คุณชายสายโหด

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 3,853 Views

  • 23 Comments

  • 213 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    195

    Overall
    3,853

ตอนที่ 9 : กลับวัง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 666
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 53 ครั้ง
    5 ม.ค. 62

:: [9] ::

กลับวัง

 

          “พวกแกฉันคุยกับพี่เต๋าแล้วนะเรื่องฝึกเทควันโดน่ะ” รันเอ่ยกับเพื่อนทั้งสามขณะนั่งอยู่ที่ศาลาข้างคณะ หลังจากเพิ่งเรียนเสร็จมาเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้

            “เริสมากให้มันได้อย่างนี้สิ ไม่ต้องเดาเลยว่าพี่เต๋าแกคงจะดีใจเว่อร์” หมิวเอ่ยแล้วยกแก้วนมเย็นขึ้นมาดื่มอย่างชื่นใจ

            “ก็ปกติของแกนั่นล่ะใจดีตลอดอยู่แล้ว” รันเอ่ยถึงรุ่นพี่

            “พี่เต๋าไม่กล้าปฏิเสธแกหรอก ออกจะหลงซะขนาดนั้น ถ้ายอมคบด้วยไม่อยากจะคิดเลยว่าชีวิตแกจะเพอร์เฟคขนาดไหน” หมิวเอ่ยด้วยถ้อยคำที่สนับสนุนรุ่นพี่อย่างเต็มที่ เต๋าดีกว่าอัศเป็นร้อยเท่าเธออยากให้เพื่อนรักได้ลงเอยกับคนดีๆ อย่างนี้

            “ไม่ได้หรอกแกถ้าขืนทำอย่างนั้นมีหวังคุณชายยิ่งจะตามฉันไม่เลิกน่ะสิ แถมเรื่องที่คุณชายไปบอกกับทุกคนในวังเอาไว้มันต้องเป็นจริงน่ะสิ แค่นี้ฉันก็ดูแย่ในสายตาทุกคนมากแล้ว” แม้จะไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนในวังนานแล้ว แต่รันก็ยังเป็นห่วงความรู้สึกของท่านชายและมารดาของตัวเองอยู่เหมือนเดิม เขาไม่มีทางให้เรื่องที่อัศกล่าวหามันเป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน

            “แกจะแคร์ทำไมวะรันในเมื่อตอนนี้แกมีชีวิตใหม่แล้วไม่ใช่เหรอ” ภพเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ

            “ก็จริง...แต่ท่านชายกับแม่ก็ยังเป็นผู้มีพระคุณกับฉันอยู่ดี ฉันไม่อยากทำให้พวกท่านผิดหวังกับฉันไปมากกว่านี้ เว้นแต่เรื่องคุณชายเป็นเรื่องเดียวที่ฉันไม่มีทางยอมเด็ดขาด” รันเอ่ย

            “ถ้างั้นก็แล้วแต่แกละกัน แต่ห้ามกลับไปกลัวไอ้คุณชายนั่นอีกเด็ดขาด ฉันเกลียดพวกมันทุกคนเลย” ภพกังวลว่าเพื่อนจะกลับมาอ่อนแอเหมือนเดิม จนทำให้อัศเข้ามาทำร้ายอีก ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกโมโหพาลไปถึงอาโปคู่อริขาประจำอีกด้วย

            “ไว้ใจได้น่าฉันไม่กลัวคุณชายแล้ว แต่ตอนนี้กำลังคิดว่าจะทำยังไงให้เขาเลิกตามมารังควานฉันมากกว่า” รันเผยความในใจให้เพื่อนฟังเพราะอยากขอคำแนะนำด้วยอีกทาง

            “ไม่มีทางเลยย่ะคนอย่างนั้นไม่มีทางกลับเนื้อกลับตัวได้แน่” หมิวเอ่ยด้วยความมั่นอกมั่นใจอย่างเต็มที่

            “ฉันก็คิดเหมือนไอ้หมิว คนอย่างไอ้คุณชายมันไม่สำนึกหรอก แกห้ามคิดอะไรอย่างนั้นอีกเด็ดขาด” ภพสนับสนุนความคิดเห็นของเพื่อนสาวอย่างเต็มที่

