ตอนที่ 4 : ผู้บุกรุก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1214
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 64 ครั้ง
    20 ส.ค. 61

บทที่ 3

ผู้บุกรุก

 

          สองวันที่ผ่านมาไม่มีวี่แววว่าพี่ธีจะมารังควานผมเลย แต่สำหรับพี่เพชรยังคงมาอุดหนุนผมทุกวันเหมือนเช่นเคย เขาเอาแต่ถามผมว่ารู้จักกับพี่ธีมาก่อนเหรอ ผมจึงตัดสินใจบอกความจริงไป เพราะอย่างน้อยพี่เพชรก็เป็นคนดีที่ผมไว้ใจได้ ตอนแรกที่รู้ว่าพี่ธีคือพ่อของธนนท์แกก็ตกใจ แต่พอผมเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง แกก็เข้าใจหัวอกคนเป็นแม่อย่างผม แถมยังบอกว่าจะช่วยกันพี่ธีออกให้ และนั่นคือข้อดีที่ผมคิดว่าจะได้จากพี่เพชร

            เช้าวันนี้ผมตื่นขึ้นมาตักบาตรตั้งแต่เช้าตรู่ โดยไม่ลืมปลุกลูกชายมาด้วย เพราะอยากให้เราสามคนได้ทำบุญร่วมกัน จะได้แคล้วคลาดปลอดภัยจากเรื่องร้ายๆ

            เมื่อเห็นพระสงฆ์สองรูปเดินถือบาตรมาในท่าทีสำรวม โดยมีเด็กวัดตัวน้อยที่สะพายย่ามตามหลังมาติดๆ ผมก็เอ่ยนิมนต์ท่านเหมือนเช่นทุกวัน

            “นิมนต์ครับหลวงพ่อ”

            “วันนี้ทำไมเจ้าหนูถึงตื่นแต่เช้าได้ล่ะโยม” หลวงพ่อถาม พลางยิ้มให้กับธนนท์ ที่เอาแต่มองท่านตาแป๋ว

            “นานๆที อยากทำบุญพร้อมหน้ากันครับหลวงพ่อ” ว่าแล้วก็เอ่ยกับตาหนู จับมือให้ไหว้หลวงพ่อ “สาธุสิครับลูก”

            จากนั้นผมกับยายจันทร์ก็ช่วยกันนำอาหารที่เตรียมไว้มาใส่บาตร ก่อนจะนั่งรีบศีลจากพระทั้งสองรูปพร้อมทั้งกรวดน้ำจนเสร็จ เมื่อท่านเดินไปแล้ว พวกเราก็เข้าไปในบ้านเพื่อทานอาหารเช้า

วันนี้เป็นวันหยุดจึงไม่ได้ออกไปขายข้าวแกง ปกติในหนึ่งสัปดาห์พวกผมจะหยุดหนึ่งวัน โดยส่วนมากจะเป็นวันอาทิตย์

            “วันนี้ยายอยากไปเที่ยวไหนไหมครับ เดี๋ยวผมจะพาไป” ผมเอ่ยกับยายจันทร์ขณะนั่งทานข้าวอยู่บนพื้นไม้

            “ยายแก่แล้วไปไม่ไหวหรอก เอ็งไปกับตาหนูเถอะ”

            “ถ้ายายไม่ไปผมก็ไม่อยากไปไหนหรอก ช่วยยายทำงานบ้านดีกว่า”

            “พาลูกไปเปิดหูเปิดตาบ้างเถอะ ไม่ได้พาตาหนูออกไปเที่ยวนานแล้วไม่ใช่เหรอ”

            “ไม่เป็นไรหรอกครับยาย อยู่บ้านก็มีความสุขจะตาย อีกอย่างช่วงนี้ผมยังไม่กล้าพาลูกออกไปไหน กลัวว่าพี่ธีจะตามมาแย่งตาหนูไป” แม้ว่าช่วงสองวันที่ผ่านมา พี่ธีจะไม่มาให้เห็นหน้า แต่ผมก็ยังไม่วางใจว่าเขาจะไม่มายุ่งวุ่นวายกับผม และมั่นใจว่าตอนนี้คงจะหาวิธีมาเล่นงานผมอยู่อย่างแน่นอน

