พี่ชายที่ร้าย [Mpreg]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 6,979 Views

  • 74 Comments

  • 311 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    20

    Overall
    6,979

ตอนที่ 7 : ความโชคดี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1011
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 62 ครั้ง
    21 ส.ค. 61

บทที่ 6

ความโชคดี

 

          ผมหลบหนีจากการถูกจับกุมมาได้ ผ่านการดำน้ำคลองมาเรื่อยๆ มาโผล่อีกทีก็ถึงสะพานแห่งหนึ่ง เมื่อมั่นใจแล้วว่าปลอดภัยจึงขึ้นไปหลบอยู่ข้างพุ่มไม้ด้วยอาการหนาวสั่น นอนอยู่อย่างนั้นทั้งคืนจนรุ่งเช้า

ตื่นเช้ามาผมได้แต่นั่งเหม่อลอย ไม่รู้จะไปแห่งหนไหนดี ผมต้องใช้ชีวิตคนเร่ร่อนอีกแล้วอย่างนั้นหรือ ตั้งแต่จำความได้ผมก็ไม่เคยคิดร้ายกับใครมาก่อน แต่ความเป็นคนดีนั้นกลับไม่มากพอ ที่จะทำให้ผมรอดพ้นจากอันตรายทั้งปวงได้เลย จากนี้ผมจะไม่ยอมใครอีกแล้ว จะไม่ยอมให้พวกมันมาทำผมอะไรผมอีกแล้ว ผมสาบานว่าจะเอาคืนคนพวกนั้นให้สาสมอย่างที่สุด

            “ฮือๆๆ ยายจ๋า ผมสาบานว่าจะแก้แค้นพวกมันคืนให้ยายนะจ๊ะ ตาหนูของแม่จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ แม่คิดถึงหนูมากเหลือเกิน” ผมนั่งกอดเข่าร้องไห้ พร่ำเพ้ออยู่อย่างนั้น มองไปทางไหนทุกอย่างก็ดูเป็นแต่สีเทาไปหมด มันช่างดูหมองหม่น ไร้ซึ่งความหวัง ผมยากจะตายตกตามยายจันทร์ไปเหลือเกิน แต่ถ้าทำอย่างนั้นยายจันทร์ก็ต้องตายเปล่า ผมจะอยู่เพื่อรอสักวัน ที่จะทำให้พวกมันไม่เหลืออะไรเลยแม้แต่ชีวิต

            ผมปาดน้ำตาที่แก้มออกไปจนหมด ตั้งสติคิดหาทางเพื่อเอาตัวรอดจากวิกฤติในครั้งนี้ให้ได้เสียก่อน ตอนนี้ตำรวจกำลังตามจับตัวผม จะทำอย่างไรดีเพื่อจะสามารถไปไหนมาไหนได้สะดวกโดยไม่มีใครผิดสังเกต จู่ๆความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัว ผมพอมีเงินติดตัวอยู่บ้างจึงเดินเข้าไปในตลาดอย่างระแวดระวังตัว เดินหาร้านขายเสื้อผ้าและวิกผม ในวินาทีนี้ผมจะต้องอำพรางตัวเป็นผู้หญิง เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต

            “พี่จ๊ะมีวิกผมขายด้วยไหม หนูอยากแต่งหญิงเต็มตัวแล้ว” ผมทำท่าทางเลียนแบบสาวประเภทสองให้เนียนที่สุด คนขายจะไม่ได้ผิดสังเกต

            “มีสิจ๊ะ อย่างหนูถ้าได้แต่งหญิงครบเครื่องต้องสวยมากแน่ๆ” แม่ค้ามองหน้าผมอย่างพินิจพิจารณา ผมได้แต่ยิ้มรับอย่างช่วยไม่ได้

            “นี่จ้ะ ทรงนี้เหมาะกับหนูมาก ใส่แล้วลองมาส่องกระจกดูสิ”

            ผมรับวิกผมมาใส่ แล้วจ้องมองดูตัวเองในกระจกบานใหญ่ ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า ทำเอาผมแทบจำตัวเองไม่ได้ วิกผมหน้าม้ายาวสลวยถึงกลางแผ่นหลัง รับกับใบหน้ารูปไข่ของผมได้เป็นอย่างดี ดูแทบไม่ออกว่าผมเป็นผู้ชายมาก่อน

