สลับร่างสร้างภารกิจรัก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 105 Views

  • 0 Comments

  • 5 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1

    Overall
    105

ตอนที่ 1 : สลับบ้าน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 36
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    24 ต.ค. 61

EP.1

สลับบ้าน

 

          “ต๋ง ต๋ง เป็นยังไงบ้างลูก”

          เสียงหญิงวัยกลางคนดังแว่วเข้าหูอยู่ไม่ไกล ทำให้ร่างเล็กที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงนั้นเริ่มรู้สึกตัว เปลือกตาสวยค่อยๆคลี่ขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ทำให้ทัศนวิสัยที่เลือนรางค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ จนเห็นคนที่ยิ้มอยู่ตรงหน้าอย่างชัดเจน แต่ทว่าเด็กหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงนั้นกลับมองดูอย่างไม่คุ้นตา

            คนพวกนี้เป็นใครกันนะ...

            เป็นคำถามแรกที่เกิดขึ้นในหัว พลางคิดถึงเรื่องที่เพิ่งฝันก่อนจะตื่นขึ้นมา เขาฝันเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กเท่าฝ่ามือมีปีกคล้ายแมลงปอ สามารถบินได้ สวมชุดสีขาวชายกระโปรงฟูฟ่องราวกับนางฟ้าในเทพนิยาย ร่ายคาถาเสกให้เขาและไอ้เฉิ่มต้องสลับร่างกัน แถมยังบอกอีกว่าจะสามารถกลับคืนสู่ร่างเดิมได้ก็ต่อเมื่อ ทำให้ร่างใหม่สมหวังกับคนที่แอบรักได้ มันเป็นฝันที่เหมือนจริงมากจนแทบขนลุก แต่คนอย่างเขาไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้เลยสักนิด...มันดูตลก

            ก่อนหน้าจำเหตุการณ์ได้เพียงว่ากำลังทำการแสดงอยู่บนเวที อยู่ๆ ก็มีเสียงคนกรีดร้องดังท่วมหอประชุม หลังจากนั้นไอ้เฉิ่มก็วิ่งเข้ามาผลักจนเขาล้มลงแล้วทุกอย่างก็ดับวูบไป ฟื้นขึ้นมาอีกทีก็เจอกับคนแปลกหน้าทั้งสองที่เรียกเขาว่าต๋งแล้วยิ้มให้ด้วยความดีอกดีใจ ราวกับรอคอยเขามานานซะอย่างนั้น

            “ปวดตรงไหนไหมอาต๋ง หิวน้ำหรือเปล่าเดี๋ยวม๊าเอามาให้” หญิงวัยกลางคนเอ่ยด้วยรอยยิ้มละมุน ไบเบิ้ลที่อยู่ในร่างต๋งเอาแต่นิ่งเงียบ ขมวดคิ้วมองหน้าคนทั้งสองสลับไปมาด้วยความสงสัย

            “พวกคุณเป็นใครกันครับ?

            “ลื้อจำป๊ากับม๊าไม่ได้เหรออาต๋ง” ติ๋มได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกไม่สบายใจ

            ติ๋มมองหน้าสามีที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยความกังวลใจ ลูกชายฟื้นขึ้นมาก็จำพ่อกับแม่ตัวเองไม่ได้ เธอกังวลว่าสมองจะได้รับการกระทบกระเทือนจนเลอะเลือนไปแล้ว แม้ว่าคุณหมอจะยืนยันแล้วว่าอาการของลูกชายไม่มีความผิดปกติอะไร นอกจากจะมีรอยฟกช้ำตามตัวบ้างเล็กน้อยก็เท่านั้น ซึ่งนั่นอีกไม่นานก็จะหายเป็นปกติ

            “ป๊ากับม๊างั้นเหรอ...”

            แต่เอ๊! เรียกเราว่าต๋งงั้นเหรอนั่นมันชื่อไอ้เฉิ่มนี่นา ไม่นะ มันต้องไม่ใช่เรื่องจริง...

            ไบเบิ้ลหลุบตาลงมองดูแขนขาตัวเอง ทำไมมันถึงได้เล็กอย่างนี้ แถมผิวยังขาวเนียนอย่างกับคนไม่เคยผ่านการออกกำลังกายมาเลยซะอย่างนั้น เขาเป็นนักฟุตบอลมันไม่ใช่อย่างนี้ ในระหว่างนั้นเองก็มีเสียงผู้หญิงที่คุ้นเคยเอ่ยอยู่เตียงข้างๆ

            “ไบเบิ้ลลูกแม่ ลูกฟื้นแล้ว”

            ไบเบิ้ลหันไปมองที่เตียงข้างๆ ก็ถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ เมื่อเห็นร่างของตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียง มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ย! ตอนนี้เขาเริ่มจะเชื่อแล้วว่าความฝันนั้นมันอาจจะเป็นจริงขึ้นมาซะแล้ว

            เหี้ยแล้วไงมันเป็นเรื่องจริงเหรอวะเนี่ย....

