ตอนที่ 9 : เชื่อใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 437
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    25 ม.ค. 62

:: ::

เชื่อใจ

 

            ตอนเย็นในวันถัดมาภูวดลขับรถมาที่ไร่เหมันต์ตามสัญญา ในระหว่างรอหนุ่มๆ ก็นั่งสนทนากันอย่างออกรสตามประสาเพื่อนรักอยู่บนโต๊ะอาหาร ส่วนน้ำฟ้าก็เข้าไปช่วยป้าบัวคลี่ทำอาหารอยู่ในครัว และตอนนี้กำลังทยอยนำจานเมนูต่างๆ มาวางเรียงรายไว้บนโต๊ะจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว

            “โทษทีนะคะที่ให้รอนาน” น้ำฟ้าเอ่ยหลังจากวางถ้วยต้มยำร้อนๆ ไว้บนโต๊ะ ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้

            “ไม่เป็นไรครับ” ภูวดลส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

            “ลงมือทานกันดีกว่าค่ะอาหารกำลังร้อนๆ” น้ำฟ้าบอกกับทุกคนด้วยรอยยิ้ม

            “วันนี้กับข้าวของโปรดผมทั้งนั้นเลยนะเนี่ย” เหมันต์เอ่ยพลางตักกับมาราดบนข้าว ก่อนจะตักเข้าไปในปากเคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยความเอร็ดอร่อย

            “อ้าว! เหรอคะ ฉันไม่ยักรู้ว่าอาหารพวกนี้เป็นของโปรดคุณด้วย” วันนี้น้ำฟ้าไม่ได้ตั้งใจจะทำของโปรดเหมันต์เลยสักนิด เธอทำเมนูนิยมทั่วเพราะวันนี้จะมีแขกมาร่วมรับประทานด้วย

            “ใช่สิอะไรที่เธอทำก็เป็นของโปรดฉันหมดนั่นล่ะ” เหมันต์หยอดคำหวานให้ภรรยาต่อหน้าเพื่อน ราวกับว่ากำลังแสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่าตนเองกับน้ำฟ้ารักกันมากแค่ไหน

            “เหรอคะถ้างั้นวันหลังฉันจะทำไข่ต้มให้ทานดีไหมล่ะ เพราะคุณบอกว่าฉันทำอะไรก็ชอบทั้งนั้น” น้ำฟ้าแกล้งแหย่เล่นๆ

            “เป็นไงล่ะเจอฤทธิ์เมียเข้าให้เลย” ภูวดลยิ้มมุมปาก ยักคิ้วกวนเพื่อนรัก

            “อย่างนี้ล่ะผัวเมียกันหยอกล้อเล่นบ้างชีวิตจะได้มีรสชาติ” เหมันต์ยิ้มหน้าระรื่น ทานข้าวต่ออย่างไม่สนใจ

            “เป็นไงบ้างคะคุณภูอาหารถูกปากไหม” น้ำฟ้าหันมาสนใจแขกผู้มาเยือนบ้าง

            “อร่อยมากครับ สงสัยวันหลังผมต้องขอมาฝากท้องที่นี่บ่อยๆ แล้วล่ะ” ภูวดลเอ่ยกับน้ำฟ้าพลางส่งยิ้มให้ แต่ทว่าต้องหุบยิ้มลงในทันทีเพราะได้ยินเสียงทักท้วงจากเพื่อนรัก

            “ไม่ได้โว้ย! มึงแดกเยอะเปลืองข้าวบ้านกู” เหมันต์รีบเอ่ยห้ามโดยทันที ยิ่งเพื่อนมาที่นี่บ่อยๆ เขายิ่งไม่ไว้ใจกลัวว่าน้ำฟ้าจะรู้สึกดีด้วย เขาหึง เขาหวง ไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น

            “ถ้าอย่างนั้นคุณน้ำค้างไปที่ไร่ผมนะครับ ผมยินดีต้อนรับเสมอ” ภูวดลไม่ยอมแพ้ ยิ้มมุมปาก ยักคิ้วให้เพื่อนอย่างผู้ชนะ

            “มะ...”

