สลับร่างสร้างภารกิจรัก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 105 Views

  • 0 Comments

  • 5 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1

    Overall
    105

ตอนที่ 2 : เพื่อน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 32
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    24 ต.ค. 61

EP.2

เพื่อน

 

          “ไปล่ะนะป๊าม๊า”

            “ขับรถดีๆล่ะ”

            “ครับ”

            “สวัสดีครับป๊าม๊า” ต้ายกมือไหว้พ่อกับแม่บ้าง หลังจากพี่ชายเดินออกไปแล้ว

            “อย่าดื้อนักล่ะ ให้อั๊วสบายใจกับลื๊อบ้าง เอาพี่เขาเป็นตัวอย่างซะบ้าง” ผู้เป็นพ่อบ่นให้ลูกชายคนเล็ก

            “โธ่ป๊า ทำไมชอบบ่นเหมือนคนแก่จังเนี่ย” เด็กชายยู่หน้า แล้วรีบวิ่งตามหลังพี่ชายออกไป เพราะขี้เกียจฟังผู้เป็นพ่อบ่น

            บ้านของต๋งเป็นอาคารพาณิชย์สามชั้น อยู่ใจกลางกรุง มีผู้คนพลุกพล่าน ทำให้ลูกค้าค่อนข้างหนาตา โดยเฉพาะช่วงเย็นที่จะมากเป็นพิเศษ ปกติแล้วหลังจากเลิกเรียนต๋งกับน้องจะต้องมาช่วยเสิร์ฟเป็นประจำ

            ไบเบิ้ลเดินนำหน้าน้องชายมาที่หน้าบ้าน ก่อนจะเดินตรงไปที่มอเตอร์ไซต์คู่ใจของต๋งที่จอดอยู่ หลังจากนั้นก็หยิบหมวกกันน็อกส่งให้น้องชาย(จำเป็น)

            “อ่ะ รีบๆ ใส่เดี๋ยวสายกันพอดี” ไบเบิ้ลทำหน้าเบื่อหน่ายน้องชายตัวแสบของต๋งซะเหลือเกิน เขาไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ต๋งทนความดื้อของไอ้เด็กคนนี้มาได้ยังไงกัน

            “พูดจาให้มันดีๆ หน่อยดิ ฟื้นขึ้นมาก็สติเลอะเลือน เป็นบ้าไปแล้วรึไงพี่” ต้ารับหมวกกันน็อกมาใส่ ปากก็บ่นให้พี่ชายตัวเอง

            “หุบปากไปเลยไอ้เด็กแก่แดด กูไม่ใช่พี่ที่อ่อนแอคนเดิมของมึงแล้วนะ อย่ามาปีนเกียวกู” ไบเบิ้ลไม่พูดเปล่า เอื้อมมือไปผลักศีรษะด้วย

            “แต่ก่อนพี่ไม่พูดกูมึงอย่างนี้ ไม่เคยทำร้ายผมอย่างนี้ ผมจะฟ้องป๊ากับม๊าให้จัดการพี่เลยคอยดู” ต้าทำหน้ายุ่งมองพี่ชายตัวเองอย่างไม่พอใจ

            “รีบขึ้นมามันจะสายแล้วเนี่ย อย่าเยอะๆ”

            “ฝากไว้ก่อนเถอะ” ต้าจำยอมขึ้นซ้อนมอเตอร์ไซต์ด้วยสีหน้าบึ้งตึง คอยดูเถอะกลับมาบ้านแล้วจะเอาคืนซะให้เข็ด

*-*-*-*-*-*-*

            หลังจากนำรถไปจอดไว้ในโรงรถเรียบร้อยแล้ว ไบเบิ้ลก็เดินตรงมายังสวนหย่อมข้างอาคารเรียน เพราะเมื่อคืนได้โทรนัดนัดกับต๋งเอาไว้ที่นั่น เมื่อเดินไปถึงก็เห็นอีกฝ่ายนั่งรออยู่ตรงม้านั่งรออยู่ก่อนแล้ว

