ยั่วรักคุณบอส

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,673 Views

  • 9 Comments

  • 69 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    122

    Overall
    2,673

ตอนที่ 3 : หวังดีประสงค์ร้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 594
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 37 ครั้ง
    5 ม.ค. 62

:: [3] ::

หวังดีประสงค์ร้าย

 

          ฉันเริ่มรู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงเพลงสากลดังแว่วเข้ามาในหู เปลือกตาเริ่มคลี่ขึ้นมาอย่างช้าๆ ก็พบกับเพดานห้องที่ไม่คุ้นตา ฉันขมวดคิ้วแล้วเอียงหน้ามองซ้ายขวา จากนั้นจึงพยายามดันตัวลุกขึ้น แต่ก็รู้สึกเจ็บจี๊ดที่ศีรษะจนต้องทำหน้าเหยเกล้มตัวลงนอนอีกครั้ง

            “โอ๊ย! ทำไมปวดอย่างนี้เนี่ย” ไม่เพียงแค่นั้นฉันยังรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว รู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังเป็นไข้

            ที่นี่มันคือที่ไหนกันนะ?

            มองไปยังชุดโฮมเธียเตอร์ขนาดใหญ่ก็  พบว่ามันถูกเปิดทิ้งไว้ เป็นช่องรายการเพลงของสถานีต่างประเทศนั่นเอง แต่ทว่ากลับไม่เห็นแม้แต่เงาของผู้เป็นเจ้าของห้อง

            “ตื่นสักที...ฉันนึกว่าเธอจะตายแล้วซะอีก” เมื่อได้ยินเสียงทุ้มฉันก็หันขวับไปมองทันที เป็นเขาคนนั้น คนที่ทำให้ฉันต้องเดินตากฝนจนไม่สบายตัวอย่างนี้

            “บอสพาหนูมาที่นี่ทำไม”

            “คำแรกที่เธอควรพูดคือคำว่าขอบคุณ ถ้าฉันไม่พาเธอมาที่นี่ป่านนี้คงจะหนาวตายข้างถนนไปแล้วมั้ง” เขาเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ มีเพียงผ้าเช็ดตัวสีขาวพันรอบเอวไว้ มีหยดน้ำเกาะตามผิวกายประปราย บ่งบอกว่าเขาเพิ่งจะอาบน้ำมาหยกๆ

            “จะขอบคุณทำไมในเมื่อคนที่ทำให้หนูต้องเป็นอย่างนี้ก็คือบอส” พูดจบฉันก็พยายามหยัดตัวลุกขึ้นจากเตียง หยิบแว่นที่วางอยู่โต๊ะข้างเตียงขึ้นมาใส่ แต่ทว่าเมื่อมองเข้าไปในผ้าห่มกลับพบว่าตัวเองกำลังเปลือยกายล่อนจ้อน เห็นอย่างนี้แล้วฉันจึงหันขวับไปมองเขาอย่างอาฆาตแค้น

            “ถ้ามีปัญญากลับก็กลับไปสิหึๆ” เขาทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ปลดผ้าเช็ดตัวออกพาดบนบ่าแล้วเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าอย่างหน้าไม่อาย

            เมื่อเห็นอีกฝ่ายเปลือยกายอย่างนั้นฉันจึงหันหน้าหนีไปอีกทาง แม้ว่าจะเพิ่งเคยเห็นมันมาเมื่อวานแล้วก็ตามที แต่มันก็ยังไม่คุ้นชินอยู่ดี

            “บอสเอาเสื้อผ้าหนูไปไว้ที่ไหน”

            “ทิ้งไปแล้ว” เขาเอ่ยขณะสวมใส่กางเกงบอล

            “ทิ้งไปแล้ว! แล้วอย่างนี้หนูจะใส่อะไรกลับเนี่ย จะจองเวรจองกรรมกันไปถึงไหน ทำกับหนูเมื่อวานยังไม่พอใจอีกเหรอ” บ่อน้ำตาฉันเริ่มแตกอีกครั้ง เมื่อรู้ว่าไม่มีทางสู้อะไรเขาได้เลยสักนิด

            “ใจกล้าหน้าด้านไม่ใช่เหรอ ก็เดินออกไปทั้งอย่างนี้เลยสิ”

            “มันจะมากไปแล้วนะ แค่หนูบอกชอบบอสมันผิดมากขนาดนั้นเลยเหรอ ทำไมถึงได้แกล้งกันอย่างนี้ ฮึก...”

