ตอนที่ 8 : น้ำค้าง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 475
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    7 ก.พ. 62

:: ::

น้ำค้าง

 

            หลายวันมานี้ความสัมพันธ์ของน้ำฟ้าและเหมันต์เริ่มแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ชายหนุ่มหยอดคำหวานให้เจ้าหล่อนอยู่เนืองๆ ราวกับคู่รักที่เพิ่งจีบกันใหม่ๆ ยิ่งเหมันต์ดีกับเธอมากเท่าไรความรู้สึกที่น้ำฟ้ามีให้อีกฝ่ายยิ่งเพิ่มทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น ตอนนี้เธอไม่อาจห้ามหัวใจตนเองได้เลย ทั้งสี่ห้องหัวใจได้มอบให้สามีจอมปลอมคนนี้ไปหมดสิ้นแล้ว ขอแค่ได้มีความสุขในช่วงเวลานี้ อนาคตจะเป็นอย่างไรเธอพร้อมที่จะยอมรับความจริงให้ได้

            ตอนนี้สองพ่อลูกกำลังนั่งเล่นเกมในห้องนอนอย่างถึงพริกถึงขิง ส่วนน้ำฟ้ากำลังนั่งถักผ้าพันคอผืนเดิมที่ตั้งใจจะทำให้กับลูกเลี้ยง เธอถักมันไปพลางมองดูคนทั้งสองแล้วก็ยิ้มตามไปด้วย

            “เย้! พ่อชนะแล้ว” เหมันต์ตะโกนเสียงพร้อมทั้งชูมือขึ้นแสดงชัยชนะเหนือลูกชาย ทำเอาเจ้าตัวน้อยที่นั่งอยู่ข้างกันมองอย่างไม่เป็นมิตรเลยทีเดียว

            “คุณพ่อขี้โกง น้องคิมใกล้จะเข้าเส้นชัยแล้วทำไมคุณพ่อต้องแซงด้วย”

            “โกงที่ไหนกันครับไอ้ลูกชาย อ่อนจริงๆ ฮ่าๆๆ”

            “ไม่รู้ล่ะคุณพ่อขี้โกงน้องคิมไม่ยอมจริงๆ ด้วย” ว่าแล้วเด็กชายก็วางจอยเกมลงบนพื้น ลุกขึ้นไปกอดคอขี่หลังผู้เป็นพ่อเอาไว้

            “อะไรกันเนี่ยแพ้แล้วพาลนี่หว่า น้องคิมเป็นคนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย” เขาหัวเราะไม่หยุด เมื่อเห็นท่าทีเดือดดาลของลูกชาย

            “น้องคิมโกรธคุณพ่อแล้ว ไม่ต้องมาพูดเลย” คิมหันต์เอาแต่พยายามดึงหูของผู้เป็นพ่อ น้ำฟ้าเห็นอย่างนั้นก็ยิ้มตามพร้อมทั้งส่งเสียงเชียร์อีกแรง

            “จัดให้หนักๆ เลยน้องคิมแม่เอาใจช่วย”

            “เข้าข้างกันเหรอสองแม่ลูกนี่ เดี๋ยวเหอะจะจัดการซะให้เข็ดหลาบ”

            “ไม่เห็นจะกลัวเลยแค่น้องคิมคนเดียวก็เอาอยู่แล้วมั้ง” น้ำฟ้ายังคงยิ้มไม่ยอมหยุด

            ในระหว่างนั้นเสียงโทรศัพท์มือถือของเหมันต์ที่วางอยู่บนพื้นข้างตัวก็ดังขึ้น เจ้าตัวรีบคว้ามันขึ้นมาดูที่หน้าจอ ก่อนจะขมวดคิ้วแปลกใจเล็กน้อย

            Rrrrr….

