วิวาห์เปลี่ยนรัก

ตอนที่ 6 : งอน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 522
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    23 ม.ค. 62

 :: ::

งอน

 

            “เป็นไงบ้างวะไอ้ก้องเรื่องที่กูให้ช่วย” เหมันต์คุยสายกับเพื่อนเก่านามว่า ก้องภพ ซึ่งเป็นตำรวจอยู่ที่กรุงเทพฯ ทั้งสองเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมที่เชียงราย แต่ทว่าหลังจากเรียนจบนายร้อยตำรวจก้องภพก็ได้ไปบรรจุที่เมืองหลวง

            (โทรมาถูกจังหวะพอดีเลยนะมึง กูได้ข้อมูลมาพอดี เธอชื่อน้ำฟ้าเป็นผู้ช่วยกุ๊กในภัตตาคารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ นี่ล่ะ แต่ตอนนี้เธอลาออกจากที่นั่นแล้ว) ก้องภพตอบกลับมา

            “แล้วเธอมีพี่น้องหรือเปล่าวะ” นี่คือสิ่งที่เขาอยากรู้เป็นที่สุด เพื่อจะช่วยคลายความสงสัยในใจได้

            (มีดิวะเป็นพี่น้องฝาแฝดชื่อน้ำค้าง)

            “กูว่าแล้วไง!” เหมันต์สบถออกมาทันทีที่ได้ยิน หน้าตาเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยนอย่างนั้นไม่ใช่แฝดก็บ้าแล้ว

            (สรุปว่าเธอคนนี้เป็นใครกันวะ หรือว่ามึงสนใจเธอ เดี๋ยวนี้ถึงขนาดกับให้ตำรวจสืบประวัติสาวแล้วเหรอวะไอ้พ่อเลี้ยง) ก้องภพเอ่ยแซวขำๆ

            “เปล่าเว้ยนั่นเมียกูเอง”

            (อ้าว! มึงให้กูไปสืบประวัติเมียตัวเองเนี่ยนะ แล้วอีกอย่างมึงไปมีเมียตั้งแต่ตอนไหนกันวะ ทำไมไม่บอกเพื่อนฝูงบ้างเลย) ก้องภพตกใจเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าคนที่ตนเองสืบประวัติอยู่นั้นเป็นภรรยาเพื่อน

            “มีเรื่องเข้าใจผิดนิดหน่อยว่ะ แล้วก็ขอโทษด้วยที่ไม่ได้บอกมึง กูเพิ่งแต่งงานไปเมื่อไม่นานมานี้เอง ว่าแต่มึงพอจะตามสืบให้กูได้ไหมวะ ว่าตอนนี้น้องสาวฝาแฝดของเมียกูทำอะไรอยู่ที่ไหน”

            (โอเคๆ เดี๋ยวกูจะสืบให้ละกัน ถ้าได้ข้อมูลแล้วเดี๋ยวกูโทรหานะเว้ย)

            “ขอบใจว่ะเพื่อน”

            “ว่าแต่อย่าบอกนะว่ามึงจะเอาทั้งที่ทั้งน้อง โคตรเจ๋งเลยว่ะเพื่อน”

            “ไม่ได้จะเอาโว้ย แต่กูเอาทั้งสองคนแล้วต่างหากล่ะ”

            (เยสโด้! มึงโคตรเจ๋งเลยว่ะเพื่อน บอกเทคนิคกูหน่อยดิ กูอยากเป็นยอดชายแบบมึงบ้าง)

            “กูไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นอย่างนั้นโว้ย มึงก็รู้ว่าทั้งสองเป็นฝาแฝดหน้าตาเหมือนกันอย่างกับแกะ นั่นล่ะคือปัญหาที่เกิดขึ้นกับกูในตอนนี้”

            (อย่าบอกนะว่ามึงเข้าห้องผิด ฮ่าๆ) ตอนนี้เรื่องของเหมันต์กลายเป็นเรื่องตลกสำหรับก้องภพไปแล้ว

            “ไอ้ห่า ไม่ใช่เว้ยกูกำลังโดนสองแฝดพี่น้องนั่นหลอกต่างหาก”

            (ยังไงวะ?)