            “เป็นไงสบายตูดเลยล่ะสิ ได้นั่งรถหรูๆ เบาะนุ่มๆ” มาถึงไบเบิ้ลก็พูดประชดประชันอีกฝ่ายทันที

            “อื้ม..ก็สบายดีนะ แล้วนายล่ะขับไอ้งอแงเป็นยังไงบ้าง”

            “ไอ้งอแงมันคือใครวะ กูไม่รู้จัก” ไบเบิ้ลทำหน้างงทันทีเมื่อได้ยินอย่างนั้น หรือว่าจะเป็นไอ้น้องชายตัวแสบของอีกฝ่าย

            “ก็รถมอไซต์เราไงล่ะ มันชื่องอแง มันชอบติดๆ ดับๆ อยู่บ่อยๆ เลยตั้งชื่อให้มันว่างอแง” ต๋งอธิบาย

            “กูจะบ้าตายคนอะไรตั้งชื่อให้รถ มึงนี่มันบ้าชัดๆ ให้ตายเถอะ” ไบเบิ้ลทำหน้าเหลือเชื่อ

            “ถ้าจะนัดเพื่อมาด่า เราขอตัวนะ” ต๋งมองหน้าอย่างไม่พอใจ แล้วลุกขึ้นจะเดินออกไปจากตรงนั้น

            “ทำเป็นงอนนะมึง กูไม่ง้อหรอกเว้ย” ไบ้เบิ้ลตะโกนเสียงดัง

            “ไม่ได้งอนซะหน่อย แค่ไม่ชอบที่นายว่าเราแบบนั้น ที่ผ่านมาไม่ตอบโต้ ไม่ได้หมายความว่าเราไม่โกรธนะ เราไม่อยากอยู่ในร่างบ้าๆของนายแล้ว” ต๋งรู้สึกน้อยใจ จึงระบายความในใจออกมาจนหมด

            “ทำอย่างกับกูอยากจะอยู่ในร่างเฉิ่มๆ ของมึงอย่างนั้นล่ะ แม่งทำให้กูขาดความมั่นใจไปเลย โดยเฉพาะไอ้น้องชายมึงโคตรเล็ก ก็รับไม่ได้จริงๆ” ไบเบิ้ลพูดพลางส่ายหน้า

            “ไอ้คนลามก ห้ามทำอะไรบ้าๆ กับไอ้นั่นเราเด็ดขาดนะ” ตอนนี้หน้าของต๋งเริ่มขึ้นสีด้วยความอาย

            “มึงก็พูดแปลกเวลามีอารมณ์ขึ้นมามันก็แข็งป่ะวะ พอแข็งแล้วก็เอาน้ำออกมันเป็นเรื่องปกติของผู้ชาย อย่าบอกนะว่ามึงไม่เคยชักว่าว” ไบเบิ้ลหันขวับไปจ้องจับผิดอีกฝ่ายทันที

            “อื้ม...เราไม่เคยทำเลยอ่ะ” ต๋งก้มหน้าตอบ

            “มึงมันไม่น่าเกิดมาเป็นผู้ชายเลยจริงๆ ผู้ชายที่ไหนเขาก็ทำกัน ว่างๆ กูอนุญาตให้ทำของกูได้ รับรองมึงจะติดใจ ไอ้เฉิ่มเอ๊ย!” ไบเบิ้ลแค่นยิ้มออกมา ไม่น่าเชื่อเลยว่าอีกฝ่ายจะปล่อยให้เรื่องอย่างนี้ผ่านมาได้จนถึงม.5

            “เราไม่มีทางทำหรอก”

            “กูไม่เชื่อว่ามึงจะไม่ทำ เพราะกูรู้ไง ว่าร่างกายกูมันมีความต้องการสูงแค่ไหน มึงทนไม่ได้หรอกเชื่อกู”

            “คอยดูละกัน”

