู้สึกไม่แน่ใจในคำตอบนั้น

            นายแน่ใจนะว่ามีแค่นี้เลยพามา?โออิคาวะถามอย่างไม่แน่ใจ

            เพราะว่าผมชอบโออิคาวะซัง ก็เลยชอบยิ้มของโออิคาวะซัง อยากให้โออิคาวะซังยิ้มอีกเลยพามาครับ

       ทุกอย่างสงบนิ่ง

 

          ***

 

ตัวอย่าง  Our Love is eternal : พาร์ท 2  (เคยลงไปแล้วก่อนหน้านี้แต่มีการปรับปรุงเนื้อเรื่องเพื่อให้เข้ากับพาร์ทแรก)

คาเงยามะอ่านทวนอีเมลที่ส่งไปอีกครั้ง เขาตัดสินใจแล้ว เขาคงต้องจบกับความสัมพันธ์บ้าบอนี่เสียที เขาจะไม่เจอหน้า ไม่คิดถึงรุ่นพี่คนนี้อีก จะหายไปจากชีวิตอย่างที่เขาต้องการ

ขอบคุณที่เคยทำให้ผมใจเต้นแรงนะครับ โออิคาวะซัง ลาก่อนคาเงยามะพูดประโยคนี้และพิมพ์อีเมลส่งไปอีกครั้ง

เขาเดินกลับบ้านอย่างเลื่อนลอย

เขามองเห็นเด็กคนหนึ่งกำลังวิ่งตามลูกบอล

และเขาเห็นรถคันหนึ่งกำลังแล่นมาด้วยความเร็วสูง

เด็กคนนั้นกำลังจะโดนรถชน

ภาพสุดท้ายที่เขาจะรู้สึกว่าของเหลวสีแดงฉานกำลังไหลย้อยทับดวงตาที่ริบหรี่ลงทุกที ความหนาววาบสะท้านเกิดขึ้นที่ลำตัว ความเจ็บบริเวณแขน ขา ซี่โครง หรือตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเกิดขึ้นจนเขากัดฟัน เขาเหลือบตามองเด็กชายคนนั้น  เขายิ้มให้เด็กคนนั้นบางๆ ก่อนที่ดวงตาจะปิดลง เขาพูดแหบเบาออกมาอย่างอ่อนแรง  โออิคาวะซั---”

 

***

ตัวอย่าง   จดหมายจากต้นซากุระ

            โรงเรียนประถมที่เขาเรียนอยู่นั้นเพิ่งปิดเทอมซึ่งอีกไม่นานก่อนที่ดอกซากุระจะโรยหมด คงเปิดใหม่อีกครั้ง ซึ่งถึงตอนนั้นเขาก็คงอายุสิบสองชั้นปอหกแล้วแน่นอน

            โออิคาวะคิดเรื่องเรียนต่อไว้อยู่แล้ว เขาคิดจะเรียนต่อที่โรงเรียนคิตะกาวะ ไดอิจิ เป็นโรงเรียนที่ไม่ได้อยู่ไกลจากบ้านมากเท่าไหร่

            ตกเย็นแล้ว โออิคาวะเพิ่งเดินออกมาจากโรงเรียน แล้วเดินผ่านที่ริมแม่น้ำตรงนี้ พลันก็นึกดีใจขึ้นมาเพราะเส้นทางนี้นำไปสู่โรงเรียนคิตะกาวะ ไดอิจิ ได้ด้วย นั่นหมายความว่าหากวันไหนที่เขาอารมณ์ไม่ดีก็สามารถมาที่นี่เพื่อที่จะหลีกหนีปัญหาทุกอย่างได้นั่นเอง

            เขารู้สึกรักสถานที่เล็กๆ แห่งนี้ขึ้นมาก็ตั้งแต่เห็นดอกซากุระเต็มไปหมดเมื่อฤดูใบไม้ผลิหนก่อนๆ จนปัจจุบันเขารอคอยที่จะให้ฤดูใบไม้ผลิหวนกลับมาอยู่เรื่อย เพื่อที่จะได้ดูดอกซากุระให้สบายใจ

            โออิคาวะหย่อนตัวนั่งบนเนินหญ้า หยิบกระดาษออกมาวาดรูปเล่น

            แสงประกายสีส้มของอาทิตย์ยามเย็นสะท้อนกับผืนน้ำ ระยิบระยับดูสวยงามแปลกตา พอมองดูนานๆ ทำให้เกิดความสงบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก และแถมรู้สึกเหงาขึ้นมาในฉับพลันด้วย

