ตอนที่ 5 : เสียงที่เปลื่ยน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 274
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    18 ก.พ. 62

 :: [5] ::

เสียงที่เปลื่ยน

 

            “จะให้ผมเริ่มทำอะไรก่อนดีครับลุง” เมื่อมาถึงไร่องุ่นแล้วอาทิตย์ก็หันไปถามหัวหน้าคนงานที่ยืนอยู่ข้างกัน

            “จริงๆ แล้วคุณอาทิตย์ไม่ต้องทำอะไรหรอกครับ แค่เดินดูแลคนงานช่วยลุงก็พอ ลุงไม่อยากให้คุณอาทิตย์ต้องมาตากแดดตากลมอย่างนี้ทั้งวัน”

            “แต่ผมตั้งใจจะมาทำงานเหมือนคนอื่นๆ หากมายืนคุมงานเฉยๆ ไม่ได้ออกแรงอะไรเลยพ่อคงจะหัวเราะเยาะผมแน่ๆ”

            “ผมขอถามตรงๆ ได้ไหมครับ ทำไมพ่อเลี้ยงถึงได้ส่งคุณอาทิตย์มาทำงานแบบนี้ ทั้งที่เพิ่งจบจากเมืองนอกมาควรจะบริหารงานแทนพ่อเลี้ยงเองด้วยซ้ำ” คำเปื้อนถามไปตรงๆ เผื่อว่าคำตอบจะเป็นประโยชน์ในอนาคต เขาจะต้องหาช่องทางเพื่อส่งลูกสาวสุดที่รักไปสู่เป้าหมายให้ได้

            อาทิตย์อึกอักเล็กน้อยก่อนจะตอบไปตามความจริง “ผมไม่เห็นด้วยที่ท่านแต่งงานใหม่ครับ นั่นล่ะคือเหตุผล”

            “เรื่องแค่นี้ถึงขนาดกับส่งมาทำงานใช้แรงในไร่เลยงั้นเหรอครับ ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพ่อเลี้ยงจะเห็นแก่เมียที่เพิ่งแต่งงานด้วยมากกว่าลูกชาย ช่วงที่คุณอาทิตย์ไม่อยู่จันทร์แก้วชอบมาพูดจาโอ้อวด วางอำนาจกับคนงานจนเขาเอือมระอาไปทั้งไร่ แต่พอรู้ว่าเธอจะแต่งงานกับพ่อเลี้ยงผมก็ถึงบางอ้อ ที่แท้ก็มีพ่อเลี้ยงหนุนหลังอยู่นี่เองถึงได้กล้าขนาดนี้” คำเปื้อนพยายามใส่ไฟเต็มที่เพื่อให้อาทิตย์เกลียดจันทร์แก้วมากขึ้น โดยส่วนตัวเขาเองก็มีความแค้นเคืองจันทร์แก้วอยู่ไม่น้อย เพราะช่วงที่เจ้าหล่อนเป็นแม่ม่ายสามีตายใหม่ๆ คำเปื้อนพยายามเทียวขายขนมจีบแต่ทว่าเธอกลับไม่เล่นด้วย ความผิดหวังในครั้งนั้นกลายเป็นความคับแค้นใจมาจนถึงตอนนี้

            “ช่างมันเถอะครับลุงผมเองก็ไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีกแล้ว” ได้ยินแค่นี้เขาก็เจ็บปวดมากพอแล้ว หากได้ฟังเรื่องเกี่ยวคนพวกนี้อีกมีหวังต้องคิดมากจนหัวระเบิดแน่นอน

            “ลุงขอโทษที่พูดอะไรไม่ควรออกไป” คำเปื้อนแสร้งทำเป็นสำนึกผิดแต่ทว่าในใจกลับกระหยิ่มยิ้มด้วยความสะใจ

            “ไม่เป็นไรครับลุงที่พูดมามันก็เป็นเรื่องจริงทั้งนั้น ผมรู้ว่าลุงหวังดีกับผม”

            “ถ้าอย่างนั้นตามลุงเข้าไปในสวนดีกว่าครับ”

            คำเปื้อนเดินนำหน้าเข้าไปในแปลงองุ่นหลายสิบไร่ ตอนนี้คนงานกำลังช่วยกันทำหน้าที่ของตนเองอย่างขะมักเขม้น อาทิตย์ทอดมองไปยังพื้นที่สีเขียวกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ขณะเดินตามหลังคำเปื้อนไป ทุกครั้งที่เดินผ่านคนงานต่างก็ส่งยิ้มทักทายอย่างเป็นมิตร เห็นอย่างนั้นเขาก็รับรู้ได้ถึงความอบอุ่นที่เกิดขึ้นภายในไร่แห่งนี้ ไร่ที่บิดาและมารดาสร้างมาด้วยกัน และเขาจะไม่มีวันปล่อยให้มันตกเป็นของคนอื่นอย่างแน่นอน

