ยั่วรักคุณบอส

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,676 Views

  • 9 Comments

  • 69 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    125

    Overall
    2,676

ตอนที่ 1 : ความลับไม่มีในโลก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 742
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 30 ครั้ง
    4 ม.ค. 62

:: [1] ::

ความลับไม่มีในโลก

 

          หลังจากฉันและน้องสาวตัวแสบช่วยแม่เตรียมร้านขายข้าวแกงหน้าบ้านเสร็จแล้ว ก็กลับเข้ามาทานข้าวในครัว หลังจากพ่อของฉันเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง พวกเราก็เหลือกันเพียงสามคนแม่ลูก อาศัยอยู่ในบ้านไม้สองชั้นหลังเก่าๆ ในชุมชนแออัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร

            ภาระอันหนักหน่วงของฉันกับแม่ก็คือ ส่งเสียยัยอิงฟ้าเข้าเรียนโรงเรียนเอกชนมีชื่อแห่งหนึ่ง เพราะอยากให้มันได้มีสังคมดีๆ จะได้มีอนาคตไกลกว่าการเป็นพนักงานบัญชีต๊อกต๋อย และแม่ค้าขายข้าวแกงอย่างพวกเราในตอนนี้

            แม่หวังอยากให้ฉันมีสามีรวยๆ เพื่อจะได้มาช่วยพยุงฐานะทางบ้าน ส่วนสิ่งที่แม่หวังกับ อิงฟ้า ก็คืออยากให้มันเรียนสูงๆ จะได้ทำงานดีๆ เงินเดือนสูงๆ ช่างต่างกันลิบลับเลยทีเดียว

            “เรียนเป็นไงบ้างยะตอนนี้” ฉันเอ่ยถามน้องสาวขณะนั่งทานข้าวต้มอยู่ในครัว  

            “ก็ดี” มันตอบสั้นๆ อย่างไม่ใส่ใจฉันเลยสักนิด เอาแต่จ้องหน้าจอมือถืออยู่นั่นล่ะ

            “ถ้าเกรดไม่ถึงสามฉันจะให้แกกลับมาเรียนโรงเรียนวัดคอยดู”

            “ถึงอยู่แล้วน่าอย่างฉันเก่งกว่าพี่ตั้งหลายเท่า ไม่ต้องห่วงหรอก”

            “แล้วโทรศัพท์น่ะอย่าเล่นให้มันมากนัก”

            “พี่ไม่ต้องมายุ่งกับฉันหรอก เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ ถ้าหาผัวรวยๆ มาเป็นลูกเขยแม่ไม่ได้มีหวังโดนเชือดแน่” ทำไมมันพูดแทงใจดำฉันอย่างนี้เนี่ย อิน้องเลว! ทำเอาซะเถียงไม่ออก

            “หาได้อยู่แล้วย่ะระดับนี้”

            “แหมๆๆ ดูตัวเองสิแต่งตัวก็เชย หน้าก็จืดชืดอย่างนี้ผู้ชายที่ไหนเขาจะมาชอบ อย่าฝันถึงผู้ชายรวยๆ เลยแค่แฟนสักคนพี่ยังไม่มีเลย ถ้าไม่อยากขึ้นคานฉันแนะนำให้พี่เปลี่ยนตัวเองใหม่ ก่อนที่อะไรมันจะสายไป” พูดจบมันก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ หยิบมือถือแล้วเดินออกไป ปล่อยให้ฉันนั่งเอ๋อแดกอยู่คนเดียว

            “ไม่สวยตรงไหนเนี่ย” ฉันพูดกับตัวเองเบาๆ พลางจ้องมองดูตัวเองแล้วยิ้มอย่างภาคภูมิใจ

            ก่อนออกไปทำงานในทุกๆ วันฉันไม่ลืมที่จะไหว้ผู้หญิงคนนี้ คุณนายพิมวดี หรือที่ลูกค้าเรียกเจ้พิม นางมีความฝันอยากเป็นคุณนายนั่งนับเงินกับเขาบ้าง เพราะอาศัยในบ้านไม้หลังเก่าๆ นี้มาเกือบทั้งชีวิต

            “หนูไปทำงานแล้วนะจ๊ะแม่” ฉันเอ่ยพร้อมกับยกมือไหว้ ในขณะที่แม่กำลังนั่งรอลูกค้าอยู่หน้าร้าน

