คุณชายสายโหด

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,005 Views

  • 6 Comments

  • 81 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    237

    Overall
    2,005

ตอนที่ 4 : ตัดขาด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 400
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    2 ม.ค. 62

:: [4] ::

ตัดขาด

 

          หลายวันต่อมารันรอจังหวะที่อัศไม่อยู่ห้องพาเพื่อนๆ เข้ามาขนของออกไปจากคอนโดจนเกลี้ยง หมดเวลาที่จะต้องทนอยู่ให้อีกฝ่ายโขกสับแล้ว ดีไม่ดีอาจจะโดนข่มเหงเหมือนอย่างวันนั้นอีกก็เป็นได้ แม้อาจจะโดนมารดาด่าว่าสารพัด เขาก็ยังยืนยันที่จะเลือกทางเดินให้กับชีวิตตัวเอง

            “แกมั่นใจนะว่าไอ้คุณชายนั่นจะไม่ตามมารังควานอีก” ภพเอ่ยถามขณะช่วยยกกระเป๋าขึ้นท้ายรถ

            “ฉันไม่มีทางให้คุณชายทำอย่างนั้นอีกแน่” น้ำเสียงหนักแน่นดูเป็นรันคนใหม่ที่มีความกล้ามากขึ้น

            “ฉันอยากเห็นแกกล้าแบบนี้ตั้งนานแล้ว เกิดเป็นคนอย่าให้ใครมาดูถูกข่มเหงได้ง่ายๆ” แอนเอ่ยขึ้นอย่างสะใจที่เห็นเพื่อนมีความกล้ามากขึ้น

            “ฉันจะพยายามละกัน”

            “แค่แกคิดได้พวกฉันก็ดีใจแล้ว รีบไปกันเถอะก่อนไอ้คุณชายนั่นจะกลับมาก่อน” แอนพูดจบทั้งหมดก็รีบขึ้นรถทันที

            รันมองขึ้นไปยังตึกสูงระฟ้าขณะนั่งอยู่ในรถ จบสิ้นกันทีกับการต้องทนอยู่ภายในกรงที่แทบจะกระดิกตัวไปไหนไม่ได้ จากนี้ไปเขาจะเป็นนกที่สามารถกระพือปีกบินไปไหนก็ได้ตามใจอยาก

 

            เดินทางมาประมาณยี่สิบนาทีก็ถึงหอพักใหม่ที่รันได้มาติดต่อขอเช่าเมื่อหลายวันก่อน หอพักนี้มีการรักษาความปลอดภัยที่ค่อนข้างแน่นหนา คนนอกไม่สามารถเข้าไปได้เพราะใช้ระบบคีย์การ์ดสแกนเข้า มีกล้องวงจรปิดติดอยู่ทุกมุม นั่นทำให้รันอุ่นใจไปได้เปาะหนึ่ง อย่างน้อยหากอัศตามมารังควานก็ไม่สามารถขึ้นไปบนห้องได้

ทั้งหมดช่วยกันขนของขึ้นห้องจนเสร็จ หลังจากนั้นก็จัดการนำของที่อยู่ในกล่องจัดไว้ให้เข้าที่เข้าทางอย่างมีระเบียบ จากห้องที่เคยว่างเปล่ากลับมีชีวิตชีวาน่าอยู่มากขึ้น

            “เดี๋ยวฉันจะพาไปเลี้ยงข้าวเที่ยงละกัน วันนี้พวกแกเหนื่อยกับฉันมาตั้งแต่เช้าแล้ว” รันเอ่ยกับเพื่อนขณะนั่งพับเสื้ออยู่บนเตียง

            “กำลังหิวพอดีเลย ลงไปตอนนี้เลยป่ะ” หมิวลูบท้องป้อยๆไปด้วยดูท่าทางคงจะหิวอยู่ไม่น้อย

            “โอเคฉันก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน เดี๋ยวเก็บเสื้อเข้าตู้แป๊บ” ว่าแล้วก็หอบเสื้อพี่พับไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้า ระว่างนั้นโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนเตียงนอนก็ดังขึ้นมา ภพที่นั่งอยู่ใกล้สุดหยิบขึ้นมาดูที่หน้าจอก็แทบอยากจะเขวี้ยงทิ้งเพราะคนที่โทรมานั่นคืออัศนั่นเอง

            “ใครโทรมาอ่ะ” รันหันหน้าไปถามเพื่อน

            “ไอ้คุณชายนั่น”