            “เอ็งคิดมากไปรึเปล่า ยายว่าบางทีเขาอาจจะไม่ทำอย่างที่เรากลัวอยู่ในตอนนี้ก็ได้นะ” ยายจันทร์ไม่รู้นิสัยของพี่ธีจึงพูดอย่างนี้ออกมา แต่ผมรู้ดีว่าเขาเป็นคนที่ชอบเอาชนะ อยากได้อะไรก็ต้องได้

            “ผู้ชายคนนี้ไม่มีทางปล่อยผมกับลูกไปง่ายๆ หรอกครับยาย เขาเป็นคนชอบเอาชนะ อยากได้อะไรก็ต้องได้ ไม่งั้นคง...ไม่ข่มขืนผมหรอกครับ” ภาพวันนั้นยังติดตาผมไม่หาย

            “เอ็งอย่าเอาเรื่องนั้นมาคิดให้มันเจ็บใจอีกเลย ให้ถือซะว่าเขาได้มอบสิ่งที่มีค่าที่สุดให้กับเอ็งมา นั่นคือตาหนู เอ็งจะได้ไม่ต้องเอามันมาเป็นปมในชีวิต” ใช่อย่างที่ยายจันทร์พูด ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์ในคืนนั้น ตาหนูคงไม่ได้เกิดมา ทำให้ชีวิตผมอยากมีชีวิตต่อไปอย่างมีความหวังแบบนี้

            “ผมจะพยายามคิดอย่างนั้นให้ได้ครับยาย ผมต้องขอบคุณที่เขาได้มอบสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตให้”

            “คิดได้อย่างนั้นก็ดีแล้ว ชีวิตเราจะได้เดินหน้าต่อไป ไม่ต้องไปสนใจอดีตพวกนั้นอีก”

            “ขอบคุณยายที่ช่วยเตือนสติผมนะครับ”

            “ไม่เป็นไรเอ็งสบายใจ ยายเองก็สบายใจ”

            ผมรีบโผเข้าไปกอดยาย ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาสุขหรือทุกข์ ยายจันทร์คือคนเดียวที่เห็นช่วงเวลานั้นของผมมาตลอด และเป็นคนเดียวที่ผมสามารถสละชีวิตแทนได้

            เมื่อไม่ได้ออกไปเที่ยวไหนแล้ว พวกเราทั้งสามคนจึงนั่งอยู่ที่ศาลาท่าน้ำ ผมกับยายช่วยกันทำข้าวต้มมัด ส่วนตาหนูก็นั่งอยู่บนตักผม คอยจับโน่นจับนี่ก่อกวนไปเรื่อย

            “แอะๆ”

            ธนนท์เห็นพวกผมช่วยกันห่อใบตอง ก็เอื้อมมือมากะจะช่วย ส่งเสียงอ้อแอ้ราวกับดุพวกเราทั้งสองคนซะอย่างนั้น ชอบออกคำสั่งเหมือนพ่อตั้งแต่เด็กเลยนะไอ้ตัวเล็ก

            “ยายครับ ทำไมตาหนูถึงได้เอ่ยคำว่าพ่อออกมา ยายได้สอนแกรึเปล่าครับ” ข้อสงสัยนี้ผมยังไม่ได้ถามยายจันทร์เลยตั้งแต่เกิดเรื่อง

            “ยายไม่ได้สอนนะ หรือว่าวันนั้นที่ยายนั่งดูละครกับตาหนู นางเอกตะโกนเรียกหาพ่อในละคร แกคงจะจำมาพูด ถ้าเป็นอย่างนั้นตาหนูต้องเป็นเด็กฉลาดมากแน่ๆ” ยายจันทร์ว่า

            “อ๋อ ผมเองก็เดาว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น แต่บังเอิญจังเลยนะ ไปเรียกพ่อในวันที่เจอพี่ธีพอดีเลย”