            “คอยดูมึงชักว่าวเหรอวะ ไม่เอาๆ กูไม่อยากดู ให้กูสอนเอามะเดี๋ยววันหลังจะทำให้ดู เมื่อคืนกูก็เอาออกน้ำนึงแล้วสบายตัวเลย” ไบเบิ้ลยิ้มหน้าระรื่น แกล้งไอ้เฉิ่มก็สนุกดีนะ ได้มีโอกาสคุยกับมันบ่อยๆ ก็ไม่เลว

            “นายทำบ้าอะไรลงไปเนี่ย น่าเกลียดอ่ะ”

            “ตอนนี้เราสลับร่างกันแล้ว ร่างของมึงก็เป็นของกู ห้ามออกคำสั่ง เพราะกูไม่มีทางทำตามแน่นอน”

            “พูดบ้าอะไรออกมาเดี๋ยวคนก็ได้ยินหรอก” ต๋งมองซ้ายมองขวากลัวว่คนอื่นจะได้ยิน ปกติแล้วเขากับไบเบิ้ลไม่ได้มายืนคุยกันอย่างนี้สองต่อสอง แค่นี้คนก็สงสัยมากพอแล้ว

            ไบเบิ้ลหุบยิ้มทันที เขาลืมตัวไปว่าตอนนี้อยู่ในร่างของต๋ง แค่นิสัยที่เปลี่ยนไปทุกคนก็สงสัยมากพอแล้ว

            “เออ...กูลืมตัวไป คราวหลังจะระวังก็แล้วกัน”

            “เรากลัวว่าทุกอย่างมันจะพังเพราะนายนั่นล่ะ”

            “หยุดพูดได้แล้ว ก็กูบอกแล้วไงว่าจะระวังตัว มึงพูดไม่รู้เรื่องรึไง!” ไบเบิ้ลเริ่มขึ้นเสียงใส่ จนต๋งต้องย่นคอด้วยความตกใจ

            “ทำไมต้องตวาดด้วยเนี่ย ตกใจหมด” ต๋งทำหน้างองุ้ม

            “ก็มึงมันซื่อบื้อไง แล้วก็อย่าทำตัวอ่อนแอแบบนี้ สงสารร่างตัวเองจริงๆว่ะ เสียบุคลิกภาพหมด เอาเป็นว่าเข้าห้องไปแล้วมึงต้องบอกกับเพื่อนกูว่าจะรับมึงเข้ากลุ่ม เข้าใจไหม อยู่ใกล้กันกูจะได้เตือนมึงว่าจะต้องทำตัวยังไง” ไบเบิ้ลออกคำสั่ง

            “ก็ได้ เราจะพยายามพูดละกัน” ต๋งทำหน้าหนักใจเล็กน้อย เพราะเพื่อนของไบเบิ้ลแต่ละคนใช่ย่อยซะที่ไหน เคยแกล้งเขาต่างๆ นานา มีแต่เรื่องเจ็บแสบทั้งนั้น เวลาอยู่ในห้องก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกันสักเท่าไร

            “ถ้างั้นตกลงตามนี้ ขึ้นห้องไปได้แล้ว”

            ต๋งรีบเดินนำหน้าขึ้นไปบนอาคารเรียน ส่วนไบเบิ้ลก็เดินตามหลังไปติดๆ พลางขยับแว่นตาไปด้วยความหงุดหงิด เขายังไม่คุ้นชินกับการต้องมาใส่แว่นตลอดเวลาอย่างนี้

 

            เมื่อต๋งเดินเข้ามาในห้องแล้วก็ได้รับการทักทายจากเพื่อนๆ ของไบเบิ้ล ซึ่งมี บอส ไกด์ ทิว และตั้ว ตอนนี้ต๋งตื่นไม่น้อยแต่ก็พยายามยิ้มให้ ยังไม่คุ้นชินกับการต้องมาเป็นเพื่อนคนที่ชอบแกล้งตัวเองมาก่อน