            “น้องคิมพอก่อนครับพ่อขอรับโทรศัพท์แปบนึง” ได้ยินอย่างนั้นคิมหันต์ก็ยอมลงจากหลังผู้เป็นพ่ออย่างว่าง่าย ก่อนจะเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองแล้วเอนหลังลงบนโซฟาเล่นเกมต่อ

            “ว่าไงครับคุณฉัตรชัย ทำไมโทรมาค่ำมืดอย่างนี้” เหมันต์รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่ผู้จัดการไร่โทรมาเอาป่านนี้ ตอนนี้ก็สองทุ่มกว่าแล้วปกติฉัตรชัยไม่เคยโทรมาหาเขาในช่วงเวลานี้มาก่อนเลย

            (พ่อเลี้ยงครับไอ้แคนโทรมาแจ้งว่าพบคนนอกเข้ามาทำลับๆ ล่อๆ ท้ายไร่ครับ สังสัยจะเป็นพวกโจรแน่นอนครับ)

            “ตอนนี้คุณฉัตรชัยอยู่ที่ไหนเดี๋ยวผมจะไปหา”

            (ตอนนี้ผมอยู่สำนักงานไร่ครับ)

            “ดีเลยเดี๋ยวผมจะเข้าไปเดี๋ยวนี้ล่ะ”

            เหมันต์วางสายแล้วรีบลุกขึ้นยืน ก่อนจะหันไปเอ่ยกับภรรยาสาว “เดี๋ยวฉันจะเข้าไปในไร่ก่อนนะเธออยู่กับลูกที่นี่ล่ะ”

            “เกิดอะไรขึ้นคะพ่อเลี้ยง” น้ำฟ้ารู้สึกใจไม่ดีเพราะน้ำเสียงของเหมันต์ดูซีเรียสอย่างเห็นได้ชัด

            “ไม่มีอะไรหรอก”

            “ดูแลตัวเองด้วยนะคะ ฉัน....เห็นห่วง” ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เธอเพิ่งจะเคยเอ่ยคำว่าเป็นห่วงต่อหน้าชายหนุ่ม นั่นทำให้เจ้าหล่อนรู้สึกกระดากปากเล็กน้อย

            “ขอบใจนะที่เป็นห่วง ฉันจะดูแลตัวเองดีๆ ละกันนะ” เขายิ้มละมุนให้ภรรยาก่อนจะเดินไปหยิบเสื้อแขนยาวที่วางพาดอยู่บนราว พร้อมทั้งปืนสั้นคู่กายเหน็บที่เอวไว้ด้วย

            เมื่อเหมันต์เดินออกไปแล้วน้ำฟ้าก็ได้แต่มองตามหลังอย่างเป็นห่วง เธอรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูก กลัวว่าจะเกิดอันตรายกับผู้เป็นสามี

 

            เหมันต์ขับรถจิ๊บมาจอดที่หน้าสำนักงานไร่ ก่อนจะตะโกนเรียกฉัตรชัยและสมุนอีกสองคนที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วให้มาขึ้นรถ โดยหนึ่งในนั้นก็มีพลลูกน้องจอมแสบของฉัตรชัยร่วมอยู่ด้วย

            “ป่ะไปกันเถอะ”

            “ครับพ่อเลี้ยง”

            ฉัตรชัยรับคำก่อนจะหันไปพยักหน้าสั่งลูกน้องทั้งสองคนให้ขึ้นรถ เหมันต์ขับรถพาทั้งสามคนไปยังท้ายไร่ สถานที่ซึ่งฉัตรชัยโทรมาแจ้งว่ามีคนแปลกหน้าเข้ามาเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้

            ขับรถมาไม่นานก็มาถึงท้ายไร้ ทั้งสี่คนลงจากรถแล้วเดินเข้าไปสมทบกับคนงานที่เฝ้ายามอยู่ และเป็นผู้แจ้งข่าวให้รับรู้นั่นเอง

            “เห็นพวกมันอยู่ที่ไหนวะไอ้แคน” เดินมาถึงเหมันต์ก็เอ่ยปากถามทันที

            แคนเป็นหนุ่มวัยสามสิบกว่า เป็นคนงานน้ำดีที่เหมันต์ไว้ใจมากไม่แพ้ฉัตรชัย แม้ว่าเขาจะเป็นแค่คนงานธรรมดาไม่ได้เรียนมาสูงเหมือนอย่างผู้จัดการ แต่ทว่าความซื่อสัตย์นั้นมีมากกว่าฉัตรชัยหลายเท่าตัว

            “ผมเห็นพวกมันอยู่ที่สวนส้มฝั่งท้ายไร่ครับพ่อเลี้ยง พวกมันมากันประมาณสามสี่คนผมเลยไม่กล้าเข้าไปห้ามครับ” แคนรายงานสถานการณ์ให้ผู้เป็นนายรับรู้

