ทาสรักเชลยหัวใจ [พีเรียด]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,326 Views

  • 17 Comments

  • 50 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    50

    Overall
    1,326

ตอนที่ 6 : รสจูบแห่งเจ้าอุปราช

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 125
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    22 ส.ค. 61

-๖-

รสจูบแห่งเจ้าอุปราช

 

          การได้คลุกคลีใช้ชีวิตด้วยกันในคุ้มเกือบทุกวัน นั่นทำให้ความสัมพันธ์ของแสงหล้าและอินเหลาแน่นแฟ้นขึ้นเป็นลำดับ แสงหล้าปฏิบัติต่ออินเหลาราวกับน้องชายตัวน้อย ความใสซื่อบริสุทธิ์ ไร้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยมใดๆ ของเด็กน้อย ทำให้แสงหล้ายอมเปิดใจได้อย่างง่าย

ในแต่ละวันแสงหล้าแทบไม่ได้ออกไปไหนเลย หางานอดิเรกทำเพื่อคลายเหงา ร่วมกับข้าไทคนอื่นๆ นั่น ทำให้ตอนนี้เขากลายเป็นที่รักของบรรดาข้าไทในคุ้มนี้ไปเสียแล้ว

            “เจ้าน้าข้าอยากเล่นม้าก้านกล้วย ช่วยเล่นเป็นเพื่อนข้าได้หรือไม่” อินเหลาเดินเข้ามาพะเน้าพะนออยู่ข้างกาย ขณะแสงหล้าและคำน้อยกำลังช่วยกันจัดดอกไม้ใส่แจกันทองสำริดอยู่ในห้องโถง

            แสงหล้ายิ้มน้อยๆ เมื่อได้ยินอย่างนั้น “ข้าจักเล่นกับเจ้าได้เยี่ยงไร ข้าเป็นผู้ใหญ่แล้วไม่ใช่เด็กเยี่ยงเจ้านะอินเหลา ใครเห็นเข้าคงหัวเราะเยาะข้าเป็นแน่”

            “ก็ข้าเบื่อจะเล่นกับข้าไทพวกนั้นแล้ว ข้าอยากเล่นกับผู้อื่นบ้าง” อินเหลาทำหน้าตาบูดบึ้ง เชิงอ้อนอีกฝ่ายให้ยอมใจอ่อน

            “หากเจ้าต้องการข้าจักไปเล่นด้วย แต่มีข้อแม้ว่าเจ้าต้องเล่าเรื่องแม่ของเจ้าให้ข้าฟัง ตงลงหรือไม่”

            “ตกลง! ข้าจักเล่าให้ฟังแต่ตอนนี้เจ้าน้าต้องไปกับข้าก่อน” ว่าแล้วอินเหลาก็ดึงมือแสงหล้า พาเดินออกไปที่ลานหญ้าหน้าคุ้ม

 

            มาถึงก็มีข้าไทเตรียมก้านกล้วยเอาไว้รอแล้ว อินเหลารีบวิ่งไปหยิบมาแล้วยื่นให้แสงหล้าและคำน้อยคนละอัน ก่อนที่ทั้งสามคนจะขึ้นขี่ แสงหล้ากับคำน้อยมองหน้ากันแล้วยิ้มออกมาอย่างเคอะเขิน เพราะทั้งสองเคยเล่นตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก ตอนนี้เวลาก็ผ่านล่วงเลยมานานแล้ว มันรู้สึกไม่คุ้นชินเอาเสียเลย

            “เจ้าน้าวิ่งตามข้ามา ฮี่ๆ” ว่าแล้วอินเหลาก็ขี่ม้าก้านกล้วยวิ่งวนเป็นวงกลม โดยมีเพื่อนเล่นคนใหม่วิ่งตามหลังมาติดๆ แม้ช่วงแรกอาจจะยังเคอะเขินอยู่ แต่นานไปแสงหล้าและคำน้อยกลับสนุกไปพร้อมกับอินเหลาซะอย่างนั้น

            ข้าไทที่นั่งชมอยู่นับสิบต่างก็มองดูแล้วมีรอยยิ้มตาม เล่นกันอยู่อย่างนั้นได้ไม่นาน ก็มีแขกไม่ได้รับเชิญนั่งเสลี่ยงชูคอระหงมาเยี่ยมเยียนถึงที่