            “แอ้” แหนะยังมีหน้ามายิ้ม เหมือนเข้าใจที่ผมพูดซะงั้น ลูกเทวดาจริงๆ

            “ความเป็นพ่อเป็นลูกยังไงก็มันต้องมีอะไรสื่อถึงกันนะยายว่า”

            “แต่ผมไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นเลยยาย ผมไม่อยากให้ตาหนูรู้ว่าพี่ธีคือพ่อ”

            “มาถึงขั้นนี้แล้วเขาคงไม่ปล่อยให้เป็นอย่างนั้นแน่นอน บอกให้รู้ยังดีกว่าให้ตาหนูรู้จากคนอื่น”

            “ถ้าถึงวันนั้นผมจะเป็นคนบอกตาหนูเองครับยาย”

            “ดีแล้วจ้ะ”

            เพล้ง!

            เสียงเหมือนอะไรหล่นอยู่หน้าบ้านดังขึ้น ผมกับยายหันไปยังต้นเสียง แล้วมองหน้ากันด้วยความสงสัยปนตกใจ

            “เสียงอะไรครับยาย”

            “เดี๋ยวยายไปดูเอง เอ็งกับตาหนูนั่งรออยู่ตรงนี้ก่อนละกัน”

            “ให้ผมไปดูเองดีกว่าครับยาย” ผมรู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้ กลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น เป็นห่วงยายจันทร์เหลือเกิน

            “ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวยายไปเอง”

            “ถ้างั้นระวังตัวด้วยนะครับยาย”

            “จ้ะ” ยายจันทร์ลุกขึ้นแล้วเดินไปที่หน้าบ้าน

ผมได้แต่มองตามหลังอย่างเป็นห่วง

            “จะเป็นยังไงบ้างนะ”

            เพิ่งพูดจบไปไม่กี่วินาที ผมก็ได้ยินเสียงยายจันทร์ร้องมาจากหน้าบ้าน

            “กรี๊ดดด อย่าทำของฉันนนน”

            เห็นท่าไม่ดีผมก็รีบลุกขึ้น อุ้มตาหนูวิ่งไปหายายจันทร์ที่หน้าบ้านทันที เมื่อไปถึงก็ใจแทบสลาย เพราะรถเข็นรวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ถูกทำลายจนไม่มีชิ้นดี มันเกลื่อนอยู่บนพื้น ส่วนยายจันทร์เองก็นั่งร้องไห้อยู่ใจแทบขาด ใช่สิ! เพราะของพวกนั้นเป็นเครื่องมือทำมาหากินของยายจันทร์มาตั้งแต่สมัยยังสาวๆ ของทุกชิ้นมันมีค่ามากกว่าเป็นสิ่งของ แต่มันเป็นเหมือนทั้งชีวิตของคนหาเช้ากินค่ำอย่างพวกเรา

            “ยาย!” ผมรีบลงไปนั่งข้างยายจันทร์

            “ของพังหมดแล้ววิน มันพังของเราหมดแล้ว ฮือๆ” ผมไม่เคยเห็นยายจันทร์ร้องไห้มาก่อน นั่นทำให้ผมโกรธจนหน้าแดง วางลูกไว้ข้างยายจันทร์แล้วลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับพวกมัน

            “พวกมึงต้องการอะไรกันแน่ ไอ้พวกหมาบ้า!” ชายฉกรรจ์ทั้งสองที่ยืนยิ้มเหี้ยมอยู่ตรงหน้าผม ค่อยๆ ย่างกรายเข้ามาหา เห็นอย่างนั้นผมก็ถอยหลังทันที

            “พวกกูไม่ได้ต้องการอะไรหรอก แต่นายกูต้องการ”

            “นายพวกมึงเป็นใคร”

            “กูเอง!

เสียงนั่น ผมจำได้ดี มันคือเสียงพี่ธีนี่นา ผมรีบคว้าตาหนูขึ้นมาอุ้มไว้ กลัวว่าเขาจะแย่งตาหนูไปจากผม

            “พี่ธี!