            “ไอ้เบิ้ลมึงเป็นไงบ้างวะ” บอสตะโกนทักทายเสียงดัง

            “เอ่อ..เรา...เอ้ย กูสบายดีว่ะ” ต๋งตอบแล้วเดินไปที่โต๊ะของตัวเองอย่างลืมตัว

            “มึงจะไปนั่งโต๊ะไอ้เฉิ่มทำไมวะ มานั่งที่มึงดิ๊” ทิวตะโกนบอก มองหน้าเพื่อนด้วยความแปลกใจ

            “กูแค่เหนื่อยอยากนั่งพักเฉยๆ ไม่มีอะไรจริงๆ” ต๋งรีบลุกขึ้นโดยเร็วแล้วเดินเข้าไปหา หลังจากนั้นก็นั่งลงที่โต๊ะของไบเบิ้ล เก็บกระเป๋าไว้ในโต๊ะ

            เมื่อไบเบิ้ลเดินเข้ามาเห็นกลุ่มเพื่อนก็ยิ้มกว้างให้พร้อมเดินดุ่มๆ เข้าไปหาอย่างลืมตัว แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นต๋งนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเองแล้ว จึงตั้งสติแล้วเลี้ยวกลับไปนั่งที่โต๊ะของต๋งแทน

            “ฮีโร่มาแล้วว่ะพวกมึง ปรบมือให้ไอ้เฉิ่มหน่อยสิวะ” ทิวเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก เมื่อเห็นเพื่อนร่วมห้องที่พวกเขาชอบแกล้งเดินเข้ามา

            ไบเบิ้ลเอาแต่นั่งเงียบ กำลังคิดอยู่ว่าจะทำยังไงกับเรื่องนี้ดี จะทำตัวเหมือนต๋ง หรือเป็นตัวของตัวเองดี

            “กูโคตรดีใจที่มึงไม่เป็นอะไรมาก เพราะไม่งั้นพวกกูคงไม่มีใครให้แกล้งว่ะ ฮ่าๆ” ตั้วพูดแล้วเพื่อนทั้งหมดก็ขำขึ้นพร้อมกัน ทำเอาต๋งที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับรู้สึกโมโหขึ้นมา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

            “พวกมึงกูมีเรื่องจะบอก” ต๋งเอ่ยแทรกขึ้นมา ทำให้เพื่อนๆ หันมามองเป็นตาเดียวกัน

            “อะไรวะไอ้เบิ้ล พวกกูกำลังสนุกอยู่เลย” ไกด์เอ่ย

            “พวกมึงก็รู้ว่าไอ้เฉิ่มมันช่วยชีวิตกูไว้ กูว่าจะเอามันเข้ากลุ่มด้วยว่ะ” ต๋งพยายามบังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่น

            “มึงล้อพวกกูเล่นรึไงวะ มึงก็รู้ว่าไอ้เฉิ่มมันไม่ได้มีคุณสมบัติเพียงพอจะเข้ามาอยู่ในกลุ่มเราได้เลยนะ” ทิวคัดค้านหัวชนฝา

            ไบเบิ้ลนั่งมองดูทั้งหมดพูดคุยกัน เขาอยากจะรู้เหมือนกันว่าต๋งจะสามารถทำให้เพื่อนของเขาเชื่อใจและรับฟังได้ไหม

            “อันนั้นกูรู้แต่ แต่กูรอดมาได้ก็เพราะมัน มึงจะให้กูทำยังไงล่ะ กูรับรองว่าจะเปลี่ยนมันให้ดีพอ ที่จะเข้ามาร่วมกลุ่มกับเราได้แน่นอน” ต๋งเอ่ยกับเพื่อน แต่สายตากลับมองไปที่ไบเบิ้ลที่กำลังนั่งมองเขาอยู่เหมือนกัน

            “ถ้างั้นกูให้เวลามันพัฒนาตัวเองหนึ่งเดือน ถ้ามันทำได้พวกเราก็ยินดีรับ แต่ถ้ามันทำไม่ได้มันก็ต้องออกไปจากกลุ่มทันที โอเคมะ” บอสเอ่ย