            โออิคาวะฉีกกระดาษออกมา เขียนอะไรขยุกขยิกลงไปได้ใจความว่า

            [ ก็แค่อยากให้มีใครสักคนเข้าใจหรือรับฟัง

          ไม่มีใครเข้าใจฉันเลย ]

      เนื้อความมีอยู่แค่นั้น เขาพับกระดาษไว้ แล้วลุกขึ้นไปยืนพร้อมถือจดหมายในมือ เขาเดินรอบต้นซากุระแถวๆ นั้น เพื่อหามุมเหมาะๆ ที่จะเสียบไว้

            เริ่มรู้สึกว่าตนเองเป็นพวกทำลายธรรมชาติขึ้นมาก็ตอนนี้ล่ะนะ

          ขณะที่เดินรอบต้นไม้แล้วมือก็ลูบคลำไปนิดหน่อย จู่ๆ เขาก็เจอรอยแปลกๆ ที่ต้นซากุระต้นหนึ่ง มันเป็นรอยที่เกิดจากธรรมชาติ เปลือกไม้แง้มออกมา โออิคาวะดูรอยแง้มนั้นว่ามันเกิดจากอะไรกันแน่ ไม่ว่าจะมองอย่างไรมันก็ไม่ใช่รอยที่มีใครมากรีด แต่เป็นรอยที่เปลือกไม้แตกตามธรรมชาติ แถมยาวมากพอที่จะเอาจดหมายในมือเสียบไว้

            รู้สึกว่าจะเป็นเด็กมือบอนเกินไปแล้วนะ แต่ก็ อยากจะเสียบมันไว้ เหมือนได้เอาความไม่สบายใจทั้งหมดทิ้งไปพร้อมจดหมายไงล่ะ

          เมื่อเอาจดหมายที่ราวกับกระดาษแผ่นจิ๋วเท่ากระดาษโพสต์อิทเสียบไว้ที่ช่องเปลือกไม้นั้น โออิคาวะก็กลับบ้านไป

 

            สองวันต่อมา

            หลังจากที่โออิคาวะออกไปเล่นกับเพื่อนสมัยเด็กใกล้บ้านนั้น ตกเย็นเขาก็ผ่านทางเส้นนี้พอดี

            ความจริงก็ตั้งใจผ่านล่ะนะ

          โออิคาวะเดินมาที่ต้นไม้ที่เขาเสียบกระดาษไว้ แต่แล้วเขาก็ต้องประหลาดใจ

            กระดาษแผ่นเล็กที่เขาเขียนไว้นั้นหายไป แต่ถูกแทนที่ด้วยกระดาษสีเหลืองอ่อนพับเสียบไว้แทน โออิคาวะไม่รอช้า เขาหยิบกระดาษแผ่นนั้นออกมา แล้วกวาดตาอ่านทันที

          [ หากมีอะไรอยากเล่า ได้โปรดตอบกลับมา ]

          เนื้อความมีแค่นั้น โออิคาวะย่นคิ้ว ใครกันที่มาตอบกลับข้อความของเขาแบบนี้

            เขาตัดสินใจเก็บกระดาษแผ่นนี้ไว้ ดีที่เขาเอากระดาษกับปากกาติดมาด้วย เขาแค่เอาติดมาเล่นๆ ไม่นึกว่าจะมีบุคคลปริศนาตอบกลับมาจริงๆ

            [ ฉันจะไม่เล่าอะไรให้คนแปลกหน้าฟังทั้งนั้น!!! ]

      เขาเขียนข้อความใส่กระดาษแผ่นใหม่ที่ฉีกเล็กๆ เขาพับลงแล้วเสียบไว้ที่เดิม

            ใครกันนะที่มาตอบ ไม่คิดบ้างเหรอว่าคนที่เขียนขึ้นมาก็แค่นึกสนุกเท่านั้นแหละ ใครจะอยากเล่าอะไรให้คนไม่รู้จักฟัง

            เด็กชายไม่รู้ตัวเลยว่าเขาคิดผิด

 

***

ตัวอย่าง  กระดิ่งลมที่ดังก้องกังวานตลอดไป

       