            “ไอ้ฮอมไอ้ปิงมาหาข้าหน่อยสิวะ” คำเปื้อนเรียกคนงานคู่หูวัยรุ่นที่กำลังตั้งใจทำงานอยู่ให้เข้ามาหา

            “มีอะไรครับลุง” ฮอมเด็กหนุ่มวัยสิบเก้าเอ่ยถามเมื่อเดินมาถึงพร้อมกับเพื่อนวัยเดียวกัน

            “ทำความรู้จักกับคุณอาทิตย์ไว้ซะ ต่อไปนี้พวกเอ็งสองคนต้องคอยดูแลคุณเขาให้ดีรู้ไหม”

            “ใครอ่ะลุงดูท่าทางเหยาะแหยะจะทำงานไหวเร้อ แล้วทำไมต้องให้พวกผมดูแลด้วยล่ะ” ปิงขมวดคิ้วถาม พินิจพิจารณาผู้มาใหม่อย่างดูหมิ่นดูแคลน

            “ไอ้ห่า พวกมึงนี่ช่างตาต่ำจริงๆ นี่คุณอาทิตย์ลูกชายพ่อเลี้ยงภูเบศเจ้าของไร่รู้ไว้ด้วย” คำเปื้อนต่อว่าเด็กหนุ่มทั้งสองคน

            เมื่อรู้อย่างนั้นปิงก็เบิกตาโพลงยกมือขึ้นไหว้ปรกๆ ด้วยความสำนึกผิด นั่นเพราะทั้งสองเพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่ถึงปี จึงยังไม่เคยเห็นหน้าอาทิตย์มาก่อน

            “ผมขอโทษด้วยครับอย่าไล่ผมออกเลยนะครับ”

            “ฉันเป็นลูกชายเจ้าของไร่ก็จริงแต่ก็มาทำงานเหมือนอย่างพวกเอ็งนั่นล่ะ มีอะไรก็ช่วยแนะนำฉันด้วยละกันนะ” อาทิตย์ไม่รู้สึกโกรธเลยสักนิด เพราะใครที่เห็นก็คงคิดอย่างนี้เหมือนกันหมด แต่เขาจะพิสูจน์ให้เห็นว่า ตัวเองไม่ได้เป็นแค่เด็กนักเรียนนอกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่ออย่างแน่นอน

            “ยินดีเลยครับคุณอาทิตย์” ทั้งสองหนุ่มตอบรับด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรผิดจากตอนแรกที่เจอกัน

            “ถ้าอย่างนั้นคุณอาทิตย์ก็ช่วยงานไอ้สองคนนี้ละกันนะครับ ลุงขอไปเดินตรวจงานก่อน หรือถ้าคุณอาทิตย์อยากไปกับลุงก็ได้นะครับ”  

            “ไม่เป็นไรครับผมขออยู่ทำตรงนี้ดีกว่าเชิญลุงคำเปื้อนเลยครับ” อาทิตย์ยิ้มให้อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน

            “เอาไว้ว่างๆ ลุงจะชวนไปดื่มที่บ้านพักนะครับ หวังว่าคุณอาทิตย์คงจะไม่รังเกียจ”

            “ยินดีเลยครับ สะดวกวันไหนลุงนัดมาได้เลย”

            “พวกเอ็งดูแลคุณอาทิตย์ให้ดีๆ ล่ะ ถ้าคุณอาทิตย์เป็นอะไรแม้แต่ปลายก้อยข้าจัดการพวกเอ็งแน่” คำเปื้อนชี้หน้าขู่คนงานหนุ่มทั้งสอง

            “ไม่ต้องห่วงครับลุง พวกผมจะดูแลให้ดีที่สุดเลยล่ะ” ฮอมตกปากรับคำอย่างเต็มเสียง

            หลังจากนั้นคำเปื้อนก็เดินไปตรวจงานในไร่ต่อ ปล่อยให้อาทิตย์อยู่กับสองหนุ่มเพื่อนซี้ที่เพิ่งเข้าทำงานในไร่ได้เพียงไม่กี่เดือน แต่ทว่าความขยันและสู้งานส่งผลให้คำเปื้อนวางใจฝากลูกชายเจ้าของไร่ไว้ด้วย

            “จะให้กูเริ่มทำอะไรก่อนล่ะ” เมื่อลุงคำเปื้อนไปแล้วอาทิตย์ก็หันมาสนใจเพื่อนใหม่ทั้งสองคน

            สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำเอาสองหนุ่มเพื่อนซี้มองหน้ากันด้วยความอึ้ง ในใจก็คิดว่าทำไมถึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างนี้