            “ดีแล้วที่เอ็งไม่เข้าไปเสี่ยง คนอย่างพวกมันต้องเจอกับคนอย่างข้า ถ้างั้นเรารีบไปกันเถอะก่อนที่พวกมันจะเผ่นไปซะก่อน”

“ครับพ่อเลี้ยง” ว่าแล้วเหมันต์ก็เดินฝ่าความมืดตรงไปยังสวนส้มท้ายไร่ ซึ่งอยู่ติดกับภูเขาสูงสลับซับซ้อน ไม่ค่อยมีผู้คนเดินเข้าไปเพราะป่าค่อนข้างรกชัฏและมีสิงหาราสัตว์ดุร้ายอาศัยอยู่

            ฉัตรชัยกระตุกยิ้มมองหน้าสมุนทั้งสองที่ตามมาด้วยอย่างรู้กัน ก่อนจะเดินตามหลังเจ้าของไร่ไปอย่างสบายใจ อีกไม่นานพรรคพวกที่ได้นัดแนะกันไว้จะต้องแผลงฤทธิ์ให้เหมันต์ได้รู้ว่า พวกเขาไม่ใช่โจรกระจอกอย่างที่คิด

             เดินฝ่าความมืดมาได้สักพักในที่สุดก็มาถึง ทั้งหมดกำลังนั่งซุ่มดูความเคลื่อนไหวของกลุ่มโจรที่กำลังช่วยกันเก็บผลส้มลงในกระสอบที่นำมาด้วย เหมันต์กำลังคิดหาทางขู่พวกโจรเหล่านั้นด้วยปืนสั้นที่อยู่ในมือ เขาไม่ต้องการเอาชีวิต แต่ทว่าต้องการขู่ให้พวกมันรู้ตัวว่าตอนนี้เขากำลังจับตามองอยู่ และห้ามย่างกรายเข้ามาที่นี่อีกเด็ดขาด

            “พ่อเลี้ยงครับเดี๋ยวพวกผมสามคนอ้อมไปด้านหลังนะครับ จะได้ดักทางไม่ให้พวกมันหนีไปไหนได้” ฉัตรชัยเอ่ยอาสา

            “โอเคระวังตัวกันด้วยนะ”

            “ครับพ่อเลี้ยง” ฉัตรชัยตอบรับแล้วหันไปเอ่ยกับสมุนทั้งสอง “ไปเว้ยพวกมึง”

            หลังจากฉัตรชัยกับพวกเดินออกไปแล้ว เหมันต์ก็หันไปสั่งให้แคนเดิมตามหลังเข้าไปใกล้อีก เขาอยากจะเห็นหน้าพวกมันว่าเป็นใครกันแน่

            “พ่อเลี้ยงครับถ้าเข้าไปใกล้อีกผมกลัวว่าพวกมันจะรู้ตัว เราไม่รู้ว่ามันมีอาวุธหรือล่านะครับ”

            “ไม่เป็นไรหรอกเรามีปืนจะกลัวอะไร อีกอย่างที่นี่ก็มืดมันไม่มีทางเห็นเราหรอก ข้าจะสั่งสอนมันให้เข็ดหลาบสักหน่อย”

            “ผมเชื่อใจพ่อเลี้ยงครับ”

            “ถ้าเชื่อใจข้าก็ตามมา”

            เหมันต์พยักหน้าเชิงสั่งอีกฝ่ายให้เดินตามไป ยิ่งใกล้ยิ่งเห็นการกระทำของกลุ่มโจรที่มาด้วยกันทั้งหมดสี่คน สวมหมวกไอ้โม่งปกปิดอำพรางใบหน้าเอาไว้ กำลังช่วยกันขโมยผลผลิตจากไร่เขาไปอย่างหน้าไม่อาย

            เหมันต์เล็งปืนไปที่กระสอบส้ม ก่อนจะลั่นไกเพื่อจะทำให้พวกมันขวัญเสีย จากนั้นเขากับแคนจะเข้าไปกระชากหน้ากากพวกมันออกมาดู ว่าหน้าตาพวกไอ้พวกหัวขโมยพวกนี้เป็นอย่างไร

            ปัง!