            “แต่ฉันคิดว่าถ้าสามารถเปลี่ยนความคิดของคุณชายไปในทางที่ดีขึ้นได้ ชีวิตฉันคงจะมีความสุขมากกว่านี้ก็เป็นได้นะ” รันยังคงคิดว่าการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุมันจะช่วยให้อะไรดีขึ้นมาก็ได้ ทุกวันนี้มันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แก้ยังไงก็ยังไม่หายเสียที

            “แล้วแกจะทำยังไงล่ะ” ภพถามย้อน

            “ที่พูดก็อยากให้พวกแกช่วยคิดนี่ไงล่ะ”

            “ถ้ามาถามฉัน คิดว่าไม่มีทางแน่นอนเลิกคิดไปได้เลย” ภพกอดอกแล้วสะบัดหน้าหนีทันที เขาไม่ชอบขี้หน้าคนพวกนั้นมากเหลือเกิน ถ้าเป็นไปได้ไม่อยากเห็นหน้าไม่อยากได้ยินเสียงไปตลอดชีวิตเลยยิ่งดี

            “หมิวแกว่าไง...” เมื่อโดนเพื่อนคนแรกเมินไปแล้ว รันก็หันไปมองเพื่อนอีกคนด้วยความหวัง

            “ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำวิธีไหนให้คนอย่างนั้นเปลี่ยนใจได้ จากเกลียดจะกลายเป็นรักมันยากนะเว้ย” แอนเองก็คิดอะไรไม่ออกเลย

            “ยัยแอน..” รันหันไปมองเป้าหมายใหม่ แอนนั่งเล่นมือถือตั้งแต่เริ่มบทสนทนาจึงไม่ได้ยินสิ่งที่เพื่อนคุยกัน

            “ยัยแอนสนใจเพื่อนหน่อยสิยะ มัวแต่แชทกับใครอยู่น่ะ” หมิวหันไปเอ่ยกับเพื่อนสาว ที่เอาแต่นั่งเล่นมือถือแล้วยิ้มอยู่คนเดียว ดูมีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด

            “ปะ....เปล่ามีอะไรเกิดขึ้นเหรอ” แอนเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้เพื่อนด้วยสีหน้างงงวย

            “แกไม่ได้ฟังอะไรเลยใช่ป่ะเมื่อกี้” ภพจ้องหน้าจับผิดเพื่อน

            แอนทำหน้าจ๋อยแล้วยิ้มแห้งๆออกมาให้เพื่อน ยอมรับชะตากรรมแต่โดยดี

            “โทษทีแกฉันไม่ว่างน่ะ”

            “ช่วงหลังมาแกแปลกไปนะ เอาแต่นั่งเล่นมือถือแล้วก็ยิ้มอยู่คนเดียว แกมีแฟนแล้วใช่ไหมบอกพวกฉันมา” หมิวพยายามคาดคั้นเอาความจริงจากปากเพื่อน

            “ไม่ใช่นะเว้ยพวกแก คือ..ฉันคุยกับแม่อ่ะ” แอนพยายามตอบเลี่ยงไป หวังจะให้เพื่อนเชื่อใจ

            “ไม่จริงปกติแกจะคุยสายกับแม่ คนแก่เขาไม่ถนัดพิมพ์กันอย่างนี้หรอกอย่ามาโกหกซะให้ยากเลย” หมิวอ้างเหตุผลที่เคยเห็นประจำ ทำเอาแอนถึงกับหน้าถอดสีเพราะโดนจับผิดได้

            “พวกแกจะไปคาดคั้นเอาอะไรกับมันเนี่ย ดูหน้าไอ้แอนสิซีดอย่างกับไก่ต้มแล้ว” รันเห็นหน้าเพื่อนก็รู้สึกสงสาร

            “พี่ถามก็เพราะเป็นห่วงมันไง กลัวว่ามันจะโดนผู้ชายหลอกน่ะสิ ยิ่งเฉิ่มๆอยู่ด้วย” ภพเอ่ยขณะที่สายตายังคงจ้องจับผิดเพื่อนไม่เลิก จะไม่ให้สงสัยได้อย่างไรเพราะแอนเอาแต่หลบตาเพื่อนราวกับกำลังทำผิดอยู่ซะอย่างนั้น