            “ไอ้เฉิ่ม!

            ไบเบิ้ลตะโกนเสียงดังลั่นในห้องพักผู้ป่วย ทำให้ต๋งที่อยู่ในร่างของไบเบิ้ลหันหน้ามามองทันทีที่ได้ยินเสียง เขาเองก็ตกใจที่เห็นตัวเองนั่งอยู่อีกเตียงจนต้องลุกขึ้นมาขยี้ตาตัวเอง เพื่อยืนยันว่าภาพที่เห็นนั้นมันเป็นภาพจริงๆ ไม่ได้ฝันไป เมื่อแน่ใจแล้วก็ลูบคลำสำรวจร่างกายตัวเองด้วยความลนลาน

            ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ไปได้ ความฝันนั่นมันเป็นเรื่องจริงงั้นเหรอ..

            ต๋งนั่งขมวดคิ้วทำหน้าซีเรียสคิดวนในหัวอยู่อย่างนั้น

            “อาต๋งลื้อเป็นอะไรไป ทำไมไปเรียกเพื่อนอย่างนั้นล่ะ” ติ๋มยืนจ้องหน้าลูกชายด้วยความงุงงน ก่อนจะหันไปเอ่ยกับผู้ปกครองของไบเบิ้ลอีกที “ขอโทษด้วยนะคะแกเพิ่งฟื้นขึ้นมาอาจจะยังเบลอๆ ปกติแกเป็นเด็กเงียบๆ ไม่พูดจาโผงผางอย่างนี้”

            “ไม่เป็นไรค่ะฉันเข้าใจ” ธัญญายิ้มให้อย่างเข้าใจขณะยืนจับมือลูกชายอยู่ข้างเตียง

            ต๋งเอาแต่มองหน้าพ่อแม่ตัวเองที่อยู่อีกเตียง หากแม้นจะเอ่ยทักก็กลัวว่าจะไม่ได้กลับเข้าร่างเดิมของตัวเองอีกตลอดชีวิต เพราะในฝันไม่ได้บอกแค่ว่าให้ทำภารกิจรักนั่นให้สำเร็จ แต่ยังมีอีกเรื่องที่สำคัญที่เขาต้องทำตามอย่างเคร่งครัด

            หากวันใดที่มีคนรู้ว่าพวกเจ้าสลับร่างกัน พวกเจ้าจะไม่สามารถกลับเข้าสู่ร่างเดิมได้อีกตลอดไป

            มันเป็นคำสาปที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต นั่นทำให้คนป่วยทั้งสองต้องปิดปากเงียบไม่เอ่ยอะไรออกมา ให้ผู้ใหญ่ทั้งสี่คนสงสัยไปมากกว่านี้อีก

            “พ่อครับ แม่ครับ” ไบเบิ้ลเอ่ยกับพ่อแม่ของต๋งที่ยืนอยู่ไม่ห่างเตียง

            ผู้ใหญ่ทั้งสองมองหน้าด้วยความสงสัย เพราะปกติแล้วลูกชายไม่ได้เรียกตัวเองว่าอย่างนี้เลย

            “เอ่อ...ป๊าม๊าครับ ผมมีอะไรจะพูดกับเพื่อนหน่อย ช่วยออกไปจากห้องก่อนได้ไหมครับ”

            ติ๋มมองหน้าสามีทันทีเมื่อได้ยินคำขอของลูกชาย เจียงเองก็พยักหน้ารับด้วยความเข้าใจ หลังจากนั้นเธอก็หันมาพยักหน้ายิ้มให้ลูกชายอีกที

            “ถ้างั้นป๊ากับม๊าจะไปรอข้างนอกก่อนละกัน” เธอส่งยิ้มละมุนให้กับลูกชาย ก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับสามี

            ส่วนพ่อกับแม่ของไบเบิ้ลเองก็ตามออกไปหลังจากนั้น เมื่อได้รับการร้องขอจากลูกชายที่นั่งอยู่บนเตียงเช่นเดียวกัน