            “อยู่นิ่งๆ ห้ามขยับไม่งั้นพวกมึงได้กลายเป็นศพแน่” เหมันต์และแคนเล็งปลายกระบอกปืนพร้อมกับไฟฉายไปยังกลุ่มโจร พวกมันทั้งสี่ยืนนิ่งอย่างไม่เกรงกลัว ราวกับเหมันต์และแคนเป็นธาตุอากาศซะอย่างนั้น

            “อย่ามาทำเป็นเก่งพวกกูไม่กลัวมึงหรอก” หนึ่งในกลุ่มโจรเอ่ยขึ้นตามด้วยเสียงหัวเราะ

            “ไอ้พวกเหี้ยมาขโมยของกูแล้วยังจะมาปากดีอีกเหรอวะ พวกมึงอยากตายรึไง! ไอ้แคนไปกระชากหมวกไอ้โม่งพวกมันออก ข้าอยากจะเห็นน้ำหน้าไอ้พวกโจรกระจอกพวกนี้ ว่ามันเป็นคนหรือสัตว์กันแน่”

            “ครับพ่อเลี้ยง”

            แคนก้าวขาเดินเข้าไปอย่างระแวดระวังก่อนจะยื่นมือไปที่ศีรษะของหนึ่งในกลุ่มโจร แต่ทว่าในตอนนั้นกลับมีบุคคลนิรนามขับรถวิบากพุ่งเข้ามา ก่อนที่พวกมันทั้งหมดจะชักปืนออกมาเล็งไปที่เหมันต์และแคน วินาทีนี้ทั้งสองต้องเอาชีวิตรอดเอาไว้ก่อน

            “หนีเร็วไอ้แคน!” เหมันต์ตะโกนบอกก่อนจะยิงปืนกันทางไว้ให้แคน พร้อมทั้งเดินถอยหลังอย่างทุลักทุเล

            ปัง! ปัง!

            ยิงสวนกันไปมาอยู่อย่างนั้นได้สักพัก ในที่สุดเหมันต์ก็เสียท่า ลูกตะกั่วพี่พุ่งออกจากปลายกระบอกปืนของพวกมันด้วยความเร็ว ลอยพุ่งเข้าไปที่แขนของเหมันต์จนเจ้าตัวล้มพับลงกับพื้น พวกมันหนีไปได้พร้อมกับกระสอบส้มนับสิบที่อยู่บนรถกระบะคันเล็ก นั่นทำให้เหมันต์เจ็บใจเป็นที่สุด

            “พ่อเลี้ยง!” หลังจากพวกมันไปแล้วแคนก็รีบวิ่งเข้ามาพยุงตัวไว้

            “พวกมันรอดไปจนได้เจ็บใจนัก” เขายังทำหน้าเกรี้ยวกราดด้วยความโมโห แม้จะรู้สึกเจ็บที่แขนอยู่ก็ตาม

            “ผมว่าพ่อเลี้ยงรีบไปหาหมอก่อนดีกว่าครับ” แคนว่า

            เหมันต์ถอดเสื้อตัวเองออกมาอย่างทุลักทุเลก่อนจะให้แคนมัดแขนเพื่อห้ามเลือดไว้ ในระหว่างนั้นฉัตรชัยและสมุนทั้งสองคนก็รีบวิ่งเข้ามาหน้าตาตื่น

            “พ่อเลี้ยงเป็นอะไรไหมครับ ผมตามพวกมันไปไม่ทันเสียดายจริงๆ เลย”

            “ผมโดนยิงแต่โชคดีที่กระสุนแค่เฉียดโดนแขน” เหมันต์ตอบพลางทำหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวด

            “ถ้างั้นรีบกลับไปที่บ้านก่อนดีกว่าครับ”

            ฉัตรชัยช่วยแคนพยุงผู้เป็นเจ้าของไร่ ก่อนจะหันกลับมายิ้มมุมปากให้กับพรรคพวกที่อยู่ด้านหลัง

           

            หลังจากพาคิมหันต์เข้านอนจนหลับแล้ว น้ำฟ้าก็เดินออกมานั่งเฝ้ามองอยู่หน้าระเบียงบ้านเพื่อรอเหมันต์กลับมา เมื่อได้ยินเสียงรถเธอก็รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนจะเดินไปดูว่าใช่คนที่เธอรออยู่หรือไม่ มองลงไปที่หน้าบ้านก็เห็นผู้เป็นสามีถูกพยุงตัวเข้ามาในบ้าน เห็นอย่างนั้นเจ้าหล่อนก็ตกอกตกใจก็รีบลงมาดูทันที