            “ก็คนที่เป็นเจ้าสาวตัวจริงคือน้ำค้างยังไงล่ะ แต่คนที่เข้าห้องหอกับกูกลายเป็นน้ำฟ้าซะงั้น กูเลยอยากรู้ว่าทำไมสองพี่น้องนั่นต้องมาหลอกกูด้วย”

            (อ้าว...ไหงเป็นงี้วะ สรุปว่าตอนนี้มึงกำลังอยู่กับเมียตัวปลอมงั้นสิ)

            “ก็เออน่ะสิ แต่กูไม่ได้ซีเรียสอะไรหรอกเพราะกูเองก็เริ่มชอบน้ำฟ้าเข้าให้แล้วว่ะ เธอนิสัยโอเคกว่าน้ำค้างเยอะเลย แต่กูอยากรู้ว่าทำไมเธอถึงใจกล้าทำอย่างนี้ ทั้งๆ ที่เธอเองยังไม่เคยผ่านมือชายใดมาด้วยซ้ำ”

            (โคตรพีคตรงนี้ว่ะ บริสุทธิ์ซะด้วยมึงโคตรโชคดีเลยว่ะ)

            “เออ ยังถือว่ากูโชคดี เพราะถ้าเธอเป็นพวกสิบแปดมงกุฎที่บ้านกูวุ่นวายแน่”

            (มึงเดี๋ยวค่อยคุยกันนะเว้ยกูทำงานก่อน)

            “เออ ขอบใจว่ะ”

            ตู๊ดๆๆ

            วางสายเพื่อนแล้วเหมันต์ปรายตามองไปที่กรอบรูปที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน มันคือรูปที่เขากับน้ำค้างถ่ายพรีเวดดิ้งก่อนหน้าที่จะมีการสับเปลี่ยนเจ้าสาวขึ้น ตอนนี้หากทั้งสองคนมายืนอยู่ตรงหน้าพร้อมกัน เขามั่นใจว่าสามารถแยกออกว่าใครเป็นใคร นั่นเพราะแววตาของพวกเธอไม่เหมือนกัน น้ำค้างเป็นผู้หญิงที่มีความมั่นใจในตนเองสูง แววตาของเธอมีความดุดัน แข็งกร้าว และมีความหยิ่งผยอง สำหรับน้ำฟ้าเป็นผู้หญิงที่มีความเรียบง่าย มีความอ่อนหวานอยู่ในตัว แววตาของเธอมีแต่ความอ่อนโยนและเป็นมิตร เขาอยากรู้เหลือเกินว่าทำไมพวกเธอทั้งสองถึงได้สลับตัวกันอย่างนี้

 

            ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน เหมันต์ออกมานั่งตรวจสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายอยู่ในศาลาข้างบ้านเพียงลำพัง คำปองจึงใช้โอกาสนี้เข้ามายั่วยวนหมายใจจะทำให้ผู้เป็นนายรู้สึกหวั่นไหว แม้จะรู้ดีแก่ใจว่าเหมันต์ไม่ได้สนใจเธอเลย แต่ทว่าเจ้าหล่อนก็มั่นใจว่าสักวันเขาจะต้องหวั่นไหวบ้าง

            “พ่อเลี้ยงคะน้ำส้มคั้นเย็นๆ ค่ะ” วันนี้คำปองสวมเสื้อสายเดี่ยวตัวบางเว้าลึก จนเนินอกเต่งตึงโผล่ออกมาให้เห็นเกือบครึ่ง เข้าคู่กับกางเกงขาสั้นสีแสบตา ซึ่งหากสั้นกว่านี้เพียงเล็กน้อยก็จะกลายเป็นชั้นในดีๆ นี่เอง

            “ขอบใจนะคำปอง” เหมันต์เอ่ย แต่สายตายังคงจับจ้องไปยังสมุดที่วางอยู่บนโต๊ะ

            คำปองจึงใช้โอกาสนี้สร้างสถานการณ์ขึ้น มือเรียวที่กำลังจับแก้วน้ำส้มยื่นตรงไปหาผู้เป็นนายจนเกือบจะประชิดตัว หมายใจจะให้เหมันต์ทำมันหกรดบนตัวเธอโดยไม่ได้ตั้งใจ ก่อนจะเอ่ยเรียกอีกครั้ง