            เมื่ออยู่กันตามลำพังแล้ว ไบเบิ้ลก็ลุกขึ้นจากเตียงเดินมาหาร่างของตัวเอง ที่ตอนนี้ถูกวิญญาณของไอ้เฉิ่มเข้าไปสิงร่างแทนเสียแล้ว

            “มึงก็ฝันเหมือนกูใช่ไหมไอ้เฉิ่ม”

            “อื้ม” ต๋งตอบรับสั้นๆ เขายังคงนั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อนและพยายามคิดว่านี่มันเป็นแค่ฝันเท่านั้นเอง

            “มึงช่วยพูดอะไรให้มากกว่านี้หน่อยได้ป่ะ กูจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว เกิดเรื่องเหี้ยอะไรขึ้นก็ไม่รู้ ทำให้กูต้องมาอยู่ในร่างเหี้ยๆของมึงเนี่ย” ไบเบิ้ลยืนเท้าสะเอวมองหน้าอีกฝ่ายอย่างอารมณ์เสีย ราวกับว่าเรื่องนี้ต๋งเป็นคนผิดซะอย่างนั้น

            ไอ้เฉิ่มแม่งมันยังเฉิ่มวันยังค่ำ เสียภาพลักษณ์นักฟุตบอลสุดหล่อของกูหมด...

            “แล้วจะให้เราทำยังไงล่ะ บอกใครก็ไม่ได้แถมยังต้องมาอยู่ในสภาพนี้อีก เราก็ไม่ชอบเหมือนกันนะ” ต๋งเอ่ยกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เขาเองก็เครียดกับเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย จากนี้ไปจะทำตัวยังไงดี จะกลับไปอยู่ที่บ้านก็ไม่ได้อีก เพราะกลัวว่าคนจะรู้เรื่องนี้

            “มึงไปอยู่บ้านกู ส่วนกูจะไปอยู่บ้านมึง ห้ามให้ใครรู้เรื่องนี้เด็ดขาด กูไม่อยากอยู่ในร่างที่อ่อนแอของมึงไปตลอดชีวิตหรอกนะ” เสียงเข้มออกคำสั่ง

            “แล้วต้องทำตัวยังไงอ่ะ เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับนายเลยนะ ถ้าพ่อแม่นายจับได้ล่ะ” ในหัวของต๋งตอนนี้มีแต่ความกลัวไปหมด กลัวว่าพ่อกับแม่ของไบเบิ้ลจะจับได้ว่าไม่ใช่ลูกชายของตัวเอง

            “มึงขี้กลัวจังวะ โทรศัพท์ก็มีคุยกันสิ กูไม่ยอมให้ยัยเด็กผีนั่นมาทำลายชีวิตกูแน่นอน” นึกถึงแล้วก็โมโหอยู่เหมือนกัน หากไม่มียัยเด็กผีนั่นเขาก็ไม่ต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้แน่นอน อนาคตนักฟุตบอลของโรงเรียนของเขาจะเป็นยังไงต่อไปกันนะ ไม่อยากจะคิดเลยจริงๆ

            “เฮลโลลล! สวัสดีจ้ะพ่อหนุ่มน้อย”

            “เฮ๊ย!!!

            เด็กหนุ่มทั้งสองคนอุทานออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจ เพราะจู่ๆนางฟ้าตัวน้อยก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้า พร้อมกับขยับปีกบินอยู่ตลอดเวลา ในมือก็ถือคทาอันเล็กๆ ที่ตรงปลายเป็นรูปหัวใจสีแดงกำลังเปล่งแสงออกมาวาววับ

            “ธะ...เธอมาได้ไงเนี่ยยัยเด็กผี” ไบเบิ้ลถอยห่างออกมาด้วยความกลัว

            “ก็หายตัวมานี่ไงจ๊ะพ่อหนุ่มน้อย ขอเตือนเอาไว้ก่อนว่าแสนรักไม่ใช่ผี แต่เป็นนางฟ้าต่างหากย่ะ” นางฟ้าตัวน้อยบินวนไปมาด้วยความร่าเริ่ง “ขอแนะนำตัวก่อนเลยละกัน เขาชื่อแสนรักน้า เป็นนางฟ้าตัวน้อยที่น่ารักที่สุดในจักรวาล ต่อไปนี้เราจะต้องเจอกันอยู่บ่อยๆ” เสียงเล็กแหลมเอ่ยกับเด็กหนุ่มทั้งสองพร้อมกับบินวนไปมา

            “แล้วทำไมถึงทำให้เราสองคนเป็นอย่างนี้ด้วยล่ะ” ต๋งเอ่ยถามบ้าง แม้จะยังรู้สึกกลัวแสนรักอยู่ก็ตาม