            “พ่อเลี้ยงไปโดนอะไรมาคะเนี่ย” เมื่อเห็นผู้เป็นสามีกำลังนั่งทำหน้าเหยเกเลือดอาบแขนอยู่บนโซฟาเธอก็เข่าแทบทรุด

            “พ่อเลี้ยงโดนยิงมาครับ” ฉัตรชัยตอบ

 

            “แล้วทำไมไม่พาไปโรงพยาบาลล่ะคะ” เธอเข้าไปนั่งข้างสามีก่อนจะจ้องมองใบหน้าหล่ออย่างเป็นห่วงเป็นใย

            “อีกแปบนึงหมอก็มาแล้วไม่ต้องห่วงหรอก” เขาบอกพร้อมกับรอยยิ้มละมุน เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกเป็นห่วงมากจนเกินไป

            “คุณไม่ต้องมายิ้มเลยเจ็บขนาดนี้ แล้วดึกดื่นขนาดนี้จะมีหมอที่ไหนมาได้คะเนี่ย”

            “หมอแถวนี้ล่ะ”

            “อีกนานไหมอ่ะดูสิเลือดเริ่มไหลอีกแล้วเนี่ย” น้ำฟ้าจ้องมองที่แขนของผู้เป็นสามีอย่างใส่ใจ ทำเอาเหมันต์รู้สึกปลื้มปริ่มอย่างเป็นที่สุด

            “ไม่นานหรอก” เขาตอบก่อนจะหันไปเอ่ยกับลูกน้องทุกคน “คุณฉัตรชัยพาลูกน้องกลับไปพักผ่อนเถอะผมไม่เป็นไรแล้ว ขอบใจมากสำหรับวันนี้ ถึงแม้เราจะจับพวกมันไม่ได้แต่ผมคิดว่าพวกมันคงจะไม่กลับมาที่นี่ไปอีกนาน”

            “พ่อเลี้ยงไม่เป็นไรแน่นะครับ”

            “แน่สิกลับไปพักผ่อนเถอะ”

            “ถ้างั้นพวกผมกลับกันแล้วนะครับ”

            ทุกคนพร้อมใจกันยกมือไหว้เหมันต์ก่อนจะเดินออกไป ฉัตรชัยที่เดินออกไปคนสุดท้ายกระตุกยิ้มให้กับคำปองที่ยืนอยู่ข้างป้าบัวคลี่ แต่เจ้าหล่อนกลับทำหน้าไม่สบอารมณ์เหลือบตามองอย่างไม่ใส่ใจ

            “พ่อเลี้ยงเป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ” หลังจากฉัตรชัยเดินไปแล้วเธอก็รีบเดินเข้าไปนั่งบนพื้นข้างเหมันต์ เอ่ยถามผู้เป็นนายด้วยความเป็นห่วง

            “ฉันไม่เป็นไรหรอกไม่ต้องเป็นห่วง” เหมันต์ตอบตามมารยาท ใจจริงเขายังรู้สึกเคืองคำปองอยู่บ้างเล็กน้อย

            “พวกมันเป็นใครคะพ่อเลี้ยงทำไมถึงได้กล้าเข้ามายิงพ่อเลี้ยงถึงในไร่อย่างนี้” ป้าบัวคลี่เอ่ยถาม

            “ยังไม่รู้เลยครับป้า เสียดายกำลังจะเห็นหน้าพวกมันอยู่แล้วเชียวดันเกิดเรื่องซะก่อน” พูดแล้วเหมันต์ยังรู้สึกเจ็บใจไม่หาย

            “คราวหลังไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงแบบนี้แล้วนะคะ ถ้าคุณเป็นอะไรไปฉันกับน้องนนท์จะอยู่ยังไง”

            “ไม่ต้องห่วงหรอกน่าผมไม่ตายง่ายๆ หรอกคนอย่างผมดวงแข็งจะตาย เห็นไหมโดนยิงทั้งทีแค่โดนถากๆ เท่านั้นเอง” เหมันต์เอื้อมไปกุมมือภรรยาสาวเอาไว้พร้อมทั้งส่งยิ้มให้

            คำปองเห็นอย่างนั้นก็นั่งทนดูไม่ได้ จึงลุกขึ้นเดินออกไปอย่างหน้างองุ้มไม่พูดไม่จาใดๆ

            “ไอ้เหมมึงใกล้ตายหรือยังวะ” ในที่สุดคุณหมอสุดหล่อก็สะพายกระเป๋าพยาบาลเข้ามาในบ้าน