            “ไม่ต้องอึ้งหรอกไหนๆ ก็จะได้ทำงานด้วยกันแล้ว กูก็อยากจะสนิทกับพวกมึงไง หรือไม่อยากสนิทกับกู” ลูกชายเจ้าของไร่เลิกคิ้วถามคนทั้งสองอย่างไม่วางมาด เขาเห็นหน่วยก้านไอ้สองคนนี้ใช้ได้จึงอยากจะหาพรรคพวกไว้ใช้งานบ้าง

            “อยากสิครับ ได้เป็นคนสนิทกับลูกชายเจ้าของไร่เท่จะตาย พวกผมสองคนเต็มใจเป็นลูกน้องคุณอาทิตย์ที่สุดเลยครับ จริงไหมวะไอ้ฮอม”

            “จริงๆ มีอะไรให้พวกผมรับใช้บอกมาได้เลยครับ” ปิงกล่าวอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน เอาใจอาทิตย์สุดๆ

            “ถ้างั้นจากนี้ไปถือว่าเราเป็นทีมเดียวกันแล้วนะเว้ย ถ้าพวกมึงยอมเชื่อฟังกูรับรองว่าอนาคตรุ่งแน่นอน” อาทิตย์การันตีอนาคตให้สมุนทั้งสอง เพื่อเป็นแรงจูงใจในการร่วมทีมในครั้งนี้

            “ครับคุณอาทิตย์” ทั้งสองหนุ่มตอบรับพร้อมกัน

            “สนิทกันแล้วไม่ต้องเรียกคุณก็ได้เว้ย”

            “ได้เลยครับเพื่อนอาทิตย์” ฮอมตอบกลับในทันทีโดยไม่คิด ทำเอาอาทิตย์ทำหน้าถมึงทึงใส่ทันที

            “ได้ห่าฮอมต้องเรียกลูกพี่สิวะ ไอ้โง่!” ฮอมยกมือขึ้นไปฟาดกบาลเพื่อนคนซื่อเต็มแรง ทำเอาอีกฝ่ายถึงกับทำหน้าเหวอรีบยกมือขอโทษขอโพยยกใหญ่

            “ขอโทษครับลูกพี่ผมมันโง่ไปหน่อย” ฮอมยกมือไหว้ปรกๆ ด้วยความกลัว นั่นเพราะเจ้าตัวเป็นคนซื่อๆ ต่างจากเพื่อนที่ที่ยืนข้างกันรายนั้นทะเล้นสุดๆ

            “เอาเถอะๆ กูไม่ได้ถือสาอะไรหรอกแต่อย่าซื่อให้มันบ่อยนักก็แล้วกัน ว่าแต่วันนี้จะให้กูทำอะไรล่ะ”

            “ลูกพี่ทำได้จริงๆ นะครับแดดร้อนอย่างนี้กลัวจะเป็นลมเป็นแล้งไปเสียก่อน” ฮอมเอ่ย

            “พวกมึงดูถูกกูเกินไปแล้ว กูอยู่ในไร่มาตั้งแต่เด็กจนโต ไปเรียนเมืองนอกแค่ไม่กี่ปี คงไม่ทำให้บอบบางขนาดนั้นหรอกโว้ย”

            “ถ้างั้นนี่เลยครับ” ปิงยื่นกรรไกรตัดกิ่งให้ลูกพี่คนใหม่

            “กรรไกรตัดกิ่งเอาไว้ทำอะไรวะ” อาทิตย์จ้องหน้าถามสมุนทั้งสอง

            “ตัดแต่งกิ่งยังไงล่ะครับ ลูกพี่ดูผมนะครับตัดช่วงปลายของต้นให้สั้นลงประมาณนี้” ปิงแสดงตัวอย่างให้ผู้มาใหม่ดู

            อาทิตย์ตั้งใจมองแทบไม่กะพริบตา เขารู้สึกว่าในไร่แห่งนี้มีอะไรให้เรียนรู้อีกมากมาย รู้สึกเสียดายที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเข้ามาช่วยงานบิดาเลย เอาแต่เที่ยวเตร่ไปวันๆ พอมาถึงตอนนี้เริ่มเข้าใจแล้วว่าการจะบริหารดูแลไร่ใหญ่ขนาดนี้ได้ ต้องมีความรู้ความสามารถหลากหลายด้านมาก ซึ่งเขาเองแทบจะไม่มีความรู้เรื่องการเกษตรเลยสักนิด ยังห่างชั้นกับผู้เป็นบิดาอยู่มากโข

            “แล้วทำไมต้องตัดแต่งกิ่งด้วยวะ ทำไมไม่ปล่อยให้มันออกดอกออกผลไปเอง”