            “ตัดสายให้ฉันเลย ถ้าจะให้ดีปิดเครื่องเลยก็ได้” ได้ยินอย่างนั้นรันก็ทำหน้าเบื่อหน่ายขึ้นมาทันที สงสัยจะรู้แล้วว่าเขาขนของหนีออกมาแล้ว ตอนนี้คุณชายนั่นคงจะทำหน้าตาบูดบึ้ง อารมณ์เสียทำลายข้าวของอยู่สินะ โดนขัดใจซะบ้างจะได้รู้สึก เจ้าตัวคิดในใจ

            “สงสัยจะรู้แล้วว่าแกย้ายออกมา สมน้ำหน้าต่อไปก็ไม่มีใครให้โขกสับอีกแล้ว” แอนรู้สึกโกรธแค้นแทนเพื่อนรัก เมื่อรู้เรื่องที่รันโดนข่มเหงมาเมื่อหลายวันก่อน ตอนแรกที่รู้เรื่องโกรธจนแทบจะรวมตัวกันไปบุกถึงคอนโด แต่รันห้ามเอาไว้ก่อนเพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะรู้ดีว่าอัศเคยแคร์ใครซะที่ไหนกัน

            “ฉันว่าแกคบกับพี่เต๋าให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยดีกว่า จะได้มีคนคอยดูแล เผื่อวันดีคืนดีไอ้คุณชายนั่นมันมารังควานอีก” ภพเสนอแนะความคิดเห็น

            “ตอนนี้ฉันยังคบกับใครไม่ได้หรอก ภาพในวันนั้นมันยังหลอกหลอนฉันอยู่ไม่หายเลย และอีกอย่างฉันก็ไม่อยากให้คนดีๆอย่างพี่เต๋าต้องมาเดือดร้อนด้วย”

            “เรื่องนั้นฉันเข้าใจแกนะ แต่เรื่องพี่เต๋าฉันไม่เห็นด้วย อย่างน้อยพี่เต๋าเขาก็รักแก คนรักกันยังไงก็ต้องเข้าใจกันสิวะ” หมิวแนะนำเพื่อน เพราะอยากให้ลงเอยกับคนดีๆอย่างเต๋า

            “เรื่องนี้เอาไว้ก่อนเถอะ ไปกินข้าวกันดีกว่า” รันรีบเปลี่ยนเรื่องเพราะยังไม่อยากจะคิดถึงเรื่องนี้ รอให้เวลามันผ่านไปอีกสักพักค่อยมาว่ากันใหม่อีกทีละกัน

            “เออๆ เก็บไปคิดละกันพวกฉันเป็นห่วงแกนะเว้ย” หมิวเอ่ยขณะสะพายกระเป๋าเพื่อเตรียมตัวออกไปจากห้อง

            “จ้าเพื่อนรัก ฉันรู้ว่าพวกแกหวังดี”

ทั้งหมดยิ้มให้กันอย่างรู้ใจก่อนจะเดินออกจากห้องเพื่อไปทานมื้อเที่ยง

*-*-*-*-*-*

            “โถ่โว้ยยย!

เพล้งง!

เมื่อโดนตัดสายใส่อย่างไม่ไยดีแถมยังปิดเครื่องหนีอีกต่างหาก ก็ทำให้อัศโมโหจัดจนเขวี้ยงโทรศัพท์มือถือราคาแพงทิ้งลงบนพื้นจนแตกกระจุยกระจาย เขาแทบไม่เชื่อสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าไอ้กาฝากมันกล้าขนของหนีออกไป ทั้งที่แต่ก่อนไม่เคยกล้าหือแม้แต่น้อย นั่นทำให้อัศคิดว่าเป็นเพราะเต๋า ที่เป็นคนอยู่เบื้องหลังยุยงให้รันกล้าทำได้ถึงขนาดนี้

            “มึงกล้าดียังไงที่หนีกูไปอย่างนี้ อย่าหวังว่าพวกมึงจะได้เสวยสุขกัน” อัศยืนกำหมัดแน่นจนสั่นระรัว โมโหจัดจนเลือดขึ้นหน้า  รันเคยเป็นเบี้ยล่างให้เขามาตั้งแต่เด็กจนโต เขาไม่มีทางปล่อยให้อีกฝ่ายห่างมือห่างตีนไปไหนได้นานแน่ คิดแล้วก็แสยะยิ้มออกมาอย่างเย็นยะเยือก ราวกับมัจจุราชที่พร้อมจะกระชากวิญญาณของใครบางคนให้ออกจากร่างได้ในพริบตา