            “เธอผิดตั้งแต่ชอบฉันแล้วล่ะ คนอย่างเธอมันไม่ได้คู่ควรกับฉันแม้แต่น้อย แต่ถ้าเธอต้องการฉันมากขนาดนี้ฉันอาจจะสงเคราะห์ให้ได้นะ ถ้าเธอ....มาเป็นเมียบำเรอฉัน” บอสเดินมาที่ปลายเตียง ทำหน้ากวนๆ ราวกับปีศาจร้ายที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ผิดกับภาพลักษณ์ที่เห็นในบริษัทมากเหลือเกิน

            “คิดเหรอว่าหนูจะยอม แค่ครั้งเดียวมันก็มากเกินพอแล้ว หนูไม่เสียใจเลยถ้าจะเสียความบริสุทธิ์เพื่อจะได้รู้สันดานคนเลวๆ” พูดจบฉันก็ลุกขึ้นพร้อมกับผ้าห่ม นำมันมาพันรอบตัวไว้เพื่อเดินไปหาเสื้อผ้าพอที่จะใส่ได้ ไม่งั้นวันนี้คงไม่ได้ออกไปจากที่นี่แน่ โชคดีที่วันนี้เป็นวันหยุดไม่งั้นมีหวังพี่ที่ทำงานได้โทรตามแล้วแน่นอน

            เอ๋!!! แล้วแม่ฉันล่ะ เมื่อคืนไม่ได้กลับบ้านนี่นา ป่านนี้คงจะเป็นห่วงแย่แล้ว

            “จะรีบไปไหน” เขาเดินตรงมาหาฉันแล้วจับไหล่ทั้งสองข้างไว้ พยายามจะซุกใบหน้าลงมาที่ซอกคอ

            “ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ ไหนบอกว่าสภาพอย่างหนูไม่คู่ควรกับบอสไงคะ แล้วจะมาเกลือกกลั้วกับคนต่ำๆ ทำไม”

            “ปากดีนักนะ เห็นหนิมๆ ติ๋มๆ ไม่นึกเลยว่าจะแรดอย่างนี้”

            “แรดตรงไหนคะ หนูไม่ได้มั่วกับผู้ชายเหมือนอย่างที่บอสทำกับผู้หญิงคนอื่นๆ หรอก” ฉันไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่ ตอนนี้ไม่ได้อยู่ในบริษัทฉันมีสิทธิ์ที่จะต่อปากต่อคำกับเขา

            “อวดเก่ง!” เขาจ้องเขม็งมาที่ฉัน จากนั้นก็พยายามดึงผ้าห่มออกจากตัว เรายื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่สักพัก มันก็ปลิวออกจากตัวฉัน จากนั้นเขาก็ทุ่มตัวฉันลงไปที่เตียงอีกครั้ง

            “ปล่อยนะคะบอสหนูจะกลับบ้าน ถ้ายังทำอย่างนี้อีกหนูจะไปแจ้งตำรวจว่าถูกบอสข่มขืน” แม้ว่าตอนนี้เขาจะคร่อมตัวฉันไว้ก็ตามที แต่ทว่าต้องหาวิธีออกไปจากที่นี่ให้ได้เร็วๆ ฉันกลัวว่าแม่จะไปแจ้งความคนหายน่ะสิ

            “หึๆๆ ข่มขืนงั้นเหรอ เธอสมยอมฉันเองต่างหาก ถ้าอยากดังก็เชิญเลย คิดเหรอว่าตำรวจจะทำอะไรฉันได้ แค่โยนเศษเงินนิดๆ หน่อยๆ ให้ คดีก็เงียบแล้วคิดให้ดีๆ นะ” พูดจบเขาก็โน้มใบหน้าหล่อลงมาประกบจูบฉันอย่างดูดดื่ม ส่งลิ้นเข้ามาในโพรงปากตวัดเลียอย่างหื่นกระหาย