            “ฉันขอบใจที่พวกแกเป็นห่วงนะ แต่ฉันไม่มีอะไรจริงๆ พวกแกต้องเชื่อฉันนะ เรื่องผู้ชายก็ไม่ต้องห่วงไม่มีใครมาหลอกฉันได้หรอก” แอนตอบกลับเพื่อนทุกคนด้วยถ้อยคำที่ละมุนละม่อม

            “ให้มันแน่นะ ถ้าแกมีคนคุยด้วยจริงๆ พวกฉันจะช่วยสแกนให้ไงยะว่าคู่ควรกับเพื่อนของฉันไหม” ความจริงหมิวก็แค่เป็นห่วงเพื่อนไม่ได้มีอะไรแอบแฝงไปมากกว่านั้น

            “ขอบใจจ้าเพื่อนรักแต่มันไม่มีอะไรจริงๆ” แอบกอดแขนเพื่อนสาวเอาไว้แล้วซบหน้าลงอย่างออดอ้อน

            “ทำเป็นอ้อนอย่าให้รู้ทีหลังนะแม่จะตบให้คว่ำเลย” หมิวแสร้งทำเป็นพูดโหดไปอย่างนั้นเอง แต่ใจจริงก็ไม่ได้มีอะไรเลย

            “จ้าแค่ได้ยินเสียงก็กลัวจะแย่แล้วเนี่ย” แอนเอ่ยขำๆพร้อมกับยิ้มให้เพื่อน

            “เรามาต่อเรื่องไอ้รันกันดีกว่าสรุปจะเอายังไงเรื่องไอ้คุณชาย” ภพถามต่อ

            “ตอนนี้ยังคิดไม่ออก ดูท่าทางคุณชายคงไม่ยอมตามรังควานฉันง่ายๆหรอก ก็ฉันเป็นเบ๊มาตั้งแต่เด็กจนโต จนเขาคิดว่าฉันกลายเป็นสมบัติชิ้นหนึ่งไปแล้วน่ะสิ มันยากตรงนี้ล่ะ” รันทำหน้าเบื่อหน่าย

            “ฉันว่ามันโรคจิตชัดๆ ถ้าเป็นคนปกติคงจะปล่อยแกไปตั้งนานแล้ว” แอนแสดงความคิดเห็นบ้าง

            “เว้นแต่ว่าไอ้คุณชายมันจะรักแกเข้าให้แล้วถึงไม่ยอมปล่อยแกไป” ภพเอ่ยเล่นๆไป แต่รันกลับสะดุดหูกับคำว่ารัก มันจะเป็นไปได้ยังไงในเมื่ออีกฝ่ายเกลียดเขาซะขนาดนั้น

            “บ้า! มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก” รันรีบปฏิเสธทันควันด้วยน้ำเสียงที่จริงจังซะเหลือเกิน จนเพื่อนทั้งสามคนต่างก็มองมาเป็นตาเดียวกัน

            “ฉันแค่พูดเล่นแกทำเป็นจริงจังไปได้ ฮ่าๆ” ภพขำกับท่าทางของเพื่อน

            “เออ..ดูหน้าสิหรือแกเองก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน” แอนถามต่อ

            “ไม่มีทางหรอก ฉันไม่มีทางรักคนอย่างนั้นแน่นอน ถ้าจะรักคนอย่างคุณชายฉันรักพี่เต๋าไม่ดีกว่าเหรอ” รันรีบเอารุ่นพี่เข้ามาเป็นตัวช่วย

            “ก็นั่นน่ะสิทำไมแกไม่คบกับพี่เต๋าให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย พวกฉันก็เชียร์อยู่ใจจะขาด” หมิวเอ่ย

            “พวกแกก็รู้ว่าเพราะอะไร” รันตอบ

            “เออๆก็แล้วแต่แกละกัน แต่รู้ไว้ว่าพวกฉันเชียร์อยู่นะจ๊ะ” ภพยังเอ่ยสนับสนุนรุ่นพี่อย่างเต็มที่

            ในระหว่างนั้นแอนก็ลุกขึ้นแล้วสะพายกระเป๋าใบเล็กก่อนจะเอ่ยลาเพื่อนทั้งสามคน

            “พวกแกฉันมีธุระขอตัวก่อนนะ แล้วเจอกันพรุ่งนี้” ว่าแล้วก็โบกมือให้เพื่อนแล้วเดินออกไปโดยเร็ว ราวกับกำลังมีใครบางคนรออยู่ซะอย่างนั้น