            หลังจากนั้นไม่นานอัศก็รีบบึ่งรถหรูตรงไปที่วังทันที เจ้าตัวตั้งใจจะยืมมือแม่เลี้ยงเพื่อทำให้รันยอมย้ายกลับมาที่คอนโดเหมือนเดิม เพราะรู้ดีว่าไอ้เด็กนั่นไม่เคยขัดใจบุพการีของตัวเองได้แม้แต่ครั้งเดียวก็เปเป็นกน

อัศขับรถเข้ามาในรั้ววังเทวพรรณกุล สถานที่ที่เขาเกิดและเติบโตมา วังแห่งนี้มีความเก่าแก่หลายสิบปี ภายนอกออกแบบและตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรป แต่ภายในตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทย ซึ่งเป็นอะไรที่ลงตัวได้อย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อเดินผ่านประตูบานใหญ่เข้ามาแล้ว ก็เห็นบิดานั่งอยู่กับแม่เลี้ยงอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน

            “สวัสดีครับท่านพ่อ” เดินมาถึงก็ยกมือขึ้นไว้บิดาตามด้วยแม่เลี้ยงที่นั่งอยู่ข้างๆอย่างไม่เต็มใจนัก ก่อนจะนั่งลงที่โซฟา

            “ทำไมแกกลับมาคนเดียวล่ะหนูรันไปไหน” หม่อมเจ้าสวัสดิ์พงษ์วางถ้วยชาใบเล็กลงบนโต๊ะข้างหน้าแล้วเอ่ยถามลูกชาย

            “ที่ผมมาเพราะเรื่องนี้ล่ะครับ” อัศตอบบิดาไป ทิพย์ฤดีมองหน้าลูกเลี้ยงด้วยความสงสัย ในใจก็กลัวว่าไอ้ลูกชายตัวดีจะไปก่อเรื่องอะไรขึ้นอีก

            “รันทำเรื่องอะไรให้คุณชายไม่สบายใจรึเปล่าคะ” ทิพย์ฤดีกลัวว่าแผนที่จะให้ลูกชายของตัวเองจับลูกเลี้ยงจะพังไปเสียก่อน

            “ลูกชายหม่อมหนีตามผู้ชายไปแล้ว” อัศเน้นเสียงเพื่อให้อีกฝ่ายรู้ว่ากำลังไม่พอใจมาก

            “ไม่จริงค่ะรันไม่มีทางทำอย่างนั้นแน่นอน” หล่อนไม่มีทางเชื่อสิ่งที่ลูกเลี้ยงเอ่ยออกมา เพราะรันเป็นคนที่หัวอ่อนเชื่อฟังเธอมาตลอด มีอะไรก็ไม่เคยปิดบัง แถมเธอยังสั่งให้ลูกชายเอาอกเอาใจอัศให้มากๆ ไม่มีทางที่รันจะขัดคำสั่งของเธอแน่นอน      

            “ใช่! หนูรันไม่มีทางทำเรื่องอย่างนั้นแน่นอน” หม่อมเจ้าพงษ์สวัสดิ์เองก็ไม่มีทางเชื่อ เพราะรันเป็นเด็กดีมาตลอด ไม่เคยมีประวัติเสียหาย จึงไม่มีทางที่จะทำเรื่องเสื่อมเสียอย่างนั้นแน่นอน

            “ทุกคนไม่เชื่อก็ไม่เป็นไรครับ ผมแค่อยากมาบอกว่าเด็กที่เคยเห็นมาตั้งแต่เด็ก ไม่ได้ดีอย่างที่ทุกคนเข้าใจ”

            “ถ้าหนูรันจะหนีออกไป มันไม่ใช่เพราะใครหรอก มันน่าจะเป็นเพราะแกมากกว่า หรือว่าแกทำอะไรเลวๆกับหนูรันถึงได้หนีไป” เมื่อนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ หม่อมเจ้าพงษ์สวัสดิ์ก็มองหน้าลูกชายอย่างจับผิด

            “ทำไมผมต้องทำอย่างนั้นด้วยล่ะครับ มันไม่ได้มีค่ามากขนาดนั้น” อัศตั้งใจหันไปพูดใส่หน้าแม่เลี้ยง