            “ได้สิคะ ว่าแต่ไร่ของคุณภูอยู่ไกลจากที่นี่ไหมคะ” น้ำฟ้ารีบชิงตอบตัดหน้าผู้เป็นสามีที่กำลังจะเอ่ยปากห้าม เธอหมั่นไส้ที่เหมันต์เอาแต่กันท่าเธอกับภูวดลอย่างออกหน้าออกตา ทั้งที่เธอเองไม่ได้คิดอะไรกับอีกฝ่ายเลย เขาไม่เคยไว้เนื้อเชื่อใจหล่อนเลยสักนิด

            “อะแฮ่ม...ขออนุญาตฉันรึยัง” เหมันต์ทำเป็นกระแอมไอ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเข้ม

            “ทำไมฉันต้องขอด้วยล่ะคะเพราะว่าฉันจะไปกับน้องคิม” เธอว่าก่อนจะหันไปหาลูกเลี้ยงที่นั่งอยู่ข้างกัน ขยิบตาให้หนึ่งครั้งเพื่อหาพรรคพวกอีกเสียง

            “ใช่ครับ ผมจะไปที่ไร่คุณอาหมอกับคุณแม่”

            “เห็นไหมล่ะว่าลูกก็อยากไปด้วย”

            “ดีเลยครับอาจะพาน้องคิมไปขับรถเอทีวีด้วยดีไหม” ภูเอ่ยกับหลานชาย

            “ดีเลยครับ” คิมหันต์ยิ้มกว้างเมื่อรู้ว่าจะได้เล่นอะไรใหม่ๆ นอกไร่บ้าง

            “อย่างนี้แล้วมึงก็ห้ามลูกห้ามเมียไม่ได้แล้วล่ะว่ะหึๆ”

            “เออไปก็ไปแต่กูจะไปด้วย” เขาไม่ยอมให้เนื้อเข้าปากเสือง่ายๆ แน่นอน

            “แล้วแต่มึงสิใครจะไปห้าม” ภูทานข้าวต่อไปด้วยสีหน้าระรื่น ทำเอาเพื่อนรักถึงกับมองตาขวางด้วยความหมั่นไส้

            “ถ้างั้นรอให้คุณหายดีก่อนแล้วเราค่อยไปด้วยกันนะคะ”

            “โอเค” เหมันต์ตอบด้วยน้ำเสียงห้วนสั้นราวกับกำลังงอนภรรยาซะอย่างนั้น น้ำฟ้าเอาแต่ยิ้ม ทานข้าวต่อไปทำเป็นไม่สนใจอีกฝ่าย

*-*-*-*-*-*-*

            หลายวันต่อมาแผลที่แขนของเหมันต์หายดีแล้ว เขาจึงเข้าไปในไร่อีกครั้งพร้อมกับภรรยาและลูกชายเพื่อเข้าร่วมการประชุมประจำเดือน คนงานในไร่หลั่งไหลเข้ามารวมตัวกันที่โรงอาหารภายในสำนักงานไร่ เมื่อคนมางานกันครบแล้วเหมันต์ก็เริ่มการประชุมครั้งนี้ทันที

            “สวัสดีครับ หลายวันที่ผ่านมาทุกคนคงรู้ข่าวที่มีโจรเข้ามาปล้นเอาผลผลิตในไร่ของเราไปแล้ว การประชุมประจำเดือนในวันนี้ผมไม่มีอะไรมาก แค่อยากจะมาเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นพิเศษ ผมอยากให้ทุกคนช่วยเป็นหูเป็นตาสอดส่องดูแลไร่ของเรา หากใครพบเห็นอะไรไม่ชอบมาพากลให้มาแจ้งคุณฉัตรชัยได้เลย หรือว่ามาแจ้งผมโดยตรงก็ได้ ต่อไปนี้เราจะเพิ่มเวรยามให้แน่นหนาขึ้นอีก ทุกคนรับทราบนะครับ”

            “ครับ / ค่ะ”

            พนักงานทุกคนตอบรับพร้อมกันเสียงดัง

            “ใครมีข้อสงสัยอะไรซักถามหรือไม่ครับ” เขาเอ่ยพลางกวาดสายตามองทุกคนที่นั่งฟังอย่างตั้งใจอยู่ตรงหน้า ทุกคนเงียบไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมา เขาจึงหันไปเอ่ยกับฉัตรชัยที่ยืนอยู่ข้างกัน “คุณฉัตรชัยมีอะไรจะพูดกับคนงานเพิ่มเติมไหมครับ”

            “ไม่มีครับพ่อเลี้ยง”

            เหมันต์พยักหน้าเล็กน้อยอย่างเข้าใจ ก่อนจะหันไปเอ่ยกับคนงานต่อทันที

            “ถ้าอย่างนั้นวันนี้พอแค่นี้นะครับ ยังไงก็ตั้งใจทำงานและระวังตัวกันด้วยนะ สิ้นปีนี้ผมจะมีโบนัสพิเศษให้กับทุกคนแน่นอน” เหมันต์รู้ดีว่านั่นคือสิ่งที่จะทำให้ทุกคนมีกำลังใจทำงานมากขึ้น

            “เฮ!!