            ฉันกำมือทุบแผ่นหลังเขาสุดแรง แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่สะทกสะท้าน ยิ่งฉันออกแรงขัดขืนเขายิ่งบดจูบหนักหน่วงมากขึ้นเป็นเท่าตัว

            “อื้อ”

            ฉันเบิกตาโพลงเมื่อความเจ็บปวดพลุ่งพล่านไปทั่วทั้งร่าง ความระบมจากการถูกรุกรานยังไม่จางหาย แต่กลับโดนกระทำย่ำยีซ้ำอีกครั้ง ความรู้สึกไม่ต่างจากเมื่อวานเลยสักนิดเดียว

            ….

            …. (NC)

            ….

            น้ำตาฉันไหลพรากลงมาเมื่อพายุแห่งกามารมณ์สงบลง บอสฟลุบตัวทับทาบบนตัวฉัน เสียงลมหายใจหอบเหนื่อยของเขาดังระงมข้างใบหู จากนั้นอีกฝ่ายก็เริ่มพรมจูบตามซอกคออีกครั้ง

            “ลุกออกจากตัวหนูเดี๋ยวนี้”

            “ทำไมล่ะ ไม่ชอบฉันแล้วเหรอ” ฉันรู้ว่าเขาพูดจาเยาะเย้ยให้ฉันเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก จากที่รักเคยรักมากวันนี้เขาได้ทำให้ฉันเกลียดมากเช่นเดียวกัน

            “ไม่! หนูเกลียดบอส เกลียดที่สุดในโลก เกลียดยิ่งกว่าไส้เดือนกิ้งกือเสียอีก”

            “นี่ล่ะที่ฉันต้องการ ฉันอยากให้เธอเกลียดฉันให้มากๆ ฉันไม่ชอบผู้หญิงที่เข้าหาผู้ชายก่อนอย่างนี้ มันบ่งบอกว่าเธอไม่ต่างจากผู้หญิงคนอื่นๆ ที่ฉันเคยเห็นมา ลุกขึ้นไปอาบน้ำเดี๋ยวฉันจะไปส่งที่บ้าน” เขาว่าพลางลุกออกจากตัวฉัน

            “ไม่ต้อง! หนูกลับเองได้”

            “ก็ฉันบอกจะไปส่งยังไงล่ะ!  ถือว่าซะว่าแลกกับค่าตัวเธอก็แล้วกัน เลือกเอาระหว่างถูกขังอยู่ที่นี่หรือจะกลับบ้าน” เขาเริ่มพูดเสียงแข็งมากขึ้น

            ฉันไม่ตอบอะไรเพียงแต่รีบลุกขึ้นเดินไปเข้าห้องน้ำ นั่งร้องไห้อยู่สักพักจึงรีบชำระล้างร่างกายให้สะอาด ถึงแม้ว่าคราบสวาทที่เขาทำไว้มันจะล้างออกได้ แต่ทว่ารอยมลทินที่อยู่ในใจฉันมันกลับไม่สามารถล้างออกไปได้ จากที่เคยชอบผู้ชายรวยๆ ตอนนี้ฉันกลับรู้สึกเกลียดและขยะแขยงเข้าไส้ซะแล้ว

*-*-*-*-*-*-*

            ระหว่างนั่งรถกลับฉันก็เอาแต่นิ่งเงียบ เอียงหน้าไปมองข้างทางเพราะไม่อยากเห็นใบหน้าหล่อที่ซ่อนความเป็นร้ายกาจเอาไว้ เขาขับรถฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี ทำให้ฉันรู้สึกหมั่นไส้ซะเต็มประดา อยากมีปืนสักกระบอกเพื่อยิงแสกหน้าให้ตายลงตรงนี้เสีย