            “พูดอะไรก็เกรงใจเมียฉันด้วย” พูดแล้วก็ชักสีหน้าใส่ลูกชายด้วยความไม่พอใจ

            “ไม่เป็นไรเพคะท่านชาย หม่อมฉันไม่ถือสา” แม้จะโมโหอยู่ไม่น้อยแต่ทิพย์ฤดีก็พยายามข่มอารมณ์เอาไว้ ก็พยศอย่างนี้ไงหล่อนถึงได้อยากให้ลูกชายจับให้อยู่หมัด แต่จนแล้วจนรอดไอ้ลูกชายตัวดีก็ทำไม่สำเร็จเสียที แถมยังมีหน้าหนีออกไปจากคอนโดอีก ที่แย่กว่านั้นไม่ได้โทรมาปรึกษาหล่อนก่อนสักคำ มันน่าจับตีกันซะให้เข็ดหลาบ

            “แต่ฉันถือ...แม่แกก็เสียมาเป็นสิบๆปีแล้ว ทำไมยังไม่ยอมรับทิพย์กับรันอยู่อีกห๊ะ” หม่อมเจ้าพงษ์สวัสดิ์ขึ้นเสียงใส่ลูกชาย

            “ผมไม่มีทางยอมรับคนที่ทำให้หม่อมแม่ต้องจากผมไปได้หรอก” อัศเองก็ขึ้นเสียงใส่อย่างไม่ยอมแพ้

            “แม่แกตายเพราะโรคหัวใจไม่เกี่ยวกับทิพย์ฤดีเลย” พูดแล้วก็ส่ายหน้าให้กับความรั้นของลูกชาย

            “เพราะท่านพ่อมีเมียน้อยไง หม่อมแม่ถึงได้เครียดและคิดมากจนต้องตรอมใจตาย”

            เมื่อได้ยินลูกชายพูดอย่างนั้นก็ถึงกับไปต่อไม่เป็น เพราะมันคือเรื่องจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้

            “ฉันขี้เกียจพูดกับแกแล้ว จะไปไหนก็ไป” หม่อมเจ้าพงษ์สวัสดิ์ปัดมือไล่ลูกชาย ส่วนทิพย์ฤดีก็เกี่ยวแขนสามีเอาไว้แล้วลูบเบาๆเพื่อไม่ให้อารมณ์เสียไปมากกว่านี้

            “ผมไปแน่ไม่อยากอยู่ขวางหูขวางตาท่านพ่อนานๆ หรอก”

            “ถ้างั้นก็ออกไปฉันไม่อยากเห็นหน้าแก” เอ่ยออกไปแต่แทบไม่มองหน้าลูกชายเลย อัศคือลูกที่เขารักมากที่สุดในบรรดาลูกทั้งสามคน แต่ทำไมถึงยังไม่พยายามเข้าใจในเรื่องราวในอดีตเลยแม้แต่น้อย ผิดจากอีกทั้งสองคนที่สามารถใช้ชีวิตร่วมกับทิพย์ฤดีได้เป็นปกติ แม้จะไม่ได้สนิมสนมแต่ก็ไม่ได้ทำท่ารังเกียจเดียดฉันอย่างนี้

            “ที่กลับมาเพราะกลัวว่าลูกชายคนดีของหม่อมจะเสียคนไปก่อนจะเรียนจบหมอเท่านั้นเอง หวังเอาไว้เยอะไม่ใช่เหรอกับลูกชายคนนี้ แค่นี้ล่ะขอตัวก่อน” ว่าแล้วก็ยกมือไหว้แล้วเดินหันหลังออกไป เขาไม่อยากอยู่ที่นี่นานๆเพราะกลัวจะทำให้บิดาช็อคตายไปเสียก่อน

            “ขอบคุณคุณชายมากนะคะ ฉันจะสั่งให้ไอ้ลูกชายตัวดีย้ายกลับไปรับใช้คุณชายให้ได้” ทิพย์ฤดีเอ่ยออกมา ยิ่งได้ยินว่าอัศเป็นห่วงลูกชายของตัวเองยิ่งดีใจ เพราะบางทีอาจจะหลงเสน่ห์รันเข้าให้แล้วก็ได้

            อัศแสยะยิ้มแล้วเดินออกไปจากวังด้วยความสะใจ ในที่สุดยัยแม่เลี้ยงก็หลงกลเขาจนได้ ถ้าไอ้กาฝากนั่นกลับมาเมื่อไหร่ คราวนี้เขาจะจับขังไว้ให้หลาบจำเลยคอยดู