            “สวยมากจ๊ะ ถ้าได้สวมชุดยิ่งดูไม่ออกเลยว่าหนูเป็นกะเทย”

            “ถ้างั้นหนูขอเปลี่ยนเลยได้ไหมจ๊ะพี่”

            “ได้สิจ๊ะเข้าไปเปลี่ยนในนั้นได้เลย”

            ผมเดินถือชุดที่เลือกไว้ก่อนหน้านี้เข้าไปในห้องลองเสื้อ จัดการถอดเสื้อผ้าชุดเก่าออกแล้วเปลี่ยนเป็นชุดใหม่ทันที ชุดที่ผมใส่ตอนนี้เป็นเดรสสั้น สายเดี่ยวสีแดงเพลิง เห็นตัวเองในกระจกแล้วก็ยิ้มอย่างพอใจ นี่คือรูปลักษณ์ใหม่ของผมที่จะแอบเข้าไปหาตาหนูที่โรงพยาบาล ก่อนจะออกจากห้องแต่งตัว ผมก็หยิบเสื้อผ้าชุดเดิมใส่ถุงพลาสติก กะจะเอาไปทิ้งในถังขยะด้านนอกด้วย

            “เป็นยังไงบ้างจ๊ะพี่หนูสวยหรือเปล่า” ผมถามแม่ค้าเจ้าของร้าน เธอมองผมอย่างตะลึง เดินเข้ามาสำรวจรอบตัวผมอย่างเหลือเชื่อ

            “สวยมากจ้ะหนู พี่ดูไม่ออกเลยว่าหนูเคยเป็นผู้ชายมาก่อน”

            “ขอบคุณจ้ะพี่ แล้วพี่ว่าหนูควรซื้ออะไรเพิ่มหรือเปล่า ช่วยแนะนำหน่อยจ้า”

            “ชุด ผม ก็โอเคแล้ว จะเหลือก็แค่รองเท้าส้นสูง แล้วก็กระเป๋าสะพายใบเล็กๆ ถ้าได้ทั้งหมดนี้รับรองผู้ชายมองตาเป็นมันแน่เลย”

            “ถ้างั้นจัดมาเลยจ้ะหนูอยากสวยครบเครื่อง” ผมยิ้มให้แม่ค้าสาว เจ้าหล่อนเดินไปเลือกหยิบของมาให้ผม ในใจตอนนี้ผมคิดแต่เรื่องแก้แค้นคนพวกนั้นเพียงอย่างเดียว

            “นี่จ้ะกระเป๋ากับรองเท้า”

            “ถ้างั้นหนูใส่เลยนะจ๊ะพี่” ด้วยความไม่คุ้นชินกับการใส่ส้นสูง ทำให้ผมแทบจะล้มลงกับพื้น แต่ก็พยายามใส่แล้วเดินอยู่หลายรอบก็เริ่มคล่องตัว แต่จะติดปัญหาตรงที่มันเจ็บเท้าเพราะเป็นของใหม่

            หลังจากจ่ายเงินแล้วผมก็ออกมาจากร้านในรูปลักษณ์ใหม่ โยนเสื้อผ้าชุดเดิมทิ้งลงถังขยะไป สถานที่ที่ผมจะมุ่งหน้าไปตอนนี้ก็คือโรงพยาบาล ผมจะไปดูว่าตาหนูเป็นอย่างไรบ้าง ป่านนี้คงจะร้องไห้งอแงอย่างแน่นอน คิดได้อย่างนี้ก็คิดถึงลูกชายมากเหลือเกิน

 

            ผมนั่งแท็กซี่มาถึงหน้าโรงพยาบาล พอก้าวขาลงจากรถแล้วก็สวมแว่นกันแดด มองดูโรงพยาบาลสุดหรูของครอบครัวนั้นอย่างโกรธแค้น หากไม่จำเป็นว่ามาหาลูกชายผมจะไม่มีวันเข้ามาเหยียบที่นี่เด็ดขาด