            ภูวดลหรือนายแพทย์ภูวดล คำกองมล เป็นนายแพทย์หนุ่มหล่อวัยสี่สิบกะรัต แถมยังเป็นเจ้าของไร่ภูวดลซึ่งอยู่ติดกับรั้วไร่เหมันต์นี่เอง เขาลาออกจากการเป็นแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐ มาเปิดคลินิกในไร่เพื่อรักษาคนงานและชาวบ้านในระแลกใกล้เคียงโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งบริหารงานในไร่ไปพร้อมๆ กัน

            “กูยังไม่ตายง่ายๆ หรอกโว้ย ยังอยู่เตะก้นมึงไปได้อีกนาน ว่าแต่ทำไมมึงมาช้าฉิบหายเลือดกูไหลจะหมดตัวแล้วเนี่ย” เหมันต์ทักทายเพื่อนด้วยคำพูดกวนประสาท เป็นอย่างนี้ทุกครั้งเวลาเจอกัน

            “ตายยากแต่ก็กลัวตายเหมือนกันนี่หว่า”

            น้ำฟ้ามองหน้าผู้มาใหม่อย่างไม่คุ้นตา เพราะนี่คือครั้งแรกที่หล่อนได้เจอหน้าภูวดล แต่ทว่าตัวภูวดลนั้นกลับเคยเห็นหน้าและรู้จักน้ำค้างมาแล้วหนหนึ่ง ตอนที่เหมันต์พาเธอมาที่ไร่ก่อนหน้านี้

            “สวัสดีครับคุณน้ำค้าง” ภูวดลเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม ขณะขนอุปกรณ์ทำแผลออกมาจากกระเป๋าพยาบาล

            “สวัสดีค่ะ” น้ำฟ้าได้แต่ส่งยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร แต่ทว่ากลับรู้สึกแปลกใจที่ภูวดลรู้จักน้องสาวเธอมาก่อน นั่นทำให้เจ้าหล่อนรู้สึกเกร็งทำตัวไม่ถูกกลัวว่าจะมีพิรุธให้เห็น

            “รบกวนคุณน้ำค้างไปนั่งตรงโน้นก่อนได้ไหมครับ ผมจะได้ทำแผลให้ไอ้เหี้ยเหมก่อน”

            “เชิญเลยค่ะ” น้ำฟ้าลุกขึ้นยืนมองดูคุณหมอสุดหล่อทำแผลให้กับผู้เป็นสามี โชคดีที่กระสุนไม่ได้ฝังแต่ทว่าแผลที่แขนใหญ่พอสมควรจำเป็นต้องเย็บ

            “เบาๆ นะเว้ย”

            “กลัวเจ็บด้วยเหรอมึงอ่ะ อย่าร้องไห้ต่อหน้าเมียนะเว้ยเสียชื่อเสือผู้หญิงหมด ผู้หญิงทั้งจังหวัดโดนมึงจัดมาหมดแล้วมั้งนั่น” ภูวดลเอ่ยก่อนจะกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์

            “อย่ามามั่วกูไม่ใช่คนอย่างนั้นเว้ยรักใครรักจริง เธออย่าไปฟังมันพูดนะมันก็ชอบแกล้งฉันอย่างนี้เป็นประจำล่ะ” เหมันต์รีบหันไปเอ่ยแก้ตัวกับภรรยาสาวทันที

            “ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย”

            “เห็นไหมครับว่ามันร้อนตัว ไอ้นี่มันน่ากลัวกว่าที่คุณน้ำค้างคิดอีกนะครับ”

            “อ้าว! ไอ้เหี้ยภูมึงกำลังทำให้ครอบครัวเขาแตกแยกนะเว้ย” เหมันต์หันมาทำหน้าดุให้เพื่อนที่กำลังเย็บแผลให้อยู่

            “กูเปล่าสักหน่อยก็แค่เตือนคุณน้ำค้างเท่านั้นเองว่าอย่าไว้ใจมึงมากนัก” ภูวดลเอ่ยแต่สายกลับยังคงจ้องมองไปที่แผลอย่างตั้งใจจนเสร็จเรียบร้อย ต่อไปก็เป็นขั้นตอนการพันแผล

            “ขอบคุณนะคะที่ช่วยเตือน ฉันเองก็คิดเหมือนคุณหมอเช่นกัน”