            “ก็ตัดเพื่อให้มันออกดอกได้เยอะขึ้นยังไงล่ะครับ ถ้าไม่บอกผมดูไม่ออกเลยนะว่าคุณอาทิตย์เป็นลูกชายพ่อเลี้ยง ไม่เห็นจะรู้เรื่องอะไรเลยสักอย่าง” ฮอมคนซื่อว่าให้อย่างลืมตัว ก่อนจะยิ้มแหยๆ ตบท้ายเมื่อนึกขึ้นได้ว่าคนที่กำลังสนทนาด้วยคือลูกชายเจ้าของไร่ “แหะๆ ผมขอโทษครับลูกพี่”

            “ไม่เป็นไรหรอกมันเป็นอย่างที่มึงพูดนั่นล่ะ กูไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับไร่นี้เลยทั้งๆ ที่อยู่มาตั้งแต่เด็กจนโต เอาเป็นว่ามีอะไรจะสอนกูก็จัดมาให้เต็มที่เลย”

            หลังจากนั้นอาทิตย์ก็เรียนรู้จากคนงานทั้งสองอย่างตั้งใจ ด้วยความเป็นคนที่เข้าใจอะไรง่ายและมีความคล่องแคล่วในตัว ทำให้เจ้าตัวสามารถเรียนรู้งานได้เร็ว สามารถทำได้ดีราวกับคนที่เคยทำมานาน

            ในระหว่างนั้นทั้งสามก็พูดคุยกันอย่างถูกคอ กลายเป็นว่าเริ่มสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว สนทนาเรื่องงานแล้วอาทิตย์ก็เริ่มเปลี่ยนประเด็นถามถึงสิ่งที่เขาอยากรู้เป็นพิเศษ นั่นคือเรื่องของทานตะวันกับอรรถพล

            “พวกมึงทำงานที่นี่นานหรือยัง”

            “เกือบจะครึ่งปีแล้วครับ” ฮอมตอบขณะทำงานไปด้วย

            “แสดงว่าก็พอจะรู้อะไรในไร่เยอะพอสมควรแล้วสินะ” เขาเริ่มปูคำถามมาเรื่อยๆ

            “ก็พอประมาณครับลูกพี่ โดยเฉพาะสาวๆ ในไร่นี้พวกผมรู้จักทุกคนเลย” ปิงตอบด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์

            “แสดงว่ารู้จักผู้ช่วยผู้จัดการไร่?

            “รู้สิครับคุณตะวันสวยน่ารักพูดจาไพเราะ ได้อยู่ใกล้ทีไรใจแทบละลาย” ใบหน้าของคนพูดชวนฝันมากจนอาทิตย์หมั่นไส้ ดีดเข้าที่ติ่งหูเพื่อสลายความคิดบ้าๆ พวกนั้น

            “โอ๊ย!! ดีดหูผมทำไมครับเนี่ย” ปิงทำหน้าบิดเบี้ยว ยกมือขึ้นมาลูบคลำติ่งหูตัวเองเพื่อคลายความเจ็บปวด ภาพที่ตะวันกำลังส่งยิ้มมาให้สลายหายใจในพริบตา

            “ห้ามคิดอะไรบ้าๆ กับ...เอ่อ..” อาทิตย์เคยสัญญากับเจ้าหล่อนไว้ว่าจะไม่ให้ใครรู้เรื่องนี้ จึงอึกอักที่จะกล่าวออกไป

            “กับอะไรครับ พวกผมรู้ดีหรอกน่าว่าคุณตะวันเป็นแฟนกับผู้จัดการไร่ ไม่มีใครกล้าแหย็มหรอกครับ” ปิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ ราวกับเสียดายความโสดของหญิงสาวที่กล่าวถึงเมื่อสักครู่ซะเต็มประดา

            “ใครบอกพวกมึงว่าสองคนนั้นเป็นแฟนกัน” เมื่อได้ยินอย่างนั้นอาทิตย์ก็ทำเสียงเข้มแสดงความไม่พอใจ แสดงว่าช่วงที่เขาไม่อยู่สองคนนั้นทำตัวสนิทสนมจนคนอื่นเข้าใจอย่างนี้เลยหรือนี่

            “ใครๆ ก็ดูออกทั้งนั้นล่ะครับลูกพี่ ยิ่งตอนนี้คุณตะวันกลายเป็นลูกเลี้ยงพ่อเลี้ยงไปแล้วยิ่งเนื้อหอมขึ้นไปอีก ผมว่าอีกไม่นานคงจะมีข่าวดีแน่ๆ” ปิงว่า

            “มันไม่มีทางเกิดขึ้นแน่” อาทิตย์รีบปฏิเสธเสียงแข็ง

            “อะไรทำให้ลูกพี่มั่นใจขนาดนั้นครับเนี่ย”