            ผมเดินเข้าไปในโรงพยาบาลอย่างระแวดระวัง แม้ว่ารูปลักษณ์ใหม่จะไม่มีใครจำตัวผมได้ แต่ทว่ามันก็ยังไม่คุ้นชินอยู่ดี ขึ้นลิฟต์มาจนถึงชั้นที่ตาหนูอยู่ ผมก็มองซ้ายขวาเพื่อดูว่ามีใครอยู่บ้าง หากมีลูกน้องของพี่ธีอยู่จะได้ระวังตัวมากขึ้น

            หน้าห้องที่ตาหนูนอนพักรักษาตัวอยู่ ไม่ได้มีการ์ดยืนเฝ้าอย่างที่ผมคิดเลยด้วยซ้ำ จึงเดินตรงเข้าไปอย่างช้าๆ ก่อนจะมองผ่านกระจกช่องเล็กที่บานประตู ปรากฏว่าตาหนูไม่ได้นอนอยู่บนเตียงแล้ว พี่ธีเอาตาหนูไปไว้ไหน? โธ่! ลูกชายแม่จะโดนพาตัวไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ คิดแล้วน้ำตาก็จะไหลลงมา

            “ไม่ทราบว่ามาเยี่ยมผู้ป่วยเหรอคะ” เสียงพยาบาลสาวดังขึ้น ทำเอาผมแทบสะดุ้งด้วยความตกใจ รีบสวมแว่นตาทันที

            “เอ่อ....ค่ะมาเยี่ยมผู้ป่วย”

            “ห้องไหนคะให้ดิฉันช่วยหาไหม”

            “เอ่อ...คนไข้ห้องนี้ไปไหนแล้วเหรอคะ พอดีฉันเป็นญาติของคุณธีภพน่ะค่ะ” ผมรู้ถ้าโกหกว่าเป็นญาติของพี่ธี จะทำให้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

            “อ๋อ ญาติคุณธีภพนี่เอง คุณธีภพเพิ่งย้ายลูกชายกลับไปรักษาตัวที่บ้านเมื่อช่วงเช้านี่เอง คุณธีภพไม่ได้บอกคุณหรอกเหรอคะ”

            “สงสัยดิฉันรีบมาจนลืมโทรไปถามน่ะค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ” ว่าแล้วผมก็รีบเดินออกมาจากตรงนั้นทันที

            พี่ธีพาตาหนูย้ายไปอยู่บ้านงั้นหรอกเหรอ อย่างนี้แล้วผมจะไปเจอหน้าลูกได้ยังไงกัน เพราะคงไม่มีทางเข้าไปในนั้นได้ ผมเกลียดเขาที่สุด คิดจะกีดกันแม่กับลูกไม่ให้เจอกัน ถึงยังไงผมก็จะไปบ้านหลังนั้น ได้เห็นหน้าบ้านก็ยังดี

 

            ตอนนี้ผมยืนอยู่หน้ารั้วคฤหาสน์หรู สถานที่ที่เคยอาศัยอยู่มานานหลายปี ผมได้แต่ยืนอยู่หน้าประตูรั้ว มองเข้าไปด้านในด้วยแววตาเศร้า ภาพแห่งความทรงจำอันเลวร้ายผุดขึ้นในหัวไม่หยุดหย่อน ภาพที่ผมโดนแม่ทุบตีมาตั้งแต่เด็ก ภาพพี่ธีข่มเหงผม ภาพเหล่านี้ทำให้ผมเป็นห่วงลูกชายมากเหลือเกิน กลัวว่าพวกเขาจะเลี้ยงดูแก ให้เติบโตมาเป็นเหมือนพวกเขา ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆผมจะเสียใจมาก ผมอยากให้ลูกเป็นคนดี เป็นที่รักของทุกคน แต่คงได้แค่ทำใจเพราะทำอะไรไม่ได้แล้ว นอกจากภาวนาให้ตาหนูรับเอาแต่สิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต และอย่าได้มีอันตรายใดๆเลย