            “ใช่กูเอง พวกมึงสองคนหลบไปก่อน กูจะพูดกับลูกกับเมียกูเอง” เขาเดินเข้ามาหาผม มองตาหนูตาเป็นมัน บ่งบอกว่าเขาต้องการตัวตาหนูมากขนาดไหน

            “ใครลูกใครเมียพี่”

            “อ้อ...กูลืมไปว่าแค่ครั้งเดียว คงจะทำให้มึงลืมไปแล้วว่ามึงเป็นเมียกู ส่วนเด็กที่มึงอุ้มอยู่นั้นมันเกิดจากอสุจิกู มันก็ต้องเป็นลูกกู”

            “พ่อหนุ่มยายขอล่ะ อย่ามายุ่งกับวินอีกเลย ถือว่าเห็นแก่คนแก่เถอะนะ”

            “ยายไม่ต้องไปขอร้องคนอย่างนั้น แค่ที่เขาทำกับเรามันก็บ่งบอกชัดเจนแล้วว่าเลวแค่ไหน”

            “ปากดีนักนะมึง เอาลูกมาให้กูแล้วกูจะไม่มายุ่งกับมึงอีก”

            “ไม่! ผมไม่ให้ ตาหนูเป็นลูกผมคนเดียว พี่ไม่ได้ตั้งใจทำให้ตาหนูเกิดมาด้วยซ้ำ แล้วทำไมตอนนี้ถึงมาทวงสิทธิ์”

            “ถึงกูจะไม่ตั้งใจทำให้ลูกเกิดมา แต่กูตั้งใจยัดเยียดความเป็นผัวให้มึงไงล่ะ” พี่ธีตะโกนใส่หน้าผม ผมไม่สามารถยอมรับคำหยาบคายพวกนั้นได้อีกแล้ว น้ำตาผมไหลลงมาเป็นสาย

            เพี๊ยะ!

            “นี่มึงกล้าตบกูเหรอวะ!

            “ใช่! นี่มันยังน้อยไปสำหรับที่พี่ทำกับผม หยุดทำพฤติกรรมต่ำๆ ได้แล้ว แค่นี้ลูกก็ต้องมาทนดูอะไรแย่ๆ มากพอแล้ว”

            “กูไม่หยุดจนกว่าจะได้ลูกกลับบ้าน ตอนนี้กูบอกพ่อกับแม่แล้วว่าเจอมึงและมึงก็มีลูกกับกู อย่างนี้แล้วมึงคิดว่าใครจะคุ้มกะลาหัวมึงได้อีกนอกจากกู มึงก็รู้ว่าแม่โหดแค่ไหน” ถึงจะเอาเรื่องใครมาขู่ผมก็ไม่กลัวทั้งนั้น เพราะผมต้องหาทางปกป้องลูกไม่ให้ไปตกอยู่ในมือคนพวกนั้นให้ได้ ผมกลัวว่าลูกจะโดนเหมือนผม ถูกเลี้ยงทิ้งๆ ขว้างๆ

            “ผมไม่กลัวใครทั้งนั้น”

            “ได้! ถ้ามึงชอบความรุนแรงกูจะจัดให้” ว่าแล้วพี่ธีก็ทะยานตัวเข้ามาแย่งตาหนูไปจากผม เรายื้อแย่งกันจนตาหนูร้องไห้เสียงดัง

            “แงๆๆๆ”

            “ปล่อยเดี๋ยวนี้นะพี่ธี” ผมตะโกนเสียงดัง แต่เขาก็พยายามมาแย่งลูกไป ผมเกลียดเขาที่ทำให้ลูกต้องมาเจอเรื่องแบบนี้

            “เอาลูกกูคืนมา เฮ๊ยพวกมึงมาช่วยกูดิ๊” เมื่อยื้อแย่งไม่สำเร็จ พี่ธีก็ตะโกนสั่งลูกน้องที่ยืนอยู่

            “มึงลองเข้ามาสิวะ ถ้าไม่อยากตาย” เป็นยายจันทร์นั่นเองที่หยิบมีดอีโต้มาตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ ยืนขู่พวกนั้นไม่ให้มายุ่งกับพวกผม