            “เพราะกูกับตะวันสนิทกันมากยังไงล่ะ แถมตอนนี้ยังอยู่บ้านหลังเดียวกันด้วย ถ้าสองคนนั้นเป็นแฟนกันจริงๆ กูต้องรู้สิวะ”

            “เออใช่!! ผมลืมไปว่าตอนนี้ลูกพี่กับคุณตะวันเป็นพี่น้องกันแล้วนี่นา ถ้าเป็นอย่างที่ลูกพี่พูดแสดงว่าผมก็ยังมีหวังอยู่น่ะสิ” เมื่อนึกขึ้นได้ว่าพ่อเลี้ยงอาทิตย์กับจันทร์แก้วเพิ่งจะแต่งงานกัน ก็ทำให้ปิงแจ้งใจกับเรื่องนี้ และเชื่อว่าสิ่งที่คิดมาตลอดคงไม่มีมูลความจริงแล้ว

            เมื่อได้ยินอย่างนั้นอาทิตย์ก็ถลึงตาใส่แสดงความเกรี้ยวกราดอย่างออกนอกหน้า มือหนายกขึ้นไปจะดีดติ่งหูคนพูดอีกครั้ง แต่ปิงรู้ทันรีบเบี่ยงตัวหนีได้เสียก่อน

            “ไม่ได้กินผมหรอกครับลูกพี่แหะๆ” เจ้าตัวยิ้มทะเล้นให้ลูกพี่

            “อย่าแม้แต่จะคิดนะเว้ย” อาทิตย์ชี้หน้าขู่อย่างจริงจัง

            “โห! ชอบใช้กำลังจังเลยนะครับลูกพี่ หวงไว้กินเองรึไงเนี่ย” ปิงเอ่ยแซวอย่างไม่ได้คิดอะไรตามประสาคนปากพล่อย

            “พูดอย่างนี้สงสัยอยากเจ็บตัวใช่ไหมวะ” ว่าแล้วก็ยกหลังมือขึ้นขู่

            “สำนึกผิดแล้วครับลูกพี่อย่าทำร้ายผมเลยนะครับ” ปิงแกล้งยกมือไหว้ปรกๆ ราวกับเป็นเรื่องสนุกสนาน

            จู่ๆ อาทิตย์กลับทำหน้าเหมือนกำลังนึกคิดอะไรอยู่ในหัว ทำเอาสมุนทั้งสองจ้องมองหน้าอย่างสงสัย

            “กู...มีงานให้พวกมึงทำ” อาทิตย์ยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อคิดแผนการอะไรบางอย่างได้

            “งานอะไรครับ” ปิงเอ่ยถามพลางจ้องหน้าลูกพี่อย่างตั้งใจ

            “พวกมึงต้องไปกระจายข่าวให้ทุกคนในไร่เข้าใจซะใหม่ ว่าตะวันและผู้จัดการอรรถไม่ได้เป็นแฟนกัน และบอกด้วยว่าตอนนี้ตะวันมีคนรักอยู่แล้ว”

            “เอางั้นเลยเหรอครับลูกพี่”

            “เออสิวะ...เริ่มวันนี้เลยนะ ถ้าพวกมึงทำได้กูจะพาไปเลี้ยงเหล้าชุดใหญ่”

            “ไม่มีปัญหาครับลูกพี่ แค่นี้จิ๊บๆ”

            ชายหนุ่มทั้งสองมองหน้าแล้วยักคิ้วให้กัน ส่วนอาทิตย์ได้แต่ยิ้มมุมปากด้วยความสะใจ ตอนนี้เขามีคนที่คอยเป็นหูเป็นตาให้แล้ว ทุกอย่างมันจะต้องเป็นไปตามแผนที่คิดเอาไว้อย่างแน่นอน

*-*-*-*-*-*-*

            “ขอบคุณนะคะพี่อรรถ” ทานตะวันกล่าวขอบคุณเมื่อลงจากรถเครื่อง ยืนส่งยิ้มให้เหมือนเช่นทุกครั้งที่รุ่นพี่มาส่ง

            “ตะวัน...พี่ขอถามอะไรหน่อยได้ไหม” อรรถพลตั้งใจจะถามตั้งแต่อยู่ในไร่แล้ว แต่ทว่ายังไม่มีโอกาส ตอนนี้อยู่กันเพียงลำพังเขาจึงอยากใช้โอกาสนี้ถามเพื่อไขข้อข้องใจ

            “ได้สิคะ” ทานตะวันเลิกคิ้วมองหน้ารุ่นพี่สุดหล่อ ริมฝีปากหยักได้รูปยังคงยกยิ้มอยู่ตลอดเวลา