            “แม่สัญญาว่าจะหาทางพาหนูออกมาจากบ้านหลังนั้นให้ได้” ขณะยืนมองเข้าไปในบ้านตาละห้อยอยู่นั้น ก็มีเสียงบีบแตรดังมาจากด้านหลัง

            ปี๊บๆ

            “มาทำอะไรลับๆ ล่อที่หน้าบ้านฉันยะ” เสียงแหลมนี้ผมจำได้ดี มันคือเสียงของแม่ แม่ที่ไม่เคยนับว่าผมเป็นลูกเลย แม่ที่รับผมมาเลี้ยงให้เป็นแค่คนใช้เท่านั้นเอง

            “ขอโทษค่ะ พอดีดิฉันมาขายประกัน” ผมแสร้งพูด ก้มหน้าไม่กล้าสบตา กลัวว่าแม่จะจำผมได้

            “บ้านนี้ไม่ทำประกันกับคนต่ำๆ อย่างหล่อนหรอกย่ะ อย่ามาสะเออะยืนอยู่บ้านฉันรีบออกไปเดี๋ยวนี้เลย ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจมาจับ มาขายประกันหรือขายตัวกันแน่ก็ไม่รู้” แม่ยังคงเป็นคนเดิมไม่เคยเปลี่ยน นิสัยชอบดูถูกคนที่ต่ำต้อยกว่า แถมยังปากร้ายเหมือนเดิม

            “ดิฉันจะไปเดี๋ยวนี้ล่ะค่ะ” ว่าแล้วผมก็รีบเดินออกไป แต่ทว่ากลับมีเสียงผู้ชายเอ่ยทักไว้เสียก่อน

            “เดี๋ยว! เธอมีนามบัตรไหมล่ะเผื่อฉันสนใจอยากจะทำ เดี๋ยวจะติดต่อไป” พ่อนั่นเองที่เอ่ยกับผม ในบ้านหลังนี้คนที่ผมยังคงรักและคิดถึงอยู่ตลอดเวลานั่นมีเพียงพ่อ แม้ว่าท่านจะช่วยอะไรผมได้ไม่มาก แต่ท่านก็เมตตาและเอ็นดูผม ที่เป็นอย่างนั้นเพราะทรัพย์สมบัติเป็นของแม่ทั้งหมด พ่อเคยเล่าให้ฟังว่าตอนแต่งงานกับแม่พอมีแต่ตัว นั่นทำให้พ่อเป็นเบี้ยล่างแม่มาตลอดไม่ต่างจากผมเลย

            “มะ...ไม่มีค่ะ” ผมถือโอกาสมองหน้าพ่ออีกครั้ง พ่อดูแก่ไปเยอะพอสมควร

            “คุณอย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ เห็นสาวๆสวยๆเป็นไม่ได้ เธอรีบไปเลยก่อนที่ฉันจะให้คนมาลากตัวออกไป”

            “ผมแค่สงสารแม่หนูนั่นต่างหาก เขาอุตส่าห์มาขายถึงหน้าบ้าน” เสียงพ่อทะเลาะกับแม่ในรถ

            “ขอบคุณนะคะพี่สงสารหนู แต่ไม่เป็นไรก็ได้ค่ะหนูขอลานะคะ” ผมยกมือไหว้พ่อ ก่อนจะรีบเดินออกมาโบกรถออกไปทันที

            ทำไมคนดีๆอย่างพ่อต้องมาใช้ชีวิตคู่กับคนเลวอย่างแม่ด้วย ก็อย่างว่ามันคงเป็นเวรกรรมที่สร้างไว้เมื่อชาติที่แล้ว ก็เหมือนผมที่ต้องมาเจอเรื่องร้ายๆจากการกระทำของคนบ้านนี้