            “ดูมันสิยังไม่ทันจะพูดด้วยเลยเดินหนีไปซะแล้ว จะไม่ให้สงสัยได้ยังไงกัน” ภพมองตามหลังเพื่อนแล้วเอ่ยด้วยความขัดใจ ท่าทางมีพิรุธอย่างนี้เขามั่นใจว่าต้องเป็นเรื่องผู้ชายอย่างแน่นอน

            “ปล่อยมันไปเถอะอีกไม่นานมันก็ต้องมาบอกกับเราเองล่ะ ยัยแอนมันปิดความลับได้นานซะที่ไหนกันล่ะ” รันเอ่ยกับเพื่อนทั้งสองคน

            “ก็จริงอย่างที่แกว่า อีกไม่นานหรอกเชื่อเถอะ” หมิวเองก็เห็นด้วยกับเพื่อน

            “เอ้อ...วันอาทิตย์นี้ฉันไม่ได้ไปเที่ยวกับพวกแกแล้วนะ พอดีเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องกลับไปงานวันเกิดท่านชายที่วังอ่ะ” รันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้เป็นวันเกิดของท่านชาย ปกติจะจัดงานเลี้ยงขึ้นทุกปี จะไม่กลับก็ไม่ได้เพราะท่านชายมีบุญคุณกับเขามากเหลือเกิน

            “อ้าว! แล้วอย่างนี้แกก็ต้องเจอกับไอ้คุณชายนั่นน่ะสิ อย่างนี้มันจะโอเคไหมวะแก” ภพเริ่มเป็นห่วงเพื่อนขึ้นมากลัวว่าจะโดนทางบ้านบังคับอีก

            “ฉันโอเคไม่ต้องห่วง ไปแป๊บเดียวก็กลับมาแล้ว อีกอย่างท่านชายใจดีมากไม่มีใครทำอะไรฉันได้หรอก” รันเอ่ยเพื่อให้เพื่อนสบายใจ แม้ว่าเจ้าตัวเองจะกังวลใจอยู่ไม่น้อย มันเป็นอะไรที่ลำบากใจเมื่อได้อยู่ต่อหน้ามารดาที่เพิ่งจะมีปากมีเสียงกัน แถมยังมีอัศอยู่ที่นั่นด้วยอีกคน

            “สู้ๆนะแก” ภพเอ่ยให้กำลังใจเพื่อน

            “ฉันเชื่อว่าแกจะผ่านความกลัวนั้นไปได้ ถ้าผ่านไปได้แกจะเป็นรันใหม่อย่างสมบูรณ์แบบอย่างแน่นอน” หมิวเอ่ยให้กำลังใจเพื่อนบ้าง

            “ขอบใจพวกแกมากนะเว้ย มาถึงตอนนี้แล้วมันก็ต้องสู้อย่างเดียว ถอยหลังกลับไม่ได้แล้ว” รันแสดงความมั่นใจให้เพื่อนเห็น

            “พวกเราจะอยู่ข้างแกเสมอ สู้ให้เต็มที่เพื่ออนาคตของแกนะรัน” ภพเอ่ยพร้อมกับยิ้มให้เพื่อน

            “ฉันจะสู้ให้เต็มที่” รันชูกำปั้นน้อยๆขึ้นอย่างมั่นคงเพื่อเรียกกำลังใจตัวเอง

            ทั้งสามคนนั่งพูดคุยกันได้สักพักก็แยกย้ายกันกลับหอพัก เมื่อกลับมาถึงห้องแล้วรันก็เอาแต่นั่งคิดว่าจะทำอย่างไรดี เพื่อให้อัศเลิกมาตามวุ่นวายชีวิตของตัวเองเสียที หรือว่าจะลองเจรจากับอีกฝ่ายดู เผื่อว่าจะหาข้อตกลงร่วมกันได้...