            “ท่าทางคงจะสนุกกันจริงเชียว แม่เลี้ยงเชลยต่างด้าวกับลูกเลี้ยงดูท่าคงจะเข้ากันได้ดี” เป็นเครือแก้วนั่นเองที่ย่างกรายลงมาจากเสลี่ยง ข้างกันนั้นก็มีข้าไทคนสนิทนามว่า เขียน ติดสอยห้อยตามมาติดๆ

            ได้ยินเสียงของผู้มาเยือน ทั้งสามคนก็หยุดชะงักทันที แสงหล้าเหลือบตามองแวบเดียวก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มาดี สีหน้าที่แสดงออกและน้ำเสียงที่เปล่งวาจาออกมานั้น บ่งบอกว่าเจ้าหล่อนกำลังประกาศสงครามกลายๆ

            “เห็นข้าแล้วไยยืนนิ่งอยู่เยี่ยงนั้น เจ้าควรจักก้มลงกราบแทบเท้าข้าเสีย ข้าเป็นถึงเจ้านางของเจ้าราชวงศ์ หาได้เป็นเชลยต่างเมืองเยี่ยงเจ้าไม่” เครือแก้วแค้นใจตั้งแต่ที่สวามีร้องขอให้แสงหล้า มาเป็นชายาอีกคนในหอหลวงวันนั้นแล้ว วันนี้จึงอยากมาประกาศศักดาให้อีกฝ่ายรับรู้ว่า หล่อนนั้นไม่ได้เป็นเจ้านางที่ต่ำต้อยด้อยค่าแต่อย่างใด (เจ้าราชวงศ์ คือพระยศของอนุชาเจ้าอุปราช มียศรองลงมาอีกขั้นหนึ่ง)

            แสงหล้าจ้องมองเจ้านางผู้มาใหม่ด้วยสายตาที่แข็งกร้าว เขาอุตส่าห์ไม่ออกไปนอกคุ้มเลย แต่ทว่ากลับมีคนเข้ามาหาเรื่องถึงที่ มันน่าโมโหเสียเหลือเกิน กำลังจะเอ่ยปากตอบโต้ไป แต่อินเหลากลับเอ่ยแทรกขึ้นมาเสียก่อน

            “เจ้าน้าไม่ใช่เชลยเยี่ยงเจ้าอากล่าว แต่เจ้าน้าคือชายาของเจ้าพ่อต่างหาก” อินเหลาเป็นคนออกรับแทน ทำให้แสงหล้ารู้สึกซึ้งน้ำใจมากเหลือเกิน

            แสงหล้าเดินไปยืนข้างเด็กชาย “รู้เยี่ยงนี้แล้วเจ้าควรจักก้มลงกราบแทบเท้าข้าเสีย ชักช้าอยู่ไยเล่าเจ้านางเครือแก้ว” คนกล่าวยิ้มเยาะใส่ เขาอยู่ในคุ้มดีๆ ไม่อยากมีเรื่องกับใคร แต่ทว่าเครือแก้วกลับเป็นฝ่ายเข้ามาหาเรื่องก่อน เช่นนั้นแล้วเขาไม่มีทางยอมแน่นอน

            “กรี้ดดด! บังอาจนักไอ้เชลยต่างด้าว แม้เจ้าจักเป็นชายาเจ้าอุปราช แต่ก็ไม่ได้มียศศักดิ์อันใดเทียบเคียงข้า วันนี้ข้าจักตบสั่งสอนเจ้าให้รู้ที่ต่ำที่สูง” ว่าแล้วเครือแก้วก็เดินย่างสามขุมตรงเข้ามา ง้างมือเรียวขึ้นจะฟาดเข้าที่ใบหน้างามของแสงหล้า แต่แรงสตรีหรือจะสู้แรงบุรุษ แสงหล้าจับข้อมือเจ้าหล่อนไว้ก่อน จากนั้นก็ผลักจนล้มลงบนพื้น เครือแก้วร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด พลางมือเรียวก็ลูบตรงสะโพกงามไปด้วย