 “พ่อเลี้ยงคะ”

              คราวนี้ชายหนุ่มเอี้ยวตัวหันมามอง ทำให้ต้นแขนแกร่งกระทบกับแก้ว จนของเหลวสีส้มนั้นหกรดตรงกลางอกอันเต่งตึงของเธอทันที นั่นทำให้ผ้าบางๆ ยิ่งแนบชิดติดเนื้อจนเห็นยอดปทุมถันสีชมพูระเรื่อ โผล่พ้นออกมาชัดเจน

              “ว้าย!” เธอแสร้งทำเป็นร้องตกใจ วางแก้วไว้บนโต๊ะก่อนจะลูบไล้บนเนินอกกลมโต หมายใจจะให้เหมันต์เห็นมันได้ถนัดตา

              “โทษทีนะคำปอง” เหมันต์ทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นว่าเสื้อสายเดี่ยวเนื้อบางของเจ้าหล่อน มันเปียกชื้นจนเห็นเนื้อหนังมังสาชัดเจน จึงถอดเสื้อเชิ้ตลายสก็อตออกมาเพื่อคลุมหน้าอกให้อย่างเป็นสุภาพบุรุษ

              “เปียกหมดเลยค่ะพ่อเลี้ยงดูนี่สิ” ไม่ว่าเปล่าเจ้าหล่อนกลับพยายามดึงคอเสื้อที่กว้างอยู่แล้วให้กว้างขึ้นไปอีก จนจุกสาวเกือบจะโผล่พ้นออกมา

                เหมันต์เห็นอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะอยู่เฉย ยิ่งเห็นเนินอกขาวของสาววัยแรกรุ่นยิ่งทำให้ความเป็นชายเริ่มทำงาน เจ้าตัวพยายามจะไม่แม้แต่จะชายตามองเพราะรู้ดีว่าเธอกำลังยั่วสวาท แต่ทว่าครั้งนี้ความเป็นสาวสะพรั่งของคำปองนั้นกลับมีเสน่ห์ดึงดูดเขาได้มากกว่าครั้งก่อนๆ เขากลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่งก่อนจะเผลอเอื้อมมือจะไปสัมผัส คำปองเห็นอย่างนั้นก็ยิ้มมุมปาก ใช้ช่วงจังหวะนี้เอื้อมมือไปโอบรัดที่เอวหนาของชายหนุ่มทันที

             แต่ทว่า...

            “ไปล้างตัวก่อนเถอะฉันจะทำงานต่อ” พอนึกถึงหน้าน้ำฟ้าขึ้นมากลับทำให้สติของเหมันต์กลับคืนมา เขาไม่สามารถทำร้ายจิตใตเจ้าหล่อน โดยการปล่อยให้ความต้องการมาอยู่เหนือความถูกต้องได้

            “ทำไมคะพ่อเลี้ยง คำปองไม่ดีตรงไหนทำไมพ่อเลี้ยงถึงไม่ยอมใจอ่อนให้คำปองสักที” เจ้าหล่อนทำหน้าบูดบึ้งเมื่อโดนปฏิเสธซึ่งๆ หน้า

            “เธอก็รู้ว่าฉันมีเมียแล้ว เธอเองก็ยังสาวยังสวยไปหาคนที่ไม่มีพันธะจะดีกว่านะ”

            “แต่หนูชอบพ่อเลี้ยงนี่คะ ชอบมาตั้งนานแล้วด้วย” ดวงตาของเจ้าหล่อนเริ่มร้อนผ่าว กำลังจะร้องไห้ออกมา

            “พอได้แล้วถ้าเธอยังไม่เลิกทำตัวแบบนี้อีก ฉันจะย้ายเธอเข้าไปอยู่ในไร่” ในเมื่อพูดกันดีๆ ไม่รู้เรื่องเขาก็จะใช้ไม้แข็งจัดการเจ้าหล่อน

            “ยังไงซะคำปองก็ไม่มีทางยอมแพ้หรอก”