            “กูเห็นด้วย” ไกด์เอ่ยสนับสนุน

            “ก็กูเห็นด้วย” ทิวเอ่ย

            “กูเห็นด้วยเหมือนกัน” ตามด้วยตั้วเป็นคนสุดท้าย

            ต๋งมองหน้าไบเบิ้ล อีกฝ่ายพยักหน้าสื่อว่าให้ตอบตกลง

            “โอเคเอาตามนี้” ต๋งเอ่ยกับเพื่อน “ต๋งมึงเดินมานี่สิ” ต๋งตะโกนเรียกไบเบิ้ลให้เดินเข้ามา

            “เราฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะทุกคน” ไบเบิ้ลเอ่ยพร้อมกับโปรยยิ้มให้เพื่อนอย่างคุ้นเคย แต่เพื่อนทุกคนกลับทำสีหน้าเรียบเฉยไม่ยินดีเลยสักนิด

            “ถ้ามึงทำได้พวกกูก็จะยอมรับ แต่ตอนนี้ต้องมีการต้อนรับน้องใหม่กันซะหน่อย” บอสเอื้อมมือไปกอดคอทันทีที่พูดจบ แล้วถอดแว่นตาของไบเบิ้ลออก ทำให้ภาพที่ไบเบิ้ลเห็นนั้นเบลอไปหมด

            “เฮ๊ย! ทำอะไรกันวะ เอาแว่นกูคืนมาเดี๋ยวนี้” ด้วยความโมโหให้เพื่อน จึงเผลอพูดออกมาเหมือนอย่างที่เคยอยู่ในร่างเดิม มือก็ควานหาแว่นตาไปด้วย

            “โอ้โห มันมีพัฒนาการเว้ย โมโหขึ้นเสียงแถมยังพูดกูมึงอีกด้วย แม่งปรับตัวเร็วจริงๆ เลยว่ะ ฮ่าๆๆ” บอสหัวเราะชอบใจ แล้วยื่นแว่นให้ไกด์อีกที

            “แว่นมึงอยู่นี่ไอ้เฉิ่ม” ไกด์ชูแว่นตาขึ้นมา

            ไบเบิ้ลฟังจากเสียงแล้วรีบเดินตรงไปหา เดินไปก็ชนโต๊ะไปด้วย ทำให้รู้สึกโมโหอยู่ไม่น้อย

            “เอาแว่นกูคืนมาเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นมึงตายแน่ไอ้ไกด์”

            “แม่งจำเสียงกูได้ด้วยว่ะ เร็วดีๆ” ไกด์พูดไปยิ้มไป แล้วยื่นแว่นให้ทิว ส่วนทิวก็ยื่นให้ตั้ว ส่งกันไปเป็นทอดๆ และลงท้ายด้วยต๋ง

            “ถ้ากูได้แว่นคืนมาพวกมึงตายแน่” ไบเบิ้ลหน้าขึ้นสี พร้อมกำหมัดแน่น ดูไม่เหมือนต๋งคนเดิมที่พวกเขาเคยรู้จักสักนิด ไบเบิ้ลเข้าใจแล้ว ว่าเวลาโดนแกล้งมันรู้สึกยังไง

            “มีขู่ๆ โว้ย ถ้ามึงเก่งหาให้เจอก็แล้วกัน” ตั้วเอ่ย

            ต๋งรู้สึกสงสารจึงลุกขึ้นเดินไปหาแล้วสวมแว่นตาให้อีกฝ่ายทันที มันรู้สึกแปลกๆ ที่ต้องมาสวมแว่นตาให้กับตัวเอง

            “ต่อไปนี้พวกมึงห้ามแกล้งมันอีกนะ ถึงยังไงมันก็เข้ากลุ่มแล้ว กู...สงสารมัน” ต๋งเห็นภาพนั้นก็อดสงสารตัวเองไม่ได้ พูดจบแล้วต๋งก็นั่งลงที่เก้าอี้ หยิบหนังสือเรียนออกมาจากกระเป๋า เตรียมตัวสำหรับคาบเรียนต่อไป