            ในเมื่อสิ้นไร้หนทางแล้ว ผมก็ตัดสินใจไปที่ตลาดอีกครั้ง ซื้อกระเป๋าเดินทางหนึ่งใบเพื่อใส่สัมภาระ ก่อนจะเจียดเงินที่มีติดตัวอยู่ ซื้อเสื้อผ้าผู้ชายไว้ใส่สองสามชุด เข้าไปในห้องน้ำสาธารณะเปลี่ยนกลับมาเป็นผู้ชายอีกเหมือนเดิม สวมหมวกแก๊ปแว่นกันแดดสีดำเพื่ออำพรางตัว เดินถือกระเป๋าไปตามถนนเรื่อยเปื่อย ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหนดี อาการเหม่อลอยผมเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว แสงแดดจ้าทำให้ร้อนจนเหงื่อกาฬไหลไม่หยุดหย่อน ก่อนภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้ามันจะค่อยๆเลือนราง รู้สึกเหมือนโลกกำลังหมุน และนั่นก็ทำให้สติผมดับวูบ พร้อมกับร่างที่ล้มลงข้างถนน

 

            ไม่รู้ว่าผมหมดสติไปนานแค่ไหน แต่ฟื้นขึ้นมาอีกทีก็อยู่บนเตียงในห้องที่ไม่คุ้นตา ภายในห้องถูกตกแต่งอย่างหรูหราราวกับอยู่ในราชวังทางยุโรป ผมพยายามพยุงตัวลุกขึ้นแล้วมองไปรอบห้อง ก็พบว่าที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาลอย่างที่คิด แล้วใครกันที่ช่วยผมไว้ อยากไหว้ขอบคุณเขาเหลือเกิน เพราะถ้านำตัวผมไปส่งโรงพยาบาลรับรองว่าตำรวจได้ตามตัวผมเจอแน่นอน

            “ฟื้นแล้วเหรอคะ” เสียงหญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยกับผม เธอเดินเข้ามาพร้อมกับแก้วน้ำดื่มเย็นๆ ดูท่าทางน่าจะเป็นสาวใช้ของบ้านหลังนี้

            “ครับ ว่าแต่ที่นี่ที่ไหนครับ”

            “ที่นี่เป็นบ้านของคุณโจวค่ะ”

            “คุณโจว? แล้วใครเป็นคนผมมาที่นี่ครับ”

            “ก็คุณโจวนั่นล่ะค่ะ”

            “แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหน ผมอยากจะขอบคุณที่ช่วยผมเอาไว้” เขาคนนั้นจะเป็นใคร ไว้ใจได้หรือเปล่าผมไม่รู้ แต่ที่รู้เขาคือคนดีที่ช่วยเหลือผมไว้

            “รอสักครู่นะคะคุณโจวกำลังจะเข้ามา คุณรออยู่ในห้องนี้ก่อน” ว่าแล้วเจ้าหล่อนก็เดินออกไปจากห้อง ทิ้งให้ผมนั่งครุ่นคิดอยู่เพียงลำพัง ว่าเขาคนนั้นจะรูปร่างหน้าตา และนิสัยเป็นอย่างไรบ้าง

            ไม่นานหลังจากนั้น ชายสูงวัยสวมเสื้อเชิ๊ตสีขาวทับด้วยเสื้อกั๊กสีเทาอีกที เดินเข้ามาหาผมในห้อง คงไม่ต้องเดาว่าเขาคนนั้นคือใคร เพราะมั่นใจว่าจะต้องเป็นคุณโจวอย่างแน่นอน

            “ขอบคุณนะครับที่ช่วยเหลือผมเอาไว้” ผมรีบยกมือไหว้เขาทันที ผู้ชายคนนี้อายุราวหกสิบกว่าแล้ว วัยใกล้เคียงกับพ่อของผม ดูจากหน้าตาแล้วเขาคงจะเป็นคนใจบุญน่าดู

            “ไม่เป็นไรฉันเต็มใจช่วย ว่าแต่เธอชื่ออะไรล่ะฉันจะได้เรียกชื่อถูก”

            “ผมชื่อเอ่อ....” กำลังคิดอยู่ว่าจะบอกชื่อจริงไปดีไหม ผมยังไม่รู้จักเขาดีพอเลย กลัวว่าจะไม่ปลอดภัย

            “ไม่ต้องห่วงฉันไม่ทำร้ายเธอหรอก ไว้ใจได้”

            “ผมชื่อธาวินครับ หรือเรียกสั้นๆว่าวินก็ได้”

            เขานั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียงแล้วเอ่ยถามผมต่อทันที “เธอกำลังจะไปไหน ทำไมถึงได้นอนเป็นหมดสติอยู่ข้างถนนอย่างนั้น”