            “ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เธอก็ย้ายเข้าไปอยู่ในไร่ ไปอยู่ช่วยงานคุณฉัตรชัยละกัน ฉันคงให้เธออยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้ว” ว่าแล้วเหมันต์ก็นั่งลงบนเก้าอี้ ทำเป็นอ่านเอกสารไม่ได้ให้ความสนใจ

            “ได้! ในเมื่อพ่อเลี้ยงใจร้ายขนาดนี้คำปองจะย้ายเข้าไปอยู่ในไร่ก็ได้ แล้วพ่อเลี้ยงจะเสียใจที่ไม่เลือกคำปอง” ว่าแล้วเธอก็สะบัดหน้าเดินเข้าไปในบ้าน ร้องไห้ร้องห่มเสียใจอย่างหนักหน่วง

            ส่วนเหมันต์ได้แต่ถอนหายใจยาว จากนี้เขาจะไม่รับสาวใช้วัยแรกรุ่นเข้ามาในบ้านอีกแล้ว เพราะกลัวจะมีปัญหาเหมือนกับคำปองอีก

            น้ำฟ้าที่ยืนอยู่ระเบียงชั้นบนเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เธอรู้สึกเห็นใจคำปองที่ถูกปฏิเสธไปอย่างไม่ไยดี และรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่เหมันต์หวั่นไหวกับสาวใช้วัยแรกแย้ม แม้ว่าในที่สุดแล้วเขาจะห้ามตัวเองได้ แต่ทว่ามันกลับรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ อย่างบอกไม่ถูก กลัวว่าสักวันเขาจะนอกใจไปมีคนอื่น

 

            คำปองเดินร้องไห้เข้าไปในครัว ทำให้ป้าบัวคลี่ที่กำลังหั่นเนื้อหมูอยู่ถึงกับตกอกตกใจ

            “มึงเป็นอะไรนังคำปองร้องไห้อย่างกับเด็กเลย”

            “ฮือๆๆ พ่อเลี้ยงไล่ฉันไปอยู่ในไร่จ้ะป้า” เธอเอ่ยขณะนั่งอยู่บนเก้าอี้ ใช้หลังมือปาดน้ำตาไปด้วย

            “อ้าว! มึงไปทำอะไรให้พ่อเลี้ยงไม่พอใจอีกล่ะวะ”

            “หนูเปล่านะป้า พรุ่งนี้หนูก็ต้องย้ายไปแล้ว ฮือๆๆ”

            “กูไม่เชื่อว่ามึงไม่ได้ทำอะไร ดูแต่งตัวเข้าสิ แล้วนั่นโดนน้ำอะไรมาถึงได้เปียกซะอย่างนั้น”

            “หนู...หนูผิดไปแล้วจ้ะป้า หนูตั้งใจอ่อยพ่อเลี้ยงแต่โดนพ่อเลี้ยงปฏิเสธมา ป้าช่วยพูดกับพ่อเลี้ยงให้หน่อยนะ หนูไม่อยากไปอยู่ในไร่ ฮือๆๆ” ตอนนี้คำปองเริ่มมีสติจึงคิดได้ ว่าการอยู่ที่นี่มันจะทำให้เธอมีโอกาสอีกครั้ง และครั้งนี้เธอจะทำมันให้สำเร็จ

            “เออๆ กูจะช่วยมึงแต่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะเว้ย ถ้ามีอีกครั้งกูเองนี่ล่ะจะไล่ตะเพิดมึงเอง” ป้าบัวคลี่ชี้หน้าคาดโทษเอาไว้ แม้ว่าคำปองจะเป็นเด็กไม่เอาถ่าน แต่ทว่าทั้งสองกลับทำงานอยู่ด้วยกันมานาน จะใจร้ายไม่ช่วยเหลือเลยมันก็กระไรอยู่

            “ขอบคุณจ้ะป้า หนูจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว”

            “ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนชุดเถอะ กูจะไปคุยกับพ่อเลี้ยงให้”

            “หนูรักป้าที่สุดเลย” คำปองเริ่มยิ้มออกก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปจากครัว

            ป้าบัวคลี่เห็นอย่างนั้นก็ส่ายศีรษะเบาๆ ให้กับความไม่รู้ตาสีตาสา และมักใหญ่ใฝ่สูงของเจ้าหล่อน

 