*-*-*-*-*-*-*-*

            เมื่อลงจากแท็กซี่แล้วรันก็เดินเข้าไปในรั้ววังเทวพรรณกุล ลุงยามเห็นเจ้าตัวก็เอ่ยทักทายแล้วยิ้มให้เหมือนทุกครา แต่ทว่าวันนี้กลับมีเรื่องพูดคุยกันยาวกว่าแต่ก่อน นั่นเพราะรันไม่ได้กลับมาที่วังนานหลายเดือนแล้ว หลังจากทักทายลุงยามที่หน้ารั้ววังแล้วรันก็เดินตรงเข้าไปยังตำหนัก โดยวันนี้เขาสวมชุดทักสิโด้สีดำขนาดพอดีตัว นานๆครั้งจะได้มีโอกาสสวมชุดที่ดูสง่าอย่างนี้ ส่วนมากจะเป็นวันพิเศษของท่านชายและเจ้านายในวังเท่านั้นเอง

            ไม่ได้เข้ามาเหยียบที่นี่นานหลายเดือนแล้ว รันเองก็คิดถึงอยู่ไม่น้อยโดย เฉพาะน้องชายสุดที่รักวัยแปดขวบ ที่มียศติดตัวมาตั้งแต่เกิด หม่อมราชวงศ์หัสดิน เทวพรรณกุลหรือที่ใครๆในวังต่างก็เรียกว่า คุณชายริวริวเป็นเด็กที่ร่าเริงและเป็นที่รักของทุกคนในวัง รวมถึงตัวเขาเองที่รักน้องชายต่างบิดาคนนี้มาก ถึงแม้จะรู้ดีว่ามารดารักน้องชายมากกว่าตัวเองมากเพียงใดก็ตาม

            “พี่รันนน!!” เมื่อน้องชายสุดที่รักของรันเห็นพี่ชายตัวเองเดินเข้ามา ก็รีบวิ่งเข้าไปสวมกอดด้วยความคิดถึง รันเองก็กอดน้องชายเอาไว้แน่น แล้วหอมแก้มทั้งสองข้างสลับไปมาด้วยความชื่นใจ

            “ว่าไงครับคุณชายน้อยของพี่ คิดถึงจังเลย” รันใช้มือเรียวทั้งสองข้างประคองใบหน้าน้องชายเอาไว้ แล้วมองด้วยความเอ็นดู

            “ผมก็คิดถึงที่รันที่สุด ทำไมพี่รันไม่กลับมาหาริวเลย” เด็กชายทำหน้างองุ้มด้วยความน้อยใจ

            “พี่ขอโทษที่ไม่ได้กลับมา พี่ติดเรียนครับ” รันเอ่ยกับน้องชายด้วยน้ำเสียงละมุนหู

            ทิพย์ฤดีเดินตรงมาหาลูกชายทั้งสองคนแล้วก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกระแทกแดกดัน เพราะยังเคืองลูกชายคนโตอยู่ไม่หาย

            “ทำไมแกยังกล้าเข้ามาที่วังอยู่อีก” ทิพย์ฤดีปรายตามองลูกชาย

            “สวัสดีครับแม่” เมื่อเห็นมารดารันก็รีบลุกขึ้นยืนแล้วยกมือไหว้ทันที แต่ทว่ามารดากลับไม่แม้แต่จะชายตาแล

            “แกยังคิดว่าฉันเป็นแม่อยู่อีกหรือ ยังไงก็มาแล้วรีบไปกราบท่านชายแล้วก็กลับไปซะ แกเองก็ไม่อยากอยู่ที่นี่นานๆอยู่แล้วนี่” ทิพย์ฤดีว่าแล้วก็เดินนวยนาดไปยิ้มทักทายแขกเหรื่อที่มาในงาน ไม่ยอมรอฟังคำพูดที่ลูกชายจะเอื้อนเอ่ยด้วยแม้แต่น้อย ทำเอารันถึงกับหน้าเสีย

            “พี่รันอย่าโกรธคุณแม่เลยนะครับ” ริวเอ่ยปลอบใจพี่ชายของตัวเอง ริวเป็นเด็กที่ฉลาดเกินวัย เข้าใจอะไรที่ผู้ใหญ่พูดคุยกันได้อย่างง่ายดาย

            “ครับผม ว่าแต่พาพี่ไปหาท่านพ่อของริวหน่อยสิ”

            “ตามริวมาทางนี้เลยครับ” ริวจูงมือพี่ชายให้เดินตามไปในห้องโถง ผ่านแขกเหรื่อที่กำลังสนทนากันอย่างออกรส ไม่นานก็เจอกับหม่อมเจ้าพงษสวัสดิ์