            ทุกคนชูมือส่งเสียงร้องเฮดังลั่นด้วยความดีใจ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับไปทำหน้าที่ของใครมัน

            เหมันต์หันมาเอ่ยกับฉัตรชัยต่ออีกครั้ง “คุณฉัตรชัยครับผมฝากด้วยละกันนะ ตอนนี้คุณคือคนที่ผมไว้ใจมากที่สุดแล้ว”

            “ครับพ่อเลี้ยงผมจะพยายามรักษาผลประโยชน์ของไร่เพื่อเราทุกคนครับ”

            “ขอบคุณมาก ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะ”

            “ครับพ่อเลี้ยง”

            เมื่อสนทนากับผู้จัดการไร่แล้ว เหมันต์ก็เดินเลี่ยงมาหาภรรยาและลูกชายที่นั่งรออยู่ วันนี้เขาตั้งใจจะพาทั้งสองคนไปพักผ่อนหย่อนใจเสียบ้าง น้ำฟ้ามาที่นี่นานเป็นเดือนแล้วแต่เขายังไม่มีโอกาสพาเธอไปเยี่ยมชมความงดงามของไร่แห่งนี้เลยสักครั้ง

            “เสร็จแล้วเหรอคะพ่อเลี้ยง”

            “อืม...เสร็จแล้วเราไปกันเถอะ”

            “ไปไหนกันคะ”

            “มาเถอะไปถึงเดี๋ยวก็รู้”

            เหมันต์เดินจูงมือลูกชายหัวแก้วหัวแหวนนำหน้าไปที่รถ ส่วนน้ำฟ้าเดินตามหลังไปติดๆ เธอจ้องมองไปยังแผ่นหลังกว้างอย่างเสน่หา เวลาเห็นผู้ชายคนนี้อยู่กับลูกชายทีไรเธอรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เขาเป็นเจ้าของไร่ที่มีความเมตตากรุณาใจดีกับคนงานทุกคน แถมยังเป็นพ่อที่ทุ่มเทเวลาให้กับลูกชายมาก จนแทบไม่ขาดความอบอุ่นเลยสักนิดแม้ว่าจะไม่ได้มีแม่อยู่ด้วยแล้วก็ตามที

 

            เหมันต์ขับรถจิ๊บมาถึงหนึ่งในสถานที่งดงามที่สุดของไร่แห่งนี้ นั่นคือลำธารน้ำใสที่ไหลลงมาจากเทือกเขาสูงผ่านเข้ามายังท้ายไร่ ทั้งสองฟากฝั่งเต็มไปด้วยโขดหินหลากหลายขนาด มีมอสส์สีเขียวเกิดขึ้นปกคลุมประปราย บ่งบอกว่าที่นี่มีความอุดมสมบูรณ์มากแค่ไหน

            “ว้าว! ไม่น่าเชื่อว่าไร่จะมีสถานที่สวยงามอย่างนี้” น้ำฟ้าเห็นลำธารน้ำใสก็ถึงกับเบิกตากว้างมองด้วยความตะลึง ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้เข้ามาอยู่ในป่าท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์อย่างนี้มาก่อน

            “ลงไปกันเถอะ” ว่าแล้วเหมันต์ก็เปิดประตูรถลงไป ส่วนน้ำฟ้าและคิมหันต์ก็ตามลงไปหลังจากนั้น

            น้ำฟ้าจูงมือเจ้าตัวน้อยเดินเข้าไปยืนริมลำธาร ก่อนจะหลับตาลงฟังเสียงน้ำไหล เสียงนกร้องดังเจื้อยแจ้ว และเสียงลมที่พัดไหวเบาๆ รอบตัวเธอ จนทำให้รู้สึกเย็นสบายตัว น้ำฟ้าสูดอากาศที่บริสุทธิ์เข้าปอดจนเต็ม ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาอย่างช้าๆ ด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย

            “คุณแม่ชอบที่นี่ไหมครับ” เสียงน้อยๆ ของคิมหันต์ทำให้เธอลืมตาขึ้นมาก่อนจะก้มลงไปส่งยิ้มให้

            “ชอบมากเลยครับที่นี่สวยมากจริงๆ”

            “ถ้าชอบขนาดนี้เดี๋ยวฉันจะมาสร้างกระท่อมเล็กๆ ข้างลำธารให้เลยดีไหม” เหมันต์เอ่ยหยอกภรรยาสาว

            “ไม่ต้องมาทำเป็นล้อฉันเล่นหรอกน่า ก็ฉันไม่ใช่คนที่นี่นี่น่าก็ต้องตื่นเต้นเป็นธรรมดา” น้ำฟ้าเบ้ปากใส่ชายหนุ่มก่อนจะหันไปเอ่ยกับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างกัน “เราไปนั่งเล่นที่โขดหินโน้นดีกว่าครับน้องคิม” ว่าแล้วเธอจูงมือคิมหันต์เดินตรงไปที่โขดหินขนาดใหญ่พอที่จะนั่งได้

            เหมันต์ยิ้มอย่างพอใจเมื่อได้กวนประสาทเจ้าหล่อน ยิ่งนานวันเธอคนนี้ยิ่งทำให้เขาชอบมากขึ้น แถมยังรู้สึกว่าตอนนี้ชีวิตขาดเธอไม่ได้เสียแล้ว

            “คุณแม่อยากลงไปเล่นน้ำไหมครับ”

            “อยากสิครับ”

            “ถ้างั้นเราลงไปเล่นน้ำกันไหม”

            “เอาสิครับ”

            ขณะทั้งสองกำลังจะลงไปเล่นน้ำกันนั้น เหมันต์ก็เอ่ยเสียงแทรกขึ้นมาก่อน

            “เล่นน้ำไม่คิดจะชวนพ่อมั่งเลยเหรอครับน้องคิม”

            “ทำไมต้องชวนด้วยล่ะครับ ถ้าคุณพ่ออยากเล่นก็ตามลงมาสิครับ”

            น้ำฟ้าได้ยินอย่างนั้นก็อมยิ้ม เธอรู้สึกสะใจที่คิมหันต์กำราบผู้เป็นพ่อทำเอาซะไปไม่เป็นเลยทีเดียว

            “เธอยิ้มอะไร”

            “เปล่านี่คะแค่เห็นด้วยกับน้องคิมเท่านั้นเอง” เธอหันมาทำหน้าทะเล้นใส่อีกฝ่าย ก่อนจะช่วยคิมหันต์ถอดเสื้อและกางเกง เหลือไว้เพียงชั้นในตัวจิ๋วเท่านั้น ส่วนเธอก็กำลังจะถอดเสื้อแขนยาวออกบ้าง แต่ทว่าเหมันต์กลับเอ่ยห้ามเอาไว้เสียก่อน

“ห้ามถอดเด็ดขาด!” เหมันต์เอ่ยเสียงเข้ม ส่งสายตาดุให้ภรรยา

“ทำไมล่ะคะก็ฉันจะลงเล่นน้ำ” น้ำฟ้าเลิกคิ้วมองหน้าอย่างสงสัย

“เสื้อตัวที่อยู่ด้านในบางขนาดนั้นถ้าโดนน้ำคงจะเห็นอะไรต่อมิอะไร ฉันไม่ยอมให้เธอมาโชว์เนื้อหนังมังสานอกบ้านอย่างนี้หรอก”

“ที่นี่มีใครซะที่ไหนกันหรือกลัวว่าน้องคิมจะเห็นงั้นเหรอ อย่าบอกนะว่าคุณหึงหวงแม้กระทั่งกับลูกชาย” น้ำฟ้าว่าให้

“ไม่ใช่สักหน่อย ฉันบอกไม่ให้ถอดก็ต้องไม่ถอดเข้าใจตามนี้ ลงไปทั้งอย่างนั้นนั่นล่ะ” เหมันต์ทำหน้าตาซีเรียสใส่

“โอเคก็ได้แค่นี้เองก็ต้องซีเรียสด้วย...ชิส์!!” น้ำฟ้าเหลือบตามองอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะจูงมือคิมหันต์ลงไปในลำธารน้ำใส ที่เห็นแม้กระทั่งตัวปลาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาอย่างสนุกสนาน ความลึกของลำธารเลยหัวเข่ามาเล็กน้อย ทำให้ไม่ต้องเป็นกังวลสำหรับเด็กอย่างคิมหันต์ที่กำลังลงไปในน้ำ