            ป้าบัวคลี่เดินออกมาหาผู้เป็นนายที่ศาลา พร้อมกับน้ำส้มคั้นแก้วใหม่ เธอวางมันลงบนโต๊ะให้อย่างเบาเสียง แต่ทว่าเหมันต์กลับละสายตาจากเอกสารมามองทันที

            “อ้าว! ป้าบัวเองเหรอครับ” เหมันต์ยิ้มให้ เขาเข้าใจว่าเป็นคำปองเสียอีก หากเป็นอย่างนั้นเขาจะอบรมสั่งสอนเสียหน่อย

            “ค่ะป้าเอง เห็นคำปองบอกว่าพ่อเลี้ยงให้มันย้ายไปอยู่ในไร่เหรอคะ”

            “ใช่ครับ ผมคิดว่าคำปองไปอยู่ที่นั่นน่าจะเหมาะกับเธอมากกว่า”

            “ป้าขอโทษแทนมันด้วยนะคะพ่อเลี้ยง ที่ป้ามาเพราะอยากจะขอโทษแทนมัน และขอโอกาสให้มันได้อยู่ที่นี่ต่อจะได้ไหมคะ”

            “ใจจริงผมก็ไม่อยากจะใจร้าย แต่ป้าก็รู้ว่ายิ่งนานวันคำปองยิ่งล้ำเส้นผมมากขึ้น ผมกลัวว่าจะทำให้น้ำค้างเข้าใจผมผิดเข้าสักวัน”

            “ป้ารู้ว่าพ่อเลี้ยงไม่สบายใจ แต่ป้าขอแค่ครั้งเดียวนะคะ ถ้ามันยังทำตัวแบบนั้นกับพ่อเลี้ยงอีก ป้าเองนี่ล่ะจะเป็นคนไล่ตะเพิดมันออกไปจากบ้านเอง มันทำงานกับป้ามานานยังไงซะก็ทิ้งกันไม่ลงหรอกค่ะ”

            “อืม....” เหมันต์มองไปที่แก้วน้ำส้มที่วางอยู่บนโต๊ะ ขณะใช้ความคิดในการตัดสินใจเรื่องนี้ เห็นแก่ป้าบัวคลี่เขาจะให้โอกาสคำปองอีกครั้งก็แล้วกัน “ตกลงครับ ผมจะให้โอกาสคำปองอีกครั้ง รบกวนป้าช่วยอบรมเธอด้วยนะครับ”

            “ขอบคุณพ่อเลี้ยงมากนะคะ ป้ารับรองว่าจะอบรมสั่งสอนมันให้ดีค่ะ” ป้าบัวคลี่ยกมือไหว้ขอบคุณ

            “ถ้างั้นก็ฝากไปบอกเธอด้วยละกันนะครับ ผมขอตัวทำงานต่อก่อน”

            “ค่ะพ่อเลี้ยง”

            หลังจากป้าบัวเดินออกไปแล้ว เหมันต์ก็บังเอิญเห็นภรรยากำลังยืนมองมาที่ตนเองอยู่ เธอยิ้มให้แต่แววตานั้นช่างเต็มไปด้วยความน้อยอกน้อยใจ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง

            “งานเข้าแล้วไหมล่ะ สงสัยจะเห็นตอนที่อยู่กับคำปองด้วยแน่ๆ”

            เหมันต์เอ่ยเบาๆ กับตัวเอง ก่อนจะวางงานทั้งหมดไว้บนโต๊ะ แล้วรีบเดินเข้าไปในบ้านงานนี้เขาจะต้องไปอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจ

 

            แอ๊ด!

            เมื่อเปิดประตูเข้ามาในห้องก็เห็นภรรยากำลังนั่งถักผ้าพันคออยู่บนเก้าอี้หวาย ทำเป็นไม่สนใจคนที่เพิ่งจะเข้ามาใหม่

            เหมันต์ยิ้มมุมปากก่อนจะเดินเข้าไปยืนอยู่ข้างเก้าอี้ตัวนั้น ยกมือข้างหนึ่งไปวางไว้บนพนัก

            “ทำอะไรอยู่เหรอ”