            “ตะวันกับคุณอาทิตย์ไม่ได้เป็นอะไรกันใช่ไหม”

            ทานตะวันอึ้งกับคำถามก่อนจะตั้งสติเพื่อหาคำตอบที่สวยหรูดูดี “ใช่ค่ะ...ตะวันกับพี่อาทิตย์เป็นแค่พี่กับน้องกันค่ะ”

            “ตะวันแน่ใจนะ”

            “แน่ใจสิคะ ทำไมพี่อรรถถามอย่างนี้ล่ะคะ”

            “พี่เป็นห่วงเราน่ะ มาอยู่กับคุณอาทิตย์สองต่อสองอย่างนี้ กลัวว่าคนจะนินทาในทางเสียๆ หายๆ เพราะถึงอย่างไรตะวันกับคุณอาทิตย์ก็ไม่ได้เป็นพี่น้องกันแท้ๆ” อรรถพลระบายความรู้สึกออกมา นั่นเพราะเป็นห่วงชื่อเสียงของรุ่นน้อง อีกอย่างเขาเองก็กลัวว่าอาทิตย์จะฉกฉวยหัวใจของหญิงที่ตนรักไปเพราะความใกล้ชิด

            “พี่อรรถไม่ต้องห่วงหรอกนะคะ ใครจะว่ายังไงตะวันก็ไม่สนใจอยู่แล้ว แค่ได้ทำเพื่อคนที่ตะวันรักก็เพียงพอแล้ว” เจ้าหล่อนตอบไปมากกว่านี้ไม่ได้ เพราะเรื่องนี้ไม่ควรจะมีใครรู้นอกจากเธอและอาทิตย์เพียงสองคนเท่านั้น

            “คนที่ตะวันรัก?...ไหนบอกว่าเป็นแค่พี่น้องกันยังไงล่ะ” อรรถพลชะงักงันกับคำว่าคนที่รัก เพราะเข้าใจว่าคนที่เจ้าหล่อนกล่าวถึงคืออาทิตย์

            “ไม่ใช่พี่อาทิตย์หรอกค่ะ พี่อรรถรีบกลับไปพักผ่อนเถอะวันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว” ทานตะวันรีบตัดบทก่อนที่รุ่นพี่จะซักถามอะไรไปมากกว่านี้

            “งั้นไว้เจอกันนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่มารับ”

            “ค่ะพี่อรรถ”

            ทานตะวันยืนโบกมือให้รุ่นพี่พร้อมกับรอยยิ้มพิมพ์ใจ จากนั้นก็หมุนตัวจะเดินกลับเข้าไปในบ้าน แต่ทว่าต้องชะงักงันเมื่อเจอกับดวงหน้าหล่อ ฉายแววอำมหิตราวกับเธอเป็นผู้ร้ายก็ไม่ปาน ทานตะวันหุบยิ้มโดยอัตโนมัติ หลบตาเขาแล้วเดินผ่านไปเหมือนอีกฝ่ายเป็นธาตุอากาศ

            “ไม่คิดจะทักทายพี่หน่อยเหรอ” เดินผ่านไปแล้วเสียงเข้มจึงเอ่ยเพื่อรั้งให้เจ้าหล่อนหยุดสนทนาด้วย

            ทานตะวันชะงักฝีเท้าเหลือบตามองไปข้างหลังเล็กน้อย “ทักทายยังไงล่ะคะ”

            “แค่ยิ้มก็คงไม่ตายหรอกมั้ง หรือรอยยิ้มนี้มีไว้ให้ไอ้ผู้จัดการนั่นคนเดียว” วันนี้ตั้งใจจะทำตามแผนที่วางไว้ แต่พอมาเห็นอย่างนี้ก็ทำให้เจ้าตัวอดที่จะพูดประชดประชันไม่ได้

            “คงงั้นมั้งคะ” ว่าแล้วเจ้าหล่อนก็เดินเข้าไปในบ้าน

            อาทิตย์พรูลมออกมาเบาๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ นี่เขายังแคร์ผู้หญิงคนนี้ขนาดนั้นเลยเหรอ เขาควรจะเกลียดเธอแล้วทำให้เจ็บปวดอย่างแสนสาหัสไม่ใช่หรือ อาทิตย์พยายามต่อสู้กับหัวใจตัวเองอยู่เพียงลำพัง

            “มึงต้องทำให้ได้ ผู้หญิงคนนี้เป็นลูกสาวคนที่มึงเกลียดนะอาทิตย์”

            นั่นคือคำพูดประโยคสุดท้ายก่อนที่ชายหนุ่มจะเดินตามเข้าไปในบ้าน

 

            หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่แล้ว ทานตะวันก็เดินออกมาในชุดลำลองเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้น เจ้าหล่อนตรงเข้าไปในห้องครัวเพื่อหาอะไรทานมื้อค่ำ แต่ทว่าเมื่อเห็นสิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะก็ทำให้เจ้าหล่อนประหลาดใจ จานกับข้าวที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ สองสามเมนูวางอยู่พร้อมกับข้าวสวยร้อนๆ

            “นั่งลงสิพี่เพิ่งทำเสร็จร้อนๆ เลยนะ” เสียงทุ้มดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทานตะวันหันขวับไปมองก็เห็นชายหนุ่มร่างกำยำเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่คุ้นเคย

            “นี่พี่อาทิตย์ทำเองงั้นเหรอคะ”

            “ก็ใช่สิ...งงอะไรงั้นเหรอครับ” อาทิตย์เดินมาจับมือหญิงสาวไปที่โต๊ะ เลื่อนเก้าอี้ให้แล้วจับร่างบอบบางให้นั่งลง ก่อนจะอ้อมไปนั่งฝั่งตรงข้าม

            “เพื่ออะไร?” ทานตะวันไม่แน่ใจว่าอะไรเข้าสิงคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า จู่ๆ ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไป มันจะเป็นไปได้งั้นเหรอ ที่คนเพิ่งจะเกลียดกันกลับมาทำดีใส่อย่างนี้

            “ตะวันหมายความว่าไง” อาทิตย์ยังคงยิ้มกริ่มราวกับไม่ได้สนใจนัยสำคัญของคำถามนั่น

            “พี่ทำดีกับตะวันเพื่ออะไร ตะวันไม่เข้าใจ” ทานตะวันยังคงนั่งนิ่งไม่ยอมจับช้อนส้อมจนกว่าจะได้รับคำตอบที่ค้างคาใจ

            “พี่ก็เคยทำดีกับตะวันมาตั้งแต่เด็กจนโตอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ แล้วจะสงสัยอะไรล่ะ” ว่าแล้วก็ตักกุ้งตัวโตๆ ใส่จานข้าวให้ ทุกการแสดงออกของอาทิตย์ ทำให้หญิงสาวนึกถึงเมื่อครั้งที่ความสัมพันธ์ยังคงหอมหวานในอดีต

            “ไม่จริง! ตะวันไม่เชื่อพี่ต้องการอะไร”

            “ถ้างั้นพี่ขอพูดตรงๆ เลยละกันนะ พี่อยากให้เรากลับมาเป็นเหมือนเดิม พี่รู้ตัวแล้วว่าพี่ทำผิดกับตะวันไว้มากเหลือเกิน จากนี้เราจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมนะ พี่จะพยายามลืมเรื่องพ่อกับแม่เราสองคน พี่ทนไม่ได้แล้วที่เห็นตะวันเจ็บปวด เพราะมันทำให้พี่รู้สึกเจ็บปวดตามไปด้วย” อาทิตย์ส่งสายตาอันบริสุทธิ์และจริงใจไปให้

            ทานตะวันนั่งนิ่งหัวใจเต้นแรงเมื่อได้ยินอย่างนั้น เธอเองก็ต้องการเขาแต่จะเชื่อใจอีกฝ่ายได้มากน้อยแค่ไหนกัน แต่พอนึกถึงความหอมหวานในอดีต หัวใจที่เคยแข็งแกร่งกลับอ่อนระทวย ภาพต่างๆ ที่เคยทำร่วมกันมามันเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข เธออยากได้เขาคนนั้นกลับคืนมาอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ คิดได้เช่นนั้นเจ้าหล่อนจึงตัดสินใจที่จะยอมให้โอกาสเขาอีกครั้ง ซึ่งมันก็เป็นทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้แล้ว

            “พี่อาทิตย์ไม่ได้หลอกตะวันใช่ไหมฮึก....” หยาดน้ำใสคลอเคล้าดวงตาคู่สวย ตอนนี้เธอไม่มีอารมณ์ทานข้าวแต่อย่างใด แค่เพียงเขาให้ความมั่นใจว่าสิ่งที่พูดมานั้นคือเรื่องจริง เธอก็อิ่มเอมใจเป็นที่สุดแล้ว

            “พี่จะหลอกตะวันทำไมล่ะครับ ตะวันก็รู้ว่าเราเคยรักกันมากแค่ไหน ที่ผ่านมาพี่โมโหมากจนควบคุมสติไม่อยู่ ทำเรื่องเลวๆ กับตะวันไป จากนี้พี่จะรับผิดชอบตะวันเองนะ เรือนไม้หลังนี้จะเป็นเรือนรักของเราสองคน ส่วนเรื่องน้าแก้วพี่จะพยายามทำใจยอมรับให้ได้ แต่ขอเวลาให้พี่สักระยะนะครับ”

