ทาสรักเชลยหัวใจ [พีเรียด]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,313 Views

  • 17 Comments

  • 52 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    37

    Overall
    1,313

ตอนที่ 5 : คำทำนาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 120
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    9 ส.ค. 61

-๕-

คำทำนาย

         

          คืนนี้เป็นคืนแรกที่แสงหล้าจะได้นอนร่วมห้องกับผู้เป็นเจ้าของคุ้ม หลังจากชำระล้างร่างกายจนสดชื่นแล้ว เจ้าตัวก็มานั่งอยู่หน้าโต๊ะกระจก เมื่อดวงตาคู่สวยจ้องมองเข้าไปในนั้น ก็พบกับชายหนุ่มผู้มีใบหน้าสวยหมดจด ผิวขาวสะอาดสะอ้าน คิ้วโก่งดกดำงาม ริมฝีปากเป็นกระจับสีชมพูระเรื่อ เรือนผมดำขลับยาวถึงกลางหลังที่เพิ่งผ่านการเช็ดพอหมาดยังไม่แห้งดีนัก กระเซิงนิดหน่อย เจ้าตัวจึงหยิบหวีไม้ที่วางอยู่ยนโต๊ะขึ้นมาจัดการผมที่รุงรังนั้นให้เรียบร้อย แต่ขณะนั้นเองก็ปรากฏเงาสะท้อนของใครบางคนเข้ามาในกระจกด้วย

            “เจ้าช่างเป็นชายที่มีใบหน้างดงามยิ่งนัก” เสียงเข้มเอ่ยขณะยืนอยู่ข้างหลังในระยะประชิด จ้องมองใบหน้าสวยผ่านกระจกบานใหญ่

            “โปรดออกห่างจากตัวข้าด้วย” ว่าแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปที่เตียง

            “กลัวข้าจักทำอันใดเจ้างั้นรึ” คนพูดยิ้มมุมปาก รู้สึกเหมือนกำลังตามจีบสาวแรกรุ่นอยู่ซะอย่างนั้น

            “ถ้าท่านทำเยี่ยงนั้นข้าจักฆ่าท่านด้วยมือของข้าเอง หากอยากตายนักก็เข้ามา” แสงหล้าหยิบมีดสั้นที่พกติดตัวไว้ตลอดขึ้นมาขู่

            “ดูสีหน้าเจ้าสิ แม้จักมองข้าด้วยความโกรธแค้น แต่กลับงดงามยิ่งกว่าหญิงใดในเมืองนี้ เหมาะที่จักเป็นชายาข้าเหลือเกิน” จักรคำเอ่ย เดินเข้าตรงไปหาอย่างไม่เกรงกลัวคำขู่นั่นเลย

            “ยะ...อย่าเข้ามานะ ข้าแทงจริงๆ ด้วย” แสงหล้ายื่นมีดที่แหลมคมไปตรง แต่จักรคำกลับเดินตรงเข้ามา จนอกแกร่งสัมผัสกับปลายมีดพอดิบพอดี

            “หากเจ้าทำข้าเจ็บแม้แต่ปลายเล็บ คิดเหรอว่าเจ้าจักมีชีวิตรอดกลับไปหาพ่อของเจ้า อย่าทำเรื่องเขลาเยี่ยงนี้ให้ข้าเห็นอีก ไม่เช่นนั้นข้าจักไม่รับรองความปลอดภัยของเจ้ากับคำหล้า” จักรคำเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง เอื้อมมือไปจับมีดเล่มนั้นมาถือไว้เอง ขว้างทิ้งลงบนพื้นจนกระเด็น ก่อนจะผลักอีกฝ่ายลงบนเตียง แสงหล้าจะลุกหนีแต่กลับโดนผลักลงอีกครั้ง จักรคำตรึงแขนทั้งสองข้างเอาไว้แน่น

            “เจ้าคงชอบข่มเหงคนไม่มีทางสู้เยี่ยงนี้อยู่บ่อยครั้ง คงสืบสันดานเยี่ยงนี้มาจากพ่อของเจ้าสินะ” เมื่อสายตาทั้งคู่ประสานกัน แสงหล้าไม่ยอมหลบตา กลับจ้องเขม็งสู้อย่างไม่มีถอย แม้ว่าตอนนี้จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ก็ตาม

            “หยุดเอ่ยวาจาสามหาวเยี่ยงนั้นกับเจ้าพ่อของข้าเด็ดขาด เจ้านี่มันไม่กลัวตายเลยรึไงกัน” เมื่อโดนยั่วยุด้วยคำพูดร้ายกาจจักรคำก็อดรนทนไม่ไหว ว่าจะไม่ทำอะไรล่วงเกินอีกฝ่าย แต่เมื่อยังปากดีอย่างนี้ต้องมีการสั่งสอนกันเสียหน่อย