            “คุณไม่มีตารึไงคะ ก็เห็นว่าฉันกำลังถักผ้าพันคออยู่” เธอเอ่ยแต่ไม่ยักหันไปมองเขา

            “ถักให้ฉันเหรอเนี่ย ขอบใจนะ” เหมันต์เดินวนไปนั่งขัดสมาธิตรงหน้าเจ้าหล่อน ก่อนจะส่งสายตาคมไปรบกวนสมาธิอย่างไม่ยอมแพ้

            “ใครบอก...ฉันถักให้น้องคิมต่างหากล่ะ”

            “ถ้าอย่างนั้นถักให้ฉันด้วยสักผืนได้ไหม ฉันอยากได้บ้างนี่ก็ใกล้เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว” มือหนาของเหมันต์เริ่มเลื้อยขึ้นไปวางอยู่บนหน้าขาของเจ้าหล่อน จ้องมองใบหน้าสวยแล้วยิ้มอยู่อย่างนั้น

            “ไม่! คุณไปซื้อเอาเองสิ หรือไม่ก็ให้คำปองถักให้เธอคงยอมทำตามใจคุณทุกอย่างอยู่แล้ว”

            “ในที่สุดก็ยอมรับซะทีว่าเธอกำลังงอนฉัน” เหมันต์ยิ้มเจ้าเล่ห์

            “ใครงอนกัน ฉันก็แค่พูดความจริงนี่นา”

            “เธอกำลังหึงหวงฉันใช่ไหม เธอกลัวว่าฉันจะสนใจคำปองใช่ไหมล่ะ”

            “คุณจะมีใครมันก็เรื่องของคุณ ฉันจะห้ามอะไรได้ล่ะ”

            “อย่ามาทำเป็นปากแข็งหน่อยเลยน่า” ว่าแล้วเหมันต์ก็จับมือเจ้าหล่อนเอาไว้ ห้ามไม่ให้ถักผ้าพันคอผืนนั้นต่อ

            “ปล่อยมือฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ” น้ำฟ้าถอนหายใจเสียงดัง ส่งสายตาดุไปให้คนที่นั่งทำหน้าทะเล้นอยู่ตรงหน้า

            “ไม่ปล่อย” เหมันต์ยิ้มหน้าระรื่น ก่อนจะจับมือเธอมาจุมพิตอย่างหน้าไม่อาย “หอมชื่นใจจัง”

            “ทำไมถึงได้ดื้อด้านขนาดนี้นะ ฉันไม่มีอารมณ์จะมาเล่นกับคุณด้วยหรอกนะ”

            “แต่ฉันมีอารมณ์”

            “ถึงมีฉันก็ไม่ยอมให้คนใจโลเลอย่างคุณหรอก” น้ำฟ้าเบนหน้าหนีไปอีกทาง ไม่อยากสบตาให้เขาอ่านใจออกได้

            “ที่เธอเห็นตอนนั้นมันเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบจริงๆ นะ แต่ฉันก็สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้แล้วไง เห็นไหมล่ะว่าฉันไม่มีทางทำผิดนอกใจเธอเด็ดขาด” เหมันต์จับมือเรียวทั้งสองข้างไว้ ก่อนจะดึงข้างหนึ่งมาทับทาบลงบนอกแกร่งด้านซ้าย

            “คุณจะทำอะไร”

            “อยากให้เธอได้สัมผัสเสียงของหัวใจฉันยังไงล่ะ ตั้งใจฟังว่ามันกำลังบอกอะไรเธอ”

            “ไม่เห็นได้ยินเสียงอะไรเลย” น้ำฟ้ามองหน้าชายหนุ่มอย่างไม่เข้าใจ เธอรู้สึกได้เพียงจังหวะการเต้นของหัวใจที่สม่ำเสมอเท่านั้นเอง

            “ต้องเข้ามาฟังใกล้ๆ” ว่าแล้วเหมันต์ก็ดึงตัวเธอลงมาจากเก้าอี้ ก่อนจะจับให้นั่งลงบนตัก พาดขาเรียวทั้งสองข้างผ่านเอวหนาไปไว้ด้านหลัง จากนั้นก็สอดมือไปโอบรัดแผ่นหลังเนียนทันที