            “คือผม...เป็นคนเร่ร่อนครับ เดินไปเรื่อยเปื่อยไม่มีจุดหมายปลายทาง ตอนนี้ผมก็อาการดีขึ้นแล้ว ผมขอตัวนะครับ ขอบคุณอีกครั้งที่ช่วยเหลือผม” ผมยกมือไหว้เขาอีกครั้ง แล้วจะลุกขึ้นจากเตียง

            “ถ้าไม่มีที่ไปอยู่กับฉันที่นี่ก็ได้นะ ที่นี่มีงานเยอะแยะให้เธอทำ ถ้ารู้ว่าเธอไม่ใช่คนเร่ร่อนหรอก และกำลังหนีอะไรบางอย่างด้วย จริงไหม?

ผมหยุดชะงักอยู่ที่เดิมเมื่อได้ยินอย่างนั้น

            “ถ้าผมเล่าความจริงให้คุณฟัง คุณจะจับผมส่งตำรวจไหม” ผมลองเสี่ยงดูว่าเขาคนนี้จะทำอย่างไรกับผม หลังจากรู้ความจริงแล้ว หากโชคดีอาจจะได้ที่ซุกหัวนอน และมีกำลังใจสู้เพื่อกลับไปแก้แค้นพี่ธีอีกก็เป็นได้

            “แสดงว่าเธอต้องคดีมา”

            “ใช่! แต่ผมโดนใส่ร้าย ผมไม่ได้เป็นคนทำ มีคนต้องการแกล้งผม”

            “ฉันเชื่อเธอ เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉันฟัง บางทีฉันอาจจะช่วยเหลือเธอได้”

            “ทำไมคุณถึงเชื่อผมง่ายอย่างนั้นล่ะ” ผมสงสัยว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้เชื่อและไว้ใจผมง่ายดายขนาดนี้ ทั้งที่เพิ่งจะได้นั่งคุยกันไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ

            “เพราะฉันดูคนออกยังไงล่ะ อายุฉันปูนนี้แล้วผ่านอะไรมาก็เยอะ ทำไมแค่คนอย่างเธอฉันจะดูไม่ออก แววตาของเธอบอกว่าเรื่องที่พูดมาเป็นความจริง การพูดการจาก็มีสัมมาคารวะไม่ได้เลวร้ายอะไร”

            “ถ้าคุณเชื่อใจผม ผมก็จะเชื่อใจคุณ เรื่องมันเริ่มต้นจาก........” หลังจากนั้นผมก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กับคุณโจวฟัง ในระหว่างเล่าน้ำตาผมก็ไหลลงมาอยู่เนืองๆ ว่าจะไม่ร้องแต่มันก็กลั้นไว้ไม่ได้ “เรื่องทั้งหมดมันเป็นอย่างนี้ล่ะครับ”

            “เธอต้องการจะแก้แค้นเขาคนนั้นใช่ไหม” เขาอ่านใจผมออกมาโดยตลอด ทำให้ผมเริ่มศรัทธาผู้ชายคนนี้เข้าให้เสียแล้ว ผมอยากเก่งเหมือนเขา ผมอยากจะเรียนรู้การอ่านใจคนออกบ้าง เผื่อว่ามันจะได้ใช้ในอนาคต

            “ใช่ครับ ผมจะเอาคืนเขาให้สาสม แก้แค้นให้ยาย และเอาลูกชายผมกลับคืนมาให้ได้” ผมเอ่ยด้วยแววตาที่แข็งกร้าว ไม่ว่าเขาจะให้ทำอะไรผมก็ยอม เพื่อให้ความตั้งใจของผมในครั้งนี้สำเร็จไปได้ด้วยดี

            “ของอย่างนี้มันต้องใช้เวลา ถ้าเธอต้องการจะแก้แค้นคนพวกนั้น เธอต้องไปเมืองจีนกับฉัน ไปชุบตัวใหม่ เปลี่ยนนิสัยใหม่ เรียนรู้การเข้าสังคมใหม่ๆ ลืมตัวตนเก่าที่เคยเป็น เธอจะทำได้ไหม”