            “ยินดีครับ” ภูวดลหันมาส่งยิ้มให้

            “อ้าว! ทำไมเธอพูดอย่างนั้นล่ะทุกวันนี้ฉันก็มีแต่เธอคนเดียวไม่ใช่รึไง” เหมันต์หันไปเอ่ยกับภรรยาด้วยความน้อยอกน้อยใจที่เชื่อคำพูดคนอื่นมากกว่า

            “ก็ใช่ค่ะแต่อนาคตไม่แน่ไม่นอนนี่นา ว่าแต่คุณไม่เจ็บแผลแล้วเหรอถึงได้ขยับตัวอย่างนั้น” น้ำฟ้าเลิกคิ้วมองหน้าสามี

            “โอ๊ะ...โอ๊ย.... โคตรเจ็บเลยอ่ะ” เมื่อครู่เขาลืมตัวไปจนลืมความเจ็บปวด พอได้สติก็เริ่มรู้สึกขึ้นมา แต่มันไม่ได้ถึงครึ่งของอาการที่แสดงออกมาเลยสักนิด

            “โรคตอแหลกำเริบจริงๆ นะมึง” ภูวดลส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มน้อยๆ ให้กับความเจ้าเล่ห์ของเพื่อน

            “ใครว่ากูเจ็บจริงๆ นะเว้ย”

            “เออเจ็บก็เจ็บเสร็จแล้วเดี๋ยวกูกลับเลยละกันนะมึงจะได้ไปพักผ่อน” ภูวดลเอ่ยพลางเก็บอุปกรณ์บางส่วนเข้าในกระเป๋า จะเหลือไว้ก็เป็นอุปกรณ์ทำแผลเพื่อเก็บไว้ให้น้ำฟ้าช่วยล้างแผลให้ในวันถัดไป

            “ขอบคุณมากนะคะคุณหมอ ถ้าพรุ่งนี้ว่างรบกวนเข้ามาทานข้าวเย็นด้วยกันนะคะ ฉันจะลงมือทำกับข้าวตอบแทนคุณหมอด้วยตัวเองเลย”

            “ผมไม่ยักรู้ว่าคุณน้ำค้างทำกับข้าวเป็นด้วยนะครับเนี่ย แถมยังเรียกผมไม่เหมือนเดิมอีกด้วยคุณดูแปลกไป” ภูวดลขมวดคิ้วจ้องมองน้ำฟ้าอย่างสงสัย คำพูดคำจา ท่าทางและนิสัยไม่เหมือนครั้งก่อนที่เขาเคยเห็นเลย

            “เอ่อ...ใช่ค่ะฉันเปลี่ยนไปแล้ว แต่งงานแล้วจะทำตัวเหมือนเดิมได้ยังไงล่ะคะ...คุณภู” เธอตอบกลับพร้อมกับรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เพื่อให้คุณหมอหน้าหล่อเลิกสงสัยในตัวเธอ

            น้ำฟ้าไม่รู้ว่าน้องสาวเคยเรียกภูวดลว่าอย่างไร แต่เธอได้ยินเหมันต์เรียกอีกฝ่ายว่าภู จึงลองเสี่ยงเรียกตามเผื่อว่าโชคจะเข้าข้างเธอ

            เหมันต์นั่งปรายตามองเจ้าหล่อนอย่างลุ้นตาม เขาอมยิ้มเมื่อเห็นความมั่นอกมั่นใจที่น้ำฟ้าแสดงออกมา ช่างมีความพยายามซะเหลือเกิน ตั้งใจจะเอ่ยปากช่วยแต่ก็อยากรู้ว่าน้ำฟ้าจะเอาตัวรอดยังไง เห็นอย่างนี้ก็สนุกไม่น้อย

            “ถ้างั้นผมคงไม่มีอะไรจะสงสัยแล้วล่ะ เอาไว้พรุ่งนี้ผมจะมาทานข้าวเย็นด้วยนะครับ”

            “ขอบคุณค่ะ” น้ำฟ้าส่งยิ้มให้

            “ไปแล้วนะเว้ยไอ้เหม ช่วงนี้ควรงดกิจกรรมบนเตียงไปสักพักนะเว้ย เดี๋ยวแผลจะฉีกไม่หายกันพอดี” ก่อนไปคุณหมอขี้เล่นก็ไม่วายจะเอ่ยหยอก