            “คุณจะแกล้งอะไรฉันอีก” เธอเอ่ยเบาๆ ใบหน้าขาวร้อนผ่าวเปลี่ยนสีในพริบตา ยิ่งได้จ้องมองดวงตาคมคู่นั้น ยิ่งรู้สึกได้ถึงแรงสวาทที่แผ่รังสีเข้ามาหา เหมันต์กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เมื่อได้กลิ่นกายที่หอมหวนของภรรยาสาว

            “ไม่ได้แกล้งซะหน่อย แค่อยากให้เธอเข้ามาฟังเสียงหัวใจฉันใกล้ๆ ยังไงล่ะ มันฝากฉันมาทวงเงินเธอ” เหมันต์ยิ้มุมปากทันทีที่พูดจบ

            น้ำฟ้าขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ผู้ชายคนนี้กำลังพูดบ้าอะไรอยู่กันแน่ หรือเขาคิดจะทวงเงินที่น้องสาวเธอได้หลอกเอาไป ไม่นะ!

“คะ...คุณหมายความว่ายังไง” เธอกลัวเหลือเกินว่าเขาจะรู้ความจริง ถ้าเป็นเช่นนั้นเธอตายแน่

            “ก็เธอเป็นคนจองทั้งสี่ห้องของหัวใจฉันยังไงล่ะ หัวใจฉันเลยบอกให้มาทวงค่าเช่า แต่ฉันไม่อยากได้เป็นเงินแล้วล่ะ อยากได้เป็นอย่างอื่นแทนมากกว่า” เหมันต์เอ่ยขณะยังคงจ้องมาใบหน้าสวยของภรรยาอย่างไม่วางตา ก่อนจะกดจมูกคมลงบนแก้มขาวสูดกลิ่นกายที่หอมเป็นเอกลักษณ์อย่างชื่นใจ

            น้ำฟ้าโล่งใจที่มันเป็นแค่มุขตลกของเหมันต์เท่านั้น เธอเริ่มยิ้มออก ก่อนจะยกมือขึ้นไปคล้องบนต้นคอของเขาไว้แน่น

            “แล้วคุณต้องการอะไรเป็นค่าตอบแทนล่ะคะ”

            “พูดอย่างนี้แสดงว่าหายงอนฉันแล้วล่ะสิ”

            “ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้งอน”

            “แต่ท่าทีของเธอมันแสดงออกชัดเจนนี่นา”

            “จะเอาชนะให้ได้ใช่ไหม”

            “ใช่! ฉันชอบเอาชนะ โดยเฉพาะเธอฉันยิ่งอยากเอาชนะ”

            “แต่ฉันไม่มีทางยอมแพ้คุณหรอก”

            “ได้! ไม่ยอมแพ้ใช่ไหม”

            เหมันต์รู้สึกมันเขี้ยวกับท่าทียั่วยวนของเจ้าหล่อนเหลือเกิน เขาอดรนทนไม่ไหวจึงอุ้มตัวเธอไปนอนราบลงบนเตียงนุ่ม ก่อนจะขึ้นคร่อมตัวเอาไว้ กดน้ำหนักในทุกสัดส่วนของร่างกายที่ทับทาบอยู่ ให้น้ำฟ้ารู้ตัวว่าตอนนี้เธอไม่มีทางรอดพ้นเนื้อมมือเขาไปได้

แรงปรารถนาของเธอและเขาแผ่รังสีอบอวลไปทั่วทั้งห้อง ทั้งคู่จ้องมองตากันปานจะกลืนกิน เหมันต์ไม่ปล่อยให้เธอนอนอยู่อย่างนั้นให้เสียเวลา จึงก้มลงไปประกบจูบอย่างดูดดื่มและร้อนแรงราวกับอดอยากมาเสียนาน น้ำฟ้าแอ่นอกรับทุกสัมผัสของผู้เป็นสามีอย่างเต็มใจ เหมันต์ทวงค่าเช่าห้องหัวใจจากภรรยาอย่างสมน้ำสมเนื้อ เขาเอาแต่พร่ำบอกข้างใบหูว่ารักขณะมอบความสุขให้ เพื่อทำให้เธอมั่นใจว่าเขาจะไม่มีทางปันใจให้หญิงอื่นอย่างแน่นอน

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

4 ความคิดเห็น