            “เออๆ โชคดีมีชัย รีบหาผัวรวยๆ มาให้ฉันได้ชื่นใจเร็วๆ ทำงานงกๆ จนเหงื่อท่วมตัวหมดแล้วเนี่ย” นี่คือคำอวยพรในทุกๆ วันที่ฉันได้รับจากแม่ คุณรู้แล้วใช่ไหมว่าทำไมฉันถึงได้กล้าเข้าไปอ่อยบอสถึงในห้อง

            “เลิกกดดันหนูแบบนี้สักทีเถอะแม่”

            “ฉันจะพูดไปเรื่อยๆ จนกว่าแกจะหาลูกเขยรวยๆ มาให้ฉันได้ ถ้าแกไม่อยากได้ยินก็รีบหามาซะฉันจะได้เลิกขายข้าวแกงซะที”

            “หนูไม่พูดกับแม่แล้วไปล่ะ”

            ฉันรีบเดินสะพายกระเป๋าออกมาจากหน้าบ้าน เพื่อเดินไปขึ้นรถเมล์หน้าปากซอยเหมือนเช่นทุกวัน ต้องนั่งรถสองต่อกว่าจะถึงบริษัท บางทีมันก็เบื่อกับชีวิตมนุษย์เงินเดือนมากเหลือเกิน ตื่นนอน ไปทำงาน กลับบ้าน  วนเวียนอยู่อย่างนี้ทุกวันแทบไม่มีเวลาให้กับตัวเองเลยสักนิด

 

            ชีวิตในเมืองหลวงช่างมีแต่ความวุ่นวายแท้ แต่ฉันก็ชินซะแล้วล่ะเพราะเจออย่างนี้มาตั้งแต่เด็กจนโต เวลารถเมล์มาทีก็ต้องแย่งกันขึ้น ผู้โดยสารบนรถแน่นไม่ต่างจากปลากระป๋อง ส่วนคนที่แพ้อย่างฉันก็ต้องยืนรอรถคันต่อไปอย่างเซ็งๆ

            “จะทันสแกนนิ้วไหมเนี่ย” ฉันยืนร้อนใจอยู่ป้ายรถเมล์ จ้องมองเวลาที่นาฬิกาข้อมืออยู่บ่อยครั้ง ปกติแล้วหากได้ขึ้นรถรอบนี้จะไปทันเวลาเข้างาน แต่ทว่าวันนี้คนเยอะผิดปกติจนขึ้นไม่ทันจึงต้องรอคันต่อไปซึ่งไม่รู้ว่าจะมาอีกตอนไหนน่ะสิ

            แป๊นๆ

            จู่ๆ รถหรูสัญชาติยุโรปก็ขับมาจอดเทียบริมฟุตบาทตรงหน้า ฉันขมวดคิ้วมองด้วยความสงสัยรู้สึกคุ้นๆ กับรถสีดำคันนี้ซะเหลือเกิน แต่พออีกฝ่ายลดกระจกลงมาทุกอย่างก็ถูกเฉลย เป็นบอสสุดหล่อของฉันนั่นเอง  กรี๊ดดดด!!!

            “สวัสดีค่ะบอส” ฉันยกมือไหว้ส่งยิ้มทักทายเมื่อรู้ว่าเป็นเขา หัวใจเต้นแรงตึกตักตื่นเต้นมากเหลือเกิน เพราะกำลังคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาจะรับขึ้นรถไปทำงานด้วย

            “เธอมารอที่ป้ายนี้ทุกวันเลยเหรอ” เขาถามหน้านิ่ง

            “ค่ะบอส” ฉันยังคงยิ้มอย่างมีความหวัง พยักหน้าเล็กน้อยเพื่อให้เขาเอ่ยปากชวนขึ้นไปนั่งบนรถด้วยกัน

            “ไปให้ทันเวลาล่ะเดี๋ยวจะสายเอา” พูดจบเขาก็ปิดกระจกรถแล้วขับออกไป

            เพล้ง!!!!