            “ก็เพราะเจ้าสองคือคนถูกเลือกไงล่ะ บนโลกในบี้มีนางฟ้าอย่างแสนรักเยอะแยะเต็มไปหมด แต่คนที่จะเห็นได้ต้องเป็นคนที่ถูกเลือกเท่านั้น” นางฟ้าตัวน้อยเอ่ยพร้อมกับบินวนไปมาอยู่ไม่นิ่งเลยสักวินาทีเดียว

            “ถูกเลือกงั้นเหรอ...หมายความว่ายังไง” ไบเบิ้ลถามต่อ ตอนนี้เริ่มคลายความตื่นกลัวลงไปได้มากแล้ว เพราะมันถูกแทนที่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น

            “จบภารกิจรักครั้งนี้เดี๋ยวพวกเจ้าสองคนก็ได้รู้เองล่ะ อย่าลืมทำสิ่งที่บอกไว้อย่างเคร่งครัดด้วยนะจ๊ะ ไม่งั้นพวกเจ้าได้อยู่ในร่างนี้ตลอดไปแน่”

            “ไม่มีทางอื่นที่จะทำให้กลับร่างเดิมได้เร็วกว่านี้เหรอเนี่ย” ไบเบิ้ลเริ่มโวยวายขึ้นมาเสียงดัง

            “ไม่มีจ๊ะ....ไม่ต้องทำก็ได้นะถ้าเจ้าอยากอยู่ในร่างนี้ตลอดชีวิต ชิส์!” นางฟ้าตัวน้อยกอดอกแล้วบินเข้าไปใกล้ๆ จนไบเบิ้ลต้องเอียงหน้าหนี

            “สลับร่างกับคนอื่นก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เป็นไอ้เฉิ่มน่าอายฉิบหาย” ไบเบิ้ลบ่นเสียงดังพร้อมกับปรายตามองอีกฝ่ายด้วยความไม่พอใจ

            “เป็นเรามันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ” ได้ยินอย่างนี้ก็ทำให้คนเงียบๆ อย่างต๋งโมโหได้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

            “ก็เออสิวะ! มึงมันห่วย มีดีก็แค่เรื่องเรียนเท่านั้นเอง ส่วนกูน่ะเก่งทุกเรื่อง”

            “แล้วใครอยากให้มันเป็นอย่างนี้กันล่ะ เราไม่น่าช่วยนายไว้เลยจริงๆ” ต๋งเอ่ยด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ อุตส่าห์ทำดีช่วยชีวิตเอาไว้ แต่ผลที่ได้มันกลับไม่ใช่คุ้มเอาซะเลย

            “กูไม่ได้ขอร้องให้มึงช่วยสักหน่อย จริงๆ แล้วถ้ามึงไม่ไปช่วยกูวันนั้นอาจจะไม่เกิดเรื่องบ้าๆอย่างนี้ขึ้นก็ได้” ไบเบิ้ลไม่สำนึกบุญคุณแถมยังมาต่อว่าต๋งอีกต่างหาก

            “ใครจะไปรู้ว่ามันจะเป็นอย่างนี้ ฮึกๆ” เมื่อโดนด่าว่าขนาดนั้น ทำเอาต๋งถึงกับตาร้อนผ่าน ร้องไห้ออกมาทันที

            “หยุดร้องเดี๋ยวนี้เลย หมดกันภาพพจน์กู” ไบเบิ้ลเกาศีรษะแกรกๆ ด้วยความรำคาญ เขาไม่สามารถทนเห็นตัวเองนั่งร้องไห้อย่างนั้นได้หรอก แม้ว่านั่นจะเป็นไอ้เฉิ่มก็ตาม

            แสนรักมองหน้าทั้งสองคนสลับไปมาก็เริ่มเวียนศีรษะ จึงบินไปตรงกลางแล้วเอ่ยขึ้นเสียงแหลม

            “หยุดโทษกันได้แล้ว จากนี้ไปพวกเจ้าสองคนต้องสามัคคีกัน ไม่งั้นอย่าหวังเลยว่าจะได้กลับร่างเดิม แสนรักขอเตือน! เอาไว้ค่อยเจอกันคราวหน้าก็แล้วกัน รำคาญซะจริงๆ” แสนรักถอนหายใจเสียงดังแล้วหายตัวไปในพริบตา