    กริ๊ง  กริ๊ง

 

กระดิ่งลมคุณต้องการอะไรจากผมกันแน่? ทำให้ผมกลับมาเป็นเหมือนเดิมเถอะนะ

         

 

     “โทรุ เอากระดิ่งนี่ไปสิ แม่เจอในห้องเก็บของล่ะ นี่ก็หน้าร้อนแล้ว เอากระดิ่งไปให้ลมพัดก็ดีเหมือนกันนะ

     ฮะ ขอบคุณฮะ

     แล้วอย่าลืมอธิษฐานล่ะผู้เป็นแม่หัวเราะ

          โธ่ แม่ฮะ ถ้าเรื่องเทพต้นไม้ล่ะก็ แม่เล่ามาจนผมจำได้แล้วฮะ

            เด็กชายนำกระดิ่งลมไปที่ห้องนอน แล้วดึงเก้าอี้มาเพื่อปีนขึ้นไปแขวน

            เรียบร้อยเด็กชายพูดเมื่อเห็นกระดิ่งห้อยดีแล้ว เขาจึงกระโดดลงมาแล้วมองผลงาน

          อย่าลืมอธิษฐานล่ะ  คำพูดของแม่ดังขึ้นในหัว

            อืมมม ขอให้ผมได้เล่นวอลเลย์บอลตลอดไปด้วยเถิด

            กริ๊ง กริ๊ง

            เด็กชายรู้ว่ามันก็แค่เรื่องตลก แต่เพราะเขาเป็นเด็กจึงลองเล่นตามที่ผู้ใหญ่มักชอบหลอกเขาเป็นประจำ   ก็ไม่ได้มีอะไรเสียหายนี่นา แค่ขออะไรเล่นๆ เอง


ตามปกติของชนบทที่มักจะมีเรื่องเล่ามากมายนั้น ก็ได้มีตำนานหนึ่งเล่าขานว่า

            [ เทพเจ้าตนหนึ่งที่คอยปกปักรักษาเมืองนั้น มีชีวิตอยู่ในฐานะเทพเจ้าได้เพราะความศรัทธาของผู้คน

          เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ผู้คนได้หมดศรัธาในเทพเจ้าตนนั้น

          ท่านโศกเศร้าเมื่อไร้ซึ่งคนบูชา เทพเจ้าตนนั้นได้หนีเข้าไปในป่าลึก อยู่ที่แห่งนั้นด้วยพลังชีวิตที่เหลือน้อยลงทุกที จนในที่สุดท่านก็รับรู้แล้วว่าใกล้จะถึงเวลาที่ท่านจะจากโลกนี้ไปแล้ว

          แต่ก่อนที่เทพเจ้าจะหายไปนั้น ได้บังเอิญมีมนุษย์สองคนหลงป่า เทพเจ้าตนนั้นใช้พลังชีวิตที่เหลืออยู่นำพามุนษย์ออกจากป่า

          มนุษย์สองคนนั้นเกิดความนับถือและศรัทธาขึ้นก่อให้เกิดพลังอีกครั้ง

          แต่เทพเจ้าตนนั้นเหนื่อยเหลือเกินที่จะอยู่ต่อไป เมื่อคิดจะละร่างนี้เพื่อจบหน้าที่การเป็นเทพเจ้านั้น ท่านได้ให้กระดิ่งลมสองอันเป็นของขวัญแก่มนุษย์สองคนนั้น เพื่อตอบแทนพลังศรัทธาที่ส่งมาให้ ทำให้เทพเจ้าได้ทันเห็นตอนที่ดอกซากุระบานเต็มภูเขา

          เทพเจ้าจากไปอย่างไม่มีวันหวนคืน มนุษย์ทั้งสองต่างเสียใจมาก พวกเขาเก็บกระดิ่งลมไว้เป็นสมบัติล้ำค่าสืบทอดต่อไป ]

 

            นี่ปู่จะเล่าให้ผมฟังแบบนี้ตลอดเลยเหรอฮะ?เด็กชายคนหนึ่งถามขึ้นมา

            ปู่ไม่รู้จะเล่าอะไรให้โทบิโอะฟังนี่นา ก็มีแต่เรื่องของเทพเจ้าตนนั้นนั่นแหละ

      แล้วเทพตนนั้นชื่ออะไรเหรอฮะ?