            ฉันรู้สึกหน้าแตกเป็นร้อยล้านชิ้น รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไปอย่างช้าๆ โลกทั้งใบหยุดเคลื่อนไหว มีเสียงหัวเราะเยาะของคนรอบข้างดังระงม

            “ไม่มีน้ำใจเอาซะเลย ถ้าไม่ติดว่าหล่อรวยฉันจะด่าซะให้เข็ด”

            ฉันถอนหายใจเสียงดังหลายครั้งติดต่อกันอย่างอารมณ์เสีย จากนั้นจึงโบกแท็กซี่เพราะกลัวว่าจะเข้างานสายจนเสียเบี้ยขยันอีก ยิ่งโดนแกล้งอย่างนี้ฉันยิ่งจะหาทางจับบอสให้ได้เลยคอยดู

 

            @ บริษัท Elvira Cosmetic

            มาถึงบริษัทแล้วฉันก็เห็นเขากำลังยืนคุยกับหมิว เธอเป็นสาวสวยประชาสัมพันธ์ของบริษัท เนื้อหอมมากจนผู้ชายเกือบทั้งบริษัทต่างก็วิ่งกรูเข้ามารุมจีบ และเธอนั่นเองคือคู่แข่งที่น่ากลัวของฉัน เพราะได้ยินข่าวว่านางเองก็กำลังตะล่อมๆ บอสด้วยอีกคน

            “วันนี้บอสจะออกไปทำธุระข้างนอกไหมคะ”

            “ไม่นะ...ทำไมเหรอ”

            “พอดีหนูมีเรื่องจะปรึกษาน่ะค่ะ ถ้าบอสอยู่ห้องหนูจะได้ขึ้นไปหา”

            “ก็ขึ้นไปสิ ฉันไปล่ะ”

            “ค่ะบอส”

            นั่นคือบทสนทนาระหว่างบอสและหมิว ซึ่งฉันแอบซุ่มฟังอยู่อีกมุมหนึ่ง รอให้คนทั้งสองแยกย้ายกันแล้ว จึงออกจากที่มืดรีบวิ่งแจ้นไปยังเครื่องสแกนนิ้ว

            เจ็ดโมงห้าสิบเก้านาที สี่สิบวินาที...

            ตี๊ด!

            “เฮ้อ!! นึกว่าจะไม่ทันซะแล้ว” เมื่อสแกนนิ้วได้ทันเวลาฉันจึงหายใจโล่งขึ้นมาหน่อย

            “อ้าว! ฉันนึกว่าเธอจะมาไม่ทันซะอีก” เขามาอยู่ข้างหลังตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้

            “บอส!

            “โทษทีนะที่ฉันไม่ได้รับเธอมาด้วย เห็นว่าชอบนั่งรถเมล์เลยกลัวว่าจะรู้สึกอึดอัด” เขาเอ่ยกับฉันด้วยสีหน้ากวนๆ ราวกับเมื่อเช้ามันเป็นแค่เรื่องขำขันเท่านั้นเอง

            “ไม่เป็นไรค่ะ ถึงชวนหนูก็ไม่ไปด้วยหรอกเพราะถ้าได้นั่งใกล้บอสขนาดนั้น คงใจละลายตายอย่างสงบศพสีชมพูแน่ๆ” ฉันส่งยิ้มให้บอสเหมือนไม่ได้รู้สึกน้อยใจอะไรเลย แต่ทว่าในใจกลับมีแต่คำก่นด่า

            “สรุปที่เธอบอกว่าชอบฉันเมื่อวานไม่ได้พูดเล่นใช่ไหม”

            “ทำไมบอสคิดว่าหนูพูดเล่นล่ะคะ”

            “ก็ดูจากสภาพเธอแล้วมันไม่น่าใช่ไง ฉันเข้าใจนะว่าผู้หญิงส่วนมากในบริษัทอยากจะเป็นแฟนกับคนหล่อๆ รวยๆ อย่างฉัน แต่ฉันเข้าใจว่าเธอเป็นคนเรียบร้อยมาตลอด ไม่นึกว่าจะกล้าทำถึงขนาดนี้ ถ้าเป็นอย่างหมิวมันก็น่าจะพอมีลุ้นหน่อย” เขาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ราวกับฉันเป็นตัวตลกซะอย่างนั้น

            “หมิวสวยกว่าหนูมากขนาดนั้นเลยเหรอคะบอส”