            “เดี๋ยว!” ไบเบิ้ลมีคำถามอีกมากมายแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว “มองหน้ากูทำเหี้ยอะไร อยู่ในร่างกูก็ทำตัวให้มันดีๆ หน่อยไม่งั้นมึงเจอดีแน่” ไบเบิ้ลชี้หน้าด่าอีกฝ่าย แม้จะอยู่ในร่างที่เล็กกว่ามากแต่ความเป็นนักเลงยังคงถอดแบบมาไม่ผิดเพี้ยน

            “นายก็เหมือนกันนั่นล่ะ อย่าทำอะไรไม่ดีกับร่างเราเด็ดขาด”

            “ไม่ต้องมาสั่งกูเงียบปากไปเลย ถึงบ้านแล้วโทรหากูด้วย มีเรื่องจะสั่งให้มึงทำเยอะแยะเลย”

            “อื้ม” ต๋งครางในลำคอตอบรับสั้นๆ

            หลังจากนั้นไม่นานพ่อกับแม่ของทั้งสองคนก็กลับเข้ามาในห้องพร้อมกับคุณหมอ เพื่อมาตรวจร่างกายอีกครั้งก่อนจะอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้

*-*-*-*-*-*-*

            เมื่อรถหรูขับเข้ามาจอดที่โรงรถหน้าบ้านแล้ว ต๋งก็เปิดประตูก้าวขาลงมาอย่างเชื่องช้า แล้วแหงนหน้ามองดูบ้านหลังใหญ่ที่ไม่คุ้นตา เขาต้องมาอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่กันนะ พ่อกับแม่ของไบเบิ้ลจะใจดีหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย อยู่ๆ ก็รู้สึกคิดถึงบ้านของตัวเองขึ้นมาทันที เอาไว้ให้เรื่องทุกอย่างมันลงตัวกว่านี้ก่อน เขาจะกลับไปที่หาพ่อกับแม่ที่บ้านอย่างแน่นอน

            “เบิ้ลเข้าบ้านเร็วลูก”

            “อ่อ...ครับม๊า เอ่อ..แม่” ต๋งยิ้มแห้งเกือบไปแล้วไหมล่ะ

            เมื่อเดินตามผู้ใหญ่ทั้งสองคนเข้าไปในบ้านแล้ว ต๋งก็สะดุดตากับกรอบรูปขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่บนผนังห้อง รูปนี้ถูกถ่ายไว้ตอนที่ไบเบิ้ลเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่สาม รอยยิ้มของคนทั้งสามในรูปถ่ายทำเอาต๋งยิ้มตามไปด้วยอย่างไม่รู้ตัว พ่อเป็นหมอส่วนแม่ก็เป็นพยาบาล ชีวิตของไบเบิ้ลมันช่างสวยหรูเกินกว่าที่เขาคิดเอาไว้ พ่อกับแม่มีอาชีพที่มั่นคงแถมยังมีหน้ามีตาในสังคมอีก ส่วนตัวไบเบิ้ลเองยังหล่อและเก่งอีกด้วย

            “หิวข้าวไหมลูก” เมื่อถึงห้องนั่งเล่นแล้ว ธัญญาก็เอ่ยถามลูกชายทันที

            “ไม่หิวครับ ขอบคุณครับแม่ ผมขอขึ้นห้องก่อนนะครับ” น้ำเสียงที่ต๋งเอ่ยออกไปนั้นช่างเรียบนิ่ง ซึ่งแตกต่างจากไบเบิ้ลมาก รายนั้นเป็นคนที่พูดจาโผงผาง เมื่อเวลาอยู่กับพ่อแม่มักจะขี้อ้อนและพูดมากจนน่ารำคาญ ทำให้ธัญญาและธำรงรู้สึกผิดสังเกต

            “สมองแกก็ไม่มีอะไรผิดปกติแน่นะ” ธำรงมองหน้าลูกชายที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้า

            ต๋งทำหน้าไม่ถูกเมื่อได้ยินพ่อของไบเบิ้ลเอ่ยอย่างนั้น

            “แปลกยังไงครับพ่อ” ต๋งยิ้มแห้งมองหน้าชายวัยกลางคนเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ

            “ปกติคำพูดคำจาแกเป็นอย่างนี้ที่ไหนกัน หรือแกแกล้งพ่อเล่นใช่ไหม” ธำรงเพ่งมองใบหน้าคมของลูกชายอย่างพินิจพิจารณา

            “ผมก็เหมือนเดิมนี่ครับพ่อ อย่าคิดมากสิครับ” ต๋งส่งยิ้มให้

            “ลูกเพิ่งฟื้นขึ้นมาอาจจะยังงงๆ อยู่บ้าง คุณก็จับผิดให้ลูกเครียดไปได้” ธัญญาเอ่ยกับสามีแล้วหันไปยิ้มให้ลูกชาย “ขึ้นห้องไปพักผ่อนเถอะลูก อย่าไปถือสาพ่อเขาเลย”

            “ครับแม่” ต๋งยิ้มให้คนทั้งสองแล้วหันหลังเดินไปหยุดที่หน้าบันได นั่นเพราะเขาไม่รู้จักห้องนอนของไบเบิ้ลเลยไปต่อไม่ถูก

            จะทำยังไงดีเนี่ย...