            “ข้าไม่มีวันกลัวคนอย่างพวกเจ้า”

            “ได้! ถ้าเจ้าพยศนักข้าจักทำให้เจ้ายอมศิโรราบเอง” ว่าแล้วก็โน้มใบหน้าคมลงไปซุกไซร้ที่ซอกคอขาว กลิ่นกายหอมเป็นเอกลักษณ์ชวนน่าหลงใหล ทำเอาจักรคำไม่อยากจะผละใบหน้าออกมาเลยแม้แต่น้อย

            “หยุด! เอาตัวสกปรกของเจ้าออกจากตัวข้า” แสงหล้าพยายามดิ้นรน แต่สู้ร่างกำยำของจักรคำไม่ได้

            “คนอย่างเจ้ากลัวเป็นด้วยรึ” จักรคำเอ่ยหลังจากผละใบหน้าออกมาอย่างเสียดาย

            “ข้าไม่ได้กลัวข้าขยะแขยงเจ้าต่างหากล่ะ”

            “หากเจ้ายังพยศเยี่ยงนี้อีก สงสัยข้าต้องทำให้เจ้าเป็นเมียข้าจริงๆ เสียแล้ว” หากคำขู่ของเขามันไม่ได้ผล คงจะต้องจัดการขั้นเด็ดขาดเสียแล้ว ไม่เช่นนั้นอีกฝ่ายคงไม่มีทางยอมศิโรราบแน่นอน

            จักรคำจ้องมองที่ริมฝีปากหยักได้รูป เห็นอย่างนั้นก็ทำให้แสงหล้ารู้สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตัวเองทันที ขณะอีกฝ่ายกำลังโน้มใบหน้าลงมานั้น เป็นช่วงเวลาที่แสงหล้ากำลังตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่ตัวเองจะต้องแปดเปื้อนไปมากกว่านี้

            “ข้ายอมแล้ว ปล่อยข้าไปเถอะนะ” แสงหล้ากลั้นใจพูดออกมา           

            “ข้าจักเชื่อเจ้าได้เยี่ยงไร ตั้งแต่มาที่นี่ข้ายังไม่เคยเห็นเจ้ายอมผู้ใดเลยสักครั้ง” จักรคำยังไม่ยอมเชื่อใจ เพราะคิดว่าอีกฝ่ายพูดเพื่อเอาตัวรอดเท่านั้นเอง

            “ข้าสัญญาว่าจากนี้ไปข้าจักอยู่ที่นี่อย่างสงบปากสงบคำ ข้าจักไม่ทำให้เจ้าเดือดร้อนเพราะข้าอีก ขอแค่เจ้าอย่า...ทำอันใดล่วงเกินข้าเป็นพอ”

            “เจ้าสัญญาแล้วนะ หากเจ้าทำอย่างที่เอ่ยได้ ข้าก็สัญญาว่าจักไม่ข่มเหงเจ้า” จักรคำส่งยิ้มให้อย่างพอใจ

            “ถ้าเช่นนั้นปล่อยข้าบัดเดี๋ยวนี้”

            “ข้ายังพูดไม่จบ”

            “อันใดอีกเล่า” แสงหล้าชักสีหน้าใส่ อารมณ์เสียอยู่ไม่น้อย

            “ต่อไปนี้เจ้าจงเรียกข้าว่าเจ้าพี่ไม่ว่าจักต่อหน้าผู้อื่น หรืออยู่กับข้าเพียงลำพัง ถ้าเจ้าทำได้ข้าก็ยอมรับปากว่าจักไม่ข่มเหงเจ้า”

            “ข้าจักทำอันใดได้เล่า นอกจากรับปากเจ้าเท่านั้น” แสงหล้าถอนหายใจยาว ไม่เคยรู้สึกฝืนใจมากเท่านี้มาก่อน

            “ถ้าเช่นนั้นจงพักผ่อนเถิดข้าจักไปนอนกับลูกชายข้า ข้าจักยกห้องนี้ให้เจ้าแต่เพียงผู้เดียว” จักรคำยอมปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นอิสระ ลุกออกจากเตียงแล้วบิดขี้เกียจ ปรายตามองอีกฝ่ายอย่างหื่นกระหาย

            “ไหนว่าจักไปลูกชาย มองข้าเยี่ยงนั้นเจ้าจักทำอันใด” เมื่อจักรคำไม่ยอมเดินไปไหน แสงหล้าก็ยังคงไม่ไว้ใจ

            “ไม่ไว้ใจข้ารึ ข้ารักษาคำพูดอยู่แล้ว การที่ข้ามองมันก็เป็นตาของข้า หาเกี่ยวกับเจ้าไม่”