            “ห๊ะ! เธอกล้าพูดออกมาได้ยังไงกัน ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีผู้หญิงมั่นหน้าอย่างนี้บนโลกด้วย เอาเป็นว่าขึ้นไปทำงานเถอะฉันไม่มีอะไรจะคุยกับเธอแล้ว” เขาปัดมือไล่ฉันราวกับเป็นตัวอะไรสักอย่าง จากนั้นจึงเดินนำหน้าขึ้นไปก่อน

            “มั่นหน้าตรงไหนเนี่ย ฉันก็สวยในแบบของฉันนี่นา” ฉันเอ่ยออกมาเบาๆ จากนั้นจึงเดินตามหลังบอสสุดหล่อขึ้นไปที่ออฟฟิศชั้นสอง

 

            เวลา 12.00 น. @โรงอาหาร

            เมื่อถึงเวลาทานมื้อเที่ยงฉันกับพรรคพวกในแผนก ต่างก็เดินเกาะกลุ่มมายังโรงอาหารของบริษัท พนักงานที่นี่มีหลายร้อยชีวิต ทำให้ตอนเที่ยงๆ อย่างนี้มีผู้คนพลุกพล่านมากเป็นพิเศษ

            โต๊ะนั่งทานข้าวเต็มพื้นที่ถูกจับจองไว้จนเกือบหมด แต่ทว่าที่ประจำของพวกเราทั้งห้าชีวิตซึ่งประกอบไปด้วย พี่นุช พี่ต๋อย พี่ออย พี่เมย์ และคนสุดท้ายก็คือฉันเอง ยังคงเป็นพื้นที่ปลอดภัยไม่มีใครจับจอง

            “ยัยดาวแกรู้สึกแปลกๆ ไหม” เมื่อนั่งลงที่โต๊ะแล้วพี่นุชก็ชะโงกหน้า มาเอ่ยกับฉันด้วยสีหน้าสงสัย มองซ้ายมองขวาเพื่อสังเกตพฤติกรรมคนรอบตัว

            “หนูก็คิดว่ามันแปลกๆ ตั้งแต่เดินมาแล้วอ่ะพี่” ที่เป็นอย่างนั้นเพราะพนักงานคนอื่นๆ ต่างก็มองมาที่ฉันแล้วหัวเราะคิกคัก สนทนากันแล้วมองมาราวกับกำลังนินทาว่าร้ายซะอย่างนั้น

            “ฉันนึกว่าคิดไปเองคนเดียวซะอีก” พี่ต๋อยเอ่ยสมทบอีกคน

            “แกไปทำอะไรไว้หรือเปล่ายัยดาว คนถึงได้มองทั้งบริษัทอย่างนี้” พี่เมย์เอ่ยถาม

            “เปล่านะพี่วันๆ หนูก็อยู่แค่ในแผนกพวกพี่ก็เห็นนี่นา”

            “เออ...ก็ใช่นะ” พี่เมย์พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดฉัน

            “ช่างเถอะเดี๋ยวก็รู้เองล่ะไปซื้อข้าวกันเถอะ” พี่ออยว่า

            จากนั้นเราทั้งหมดก็เดินไปเลือกซื้ออาหาร ในระหว่างยืนรอเข้าคิวอยู่นั้น ก็มีสาวๆ กลุ่มที่ยืนข้างหลังซุบซิบเสียงเบาแต่ทว่าฉันกลับได้ยินถนัดหู            

            “สภาพอย่างนี้นะกล้าไปบอกชอบบอส”

            “ฉันก็ว่างั้นล่ะ ฉันสวยกว่าตั้งเยอะยังไม่มั่นหน้าขนาดนั้นเลย”

            “ยังโชคดีที่ไม่โดนไล่ออก”

            ได้ยินอย่างนั้นฉันก็เบิกตาโพลงด้วยความตกใจ คนทั้งบริษัทรู้เรื่องนี้ได้ยังไงกัน เพราะตอนนั้นก็มีแค่ฉันกับเขาเพียงสองคนที่อยู่ในห้อง ถ้าจะมีใครเป็นคนพูดคงไม่พ้นบอสแน่นอน เขาทำอย่างนี้ทำไม หรือต้องการแกล้งให้ฉันอับอายขายขี้หน้าจนอยู่ไม่ได้งั้นเหรอ คิดจะบีบให้ฉันลาออกทางอ้อมสินะ

            ไม่มีทาง!