*-*-*-*-*-*

            รันพาเพื่อนมาทานข้าวที่ร้านอาหารอีสานแห่งหนึ่งไม่ไกลจากหอพัก  อาหารหลายเมนูที่ถูกสั่งมาจนเต็มโต๊ะเริ่มเกลี้ยงไปทีละจานจนเกือบหมด ข้าวเหนียวในกระติบเล็กๆก็พร่องไปจนเกือบจะว่างเปล่า ขณะที่ทุกคนกำลังทานอย่างเอร็ดอร่อยอยู่นั้น รันก็เอื้อมมือเรียวไปหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงแล้วทำการเปิดเครื่อง หมายจะโทรไปบอกมารดาว่าได้ย้ายออกมาจากคอนโดของอัศแล้ว นั่งทำใจอยู่นานกว่าจะกดเบอร์โทรออกได้

            “นั่นแกโทรหาใคร” ภพวางช้อนส้อมลงบนจานแล้วเอ่ยถาม

            “โทรหาแม่น่ะ ป่านนี้คุณชายคงกลับไปบอกที่วังแล้ว แม่ฉันคงจะโกรธฉันน่าดู” รันมีสีหน้ากังวลใจเพราะนี่คือครั้งแรกที่เขาขัดใจมารดา

            “อย่าหาว่าพวกฉันเสี้ยมแกเลยนะ แกห้ามใจอ่อนให้แม่แกเด็ดขาด ท่านไม่รู้หรอกว่าแกโดนอะไรมาบ้าง มีแต่บังคับให้ทำโน่นทำนี่อยู่นั่นล่ะ” หมิวเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง ตั้งแต่รู้จักกับรันมาไม่เคยเห็นเพื่อนขัดใจทางบ้านแม้แต่ครั้งเดียว กลัวว่าจะใจอ่อนกลับไปที่คอนโดนั่นอีก

            “ฉันไม่มีทางกลับไปที่นั่นแน่นอน พวกแกไม่ต้องห่วงส่วนเรื่องแม่ฉันจะจัดการเอง” รันเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

            ก่อนจะกดโทรออกก็มีสายของมารดาโทรเข้ามาเสียก่อน เจ้าตัวจึงกดรับสายทันที

            “ฮัลโลครับแม่” รันสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่เพื่อเรียกสติแล้วเอ่ยออกไป

            “แกอยู่ไหน! ทำไมถึงย้ายออกจากคอนโดบอกฉันมาเดี๋ยวนี้” ทิพย์ฤดีส่งเสียงแหลมปรี๊ดผ่านสายมา จนรันแทบอยากจะวางสายซะเหลือเกิน

            “ผมอยากย้ายมาอยู่ใกล้กับมหาลัยครับแม่จะได้สะดวก”

“อย่ามาโกหก...แกไม่เคยขัดคำสั่งฉัน คุณชายบอกว่าแกหนีตามผู้ชายไปจริงรึเปล่าห๊ะไอ้ลูกเลว”

            “ไม่จริงครับแม่อย่าไปเชื่อคุณชาย ผมแค่อยากออกมาอยู่คนเดียวจะได้มีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น แม่ก็รู้ว่าผมเรียนหมอมันต้องเรียนหนักขนาดไหน” รันอ้างเหตุผลไป

            “ฉันไม่เชื่อ ไอ้ผู้ชายคนนั้นมันเป็นใครบอกฉันมา” ทิพย์ฤดีไม่เชื่อสิ่งที่ลูกชายอธิบาย เพราะปักใจเชื่ออัศอย่างเต็มที่แล้ว

            “ผมก็บอกแม่แล้วไงครับ ว่าอยากออกมาอยู่คนเดียวจริงๆ” รันเริ่มน้อยใจที่มารดาเชื่อคนอื่นมากกว่าตัวเอง แถมยังพาลโกรธไปถึงอีกคนที่พูดจาใส่ร้ายเขาอย่างนี้

            “เดี๋ยวนี้แกกล้าขัดคำสั่งฉันแล้วเหรอรัน งานที่ฉันสั่งให้ทำก็ไม่สำเร็จสักที กะอีแค่เอาคุณชายมาทำผัวมันยากนักเหรอ” ทิพย์ฤดีเอ่ยสิ่งที่ทำให้รันรู้สึกผิดและละอายใจกับท่านชายมาโดยตลอด ทุกวันนี้มารดายังไม่พอใจกับสิ่งที่มีอีกเหรอ ทำไมจะต้องให้เขาทำอะไรที่มันฝืนใจมาตลอด รู้ทั้งรู้ว่าคุณชายร้ายกาจมากขนาดไหน แต่มารดายังอยากให้ร่วมหอลงโรงด้วย เหมือนกับไม่ได้ห่วงเขาเลยแม้แต่น้อย