            “ผมทำได้ทุกอย่าง ขอแค่มีโอกาสได้กลับมาแก้แค้นเขาให้ได้” ผมตอบด้วยสายตาที่มุ่งมั่น ไฟแค้นในดวงตาผมมันลุกโชน พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างให้มอดไหม้ได้ในพริบตา

            “ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เตรียมเดินทางได้เลย ไม่ต้องห่วงเรื่องพาสปอร์ตเพราะฉันจะเป็นคนจัดการเรื่องนี้ให้เอง”

            “ขอบคุณครับคุณโจวที่ช่วยเหลือผม ทั้งที่ยังไม่ได้รู้จักผมดีด้วยซ้ำ” ผมยกมือไหว้เขาอีกครั้ง เป็นความโชคดีเหลือเกิน ผมต้องกลายเป็นคนเร่ร่อนถึงสองครั้งสองครา แต่ก็มีคนใจดีช่วยเหลือผมทุกครั้ง คิดแล้วก็คิดถึงยายจันทร์ที่เคยช่วยเหลือผมไว้อย่างนี้ แต่ก็ต้องมาจากโลกนี้ไปเพราะผมเป็นต้นเหตุ ผมจะไม่มีวันให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเด็ดขาด ผมจะเข้มแข็งและเป็นฝ่ายเข้าไปทำลายคนพวกนั้นบ้าง

            “ต่อไปนี้เธอคือ อี้เฟยลูกชายคนเล็กของฉัน จากนี้ไปเธอต้องเรียกฉันว่าเตี่ยเข้าใจไหม” คุณโจวสร้างตัวตนให้ผมใหม่ ผมรู้สึกว่ากำลังได้เกิดใหม่อีกครั้งแล้ว

            “ครับเตี่ย อี้เฟยคนนี้จะทำตามคำสั่งของเตี่ยอย่างไม่มีข้อแม้เลยครับ”

            เราทั้งสองคนยิ้มมุมปากอย่างพอใจ ผมไม่รู้ว่าจุดประสงค์ที่คุณโจวช่วยเหลือผมเพราะอะไร แต่ผมก็จะจงรักภักดีกับเขา ถือซะว่าเขาเป็นพ่อแท้ๆ

เมื่อมีโอกาสได้เริ่มต้นชีวิตใหม่แล้ว ผมจะทำทุกวินาทีให้คุ้มค่าสุด เพื่อฝึกฝนตนเองตัวเองให้แข็งแกร่ง พร้อมสำหรับการแก้แค้นในอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร่...แต่มันต้องมีวันนั้นอย่างแน่นอน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 62 ครั้ง

6 ความคิดเห็น

  1. #67 K E E N (@pikipinocchio) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 / 07:47
    ไปสุดดดดดดด
    #67
    0
  2. #62 NaokiChun (@NaokiChun) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2561 / 12:46
    เอาเลย วินแก้แค้นเลย
    #62
    0
  3. วันที่ 28 สิงหาคม 2561 / 14:59
    ขอบคุณที่แต่งให้อ่านนะคะ
    #31
    0
  4. #14 thanyaporn_277 (@thanyaporn_277) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2561 / 22:33

    เอาลูกคืนมาให่ได้นะแล้วก็แก้ให้ธีตายทั้งเป็นเลย
    #14
    0
  5. #13 chompoohkh (@chompoohkh) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2561 / 21:12

    รอค่ะ อยากอ่านอีกสนุกมากกกก
    #13
    0
  6. #12 @nuttanicha_na (@Nutnischa) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2561 / 20:56
    จะกลับมาเอาลูกคืนตอนไหนละนั้น ถ้ามาเอารืนตอนลูกโตแล้ว ลูกจะจำได้หรอ แล้วไม่ติดนิสัยเลวๆมาอีกหรอ พ่อมันยิ่งอย่างงั้นอยู่ ไรท์จะให้มาเอาลูกคืนตอนไหนอ่าาาา ลุ้น~~~~~รีบมาเอาคืนอีธีไวๆเลย อยากดูมันทรมานแล้ว
    #12
    0