            “แค่คนแก่คนเดียวพวกมึงจัดการไม่ได้เลยเหรอวะ” พี่ธีตะโกนบอก

            “ทำไมพี่ถึงได้เลวอย่างนี้นะ ทั้งเด็กทั้งคนแก่พี่ก็ยังไม่เว้น ยังมีความเป็นคนอยู่รึเปล่าเนี่ย ฮือๆ” ผมทนไม่ไหวตะโกนไปทั้งน้ำตา ผมเกลียดเขา ผมเกลียดผู้ชายคนนี้ ทำไมถึงได้ใจร้ายใจดำอย่างนี้นะ

            “ก็นี่ลูกกูไงกูจะเอาไปเลี้ยงเอง” เขายังไม่หยุด ไม่มีความสำนึกเลยแม้แต่น้อย

            “ถ้าพี่ไม่มาแย่งลูกไปจากผม ผมสัญญาว่าจะให้พี่มาหาลูกได้ จะให้ลูกรู้ว่าพี่เป็นพ่อ ขอร้องเถอะนะพี่ ถ้าพี่รักลูกเห็นแก่ลูกจริงๆ พี่ต้องไม่ทำให้ลูกร้องไห้อย่างนี้”

            “แงๆๆ” ตอนนี้ตาหนูร้องไห้จนใบหน้าแดงก่ำไปหมดแล้ว ผมสงสารลูกมากเหลือเกิน

            “ทำไมกูต้องเชื่อที่มึงพูดด้วย” ผมรู้สึกได้ว่าตอนนี้พี่ธีเริ่มลังเลใจบ้างแล้ว แววตาเขาลดความเกรี้ยวกราดลงพอสมควร

            “ผมขอร้องเถอะนะพี่ แค่นี้ชีวิตผมมันก็บัดซบมากพอแล้ว ลูกคือชีวิตของผม ถ้าขาดแกไปสักคนผมขอตายดีกว่า ผมจะไม่กีดกันลูกกับพี่เลยผมสัญญา” ผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกอยู่กับผม

            “ก็ได้ กูจะไม่เอาลูกไป แต่กูจะมาหาลูกทุกวัน”

            “ขอบคุณครับพี่ธี ขอบคุณมากจริงๆ” หลังจากพี่ธียอมปล่อยมือแล้ว ผมก็โอ๋ลูกให้หยุดร้องทันที “โอ๋ ธนนท์อย่าร้องนะลูก ไม่มีอะไรแล้วครับ” กล่อมลูกได้ไม่นานตาหนูก็หยุดร้อง แต่กลับมองพี่ธีด้วยสายตาที่หวาดกลัว

            “ขอกูอุ้มลูกได้ไหมวะ” ดูจากแววตาของเขาแล้ว คงอยากจะอุ้มลูกจริงๆ แต่ผมจะไว้ใจได้ยังไงล่ะ พออุ้มแล้วอาจจะพาลูกวิ่งหนีไปใครจะรู้

            “ตอนนี้ลูกยังไม่คุ้นกับพี่ เอาไว้วันหลังละกันนะ ตอนนี้ตาหนูยังงอแงอยู่ อีกอย่างแกคงกลัวพี่ไปแล้ว คงไม่ให้อุ้มแน่นอน” ผมเริ่มใจเย็นลง พยายามพูดกับพี่ธีดีๆ ดูท่าทางแล้วความเป็นพ่อคงจะทำให้เขาสำนึกอะไรได้บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่มีทางเชื่อใจง่ายๆ หรอก

            “ก็ได้...วันหลังกูจะมาใหม่ มึงต้องให้กูอุ้มลูก ถ้ามึงยังหวงลูกอยู่อีกกูจะพาลูกไปแน่” เขาชี้หน้าขู่ผม

            “แล้วผมจะเชื่อใจพี่ได้ยังไงล่ะ ถ้าเกิดพี่อุ้มตาหนูแล้วพาหนีไป ผมจะทำยังไง”