            “โอ๊ย! อีเขียนจัดการมันให้ข้าบัดเดี๋ยวนี้”

            เขียนรีบเข้ามาพยุงตัวเจ้านายขึ้น ด้วยความเป็นเดือดเป็นร้อนแทน เจ้าหล่อนจึงหันมาจ้องมองแสงหล้าตาเขม็ง พร้อมที่จะระรานอีกฝ่ายตามคำสั่งเจ้านาย

“เจ้าบังอาจทำเจ้านางของข้ารึไอ้พวกเชลย”

            “เหตุใดข้าจักทำไม่ได้ เจ้านางของเจ้าไม่ใช่มารดาข้าเสียหน่อย” แสงหล้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ปรายตามองคู่อริด้วยความสะใจ

            “นี่เจ้า” เขียนทำหน้ายักษ์เดินกร่างเข้ามาหา หักมือกร็อดเสียงดัง บ่งบอกว่าเจ้าหล่อนหมายจะเข้ามาทำร้าย แสงหล้าเห็นอย่างนั้นก็ยืนนิ่ง รอตั้งรับอย่างมีสติ

            “อย่ามาบังอาจกับข้าอีข้าไทไพร่ราบ” คนอย่างเขียนไม่ควรบังอาจมาต่อกรกับเขาอย่างนี้ เห็นทีจะต้องสั่งสอนให้เข็ดหลาบเสียหน่อย

            “เจ้ามันก็ไม่ต่างจากข้านักดอก ปากดีนักข้าจักตบสั่งสอนเจ้าให้เข็ดหลาบเลยคอยดู” ว่าแล้วเขียนก็เดินปรี่เข้ามาหาแสงหล้า แต่คนที่เข้ามาขวางไว้นั่นคือคำน้อย

            “ข้าจักไม่ยอมให้เอ็งมาแตะตัวเจ้านายน้อยของข้าเด็ดขาด” ว่าแล้วคำน้อยก็เป็นฝ่ายง้างมือ ฟาดเข้าที่ใบหน้าของเขียนก่อน

            เพี๊ยะ!

            “มึงกล้าตบกูเหรอว๊ะ!

            “ก็เออสิวะเข้ามาเลย กูไม่กลัวมึงดอก”

            หลังจากนั้นข้าไททั้งสองคน ก็กอดรัดฟัดเหวี่ยง ผลัดกันตบ จิก ขยุ้มผม อยู่บนพื้นราวกับที่นี่คือตลาดสดนอกวัง

ผ่านไปเพียงครู่เดียว สภาพของทั้งสองต่างก็สะบักสะบอม ผมเผ้าที่เคยเกล้าไว้บนศีรษะอย่างเป็นระเบียบก็หลุดลุ่ยยุ่งเหยิง เสียงเชียร์ของทั้งสองฝั่งดังขึ้นระงมไปทั่วทั้งคุ้ม ราวกับมีมวยคู่เด็ดที่กำลังต่อสู้กันอยู่ในลานประลอง

            “คำน้อยสู้ๆ เอาชนะให้จงได้” อินเหลาปรบมือ ส่งเสียงเชียร์อย่างสนุกสนาน ลานหญ้าที่เพิ่งเล่นม้าก้านกล้วยกัน

            “คำน้อยอย่ายอมมัน” แสงหล้าเองก็ใช่ย่อย ยืนหักนิ้ว ทำหน้าตาสะใจเวลาที่คำน้อยสามารถขึ้นคร่อมตบอีกฝ่ายได้

            “อีเขียนมึงอย่ายอมมัน สู้สิวะ! สู้มันให้จงได้” เครือแก้วส่งเสียงตะโกนให้ดังกว่า เพื่อข่มขวัญคู่ต่อสู้

            ตอนนี้คำน้อยขยุ้มผมเขียนไว้แล้วกระแทกลงที่พื้นเต็มแรง

“โอ๊ย! กูไม่ไหวแล้วนะไอ้คำน้อยยย” เขียนกัดมือคำน้อยอย่างเต็มแรง ทำให้ต้องปล่อยมือออกจากผมของเขียนทันที

            “อ๊ากก!!! อีเขียน!