            “ไอ้เหี้ยภูรีบออกไปเลย เมียกูหน้าแดงไปหมดแล้วนั่น”

            “คุณน้ำค้างอย่าถือสาผมนะครับ ผมก็เป็นคนขี้เล่นอย่างนี้ล่ะ”

            “ไม่เป็นไรค่ะ”

            “อ้อ..ลืมบอกไปรบกวนคุณน้ำค้างล้างแผลให้ไอ้เหมด้วยนะครับ ผมวางอุปกรณ์ไว้ให้บนโต๊ะแล้ว”

            “ขอบคุณมากๆ นะคะ”

            “ผมไปจริงๆ แล้วนะครับ”

            “เดี๋ยวฉันจะไปส่งหน้าบ้านนะคะ”

            “ไม่ต้องครับผมไปเองได้ คุณน้ำค้างไปดูแลไอ้เฒ่าทารกนั่นเถอะครับ” เหมันต์ได้ยินอย่างนั้นก็ชูนิ้วกลางให้เพื่อนทันที

            “ก็ได้ค่ะแล้วเจอกันพรุ่งนี้นะคะ”

            “ครับ”

            เหมันต์จ้องมองภรรยากับเพื่อนคุยกันอย่างไม่ละสายตา เวลาเห็นน้ำฟ้าคุยกับผู้ชายคนอื่นเขารู้สึกไม่ค่อยชอบใจสักเท่าไร เพราะกลัวว่าเจ้าหล่อนจะสนใจคนอื่นมากกว่าตนเอง นั่นเพราะเหมันต์รู้ดีว่าเขาเองไม่ใช่ผู้ชายที่น้ำฟ้าหมายปองตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

            “ผัวอยู่นี่ครับไม่ต้องมองมันตาละห้อยขนาดนั้นก็ได้” น้ำเสียงของเหมันต์บ่งบอกว่ากำลังงอนเจ้าหล่อนอยู่ ซึ่งน้ำฟ้าเองก็พอจะเดาออก

            “นั่นเพื่อนคุณนะคะคิดไปได้ยังไงกัน ขึ้นห้องกันเถอะป่ะคุณจะได้ไปพักผ่อน” ว่าแล้วเธอก็เดินไปพยุงตัวสามีให้ลุกขึ้น

            “ดูแลฉันให้ดีๆ ด้วยล่ะเข้าใจไหม”

            “เข้าใจแล้วค่ะไม่บอกก็จะทำอยู่แล้วล่ะ เพราะมันคือหน้าที่ของฉัน”

            “เสียดายจังเลยเนาะ”

            “เสียดายอะไรคะ”

            “ก็เจ็บตัวอย่างนี้คงจะทำอะไรเสียวๆ ไม่ได้น่ะสิ” เหมันต์ทำหน้าเซ็งพร้อมทั้งถอนหายใจ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขามากถึงมากที่สุด

            “ในหัวคุณคงมีแต่เรื่องอย่างนี้สินะ พักบ้างก็ดีเหมือนกันเอาเวลาไปคิดเรื่องอื่นบ้าง ชีวิตเราไม่ได้มีแค่เรื่องเซ็กส์ซะหน่อย”

            “เธอก็รู้ว่าฉันขาดเรื่องนั้นไม่ได้ ก็เหมือนที่ฉันขาดเธอไม่ได้เหมือนกันนั่นไงล่ะ” ก่อนจะขึ้นห้องเหมันต์ก็ไม่วายหยอดคำหวานให้ภรรยา น้ำฟ้าได้ยินอย่างนั้นก็อมยิ้มน้อยๆ ไม่กล้าสบตาเขา

            “พอได้แล้วรีบขึ้นไปกันเถอะ”

            “ฉันชอบเวลาเธอเขินจังเลย ดูน่ารักกว่าผู้หญิงทุกคนบนโลกใบนี้เลยล่ะ”

            “พอได้แล้วเขินจะแย่”

            น้ำฟ้ายิ้มเขินก่อนจะพยุงตัวผู้เป็นสามีขึ้นไปบนห้องนอน พลางคิดในใจว่าหากอีกฝ่ายมีความต้องการแล้ว แค่แผลที่แขนคงจะไม่สามารถฉุดคนอย่างพ่อเลี้ยงเหมันต์ได้อย่างแน่นอน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

4 ความคิดเห็น