            “อ้าวรัน!” เมื่อท่านชายเห็นลูกเลี้ยงที่รักไม่ต่างจากลูกแท้ๆก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจ

            “ผมมากราบท่านชายครับ” รันนั่งลงที่พื้นกราบแทบเท้าท่านชาย แล้วเงยหน้าขึ้นไปมองด้วยความคิดถึง เนื่องจากรันถูกเลี้ยงดูมาไม่ต่างจากลูกชายแท้ๆ ดังนั้นคำพูดที่ใช้จึงค่อนข้างจะไม่พิธีรีตองมากเหมือนคนทั่วไป

            “ลุกขึ้นเถอะเป็นยังไงบ้าง ทำสีผมซะฉันจำไม่ได้เลย” ท่านชายมองสีผมใหม่ของรันด้วยความไม่คุ้นตา พร้อมทั้งเอ่ยปากแซว

            “ผมขอโทษที่ทำให้ท่านชายต้องผิดหวังครับ” รันก้มหน้าตอบ เขารักท่านชายเหมือนพ่อแท้ๆ เพราะอย่างนั้นจึงห่วงความรู้สึกของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้ามากเหลือเกิน

            “ฉันรู้ว่ารันเป็นเด็กดี ถึงยังไงก็มั่นใจว่าคงไม่มีทางเสียคนแน่นอน ถ้าเป็นไอ้ลูกชายตัวดีของฉันก็ว่าไปอย่าง” ท่านชายเอ่ยกับลูกเลี้ยงด้วยความเมตตาและเข้าใจเป็นอย่างดี

            “ผมสัญญาว่าจะเป็นคนดี ถึงแม้ว่าจะไม่ได้กลับมาที่นี่บ่อยเหมือนแต่ก่อน แต่ผมก็ระลึกถึงพระคุณของท่านชายเสมอครับ”

            “ฉันดีใจที่รันยังคงรักษาความดีงามเอาไว้ วันนี้ค้างคืนที่วังนะฉันรู้ว่าเธอต้องมาแน่เลยให้แม่บ้านทำความสะอาดห้องไว้รอแล้ว” เมื่อได้ยินอย่างนั้นรันก็ไม่อาจปฏิเสธได้

            “ครับท่านชาย” รันตอบตกลง

            “เย้! วันนี้พี่ริวจะได้นอนกับพี่รันแล้ว” ริวกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ เมื่อรู้ว่าพี่ชายของตัวเองจะอยู่ค้างคืนที่นี่ด้วย
            “สวัสดีครับท่านพ่อ” ระหว่างนั้นก็มีเสียงใครบางคนดังขึ้นมาจากด้านหลัง รันได้ยินก็รู้ทันทีว่าเป็นใคร เจ้าตัวค่อยๆหันหลังกลับไปมอง ก็พบกับชายหนุ่มที่คุ้นหน้าเป็นอย่างดี ยืนอยู่ในชุดสูททักซิโดอย่างสง่างาม ในมือก็ถือกล่องของขวัญเล็กๆ มาให้บิดาตัวเองด้วย

            “ฉันนึกว่าแกจะไม่มาซะอีก” ท่านชายทักทายลูกชายด้วยคำถาม แม้จะพูดเสียงแข็งไปนิดหน่อย แต่ก็ยิ้มน้อยๆออกมา

            “วันเกิดท่านพ่อผมจะไม่มาได้ยังไงกัน สุขสันต์วันเกิดนะครับขอให้ท่านพ่อมีความสุขและสุขภาพแข็งแรง” อัศเอ่ยคำอวยพรสั้นๆแล้วยื่นกล่องของขวัญให้ แม้จะมองหน้าบิดาอยู่แต่เจ้าตัวก็ไม่ลืมที่จะปรายตามองอีกคนที่ยืนนิ่งงันอยู่ข้างๆ

            “ขอบใจไอ้ลูกชาย แล้ววันนี้จะมาค้างคืนที่นี่หรือเปล่า” เมื่อรับกล่องของขวัญจากลูกชายมาแล้ว ก็เอ่ยถามหลังจากนั้น

            “ค้างเลยครับพี่ชายอัศ พี่รันก็จะค้างเหมือนกัน” ริวเห็นพี่ชายทั้งสองมาที่วังทั้งทีก็อยากให้ค้างคืนด้วย โดยไม่รู้เลยว่าพี่ชายของตัวเองไม่ได้ถูกใจกันเลยแม้แต่น้อย