พอเป็นอิสระเขียนก็ออกแรงถีบเข้าที่ท้องคำน้อยจนกระเด็นออกไป เขียนจึงเซถลาเข้าซบเท้าของผู้เป็นนาย แต่เครือแก้วกลับผลักไสออกมาให้ต่อสู้อีก แม้ว่าตอนนี้เนื้อตัวของเขียนนั้นจะสะบักสะบอมเกินทน เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน ใบหน้าที่เคยเนียนใสนั้นกลับเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ แถมยังมีเลือดไหลที่มุมปากอีกด้วย

            “หยุดบัดเดี๋ยวนี้!” เสียงของผู้เป็นเจ้าของคุ้มดังขึ้น ทำให้ทุกอย่างหยุดชะงัก ทุกคนหันไปมองยังต้นเสียงด้วยอาการเงียบสงบ คำน้อยและเขียนต่างก็กลับมานั่งแทบเท้าผู้เป็นนาย ก้มหน้ามองพื้นเพราะกลัวอาญาจากเจ้าอุปราช

            “เจ้าอุปราช!” เครือแก้วรีบยกมือไหว้สา ก่อนจะเอาแต่ก้มหน้าเพราะรู้ว่าตนมีความผิด ที่เข้ามาก่อกวนถึงในคุ้ม

            “เกิดเหตุอันใดขึ้น เหตุใดข้าไททั้งสองคนถึงได้กัดกันราวกับหมาบ้าเยี่ยงนี้” จักรคำเอ่ยเสียงเข้ม พลางกวาดสายตามองไปรอบตัว ก่อนจะหยุดลงที่เครือแก้ว “เครือแก้วเจ้าจักอธิบายให้ข้าฟังได้หรือไม่”

            “คือว่า...เจ้าแสงหล้ามาหาเรื่องข้าก่อนเจ้าค่ะ”

            “ไม่จริง! ข้าไม่ได้หาเรื่องเจ้า เจ้าต่างหากที่เข้ามาหาเรื่องข้าก่อน”

            “เจ้านั่นล่ะที่มาหาเรื่องข้าก่อน” เครือแก้วเองก็ไม่ยอมเช่นเดียวกัน

            จักรคำมองหน้าทั้งสองคนสลับไปมาอย่างเหลืออด ก่อนจะตะโกนเสียงดังเพื่อห้ามการทะเลาะวิวาทในครั้งนี้

            “หยุด! เรื่องนี้ข้าจักถามความจากอินเหลาลูกชายข้าแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ข้าเชื่อว่าเด็กจักไม่พูดปดข้าแน่นอน” จักรคำเอ่ย

            เครือแก้วหน้าเจื่อนกลัวความผิด เพราะรู้ดีว่าอินเหลาต้องพูดตามความจริงกับสิ่งที่เห็นเมื่อสักครู่แน่นอน เธอจะหาคำแก้ตัวอย่างไรดี

            “บอกพ่อมาว่าผู้ใดเป็นผู้ก่อเรื่องก่อน เจ้าห้ามพูดปดพ่อเด็ดขาด” จักรคำหันไปถามลูกชาย อินเหลาพยักหน้ารับแล้วส่งยิ้มให้บิดา

            “ข้ากับเจ้าน้าและคำน้อยกำลังเล่นม้าก้านกล้วยกันอยู่ดีๆ แต่พอเจ้าอามา ก็บังคับให้เจ้าน้าก้มกราบแทบเท้า เจ้าน้าทนไม่ได้จึงเกิดเรื่องตบตีขึ้น เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้เจ้าพ่อ” อินเหลาเล่าต้นตอของการทะเลาะวิวาทในครั้งนี้ให้กับบิดาฟัง

            “เจ้าจักแก้ตัวว่าอย่างใดเครือแก้ว” จักรคำหันไปมองหน้าเจ้าหล่อนด้วยสายตาที่เย็นยะเยือก บ่งบอกว่าไม่พอใจเป็นอย่างมาก

            “ข้าเพียงต้องการพูดหยอกเจ้าแสงหล้าเท่านั้นเองเจ้าค่ะ” เครือแก้วแสร้งทำเป็นพูดจาดี เพื่อให้ความผิดของตัวเองลดน้อยลง

            “ไม่จริง! เจ้าตั้งใจดูหมิ่นข้า หาว่าข้าเป็นเพียงเชลยต่างด้าว ข้าไม่ยอมเด็ดขาด!