            “จอดหน้าปากซอยข้างหน้านี้ล่ะคะ” เมื่อรถเคลื่อนล้อใกล้จะถึงหน้าปากซอยเข้าบ้าน ฉันจึงเอ่ยบอกก่อนที่เขาจะขับเลยไป

            “บ้านเธออยู่ในซอยนี้เหรอ” เขาตีไฟเลี้ยวเพื่อจะขับเข้าไปในซอย

            “บอกว่าให้จอดไม่ได้ให้เลี้ยวเข้าไป เฮ้อ!!” ฉันเริ่มหงุดหงิดกับความกวนตีนของเขาซะเหลือเกิน

            “บ้านหลังไหนบอกมาสิ” เขาตีหน้านิ่งขับไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย นั่นทำให้ฉันยิ่งรู้สึกโมโหเข้าไปใหญ่

            “อยากจะรู้ไปทำไมคะ”

            “ก็อยากเห็นว่าบ้านคนจนมันเป็นยังไง ตั้งแต่เกิดฉันไม่เคยเข้ามาในชุมชนแออัดอย่างนี้มาก่อน มันก็น่าตื่นเต้นดีนะ” เขากระตุกยิ้มร้ายขับรถเข้ามาในหมู่บ้านฉันเรียบร้อยแล้ว เมื่อฉันไม่ยอมบอกเขาก็ขับวนไปอยู่อย่างนั้น จนเด็กๆ ในหมู่บ้านเริ่มสนใจกับรถหรูคันนี้เสียแล้ว

            “เฮ้อ!! เลยไปอีกซอยนึงบ้านไม้สองชั้นฝั่งซ้ายมือ หน้าบ้านเปิดร้านขายข้าวแกง” ฉันจำใจบอกเขาอย่างเซ็งๆ ถ้าแม่รู้ว่ามีคนขับรถหรูมาส่งคงจะตาโตเป็นไข่ห่านแน่ๆ ฉันคงจะโดนซักถามหนักพอสมควรเพราะหายไปกับเขาทั้งคืน

            “บ้านเธอดูโทรมดีนะ อยู่กันเข้าไปได้ยังไง” เขาว่าหลังจากได้จอดรถที่หน้าบ้านฉันเรียบร้อยแล้ว แม่และน้องสาวรีบจ้องเข้ามาในรถเพื่อดูว่าเป็นใคร

            ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่เพื่อขจัดความกังวลในใจ ไม่รู้จะตอบคำถามคนทั้งสองยังไงดีว่าเมื่อคืนไปทำอะไรมา จากนั้นก็ปลดเข็มขัดนิรภัยออกก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดประตูรถ

            “เดี๋ยว!

            “มีอะไรอีกคะ” ฉันกระแทกเสียงใส่เขา

            “เธอจะตอบคำถามแม่เธอว่ายังไง ให้ฉันลงไปยืนยันด้วยไหมว่าเมื่อคืนเราไปทำอะไรกันมา” เขากระตุกยิ้มร้ายหลังจากกล่าวจบ

            “ถ้าคิดคำพูดดีๆ ไม่เป็นก็ไปตายเถอะค่ะบอส” ฉันด่าทิ้งท้ายก่อนจะเปิดประตูรถลงไปอย่างรวดเร็ว

            เมื่อแม่รู้ว่าเป็นฉันนางก็ยิ้มกว้าง แทนที่จะพ่นคำก่นด่าออกมา เพราะฉันได้หายไปกับผู้ชายทั้งคืน ส่วนบอสก็ขับรถออกไปหลังจากนั้นไม่นาน

            “นังดาวววว!! ใครมาส่งแกบอกฉันมาเดี๋ยวนี้ แล้วทำไมไม่ชวนเขาลงมากินน้ำกินท่าก่อนล่ะ” แม่รีบเดินมาเกาะแขนฉันทำท่าทีดีอกดีใจจนออกนอกหน้า

            “แทนที่แม่จะถามฉันว่าไปทำอะไรมา แต่กลับดีอกดีใจไม่ห่วงฉันบ้างเลยรึไง” ฉันทำหน้าเซ็งๆ