            “ค้างครับท่านพ่อ” ตอนแรกอัศก็ว่าจะไม่ค้าง แต่พอรู้อย่างนั้นกลับเปลี่ยนความคิดทันที นานๆทีจะได้มีโอกาสมาค้างที่วังด้วยกัน คงจะสนุกไม่น้อยคิดแล้วก็ยิ้มมุมปาก

            “ดีเลยวันนี้จะได้อยู่อย่างพร้อมหน้ากันสักที” ท่านชายเอ่ยด้วยความชื่นใจ นานทีจะได้มีโอกาสอยู่ครบทั้งครอบครัว เว้นแต่ธิดาคนโตที่มาไม่ได้เพราะอยู่กับสามีที่ต่างประเทศ ส่วนธิดาคนรองก็เพิ่งจะมาถึงเมื่อไม่นานนี่เอง

            “ท่านชายเพคะท่านรัฐมนตรีเพิ่งมาถึงเพคะ” ทิพย์ฤดีเดินเข้ามาเอ่ยแจ้งสามี เมื่อเห็นลูกเลี้ยงก็เอ่ยทักทายทันที “อ้าวคุณชายสวัสดีค่ะ” เธอยิ้มให้แต่อัศกลับทำหน้านิ่งไม่ตอบ แต่ก็ยอมยกมือไหว้อย่างไม่เต็มใจนัก

            “ริวอยู่กับพี่ๆก่อนนะ” ท่านชายเอ่ยกับบุตรชายคนเล็ก

            “ครับท่านพ่อ” เด็กชายตอบรับด้วยรอยยิ้ม

            “ไปกันเถอะ” ท่านชายเอ่ยกับชายาแล้วทั้งสองก็เดินควงคู่กันไปต้อนรับท่านรัฐมนตรี

            “คืนนี้ริวขอไปนอนกับพี่รันและพี่ชายอัศได้ไหมครับ” ริวมองหน้าพี่ชายทั้งสองคนแล้วยิ้มอย่างมีความหวัง ในวังไม่ได้มีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันให้หยอกล้อเล่นเลยสักคน ทำให้เจ้าตัวเล็กมีท่าทีตื่นเต้นดีใจเมื่อพี่ชายทั้งสองคนอยู่อย่างพร้อมหน้ากัน

            “คืนนี้ริวมานอนกับพี่ที่ห้องนะ เราจะนอนกันสองคน” รันเอ่ยกับน้องชายพยายามไม่หันไปมองอีกฝ่ายเลยสักนิด เขาไม่รู้ว่าจะปั้นหน้ามองอีกฝ่ายได้อย่างไร

            “แล้วพี่ชายอัศล่ะครับจะมานอนด้วยไหม” ริวเอ่ยถามพี่ชายอีกคน

            “เรานอนกันแค่สองพี่น้องก็ดีแล้ว อย่าไปรบกวนคนอื่นสิครับ” รันดุให้น้องชาย

            “ได้สิครับพี่ชายจะไปนอนด้วย นอนกันสามคนเลยดีไหมครับ” อัศยิ้มให้น้องชาย แม้ว่าจะเกลียดหม่อมใหม่ของบิดา แต่สำหรับน้องชายคนนี้เขาไม่ได้รู้สึกรังเกียจเลย กลับเอ็นดูเสียด้วยซ้ำเพราะริวเป็นเด็กที่น่ารักไม่มีเล่ห์กลใดๆเฉกเช่นทิพย์ฤดี

            “เย้! ดีใจจังเลยครับ” ดูท่าทางริวจะดีใจมากเป็นพิเศษจนกระโดดกอดรันทันที

            รันทำหน้าหนักใจเล็กน้อยแล้วเสตามองอีกฝ่าย ก็เห็นอัศยกยิ้มมุมปากด้วยความพอใจ หรือว่าเขาจะใช้โอกาสนี้ขอเจรจาสงบศึกกับคุณชายจอมโหดดีนะ แม้จะมีริวอยู่ในห้องด้วยแต่มันก็เสี่ยงอยู่ดี เขาจะทำยังไงเพื่อให้คืนนี้ผ่านไปได้ด้วยดีนะ...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 53 ครั้ง

0 ความคิดเห็น