            “เบิ้ลเป็นอะไรหรือเปล่าลูก” เมื่อเห็นว่าลูกชายหยุดยืนตรงหน้าบันไดสักพัก ธัญญาก็มองด้วยความสงสัยพร้อมกับเอ่ยปากถามทันที

            “แม่ครับผมเวียนหัวช่วยพาผมขึ้นห้องหน่อยได้ไหม” ต๋งไม่รู้จะทำยังไงนอกจากใช้วิธีนี้ เจ้าตัวยกมือขึ้นมากุมที่ศีรษะทำท่าทางเหมือนจะล้มเสียให้ได้

            เมื่อธัญญาเห็นอย่างนั้นก็รีบเดินไปพยุงตัวลูกชายทันที

            “มาเดี๋ยวแม่พาขึ้นห้อง”

            “ขอบคุณครับ”

           

            หลังจากแม่ของไบเบิ้ลลงไปแล้วต๋งก็รีบล็อกประตูห้องไว้ทันที เขาเดินสำรวจภายในห้องนอนของเจ้าของร่างที่ตัวเองกำลังครอบครองอยู่อย่างสนใจ มันเป็นห้องนอนที่รกที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา

            ห้องนอนของไบเบิ้ลแตกต่างของห้องนอนของเขามาก ไม่ใช่แค่ความใหญ่โต ความหรูหรา แต่รวมถึงรสนิยมอีกด้วย ข้างผนังห้องเต็มไปด้วยโปสเตอร์ของนักฟุตบอลคนโปรดจนเกือบไม่มีที่ว่าง ที่ชั้นหนังสือเต็มไปด้วยเล่มนิยายโดราเอมอน เห็นอย่างนั้นต๋งถึงกับขำออกมา ไม่นึกเลยว่าคนอย่างไบเบิ้ลจะชอบอ่านการ์ตูนแนวนี้ เขานึกว่าจะเป็นพวกดราก้อนบอลหรือวันพีชอะไรเทือกนั้น ขณะกำลังหยิบการ์ตูนมาอ่านอยู่นั้นก็มีสายโทรเข้ามา เจ้าตัวจึงเก็บหนังสือการ์ตูนเล่มนั้นเข้าไปไว้ในชั้นเหมือนเดิม ก่อนจะรับสาย

            “ฮัลโลว่าไง” เป็นไบเบิ้ลนั่งเองที่โทรมา แม้จะไม่ขึ้นชื่อที่หน้าจอแต่เขาก็จำเบอร์ตัวเองได้แม่น

            (“ทำไมมึงไม่โทรหากูวะ แม่งกูรอตั้งนาน กว่าจะหนีจากพ่อแม่มึงมาได้โคตรยากเลยว่ะ ทำอย่างกับกูป่วยเป็นโรคร้ายซะอย่างนั้น จะไม่ให้คลาดสายตาแม้แต่วินาทีเดียวเลย”) ปลายสายบ่นออกมาซะยาวเหยียด ทำเอาต๋งถึงกับคิดถึงคนในครอบครัวขึ้นมาทันที

            “ทนเอาหน่อยนะป๊ากับม๊าเราท่านก็เป็นอย่างนั้นล่ะ ท่านเป็นห่วงเรามากเพราะเห็นว่าเราเป็นคนไม่ค่อยแข็งแรงอ่ะ” พูดไปก็น้ำตาไหลไปด้วย

            (“เออๆ มาถึงขั้นนี้แล้วมันก็ต้องทนล่ะวะ แล้วพ่อกับแม่กูล่ะเป็นไง”) ไบเบิ้ลเอ่ยถามข่าวคราวพ่อกับแม่ตัวเองบ้าง

            “ท่านก็เป็นคนใจดีนะ แต่พ่อนายดูเหมือนจะชอบจับผิดเราอ่ะ ปกติแล้วเวลาอยู่บ้านไบเบิ้ลทำตัวแบบไหนเหรอจะได้ทำตัวถูก” วันนี้เขาจะต้องถามทุกอย่างให้กระจ่างใจ จะได้ไม่ต้องทำให้พ่อของอีกฝ่ายสงสัยอีก

            (“ไม่จับผิดได้ไงมึงกับกูต่างกันลิบลับ กูชอบอ้อนแม่แล้วก็ชอบกวนตีนพ่อ มึงทำแบบกูได้ไหมล่ะ”)

            ต๋งขำออกมาเล็กน้อยเมื่อได้ยินอย่างนั้น

            คนอะไรจะชอบกวนตีนพ่อตัวเอง....