            “ถ้าแกนั่งวินกลับมาฉันก็ว่าจะด่าอยู่หรอก แต่นี่นั่งรถเบนซ์มาใครจะด่าลงยะ แถมไม่ห่วงด้วยถ้าแกไปกับคนรวยๆ นั่นรถแฟนแกใช่ไหมบอกฉันมาเดี๋ยวนี้”

            “ไม่ใช่...นั่นเจ้านายฉัน”

            “เมื่อคืนพวกแกไปทำอะไรกันมา บอกฉันมาเดี๋ยวนี้”

            “เอ่อ...ฉันไปทำงานต่างจังหวัดมา มันงานด่วนน่ะแม่เลยไม่มีเวลาโทรมาบอก แค่นี้ก่อนนะฉันขอตัวขึ้นห้องก่อน” พูดจบฉันก็รีบเดินเข้าบ้านไปก่อนที่แม่จะถามไปมากกว่านี้

 

            เมื่อเข้ามาในห้องแล้วฉันก็ทิ้งตัวลงบนเตียงนอน นอนหลับตาเพื่อพักสมองครู่หนึ่งก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเพราะมีคนเคาะประตูห้อง

            ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

            “พี่นี่ฉันเองเปิดประตูให้หน่อย”

            “ฉันอยากอยู่คนเดียว”

            “เปิดเถอะนะฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”

            “เออๆ เปิดก็ได้” ฉันถอนหายใจด้วยความรำคาญน้องสาว จากนั้นจึงเดินไปเปิดประตูให้มันอย่างจำใจ “มีอะไรว่ามาฉันจะพักผ่อน”

            “พี่ไปทำอะไรมาหรือว่า...” ฉันรู้ว่ามันกำลังคิดอะไรอยู่ เด็กอะไรแก่แดดชะมัด

            “หุบปากไปเลย...แกชักจะแก่แดดเกินไปแล้วนะ สรุปว่ามีธุระอะไรจะคุยกับฉัน”

            “พรุ่งนี้มีเรื่องให้ช่วยอ่ะ”

            “ไม่ว่าง” ฉันตอบโดยไม่ต้องคิดอะไรเลย เพราะเพลียร่างจนแทบไม่อยากจะลุกขึ้นมากินข้าวเสียด้วยซ้ำ

            “ช่วยฉันหน่อยนะพี่ ฉันต้องทำงานกลุ่มส่งอาจารย์อ่ะ เป็นมิวสิควิดีโอสั้นๆ เองนะ” อิงฟ้าเข้ามากอดฉันอย่างออดอ้อน

            “ห๊ะ! จะให้ฉันไปแสดงหน้ากล้องงั้นเหรอ ไม่มีทางย่ะ น่าอายจะตาย” ฉันเคยทำแบบนั้นซะที่ไหนกันล่ะ

            “แต่ฉันเสนอตัวว่าจะให้พี่ไปเป็นนางเอกแล้วนะ ไม่นานหรอกสงสารเด็กตาดำๆ ด้วยเถอะนะพี่”

            “ไม่นานจริงนะ” ในเมื่อมันอ้อนขนาดนี้แล้วฉันจะปฏิเสธได้อย่างไรกันล่ะ ที่ทำทุกวันนี้ก็เพื่อน้องสาวอยู่แล้ว

            “จริงสิไม่นานหรอก สรุปว่าพี่โอเคแล้วใช่ป่ะ” ยัยน้องสาวตัวแสบเริ่มยิ้มออก

            “อือๆ ไปก็ไป...กี่โมงล่ะ”

            “บ่ายโมง”

            “โอเค แกออกไปได้แล้วฉันจะนอน”

            “ไปก็ได้ ว่าแต่พี่ไปทำอะไรกับผู้ชายคนนั้นมาถึงได้ดูเพลียๆ อย่างนี้” พูดจบมันก็รีบวิ่งออกไปจากห้องทันที