            ฉันหันขวับกลับไปมองผู้หญิงพวกนั้นด้วยสายตาดันดุดัน เจ้าหล่อนทั้งหลายปิดปากเงียบสนิท ลอยหน้าลอยตาหันไปมองทางอื่นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            “ด้านได้อายอดเคยได้ยินคำนี้ไหมคะ”

            หลายคนอาจจะมองว่าฉันเป็นผู้หญิงเรียบร้อย แต่ทว่าพอได้โมโหแล้วกลับไม่ใช่อย่างนั้นเลย ฉันเป็นพวกไม่ยอมคน อยากได้อะไรก็ต้องได้ ซึ่งมันขัดกับบุคลิกที่คนอื่นๆ มองมา แต่ถ้าคิดแล้วก็คงไม่แปลกที่คนอื่นจะมองฉันแบบนั้น

 

            ฉันถือจานข้าวมานั่งทำหน้างองุ้มที่โต๊ะตัวเดิม พวกพี่ๆ ต่างก็จ้องมองมาราวกับมีคำถามมากมายในใจ

            “หนูรู้แล้วว่าเรื่องอะไร”

            “เรื่องอะไรว่ามาเร็วๆ พวกฉันรอฟังอยู่” พี่นุชเจ้าเก่าชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ ราวกับอยากฟังซะเต็มประดา

            “เมื่อวานที่พี่นุชให้หนูเอาเอกสารไปให้บอส หนู...บอกชอบเขาด้วยอ่ะ” ฉันสารภาพให้ทุกคนฟัง แม้ว่าพวกนางจะรู้อยู่แล้วว่าฉันชอบบอส แต่คงไม่มีใครคาดคิดว่าจะใจกล้าถึงขนาดนี้

            “ห๊ะ! / ห๊ะ! / ห๊ะ! / ห๊ะ!

            สาวโสดทั้งสี่อุทานขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย

            “เบาๆ สิคะคนมองกันใหญ่แล้ว”

            “อย่างนี้สิน้องฉันรุกให้เต็มที่เลย ได้ไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที” หลังจากปรับสภาพสีหน้าได้แล้วพี่นุชก็นำทีมยกนิ้วให้ฉัน ยกย่องให้กับความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยว(ที่ค่อนข้างจะบ้าบิ่น)

            “หนูทำดีแล้วใช่ไหมคะ”

            “แน่นอนใครจะว่ายังไงก็ช่างอย่าได้สน เพราะพวกหล่อนๆ เองก็อยากได้บอสจนตัวสั่นเหมือนกันนั่นล่ะ” พี่ต๋อยสนับสนุนอย่างเต็มที่

            “แกต้องเป็นตัวแทนลบล้างคำสาปของสาวบัญชีนะ ห้ามขึ้นคานเด็ดขาด!” พี่นุชผู้จัดการเอ่ยกับฉันด้วยสีหน้าจริงจัง

            “ค่ะ...ยิ่งได้เสียงสนับสนุนจากพวกพี่หนูยิ่งมีแรงฮึดสู้ แต่ว่า...”

            “แต่อะไรยะยัยดาว” พี่เมย์ขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย

            “ทำไมบอสต้องเอาเรื่องนี้มาประจานหนูด้วยอ่ะ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ เขาเกลียดหนูถึงขั้นนี้เลยเหรอ”

            “แกแน่ใจนะว่าบอสเป็นคนทำ”

            “ถ้าไม่ใช่บอสจะใครล่ะคะ ก็วันนั้นมีหนูกับเขาอยู่ในห้องแค่สองคน”

            “คนอย่างบอสเนี่ยนะจะมาเล่นอะไรบ้าๆ อย่างนี้ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย” สีหน้าของพี่นุชดูก็รู้ว่าไม่มีทางเชื่อว่าเรื่องพวกนี้จะออกมาจากปากบอส แต่ถ้าไม่ใช่เขาแล้วจะเป็นใครไปได้ล่ะ

            “แต่หนูมั่นใจว่าต้องเป็นบอส พี่นุชคิดว่าหนูจะเป็นคนพูดเองเหรอคะมันเป็นไปไม่ได้”

            “ก็จริงของแกอ่ะ แต่ก็ช่างมันเถอะรีบกินดีกว่ากับข้าวเย็นหมดแล้ว”