            “มึงรักลูก กูเองก็รักลูกเหมือนกัน กูไม่มีทางทำให้ลูกร้องไห้แน่นอน”

            “ไม่มีทางแล้วเมื่อกี้คืออะไรล่ะ พี่ทำลูกร้องไห้ไปแล้ว”

            “เออ..ครั้งนี้กูยอมรับผิดก็ได้”

            “ตกลงกันอย่างนี้ได้ยายก็สบายใจขึ้น เอาเป็นว่าบ้านหลังนี้ต้อนรับพ่อหนุ่มเสมอนะ จะมาวันไหนตอนไหนก็ได้ยายยินดีต้อนรับ ขอแค่อย่าทำให้วินกับลูกต้องเสียน้ำตาอย่างนี้อีกก็พอ อย่าว่ายายสอนเลยนะ คนเป็นพ่อเป็นแม่ยังไงก็ต้องนึกถึงลูกก่อนเสมอ ยายอยากให้ตาหนูมีทั้งพ่อและแม่ โตขึ้นมาแกจะได้ไม่ต้องเป็นเด็กมีปัญหา” ยายจันทร์เอ่ย ดูเหมือนว่าพี่ธีจะยอมอ่อนลงมาก

            “ผมต้องขอโทษยายด้วยนะครับที่ทำลายข้าวของเสียหาย เดี๋ยวผมจะซื้อมาให้ใหม่”

            “ไม่เป็นไรจ้ะ ไม่ต้องซื้อมาหรอก แค่นี้มันยังพ่อใช้ได้อยู่”

            “พี่รีบกลับไปเถอะ ถึงพวกเราจะจนก็ไม่ได้อยากรับของจากใคร”

            “อวดเก่งตลอดเลยนะมึง ฝากไว้ก่อนเถอะ รอให้ลูกติดกูเมื่อไหร่มึงได้เป็นหมาหัวเน่าแน่” เขาชี้หน้าก่อนจะมองหน้าลูกแวบหนึ่ง แล้วเดินออกไปจากหน้าบ้านพร้อมกับสมุนทั้งสองคน

            เมื่อแน่ใจแล้วว่าปลอดภัย ผมก็รีบอุ้มลูกมาหายายจันทร์ กลัวว่าแกจะได้รับบาดเจ็บ

            “ยายเป็นอะไรไหมครับ”

            “ยายไม่เป็นไรหรอก เอ็งนั่นล่ะเป็นอะไรรึเปล่า”

            “ไม่ครับ แต่ตาหนูนี่สิคงขวัญเสียน่าดู”

            “โถ...ตาหนูของยาย” ยายจันทร์ลูบกลางกระหม่อมตาหนูเบาๆ

            “วันนี้รอดไปได้แต่วันพรุ่งนี้สิจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ ผมต้องทำให้ยายเดือดร้อนอีกแล้ว”

            “อย่าคิดมากน่า อย่างน้อยมันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น ยายเชื่อว่าพ่อธียังพอจะเปลี่ยนเป็นพ่อที่ดีได้ ดูอย่างวันนี้สิเอ็งเอาเรื่องลูกมาอ้าง ยังยอมใจอ่อนไม่พาตาหนูไป ยอมที่จะมาหาที่นี่ อย่างน้อยเราก็ไม่ต้องกังวลว่าเขาจะพรากตาหนูไปจากเรานะ”

            “แต่ถึงยังไง ผมก็ไม่เชื่อว่าคนอย่างพี่ธีจะยอมอะไรง่ายๆ ผมจะจับตาดูไม่ให้คลาดสายตาแม้แต่วินาทีเดียวเลยคอยดู”

            “ยายจะช่วยดูอีกแรงละกัน แล้วพ่อธีเขาร้ายกับเอ็งมากเลยเหรอ สมัยอยู่ที่บ้านหลังนั้น”