            “ถ้าจะให้อ้อนแม่เราพอทำได้ แต่ไอ้เรื่องกวนตีนพ่อสงสัยคงไม่ได้อ่ะ เราไม่ใช่คนแบบนั้นนี่นา” ต๋งคิดว่ามันยากที่จะทำอย่างนั้น มันดูห่างไกลจากตัวเขาจนเกินไป

            (“ไอ้โง่เอ๊ย! แค่นี้ก็ทำไม่ได้สมแล้วที่เพื่อนเรียกมึงว่าไอ้เฉิ่ม ถ้างั้นมึงก็หาทางเอาเองละกันกูช่วยไม่ได้ละ ส่วนของในห้องกูมึงห้ามลื้อค้นเด็ดขาดกูหวง”) แม้จะอยู่คนละที่แต่ไบเบิ้ลก็ยังคงออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดราวกับเป็นเจ้าของชีวิตอีกฝ่ายซะอย่างนั้น

            “ทำไมต้องด่ากันด้วยเนี่ย” ต๋งตอบกลับเสียงเบา น้ำตาที่ไหลออกมาก่อนหน้าเหือดแห้งไปหมดแล้ว

            (“ทำไมกูจะด่ามึงไม่ได้ไอ้เฉิ่ม มึงเป็นพ่อกูรึไง”)

            “ช่างเถอะพูดกับคนอย่างนายก็เหมือนเดิมล่ะ นายเองก็อย่าไปค้นของในห้องเราเหมือนกันนะ นายหวงของเราก็หวงเหมือนกัน” โดยเฉพาะของบางอย่างที่เป็นความลับของเขา จะให้ใครรู้เรื่องนี้ไม่ได้เป็นอันขาด

            (“กูจะพยายามละกัน แล้วไอ้น้องชายตัวแสบของมึงนิสัยมันเป็นยังไงกันแน่วะ แม่งกวนตีนกูฉิบหาย เด็กอะไรแม่งแก่แดด มันเป็นน้องมึงจริงๆ หรือเปล่าวะ”) มาถึงบ้านไบเบิ้ลก็เจอฤทธิ์ของต้าเข้าให้ ต้าเรียนอยู่ชั้นม.1 โรงเรียนเดียวกัน เป็นเด็กที่ซนมากแตกต่างจากต๋งโดยสิ้นเชิง ด้วยความที่เป็นลูกชายคนเดียวทำให้ไบเบิ้ลรู้สึกรำคาญ เมื่อโดนอีกฝ่ายมาเซ้าซี้หยอกล้อเล่นอย่างกับเพื่อนกันซะอย่างนั้น

            “ก็ต้องทนอีกนั่นล่ะ ต้ามันดื้อมากขนาดพ่อกับแม่ยังยอมมันเลย พยายามอย่าให้มันเข้ามาในห้องละกันไม่งั้นเละแน่” ต๋งรู้สึกสมน้ำหน้าที่ไบเบิ้ลไปเจอฤทธิ์เดชของน้องชายตัวเอง แต่พูดไปก็คิดถึงไอ้ตัวแสบอยู่เหมือนกัน เคยอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็กจนโต โดนมันแกล้งก็บ่อยตอนนี้เหมือนชีวิตมันขาดสีสันไปเลย

            (“เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตกูวะเนี่ยยยยยย!”) ไบเบิ้ลตะโกนเสียงดังผ่านสายมาทำเอาต๋งต้องจับโทรศัพท์ให้ออกห่างจากหูตัวเอง

            “จะโวยวายให้มันได้อะไรขึ้นมาล่ะ รีบหาทางกลับคืนร่างจะไม่ดีกว่าเหรอ” แม้ใครจะมองว่าต๋งเฉิ่ม แต่แท้จริงแล้วเขาเป็นคนที่สามารถจัดระเบียบความคิดได้อย่างดีเยี่ยม ฉลาดเป็นอันดับต้นๆของห้อง เพียงแต่เป็นคนที่ค่อนข้างอ่อนแอและไม่สู้คน และนั่นก็เป็นที่มาของคำว่าเฉิ่มที่เพื่อนตั้งฉายาให้