            เหมันต์รีบปลดเปลื้องเสื้อและกางเกงออกวางไว้บนโขดหิน เหลือไว้เพียงบ็อกเซอร์สีกรมท่าที่ห่อหุ้มเรือนร่างกำยำเอาไว้ ก่อนจะเดินลงไปสมทบกับลูกชายและภรรยา ทั้งสามนั่งแช่ตัวอยู่ในลำธารอย่างสบายตัว น้ำเย็นๆ ตามธรรมชาติอย่างนี้ช่วยบำบัดความเครียดและเรื่องกังวลในหัวได้ดีเลยทีเดียว

            “น้องคิมไปเล่นน้ำตรงนั้นก่อนนะครับ” คิมหันต์เอ่ยกับผู้ปกครองทั้งสองพร้อมทั้งชี้นิ้วไปยังพื้นที่ใกล้กัน

            “ได้สิครับ แต่อย่าไปไกลนักนะ” เหมันต์บอกลูกชาย

            “ครับคุณพ่อ” ว่าแล้วเจ้าตัวน้อยก็รีบว่ายน้ำออกไปจากตรงนั้น ที่เหมันต์อนุญาตโดยง่ายนั่นเพราะระดับน้ำไม่ได้ลึกและอยู่ในระยะที่มองเห็นได้สะดวก

            น้ำฟ้ากำลังจะว่ายน้ำตามไปแต่ทว่าเหมันต์กลับรั้งตัวเธอเอาไว้ก่อน ตอนนี้เจ้าหล่อนอยู่ในอ้อมกอดเขาโดยมีมวลน้ำห่อหุ้มเรือนร่างทั้งสองเอาไว้ มือหนาทั้งสองข้างประสานกันไว้ตรงหน้าท้องแบนราบของเจ้าหล่อน กอดไว้ไม่ให้ไปไหนได้ น้ำฟ้าจะเอ่ยปากปฏิเสธแต่ทว่ากลับปากหนักพูดไม่ออก นั่นเพราะตัวเธอเองก็รู้สึกดีเช่นเดียวกัน อยากให้เขากอดไว้อย่างนี้นานๆ เสียด้วยซ้ำ

            “ไม่อายลูกรึไงเนี่ย” น้ำฟ้าเอ่ยกับอีกฝ่าย ใบหน้าขาวเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อไปเสียแล้ว

            “อายทำไมล่ะในเมื่อเราไม่ได้ทำอะไรกันสักหน่อย” เขาเอ่ยพลางเลื่อนมือหนาขึ้นไปวางหมับบนหน้าอกเต่งตึงภายใต้ผืนน้ำ

            น้ำฟ้าสะดุ้งเฮือกเอียงหน้าแหงนมองอีกฝ่ายด้วยหางตา

            “ปล่อยเลยนะ”

            “ไม่ปล่อย...ทำไมกลัวห้ามใจตัวเองไม่ได้งั้นเหรอ” เหมันต์ทำหน้าทะเล้นใส่ ก่อนจะโน้มใบหน้าคมลงไปหอมแก้มภรรยาฟอดใหญ่

            “เปล่าสักหน่อยที่นี่มันในป่านะคุณจะบ้ารึไง อีกอย่างน้องคิมก็อยู่ตรงหน้าไม่อายลูกรึยังไง”

            “น้องคิมไม่เห็นหรอกน่าเว้นแต่ว่าเธอจะทำพิรุธให้แกเห็น นั่งนิ่งๆ อย่างนี้สิมีความสุขไปกับฉัน” เสียงเข้มเอ่ยข้างใบหูสวยอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังออดอ้อนเธอให้ทำตามอย่างว่าง่าย

            “คุณนี่นะ หื่นไม่เลือกที่เลยจริงๆ” เจ้าหล่อนเอ่ยแต่ทว่ากลับยอมอยู่นิ่งเอนหลังแผงอกแกร่งเขาอย่างสบายตัว อมยิ้มน้อยๆ ออกมาในขณะที่ดวงตาคู่สวยจับจ้องมองลูกเลี้ยง ที่กำลังเล่นน้ำอยู่อย่างสนุกสนาน