      ไม่รู้สินะ แต่ดูเหมือนท่านมักจะนั่งอยู่บนต้นไม้เป็นประจำ คงจะเป็นเทพเจ้าต้นไม้ล่ะมั้ง? ถ้าตามตำนานแล้วคงจะชื่อคุคุโนจิ

       เทพคุคุโนจิ?

       ก็คงงั้นล่ะ คนแก่หัวเราะแล้วหยิบกระดิ่งลมให้เด็กชาย  เอาไปแขวนสิ กระดิ่งลมนี่ตกทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษเลยนะ

        ฮะเด็กชายรับคำ คุณปู่ของเขาลุกขึ้นยืนแล้วอุ้มเด็กชายไปที่หน้าต่างแล้วเด็กชายก็ยื่นกระดิ่งลมออกไปแขวน

              กริ๊ง กริ๊ง  เสียงกระดิ่งเกิดขึ้นทันทีเมื่อลมพัดผ่าน

            เพราะดีนะคุณปู่พูด

            ฮะ

      โทบิโอะลองอธิษฐานสิ เรื่องที่อยากให้เป็นจริงมากๆ ถ้าอธิษฐานล่ะก็ เทพคุคุโนจิต้องรับรู้แน่ๆ คุณปู่พูด

            เด็กชายรู้ดีว่าเรื่องหลอกเด็กตามประสาผู้ใหญ่ แต่เขาก็ยอมอธิษฐานออกไป

กระดิ่งเจ้าเอ๋ย ขอให้ผมได้กลับไปซ้อมวอลเลย์บอลเร็วๆ ด้วยเถิดเด็กชายพนมมือถูไปมาแล้วอธิฐานออกไป

            มีแต่เรื่องวอลเลย์บอลจริงๆ เลยนะเราเนี่ยคุณปู่หลุดขำเมื่อได้ยินคำอธิษฐานของหลานชาย  ร้อนแบบนี้ไปกินแตงโมกันเถอะ

       ฮะ!เด็กชายรับคำ

           

            หลังจากที่คาเงยามะได้แขวนกระดิ่งไปนั้นเขาก็มักได้ยินเสียงเรียกเขาเบาๆ พร้อมกับเสียงกระดิ่งลมที่ดังลั่นให้ได้ยิน

            โทบิโอะ โทบิโอะเสียงเรียกนั้นดังซ้ำๆ อยู่บ่อยครั้งจนเขาเริ่มชินไปกับมัน

 

            โออิคาวะหงุดหงิดมากขึ้นเขามักจะได้ยินเสียงเรียกเขาจากไหนสักแห่ง แต่มองไปก็ไม่เจอเสียที หนำซ้ำยังได้ยินเสียงกระดิ่งดังลั่นบ่อยๆ จนเขาเริ่มไม่ชอบเสียง กริ๊ง ซะแล้ว

            โออิคาวะซัง โออิคาวะซัง 

            ใครมาเรียกโออิคาวะซังทั้งที่ฉันอายุแค่สิบสองฟะ

 

          หน้าร้อนที่ลมพัดแรงและกระดิ่งลมสั่นไหวนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

           

กริ๊ง กริ๊ง



----------------------------------------------------------------------------------

          ตัวอย่างฟิคที่จำหน่ายในงานอเวนิว3นะคะ ไม่สามารถลงเต็มๆ ได้ ต้องขออภัยจริงๆ ค่ะ

            พบกันได้ที่งานอเวนิว3 บูธ E25 : คนหล่ออยู่ตรงนี้นะสาวๆ


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Mimmok จากทั้งหมด 18 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. #2 YumA TsuBakI (@mamoru01) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2559 / 21:30
    เราล่ะเสียจุย

    อยากไปใจจิขาด ดังฟ้าฟาดให้แตกฉาน


    อยากไปย์ย์ย์ย์
    #2
    1
    • #2-1 M-bloodY (@mimook444) (จากตอนที่ 1)
      14 ตุลาคม 2559 / 12:08
      ตอนนี้เปิดรอบไปรษณีย์แล้วนะคะ สั่งซื้อได้ที่เพจ Mimmok โดยคลิกลิ้งแบบฟอร์มในเพจได้เลยค่ะ *^*
      #2-1
  2. วันที่ 5 ตุลาคม 2559 / 21:25
    รอจร้าาาา
    #1
    0