            “ถ้าเจ้าไม่พอใจ ข้าต้องขอโทษเจ้าจากใจจริง อภัยให้ข้าด้วยเถิด”

            “เอาล่ะ เจ้ารู้ตัวว่าเป็นฝ่ายผิดและได้เอ่ยขอโทษแล้ว ก็ให้เรื่องมันจบไป ส่วนเจ้าแสงหล้าเองก็ต้องเอ่ยขอโทษเจ้าน้องเครือแก้วด้วย เรื่องมันจักได้จบอย่างไม่คลางแครงใจกัน” จักรคำเอ่ย

            แสงหล้าหันขวับไปมองจักรคำด้วยความไม่พอใจ เขาไม่ได้เป็นคนผิด ทำไมต้องขอโทษอีกฝ่ายด้วยล่ะ “ไม่! ข้าไม่ขอโทษใครทั้งนั้น เพราะข้าไม่ได้ทำผิดอันใด”

            “เหตุใดเจ้าถึงได้หัวรั้นเยี่ยงนี้ ตอนนี้พวกเจ้าทั้งสองก็ถือว่าเป็นเครือญาติกันแล้ว ควรจักปรองดองกันไว้”

            “ข้าไม่มีวันนับญาติกับคนเยี่ยงนั้นดอก”

            “ข้าบอกให้เจ้าขอโทษเจ้านางเครือแก้วไงล่ะ!” จักรคำขึ้นเสียงใส่ เขาไม่อยากให้แสงหล้ามีศัตรูที่ไหนอีก เพราะจะทำให้อยู่ที่นี่อย่างลำบากมากขึ้น

            “เจ้าพี่ไม่มีเหตุผล้ขาไม่ขอโทษใครทั้งนั้น” ว่าแล้วแสงหล้าก็สะบัดหน้าเดินกลับเข้าไปในคุ้มทันที คำน้อยเห็นอย่างนั้นก็รีบเดินตามเจ้านายไป

            จักรคำยืนเท้าสะเอวถอนหายใจยาว รู้สึกไม่พอใจที่อีกฝ่ายยังคงดื้อดึงไม่เชื่อฟังคำสั่ง ทั้งที่เคยเอ่ยปากสัญญาแล้วว่าจะไม่ทำให้เขาเดือดเนื้อร้อนใจ แต่อีกฝ่ายก็ทำจนได้ มันน่าจับมาตีกันให้ลายนัก

            ไม่นานจักรคำก็หันไปเอ่ยกับเครือแก้วต่อ “แล้วเจ้ามาที่นี่เพราะเหตุอันใดเครือแก้ว”

            “ข้าแค่ต้องการมาทักทายเจ้าแสงหล้าเพียงเท่านั้น ไม่นึกเลยว่าจักเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ข้าต้องขออภัยเจ้าอุปราชด้วยนะเจ้าคะ” เจ้าหล่อนเอ่ยด้วยสีหน้าสำนึกผิด จักรคำรู้นิสัยอีกฝ่ายดี ขี้เกียจเอ่ยอะไรอีกแล้ว จึงบอกให้กลับไปเสียก่อน

            “ไม่เป็นไร เจ้ารีบกลับไปเสียเถิด หากไม่จำเป็นอย่าได้มาที่นี่อีก ข้าไม่ต้องการให้เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นอีก”

            “เจ้าค่ะ ถ้าเช่นนั้นข้าขอไหว้สาเจ้าอุปราชเจ้าค่ะ” เธอยกมือไหว้เหนือศีรษะ ก่อนจะหันเอ่ยกับข้าไทคนสนิท “อีเขียนกลับคุ้ม”

            “เจ้าค่ะ”

            เครือแก้วเดินขึ้นไปนั่งชูคอบนเสลี่ยง ก่อนจะสั่งให้ผู้หามเสลี่ยงออกเดินทางกลับไปที่คุ้มทันที