            “นังน้องบ้า! นังเด็กแก่แดด! แม้ว่าจะตะโกนตามหลังแต่มันก็ไม่ได้ยินแล้วล่ะ

            เมื่ออยู่คนเดียวในห้องฉันก็เริ่มคิดถึงเรื่องบอสขึ้นมาอีกครั้ง เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย เวลาเจอหน้ากันที่บริษัทฉันจะทำตัวยังไง หรือว่าฉันควรจะหางานใหม่เพื่อจะได้ไม่ต้องเครียดกับเรื่องนี้อีกแล้ว

            “โอ๊ยยยย!!! ยิ่งคิดยิ่งเครียด ฉันไม่น่ามาชอบคนอย่างนายเลยจริงๆ” ฉันระบายออกมาเป็นคำพูดแล้วก็ฟลุบตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้ง

*-*-*-*-*-*-*

            วันรุ่งขึ้นฉันกับน้องสาวออกเดินทางไปที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง เมื่อไปถึงก็พบกับกลุ่มเพื่อนของอิงฟ้า ฉันเพิ่งรู้ว่าเด็กมัธยมสมัยนี้จะทำงานกันอย่างมืออาชีพขนาดนี้ เครื่องไม้เครื่องมือสำหรับถ่ายทำครบเซต ก็อย่างว่าล่ะเด็กโรงเรียนนี้มีแต่รวยๆ กันทั้งนั้นยกเว้นก็แต่น้องสาวฉันนี่ล่ะ

            “ฉันพานางเอกเอ็มวีมาแล้วจ้า นี่พี่ดาวพี่สาวฉันเอง” เมื่อไปถึงน้องสาวฉันก็เข้าไปทักทายเพื่อนๆ

            “สวัสดีค่ะ/ สวัสดีครับ”

            “สวัสดีจ้ะทุกคน”

            ฉันรับไหว้น้องๆ ทุกคนด้วยรอยยิ้ม

            “สวัสดีค่ะพี่ดาวหนูตองนะคะ เชิญพี่ไปแต่งหน้าทำผมด้านนี้เลยค่ะ พอพระเอกมาเราจะได้เริ่มถ่ายกันเลย” เมื่อได้ยินอย่างนั้นฉันก็หันไปมองน้องสาวตัวแสบทันที

“เพื่อนฉันแต่งหน้าเก่งเว่อร์รับรองพี่ต้องสวยแน่ๆ” ยัยฟ้าเอ่ยอย่างมั่นใจในตัวเพื่อน

            ฉันไม่ตอบเพียงแต่พยักหน้าให้ จากนั้นตองก็รีบดึงตัวฉันไปนั่งที่ม้าหินอ่อน ที่มีกล่องอุปกรณ์สำหรับแต่งหน้าวางอยู่ก่อนแล้ว ดูท่าทางคงจะหลายตังค์น่าดู ลูกคนรวยก็งี้อยากได้อะไรก็ได้ไม่ต้องพยายามอะไรมากเหมือนลูกคนจนอย่างฉัน

ฉันมองซ้ายมองขวาแต่ก็ไม่พบว่ามีคนอื่นๆ ไหนว่าจะมาถ่ายเอ็มวีแต่ไหงกลับมีแค่ฉันคนเดียว อ้อ! ยังมีพระเอกอีกคนนี่นา ต้องขอบใจยัยฟ้าที่ทำให้ฉันได้เป็นนางเอกกับเขาสักครั้งในชีวิต อิอิ

            “พี่ดาวถอดแว่นก่อนนะคะ” ตองบอกฉันหลังจากขนอุปกรณ์แต่งหน้าออกจากกล่องเรียบร้อยแล้ว

            “แล้วเวลาถ่ายพี่ต้องใส่ไหมอ่ะ”

            “ต้องถอดนะคะเวลาถ่ายจะได้สวยๆ”

            “อ้าว! แล้วพี่จะมองเห็นได้ไง พี่สายตาสั้นนะ”

            “ไม่มีปัญหาค่ะ เพราะวันนี้หนูเตรียมไอ้นี่มาให้ด้วย” ตองชูกล่องอะไรบางอย่างขึ้นมาให้ดู มันเป็นกล่องวงกลมเล็กๆ