            “แต่ก่อนมึงไม่เป็นอย่างนี้นี่หว่าไอ้เบิ้ล เวลาพวกกูแกล้งมันทีไรมึงเองก็หัวเราะชอบใจ เห็นดีเห็นงามกับพวกกูไปด้วย ฟื้นขึ้นมารอบนี้มึงดูแปลกๆ นะ” ทิวขมวดคิ้วจ้องมองใบหน้าเพื่อนอย่างจับผิด

            “ก็อย่างที่บอกมันช่วยชีวิตกูไว้ไง รอดตายคราวนี้ มันทำให้กูคิดได้ว่ามนุษย์เรามันก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกันทุกคน ต้องนึกถึงใจเขาใจเราบ้าง ถ้าเป็นมึงโดนบ้างจะทำยังไงวะ”  ต๋งตั้งใจพูดประชดประชันคนที่เคยแกล้งเขามาตลอด เมื่ออยู่ในร่างของไบเบิ้ลแล้ว เขาก็ไม่กลัวที่จะเอ่ยความรู้สึกภายในใจออกมา

            “สงสัยสมองมึงคงได้รับการกระทบกระเทือนแน่นอนว่ะ เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย” ทิวเอ่ย

            “กูว่ารอให้มันปรับตัวอีกแป๊บนึงเดี๋ยวก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมเองล่ะ ดูอย่างไอ้เฉิ่มสิวะ มันเคยพูดกูมึงซะที่ไหน แต่ตอนนี้กลับพูดเป็นต่อยหอย แถมยังกล้าต่อปากต่อคำกับพวกเราอีก ญาติกูเคยเกิดอุบัติเหตุอย่างนี้ล่ะ ประมาณปีนึงก็กลับมาเป็นคนเดิม” ตั้วบอกกับเพื่อนทุกคน

            “เอ่อ..เหมือนที่ตั้วพูดนั่นล่ะ ตอนนี้กูยังเบลอๆอยู่ สักพักน่าจะดีขึ้น” ต๋งเริ่มโล่งใจขึ้นมาบ้าง หลังจากตั้วเอ่ยออกมาอย่างนั้น ทำให้เพื่อนทุกคนคล้อยตาม เขาจะได้ไม่ต้องฝืนทำตัวเหมือนไบเบิ้ลให้มากนัก ส่วนไบเบิ้ลเองก็จะได้ไม่ต้องกังวลอะไรเหมือนกัน

            ไบเบิ้ลหลุบตาลงเล็กน้อย เขารู้ว่าตอนนี้ไอ้เฉิ่มมันคงรู้สึกแย่ที่เห็นเขาโดนแกล้งเมื่อสักครู่ คงจะคิดถึงภาพเก่าๆ ที่พวกเขาได้แกล้งเอาไว้

            “กูจะพิสูจน์ให้พวกมึงเห็นว่าคนอย่างกู ไม่ได้มีดีแค่เรื่องเรียน กูมีดีพอที่จะเข้ากลุ่มกับพวกมึงได้แน่นอน” ไบเบิ้ลเอ่ยกับเพื่อนตัวเองด้วยความมุ่งมั่น ช่วงเวลาที่อยู่ในร่างนี้ เขาตั้งใจจะทำทุกอย่างให้เพื่อนๆ ไม่มาแกล้งต๋งอีก ถือเป็นการตอบแทนที่ไอ้เฉิ่มเคยช่วยชีวิตเขาไว้

            “กูจะคอยดูละกัน ว่ามึงจะทำได้อย่างที่พูดไหม” บอสเอ่ย

            ต๋งหันมายิ้มน้อยๆ ให้ไบเบิ้ล สายตาคมคู่นั้นจ้องมองมาที่เขาด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ทำไมมันช่างต่างจากแต่ก่อนเหลือเกิน ก่อนหน้านั้นเขาเป็นแค่ตัวประหลาดของทุกคนในห้อง รวมถึงตัวไบเบิ้ลเองด้วย แต่พอมาวันนี้ทุกอย่างมันกลับเปลี่ยนไป หลังจากสลับร่างกัน จริงๆ แล้วเขาต้องขอบคุณที่เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นสินะ...