            “ใครบอก? ฉันหื่นเฉพาะเวลาที่มีเธออยู่ด้วยเท่านั้นล่ะ”

            “อย่าเอาฉันมาอ้างเลย นั่นมันเป็นความรู้สึกของคุณเองต่างหากล่ะ”

            “ก็สาเหตุมันมาจากเธอไงล่ะ ทุกอย่างในตัวเธอมันยั่วยวนฉันไปหมด เธอสัญญาได้ไหมว่าจะไม่ทำอย่างนี้กับผู้ชายคนไหนอีก และจะอยู่กับฉันที่นี่ไปตลอดได้ไหม” เหมันต์กระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นกว่าเดิม เพื่อยืนยันว่าคำพูดที่บอกเมื่อสักครู่นั้นเขาจริงจังมากแค่ไหน

            “ฉัน...” น้ำฟ้าไม่กล้าเอื้อนเอ่ยให้คำสัญญา เพราะเธอรู้ดีว่าจริงๆ แล้ว เธอไม่สามารถจะอยู่ที่นี่กับเขาไปตลอดชีวิตได้ ไม่แน่น้องสาวเธออาจจะกลับมาทวงหน้าที่นี้เข้าในสักวัน

            “เธอกังวลอะไรอยู่งั้นเหรอ”

            “ปะ...เปล่าค่ะฉันแค่คิดว่าบางที ฉันอาจจะไม่ได้เป็นคนอย่างที่คุณคิดไว้ก็ได้”

            “ทำไมจะไม่ใช่ล่ะ ฉันรักที่เธอเป็นเธอ รักที่ตัวตนของเธอ อย่างนี้แล้วเธอจะยังกลัวอะไรอยู่ไหม”

            “ถ้าหากวันหนึ่งฉันทำผิดกับคุณ สมมติว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากคุณจะโกรธจะเกลียดฉันไหมคะ”

            “ฉันเป็นคนที่มีเหตุผลมากพอ มันขึ้นอยู่กับว่าเธอจะยอมบอกความจริงกับฉันไหมว่าทำเรื่องผิดเพราะสาเหตุใด ถ้ามันเป็นเหตุผลที่ดีมากพอฉันก็ไม่จำเป็นต้องโกรธเธอ ฉะนั้นแล้วหากเธอมีปัญหาอะไรให้บอกฉันตรงๆ ฉันพร้อมที่จะช่วยเหลือเธอทุกอย่างเข้าใจไหม” เหมันต์พยายามบอกเป็นนัยให้เธอยอมสารภาพเรื่องที่สลับตัวมาที่นี่ อย่างน้อยเขาเองก็จะได้กระจ่างใจว่าเรื่องราวมันเป็นมายังไงกันแน่ และพร้อมที่จะอ้าแขนรับเธอคนนี้ในฐานะน้ำฟ้าได้อย่างไม่มีข้อแม้

            “เข้าใจแล้วค่ะพ่อเลี้ยง” น้ำฟ้าได้ยินอย่างนี้ก็เริ่มใจชื้นขึ้นมา เธอไม่รู้ว่าน้องสาวคิดอะไรอยู่ถึงได้ทิ้งผู้ชายดีๆ อย่างนี้ไปได้ ตั้งแต่เข้ามาอยู่ที่นี่เธอไม่ได้รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้จะมีความร้ายกาจใดๆ เลย นอกจากความต้องการทางเพศที่ไม่มีลิมิตเท่านั้นเอง นั่นอาจจะเป็นข้อเสียเดียวที่เธอคิดว่ามีอยู่ในตัวเหมันต์

            “ถ้าเข้าใจก็ลองเก็บไปคิดดูดีๆ ฉันจะไม่ถามอะไรเธอให้ลำบากใจ แต่อยากจะให้เธอเดินเข้ามาหาแล้วบอกฉันด้วยตัวเอง แค่นี้ล่ะที่ฉันจะบอก” หลังจากพูดเป็นการเป็นงานมาได้สักพักแล้ว คราวนี้ถึงเวลาที่เขาจะกลับมาสู่บทพระเอกหื่นกามอีกครั้งแล้ว

            “ขอบคุณนะคะที่เชื่อใจฉัน อ๊ะ!” เธอเอ่ยจบก็สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่ามีมือหนาล่วงล้ำเข้าไปใต้เสื้อตัวบาง

            ....

            ....(NC)

            ....

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

4 ความคิดเห็น