            ฉันนั่งทานข้าวไปในหัวก็คิดเรื่องบอสไปด้วย ฉันมั่นใจว่าต้องเป็นเขาแน่นอน ยืนยัน นอนยัน นั่งยัน ไม่มีทางผิดไปจากนี้แน่นอน และฉันต้องถามให้รู้เรื่องว่าเขาทำไปทำไมกัน

 

            หลังเลิกงานแล้วฉันก็รีบเก็บของเข้ากระเป๋าแล้วเดินลงไปที่โรงจอดรถ วันนี้จะต้องหาทางคุยกับบอสให้รู้เรื่องให้ได้ว่าเขาทำอย่างนั้นทำไม แต่อีกหนึ่งจุดประสงค์ก็เพื่อจะได้อยู่ใกล้เขา มันคือหนึ่งในแผนตีสนิทกับเจ้านายสุดหล่อนั่นเอง

            ฉันแอบซุ่มอยู่ข้างรถบอส เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเปิดประตูรถแล้วจึงรีบเปิดประตูเข้าไปนั่งฝั่งข้างคนขับทันที โชคดีที่ไม่มีใครอยู่แถวนั้น

            “เฮ๊ย! เธอเข้ามานั่งในรถฉันทำไมเนี่ย” เมื่อเห็นฉันเขาก็สะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ จู่ๆ ก็มีแขกไม่ได้รับเชิญมานั่งในรถด้วยก็คงจะตกใจเป็นธรรมดา

            “หนูมีเรื่องจะคุยกับบอสค่ะ” ฉันไม่ยอมลงจากรถแถมยังคาดเข็มขัดนิรภัยอีกด้วย

            เขาชักสีหน้าใส่จ้องเขม็งมาราวกับต้องการขับไล่ฉันซะเต็มประดา

            “ลง-ไป-เดี๋ยว-นี้ มันชักจะมากเกินไปแล้วนะ ฉันไม่ได้ใจดีตลอดหรอกนะ” เขาเอ่ยเสียงเข้มเพื่อกดดันให้ฉันลงไป

            “ก็หนูบอกว่ามีเรื่องจะคุยกับบอสยังไงล่ะคะ หนูไม่ลงจนกว่าจะได้คุยให้รู้เรื่อง”

            “ฉันไม่เคยพบเคยเจอผู้หญิงหน้าด้านอย่างเธอมาก่อนเลย ไม่ลงใช่ไหมเดี๋ยวได้เห็นดีกัน”

            สีหน้าของบอสดูน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นเขาก็เร่งเครื่องเสียงดังก่อนจะขับออกไปจากรั้วบริษัท

 

ฉันได้แต่นั่งเงียบอยู่อย่างนั้นยังไม่กล้าเอ่ยอะไร เพราะกลัวว่าจะไปกระตุกต่อมโมโหเขาให้ปะทุขึ้นอีก กลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ เขาขับรถด้วยความเร็วราวกับกำลังแข่งในสนามก็ไม่ปาน

            “บอสลดความเร็วหน่อยได้ไหมคะหนูกลัว” ฉันนั่งหลับตาพนมมือภาวนาในใจขออย่าให้รถไปชนกับอะไรเลย

            “อยากนั่งนักไม่ใช่เหรอฉันจะจัดให้” เขายังไม่ยอมลดดีกรีความโมโหร้ายลงเลยสักนิด นี่ฉันทำเกินไปหรือเปล่าเนี่ย ตั้งใจจะมาอ่อยกลายเป็นว่ามายั่วโมโหเขาซะงั้น

            “หนูลงก็ได้ค่ะจะ...จอดให้หนูเถอะนะ” ฉันพยายามเอ่ยขอร้องเขา ขับรถเร็วขนาดนี้ใครไม่กลัวก็บ้าแล้ว

            “อ้าว! กลัวเป็นด้วยเหรอ จำเอาไว้ว่าคราวหลังอย่ามาถือวิสาสะปฏิบัติตัวอย่างนี้กับฉันอีกหึๆ”

            เอี๊ยดดดด!!!

            ปึก!

            “โอ๊ยยย!!!! จะจอดทำไม่บอกกันก่อนเนี่ย”

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 30 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #3 33669988 (@33669988) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 มกราคม 2562 / 15:11
    บอสใจร้าย
    #3
    0