            (“ก็ใช่น่ะสิมึงได้ไปอยู่บ้านกู สบายก็สบาย แต่บ้านมึงโคตรลำบากเลย ขายข้าวขาหมู จนกว่าบ้านกูตั้งเยอะ”) ไบ้เบิ้ลบ่นออกมาเหมือนน้อยใจในโชคชะตาตัวเอง จนลืมไปว่าคำพูดนั้นมันกระทบจิตใจของอีกฝ่าย

            “อย่าดูถูกอาชีพป๊าม๊าเราเด็ดขาด ถ้านายไม่ชอบก็รีบหาทางกลับคืนร่างเดิมให้ได้สิ เราเองก็ไม่ได้อยากอยู่ที่บ้านหลังนี้เหมือนกัน เราไม่ได้ชอบความสุขสบาย เราไม่ได้ชอบเงิน บางครั้งเงินและความสุขสบายมันก็ไม่ได้ตอบโจทย์ของชีวิตเราทุกคนหรอกนะ” ต๋งเหลืออดมานานกับไอ้เพื่อนร่วมห้องคนนี้ จะดูถูกหรือรังแกเขาต่างๆ นานาเขาก็ไม่เคยว่า แต่นี่มาดูถูกพ่อกับแม่มันเป็นอะไรที่ยอมไม่ได้เด็ดขาด

            (“กู...ขอโทษละกัน กูไม่ได้ตั้งใจจะว่าพ่อกับแม่มึง”) เมื่อได้สติไบเบิ้ลก็รู้สึกผิดขึ้นมา เขาเองก็ลืมไปว่าใครๆก็รักพ่อแม่ตัวเองทั้งนั้น หากอีกฝ่ายว่าพ่อแม่ตัวเองบ้างก็คงจะเดือดอย่างนี้แน่นอน

            “ไม่เป็นไร แต่เรื่องเดียวที่เราจะขอก็คืออย่าทำให้ป๊ากับม๊าเราไม่สบายใจ เราก็จะไม่ทำให้พ่อกับแม่นายเสียใจเหมือนกัน” ต๋งให้คำสัญญากับอีกฝ่ายเอาไว้

            (“โอเคๆ กูรับปากฝากดูแลพ่อกับแม่กูด้วยละกัน จริงๆ แล้วท่านทั้งสองไม่ค่อยมีเวลาอยู่บ้านเท่าไหร่หรอก มึงก็หาอะไรทำกินเองละกัน”) ไบเบิ้ลยอมอ่อนลงบ้างเล็กน้อย ยังไงซะก็ต้องลงเรือลำเดียวกันแล้ว จะได้กลับคืนร่างเดิมเร็วๆ

            “ได้...เราจะดูแลท่านให้ดีกว่าที่นายเคยทำแน่นอน ถ้างั้นฝากป๊ากับม๊าด้วยละกัน”

            (“เออ...กูจะพยายามปรับตัวละกัน”) มันคงมีทางเดียวนั่นคือต้องปรับตัว เพราะไม่รู้ว่าวันไหนที่จะได้กลับคืนสู่ร่างของตัวเอง

            “แค่นี้ก่อนนะเราง่วงแล้วอ่ะ ไว้เจอกันที่โรงเรียน”

            (“เค แค่นี้ล่ะ”)

            หลังจากตัดสายไปแล้วต๋งก็เอนหลังลงนอนบนเตียงนุ่มอย่างสบายตัว ป่านนี้ที่บ้านจะเป็นยังไงกันนะ เขาคิดถึงรสชาติข้าวหมูแดงของพ่อเหลือเกิน เขายังคงอุ่นใจที่ยังกลับไปหาคนที่บ้านได้ แม้จะไม่ได้อยู่ในสภาพเดิมแต่มันก็ยังดีกว่าไม่ได้เจอกันเลย

            ระหว่างนั้นต๋งก็สะดุดตากับกรอบรูปเล็กๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างโคมไฟ จึงลุกขึ้นนั่งแล้วเอื้อมมือไปหยิบมาดู มันไม่ใช่รูปเจ้าของห้อง แต่กลับเป็นรูปของผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตาสะสวย หรือว่านี่จะเป็นคนที่ไบเบิ้ลแอบชอบ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เขาจะต้องเร่งทำภารกิจนี้เพื่อจะได้กลับเข้าร่างของตัวเองให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้

 


0 ความคิดเห็น