            “นี่มันกล่องอะไรจ๊ะ”

            “คอนแทคเลนส์ค่ะ ฟ้ามันบอกว่าพี่สายตาสั้นหนูเลยเตรียมมาไว้ให้ พี่ต้องใส่มันก่อนแต่งหน้านะคะ” ตองยื่นให้ฉัน

            “พี่ไม่เคยใส่เลยอ่ะ”

            “มานี่เดี๋ยวหนูใส่ให้เอง พี่ดาวเป็นคนสวยนะคะ ถ้าถอดแว่นแล้วแต่งหน้านิดๆ หน่อยๆ ยิ่งสวย”

            “ชมแบบนี้พี่ก็เขินแย่เลย” เมื่อได้รับคำชมฉันก็ยิ้มรับอย่างไม่ถ่อมตัว

            หลังจากนั้นตองก็ใส่คอนแทคเลนส์ให้ฉันอย่างบรรจง ตอนแรกก็รู้สึกแปลกๆ ขัดลูกตาแต่ทว่าเมื่อปรับสภาพได้กลับรู้สึกเหมือนไม่ได้มีอะไรในตาเลยสักนิด แถมยังมองเห็นชัดแจ๋วอีกต่างหาก

            “เสร็จแล้วเรามาแต่งหน้ากันดีกว่า วันนี้ตองจะทำให้พี่สวยที่สุดจนพระเอกจะต้องตะลึงเลยค่ะ”

            “ว่าแต่ทำไมพระเอกยังไม่มาอีกล่ะจ๊ะ”

            “อ๋อ...พี่ติณณ์กำลังมาค่ะ”

            “พี่ติณณ์” ฉันทวนคำพูดของตองอีกครั้ง ทำไมต้องมาเจอคนชื่อติณณ์ด้วยนะ ฉันเกลียดชื่อนี้ที่สุด

            “พี่ติณณ์เป็นพี่ชายหนูเองล่ะ ตอนแรกแกก็ไม่ยอมมาเหมือนพี่นั่นล่ะ แต่พอเจอลูกอ้อนเข้าหน่อยก็ยอมตอบตกลง” ตองเอ่ยพลางลงรองพื้นให้ฉันไปด้วย ดูท่าทางคงจะเก่งเรื่องแต่งหน้าน่าดู คล่องแคล่วและมีความมั่นใจ ต่างจากฉันที่แทบจะไม่มีเครื่องสำอางในห้องเลยสักอย่าง ทั้งที่ทำงานอยู่ในบริษัทผลิตเครื่องสำอางแท้ๆ

            “พี่ชายหนูคงจะหล่อเนอะ เพราะหนูออกจะน่ารักขนาดนี้”

            “หล่อมากค่ะ ควงสาวไม่ซ้ำหน้า เจ้าชู้สุดๆ” ตอนแรกก็ดีอยู่หรอกแต่หลังๆ มาราวกับตองกำลังนินทาพี่ชายตัวเองให้ฉันฟังซะงั้น

            “สงสัยจะหล่อมากจริงๆ” ฉันเอ่ยขำๆ ออกไป

            “โอ๊ะ! มาโน่นพอดีเลย พี่ติณณ์ทางนี้ค่ะ”

            เมื่อได้ยินอย่างนั้นฉันก็ลังเลใจเล็กน้อยว่าจะหันไปมองไหม แต่ถึงยังไงก็จะได้ทำงานร่วมกันอยู่แล้ว ถือซะว่าเป็นการทักทายกัน

            คุณพระช่วย! หล่อมากจริงๆ หล่อบัดซบที่สุด หล่อเหี้ยๆ ทำไมถึงได้ซวยอย่างนี้เนี่ย ไอ้เราก็นึกว่าแค่คนชื่อเหมือนกันแต่ที่ไหนได้มาตัวเป็นๆ เลย...บอสติณณภพ

           

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 37 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #5 33669988 (@33669988) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 มกราคม 2562 / 15:29
    สวรรค์แกล้งชัดๆ
    #5
    0