            เมื่อเครือแก้วออกจากอาณาเขตคุ้มแล้ว จักรคำก็หันมาสนใจลูกชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า ในใจก็นึกเป็นห่วงคนที่น้อยอกน้อยใจเดินเข้าไปข้างในก่อนหน้านี้ซะเหลือเกิน

            “อินเหลาไปรอพี่ที่ห้องโถงในคุ้มก่อน เดี๋ยวพ่อจะตามเข้าไป”

            “เจ้าพ่อจักไปที่ใดหรือเจ้า”

            “เอ่อ...พ่อจักเข้าไปหาเจ้าน้าแสงหล้า ไม่รู้ว่าป่านนี้จักเป็นเยี่ยงไรบ้าง”

            “เจ้าพ่อแลดูเป็นห่วงเจ้าน้ามากเหลือเกิน” อินเหลายิ้มแซวผู้เป็นบิดา

            “พ่อไม่ได้เป็นห่วง เพียงแต่พ่อไม่อาจละเลยความรู้สึกของเจ้าน้าได้ อย่างน้อยเขาก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมียพ่อ”

            “เจ้าพ่อไม่ต้องรีบมาหาลูกดอก ไปปรับความเข้าใจกับเจ้าน้าเถิดเจ้า”

            “ขอบใจลูกมากที่เข้าใจพ่อ” จักรคำส่งยิ้มให้ลูกชาย ก่อนจะหันไปเอ่ยกับพี่เลี้ยงของอินเหลา “บัวตองฝากดูแลลูกข้าด้วย”

            “เจ้าค่ะ”

 

            จักรคำรีบเดินเข้าไปหาแสงหล้าภายในคุ้ม เดินเข้ามาในห้องก็พบว่าแสงหล้ากำลังช่วยทายาให้กับคำน้อยอยู่ แสงหล้าปรายตามองแวบหนึ่งก่อนจะทำเป็นไม่สนใจ ตั้งใจช่วยทายาให้กับคำน้อยต่อ

            “คำน้อยออกไปให้คำป้อช่วยทายาให้ ข้ามีเรื่องต้องคุยกับนายของเอ็ง”

            คำน้อยได้ยินอย่างนั้นก็รีบตอบรับ “เจ้า”

            “ไม่ต้อง! ข้าจักทำให้เอ็งเองคำน้อย” แสงหล้าเอ่ยห้ามข้าไทคนสนิทไว้

            “ออกไปคำน้อยถ้าไม่อยากให้นายของเอ็งเดือดร้อน”

            “เจ้านายน้อย ข้าเจ้าจำเป็นต้องออกไปก่อน”

            ด้วยความกลัวว่าเจ้านายจะเดือดร้อนเพราะตน คำน้อยจึงรีบถือถ้วยยาเดินออกไปอย่างเร่งรีบ

            “คำน้อยอย่าเพิ่งไป!” แสงหล้าตะโกนตามหลัง พร้อมกับจะเดินตามออกไปด้วย แต่โดนจักรคำกางแขนแกร่งห้ามไว้เสียก่อน

            “ห้ามไปไหน”

            “ข้าไม่อยากสนทนากับท่าน”

            “แต่ข้ามี”

            “แต่ข้าไม่มี”

            ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมรับฟังกัน จักรคำจึงรวบตัวเข้ามากอดไว้ ทำให้ร่างบอบบางอยู่ภายใต้อาณัติของจักรคำในทันที

            “ปล่อยข้า”

            “ข้าปล่อยแน่ หากเจ้ายอมสนทนากับข้าดีๆ”

            “ข้าไม่อยากสนทนากับคนไม่มีความยุติธรรมเยี่ยงท่าน”

            “ข้าไม่ยุติธรรมตรงไหนกัน” จักรคำพยายามจ้องตาคนที่อยู่ในอ้อมกอด แต่แสงหล้าเอาแต่วางสายตาไว้ที่แผงอกแกร่ง ทำหน้างองุ้มราวกับเด็กน้อยโดนขัดใจ

            “เหตุใดเจ้าพี่จึงบังคับให้ข้าขอโทษเจ้านางเครือแก้ว ทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าหล่อนมาหาเรื่องข้าก่อน” แสงหล้าถือโอกาสเงยขึ้นมาเผชิญหน้า แต่เมื่อได้สบตากันกลับทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างควบคุมไม่ได้