            “ว่าแต่วันนี้มึงจะไปเหล่สาวคอนแวนต์กับพวกกูไหมวะ” ไกด์เอ่ยปากชวน เหมือนที่พวกเขาเคยไปด้วยกันบ่อยๆ หลังเลิกเรียน

            “นั่นสิวะ ไปเปิดหูเปิดตาสติมึงจะได้กลับมาเร็วๆ ไง” ทิวเอ่ยสนับสนุนอีกเสียง

            ต๋งหันหน้าไปมองไบเบิ้ลทันที เหมือนต้องการความเห็นว่าจะเอายังไงดี

            “เงียบทำไมวะ” ไกด์เอ่ยถามอีกครั้ง

            “เอ่อ...คือกูต้องกลับบ้านอ่ะ” ในเมื่อไบเบิ้ลไม่หาทางออกให้ เขาก็ต้องคิดหาวิธีเลี่ยงเอง

            “มึงเนี่ยนะจะกลับบ้าน ปกติเลิกเรียนหาแต่เรื่องชวนพวกกูไปเที่ยว” บอสแทบไม่อยากเชื่อว่าเพื่อนจะเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้

            “คือ...วันนี้พ่อกับแม่ไอ้เบิ้ลชวนกูไปกินข้าวที่บ้านด้วยอ่ะ ท่านจะเลี้ยงตอบแทนที่กูช่วยชีวิตมันไว้” เงียบอยู่นานไบเบิ้ลก็หาทางออกให้อีกฝ่าย เขาเองก็อยากจะกลับไปเยี่ยมพ่อกับแม่ที่บ้านเหมือนกัน อยากกลับไปนอนเตียงนุ่มๆ ที่ห้องอีกครั้ง

            “อ้าว! แล้วทำไมมึงไม่บอกพวกกูตั้งแต่แรกวะ” ไกด์เอ่ยตำหนิเพื่อน

            “คือกู...กลัวพวกมึงจะน้อยใจน่ะที่พาไอ้เฉิ่มไปที่บ้าน” ต๋งยิ้มแหยๆ

            “จะน้อยใจเหี้ยอะไรวะ เรื่องแค่นี้เอง มึงเป็นคนคิดมากตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” ตั้วกอดคอเพื่อนเอาไว้อย่างเข้าใจ

            “ขอบใจนะที่เข้าใจกู” ต๋งยิ้มให้ ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยมีเพื่อนมาก่อน พอได้สัมผัสกับความรู้สึกนี้มันเป็นอะไรที่วิเศษมาก รู้สึกอิจฉาไบเบิ้ลที่มีเพื่อนที่เข้าใจกันอย่างนี้

            “ก็เราเพื่อนกันนี่หว่า” ตั้วเอ่ย

            หลังจากนั้นทุกคนก็มากอดคอบ้าง ตบหัวบ้างตามประสาคนเป็นเพื่อนสนิทกัน ต๋งเอาแต่ยิ้มออกมาไม่หยุด เขารู้สึกอบอุ่นที่มีเพื่อนเหมือนคนอื่นบ้าง

            ไบเบิ้ลมองภาพนั้นด้วยความพอใจ ยิ้มออกมาอย่างลืมตัว ก่อนหน้านี้ที่พวกเขากำลังมีความสุขกัน ไอ้เฉิ่มมันคงได้แต่นั่งมองดูจากตรงนี้อยู่เพียงลำพังสินะ คิดแล้วก็รู้สึกสงสารขึ้นมา จากนี้ไปเขาจะคืนความสุขให้มันบ้าง ถือว่าชดเชยกับสิ่งที่เคยทำกับมันมาตลอด

           

 

0 ความคิดเห็น