            คำพูดชวนฟังขับกล่อมให้หญิงสาวหลงเชื่อได้อย่างง่ายดาย ส่วนหนึ่งเพราะความรักและความผูกพันที่เจ้าหล่อนยังคงมีให้เขา มันยังคงอยู่ไม่เคยจางหายไปจากใจ เมื่อทุกอย่างกลับตาลปัตรอย่างนี้เป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อ จนทานตะวันคิดว่ามันเป็นแค่ฝัน

            “ได้ยินอย่างนี้ตะวันก็ดีใจที่สุดแล้วค่ะ ในที่สุดตะวันก็ได้พี่อาทิตย์คนเดิมกลับมาแล้ว ฮึก...ตะวันรักพี่อาทิตย์นะคะ” น้ำตาแห่งความปลื้มปีติไหลหลั่งลงมาเป็นสาย ทานตะวันยกหลังมือปาดมันออกจากแก้มสวยราวกับเด็กน้อย

            อาทิตย์เห็นอย่างนั้นก็ลุกจากเก้าอี้ เดินไปนั่งลงตรงหน้าหญิงสาว เอื้อมมือไปลูบไล้แก้มขาวเบาๆ นัยน์ตาคมจ้องมองดวงหน้าสวยอย่างเสน่หา ความไร้เดียงสาของเธอทำให้เขารู้สึกผิดไม่น้อย แต่ทว่าความแค้นมันยังคงฝังในใจและเขาจะต้องก้าวผ่านความเห็นใจนี้ไปให้ได้

            “อย่าร้องสิครับคนดีของพี่”

            “ฮึก...ตะวันไม่ได้ฝันไปใช่ไหมคะ”

            ได้ยินอย่างนั้นอาทิตย์ก็พิสูจน์ด้วยการโน้มใบหน้าเข้าไปประกบจูบริมฝีปากบาง มือหนาทั้งสองข้างสวมกอดเอวคอดไว้แน่น ทั้งที่เธอคงยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ ทานตะวันตอบรับการจุมพิตที่สุดแสนจะเร่าร้อนอย่างเต็มใจ เจ้าหล่อนเอื้อมมือไปโอบรัดต้นคอชายหนุ่มไว้แน่น มันช่างเป็นรสจูบที่สร้างความสุขให้เธออย่างท่วมท้นเหลือเกิน

            เมื่อถอนริมฝีปากออกมาแล้วอาทิตย์ก็จ้องดวงตาสวยแทบไม่กะพริบ ทั้งสองยังคงส่งยิ้มให้กัน

            “เชื่อหรือยังว่ามันคือเรื่องจริง”

            “เชื่อแล้วค่ะ”

            “งั้นเรากินข้าวกันดีกว่านะ หรือว่าจะให้พี่กินตะวันก่อนดีเอ่ย” ชายหนุ่มยืนขึ้นกระตุกยิ้มกวนๆ นัยน์ตาคมแฝงไปด้วยความต้องการที่มากล้น

            “กินข้าวดีกว่าค่ะ” ตอนนี้กำลังใจของทานตะวันเริ่มกลับคืนขึ้นมาแล้ว เธอรู้สึกราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก ความทุกข์ใจที่มีสลายหายไปอย่างไม่ทันตั้งตัว และหวังว่านับจากนี้ทุกอย่างจะดีขึ้นเรื่อยๆ ความสุขในวันวานจะหวนกลับคืนมาอีกครั้ง

            “กินข้าวแล้ว...คืนนี้ตะวันไปนอนห้องพี่นะครับ พี่จะนอนกอดเราทั้งคืนให้หายอยากเลยล่ะ” สายตากรุ้มกริ่มจ้องมองหญิงสาว สื่อให้รู้ว่าคืนนี้จะมีสงครามรักเกิดขึ้นอย่างแน่นอน นั่นทำให้ดวงหน้าสวยแดงก่ำขึ้นในทันที นับจากนี้ก็เธอไม่ต้องฝืนอะไรแล้ว และพร้อมจะมอบเรือนร่างนี้ให้เขาเชยชมอย่างเต็มใจโดยไม่มีข้อแม้

            การทานมื้อเย็นที่สุดแสนจะวิเศษของทานตะวันเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในเรือนไม้หลังนี้ แต่ทว่ามันกลับเป็นจุดเริ่มต้นการแก้แค้นที่แยบยลของอาทิตย์ซะอย่างนั้น อีกไม่นานเขาจะพันธนาการเธอไว้ด้วยคำว่าสามีภรรยา หลังจากนั้นเขาจะมอบความเจ็บปวดให้แล่นพล่านในหัวใจของผู้หญิงคนนี้อีกครั้ง

           

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

1 ความคิดเห็น