            “ที่ทำเยี่ยงนั้นเพราะข้าเป็นห่วงเจ้ายังไงล่ะ ข้าไม่อยากให้เจ้ามีศัตรู เข้าใจหรือข้ายังเจ้าแสงหล้า” เสียงเข้มเอ่ยด้วยโทนเสียงนุ่มละมุนหู ราวกับมีมนต์สะกดให้คนที่อยู่ตรงหน้าเคลิบเคลิ้ม เมื่อทุกอย่างอยู่ในความนิ่งงัน จักรคำจึงโน้มใบหน้าคมเข้าไปประกบจูบอย่างนุ่มนวล เขาห้ามใจตัวเองไม่ได้เมื่อเห็นใบหน้าหวานนี้ ยิ่งบดจูบหนักหน่วงมากเท่าไหร่ อ้อมแขนแกร่งก็ยิ่งกอดรัดร่างบางแน่นตามไปด้วย

            “อืมม”

            ความหอมหวานของริมฝีปากบางทำให้จักรคำไม่สามารถหยุดการกระทำครั้งนี้ได้ แต่ห้วงเวลาแห่งความสุขสมก็ต้องจบลง เมื่อแสงหล้าเรียกสติกลับคืนมาได้ จึงผละใบหน้าออกมา ผลักอกแกร่งให้ออกห่างจากตัว ก่อนจะฟาดมือเรียวเข้าที่ใบหน้าอีกฝ่ายเต็มแรง

            “เพี๊ยะ!

            ดวงตากลมโตสีดำขลับจ้องมองหน้าชายหนุ่มผู้เอาเปรียบแวบหนึ่ง ก่อนจะหลุบตาลงมาด้วยความเขินอาย ใบหน้าสวยที่เคยขาวปานหยวกกลับเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อในพริบตา

            “ข้าขอโทษ...ที่ล่วงเกินเจ้า ข้าห้ามตัวเองไม่ได้จริงๆ” จักรคำเอ่ยอย่างสำนึกผิด แต่สายตาคมกลับจ้องมองที่ริมฝีปากบางชมพูระเรื่อนั้นอย่างเสียดาย

            “ไม่ต้องพูดอันใดแล้ว ข้า...ข้าจักออกไปข้างนอกแล้ว” ว่าแล้วก็ทำท่าจะเดินออกไปนอกห้อง แต่ทว่าจักรคำกลับรั้งข้อมือไว้เสียก่อน

            “ต้องการอันใดจากข้าอีกรึ” แสงหล้ามองที่ข้อมือตัวเอง ไล่ขึ้นไปจนถึงใบหน้าคม ก่อนจะชักสีหน้าใส่

            “ข้าจักไม่ให้ผู้ใดมาดูหมิ่นเจ้าได้อีก ข้าสัญญา”

            “สัญญาแล้วต้องทำให้จงได้”

            ว่าแล้วแสงหล้าก็เดินอมยิ้มออกไป ปล่อยให้ชายหนุ่มยืนนิ่งงันทบทวนความรู้สึกและการกระทำของตนเอง ว่าแท้ที่จริงแล้วต้องการสิ่งใดระหว่างความรักหรือความต้องการ ไม่นานจักรคำก็ยกมือขึ้นมา ใช้นิ้วสัมผัสเบาๆ ที่ริมฝีปากตัวเอง ยืนยิ้มอยู่อย่างนั้น

ส่วนแสงหล้าแม้จะยังมีอคติกับจักรคำอยู่ แต่ทว่ารสจูบเมื่อครู่ก็ทำให้หัวใจที่เคยแข็งแกร่งกลับเริ่มสั่นคลอน กำแพงแห่งความพยศเริ่มแตกร้าวไปเสียแล้ว หากได้รับความรู้สึกดีๆ จากจักรคำไม่หยุดหย่อน อีกไม่นานกำแพงนี้มันจะต้องพังทลายลงอย่างแน่นอน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #17 Mega_Yajiru (@Mega_Yajiru) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 12:08
    แล้วๆๆๆๆ
    #17
    0