            “ผมขอโทษที่ไม่สามารถกลับไปที่นั่นได้แล้วครับแม่ ผมอยากมีชีวิตเป็นของตัวเองบ้าง ตั้งแต่เล็กจนโตแม่บังคับผมมาตลอด ครั้งนี้ผมขอเลือกทางเดินชีวิตเองนะครับ” รันกัดฟันพูดประโยคเหล่านั้นจนจบ จนเพื่อนที่กำลังนั่งตั้งใจฟังถึงกับยกนิ้วให้กับความกล้า

            “ไอ้ลูกทรพีฉันอุตส่าห์เลี้ยงดูแกมาตั้งแต่เด็ก ไม่สำนึกบุญคุณฉันเลยรึไง ถ้าแกยังไม่ย้ายกลับไปหาคุณชายที่คอนโด ฉันจะตัดค่าใช้จ่ายของแกทุกทาง ดูซิว่าจะทนได้สักกี่น้ำ” ทิพย์ฤดีเอาเรื่องเงินมาขู่ลูกชาย เพราะรู้ดีว่าการเรียนหมอมีค่าใช้จ่ายมากขนาดไหน หากไม่มีหล่อนไอ้ลูกชายตัวดีไม่มีทางไปไหนรอดแน่นอน

            “ถึงยังไงผมก็ไม่กลับไปที่นั่นอีกแน่นอน ถึงไม่มีเงินจากแม่ผมก็จะทำงานหาเงินใช้เองแม่ไม่ต้องห่วง”

            “กรี๊ดดด ไอ้ลูกบ้าอะไรเข้าสิงแกให้กล้าต่อปากต่อคำกับฉันอย่างนี้ ถ้าแกไม่เชื่อฟังฉันแล้วก็ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าแม่อีก” ทิพย์ฤดีแผดเสียงผ่านมาราวกับคนบ้า

            “แม่รักผมบ้างรึเปล่า ทำไมถึงชอบบังคับจิตใจผมอยู่เรื่อย” รันเริ่มน้ำตาคลอ เขาเสียใจที่มารดาไม่เคยรับฟังอะไรเลย

            “ยังจะมีหน้ามาถามหาความรักจากฉันอีกเหรอ คนอย่างแกมีหน้าที่แค่ทดแทนบุญคุณที่ฉันเลี้ยงดูมาก็พอ”

            “ถ้าอย่างนั้นผมจะทดแทนบุญคุณแม่แน่นอนครับ”

            “นี่แกจะกลับไปหาคุณชายแล้วใช่ไหม” ทิพย์ฤดียิ้มร่าเมื่อได้ยินอย่างนั้น

            “แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีนี้ ผมจะตั้งใจเรียนให้จบทำให้แม่ภูมิใจครับ ผมคงทำได้แค่นี้จริงๆเพราะชีวิตของแม่มีพร้อมทุกอย่างแล้ว หากไม่มีผมสักคนก็คงจะไม่เป็นไร” ตอนนี้น้ำตาของรันเริ่มไหลลงมาเป็นทาง แอนเห็นอย่างนั้นก็หยิบกระดาษทิชชู่ยื่นให้เพื่อนซับน้ำตา

            “ถ้าอย่างนั้นฉันจะถือว่าไม่เคยมีลูกอย่างแกก็แล้วกัน แล้วอย่าซมซานกลับมาให้ฉันช่วยล่ะ เพราะฉันจะไม่มีวันช่วยลูกเนรคุณอย่างแกอีก”

            ตู๊ดๆๆๆๆ

            พูดจบทิพย์ฤดีก็วางสายไป

คำพูดที่ตัดรอนของมารดาทำให้น้ำตาของรันไหลพรากลงมาไม่มีวี่แววว่าจะหยุด จากนี้เจ้าตัวคงไม่มีหน้ากลับไปที่วังนั้นอีก เพราะหากมารดาไม่เหลียวแลเขาแล้ว ก็คงเป็นแค่กาฝากอย่างที่อัศเคยก่นด่าเป็นประจำ เขาจะไม่มีทางเป็นกาฝากของวังนั้นอีกต่อไป

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

0 ความคิดเห็น