            “ครับยาย คอยแกล้งผมตลอด บางทีก็มีทำร้ายร่างกายด้วย แต่ก็เป็นตามประสาเด็กทะเลาะกัน เพียงแต่ผมต้องเป็นฝ่ายยอมตลอด แต่คนที่ร้ายกว่าพี่ธีก็คือแม่ครับ รายนั้นเวลาไม่พอใจเฆี่ยนผมจนจับไข้มาก็หลายครั้งเลย ถ้าพี่ธีรับนิสัยพวกนั้นมาหมด ป่านนี้ผมคงไม่รอดแล้วล่ะครับ” ผมไม่อยากคิดถึงเรื่องเก่าๆ เลย มันทำให้รู้สึกหวาดกลัวแทบทุกครั้ง

            “ตอนนี้เราก็ไม่ได้อยู่บ้านหลังนั้นแล้ว ลองเปลี่ยนเขาดูสิเผื่อว่าอะไรมันจะดีขึ้น”

            “ยากครับยาย ถ้าเปลี่ยนคนคนนี้ได้ คงเปลี่ยนจากกลางวันเป็นกลางคืนในพริบตาได้แล้วล่ะ”

            “ยังไม่ลองเลยจะรู้ได้ไง ถ้าเปลี่ยนเขาได้ เอ็งก็จะได้อยู่กับตาหนูที่นี่ไปตลอด แถมตาหนูยังมีพ่อที่นิสัยดีอีกด้วย ได้ทั้งขึ้นทั้งล่องเลยนะ” สิ่งที่ยายจันทร์แนะนำมาก็ดีนะ...ถ้าทำได้

            “ผมจะลองคิดดูละกันครับยาย แต่ตอนนี้เราต้องช่วยกันเก็บของก่อน จะได้ไปทำข้าวต้มมัดต่อ”

            ผมกับยายจันทร์ช่วยกันเก็บกวาดผลงานที่ลูกน้องของพี่ธีทำไว้ คนอะไรจะเลวทรามได้ขนาดนี้ ผมจะทำให้ใจเขามาหาลูกที่บ้านทุกวันได้ยังไงกันเนี่ย...เฮ้อ

                                                                                                                

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 64 ครั้ง

7 ความคิดเห็น

  1. #65 K E E N (@pikipinocchio) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 / 07:35
    คือแบบ มันสุดโต่งอ่ะ มันไม่มีตัวเชื่อมอารมณ์เลยง่ะ แบบ เออๆ ได้ๆ ไรว่ะ แบบนี้ แงงงงง ฉู้ๆนะคะะะะ
    #65
    0
  2. #44 คนเบื่อโลก? (@Jpranmao) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 กันยายน 2561 / 22:23
    พระเอกก็เ-ี้ยแหละ เลวว่ะ
    #44
    0
  3. #42 IF-you (@IF-you) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 กันยายน 2561 / 00:07
    พระเอก...ห่าไรเ-้ยมากกก คนแบบนี่เป็นพระเอกอ่อ
    #42
    0
  4. #34 ทิภากรณ์ (@mem250840) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2561 / 02:50
    อะไรของมัน เป็นไบโพล่าอ่อ เ-้ยสุดกับคนแก่ เด็ก คนไม่มีทางสู้ก็ทำ ถ้าแม่งเป็นพระเอกนะ โลกคงถึงจุดจบอ่ะ เลวไม่มีที่ติ มันไม่เมทกับเนื้อเรื่อง
    #34
    0
  5. #33 ทิภากรณ์ (@mem250840) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2561 / 02:50
    อะไรของมัน เป็นไบโพล่าอ่อ เ-้ยสุดกับคนแก่ เด็ก คนไม่มีทางสู้ก็ทำ ถ้าแม่งเป็นพระเอกนะ โลกคงถึงจุดจบอ่ะ เลวไม่มีที่ติ มันไม่เมทกับเนื้อเรื่องเล้ย
    #33
    0
  6. #21 fatipa (@tipawadee) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2561 / 14:43
    พี่ธีนี่มันหายนะจริงๆ
    #21
    0
  7. #6 Aern2609 (@Aern2609) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2561 / 21:48
    ดีกันง่ายจัง งงเลย แต่ก็ดีแล้ว
    #หน่วงไม่สุด
    ติดตามมม
    #6
    1