            “ก็ข้าไม่ให้มอง”

            “ไหนสัญญาแล้วไงว่าจักเรียกข้าว่าเจ้าพี่ ลืมแล้วรึ” จักรคำยืนกอดอก จ้องมองใบหน้าสวยเพื่อทวงคำสัญญา

            “ข้าไม่ลืมเพียงแต่ยังไม่ชินปากเท่านั้นเอง”

            “ลองเรียกให้ข้าชื่นใจสักครั้งก่อนไปได้หรือไม่”

            “เจ้าพี่!” แสงหล้าพูดเสียงห้วนประชดอีกฝ่าย แล้วเบนหน้าหนี

            “อีกไม่นานเจ้าก็คงจะชิน ข้าไปล่ะ” จักรคำยิ้ม แล้วเดินออกไป

*-*-*-*-*-*-*

            เช้าวันใหม่คำน้อยรีบออกมาจากห้องพักตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อมาเฝ้ารับใช้ผู้เป็นนาย เมื่อมาถึงหน้าห้องแล้วก็เอ่ยเรียกคนที่อยู่ข้างใน เพื่อขออนุญาตก่อนจะเข้าไป

            “เจ้านายน้อยเจ้า”

            เมื่อได้ยินเสียงข้าไทคนสนิทเอ่ยเรียก แสงหล้าก็รีบจัดการกับเครื่องแต่งกายให้แล้วเสร็จ จากนั้นก็ตะโกนตอบรับ

            “เข้ามาได้เลยคำน้อย”

            เมื่อเปิดประตูเข้าไปแล้ว คำน้อยก็ก้มกราบแทบเท้าเหมือนเช่นทุกครั้ง

            “เมื่อคืนเอ็งนอนหลับดีหรือไม่ มีผู้ใดทำให้เอ็งไม่สบายใจหรือไม่” แสงหล้าเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

            “ไม่มีเจ้า คำป้อดูแลข้าเจ้าเป็นอย่างดี”

            “ได้ยินเยี่ยงนี้ข้าก็อุ่นใจ อย่างน้อยที่นี่ก็ไม่ได้สิ้นไร้คนดีซะทีเดียว”

            “แล้วเจ้านายน้อยล่ะเจ้า นอนหลับดีหรือไม่ ข้าเจ้าเป็นห่วงทั้งคืนเกรงว่าเจ้าอุปราชจักทำเอ่อ....” คำน้อยไม่กล้าเอ่ยต่อ เพราะคำพูดนั้นมันไม่ค่อยน่าฟังสักเท่าไร

            “ข้าหลับสบายดี เจ้าอุปราชไม่ได้มานอนที่นี่ดอก”

            “เยี่ยงนี้เจ้านายน้อยก็คงไม่ต้องกังวลอันใดแล้ว” คำน้อยยิ้ม ดีใจแทนผู้เป็นนาย

            “เราออกไปข้างนอกกันเถิด ข้าอยากจักเดินชมรอบคุ้มนี้เสียเหลือเกิน”

            “เจ้า”

            ชายหนุ่มหน้าสวยลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้สีน้ำตาลแดง ความสง่างามของเขานั้นช่างสมกับเป็นผู้มีสายเลือดขัตติยา ผิวกายที่ขาวสะอาดสะอ้านถูกปกคลุมด้วยผ้าเนื้อดี ที่ถูกถักทอจากช่างหลวงฝีมือดีแห่งเมืองผาพิงค์ เครื่องประดับเงินแท้ที่ถูกประโคมตามตัวนั้น ดูสมเกียรติแม้จะอยู่ต่างบ้านต่างเมืองก็ตามที

            ทั้งสองเดินออกมาด้านนอก ชมความงดงามของคุ้มเจ้าอุปราช สวนดอกไม้ที่กำลังออกดอกบานสะพรั่ง เห็นแล้วช่างทำให้รู้สึกสดชื่นมากเหลือเกิน แสงหล้าเอื้อมมือไปสัมผัสดอกกุหลาบสีขาว แล้วโน้มใบหน้าสวยลงไปดอมดมกลิ่นหอมนั้นให้ชื่นใจ

            “กลิ่นหอมมากเลยคำน้อย” แสงหล้าหันไปเอ่ยกับข้าไทคนสนิทด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม นี่ถือเป็นรอมยิ้มแรกในบ้านเมืองนี้

            “ดูท่าทางเจ้าจักชอบดอกไม้” เสียงเข้มเอ่ยทัก ทำให้แสงหล้าผละจากดอกไม้นั้นแล้วหันไปมองที่ต้นเสียง

            “ใช่! ข้าชอบแต่ไม่ใช่ดอกไม้ของเมืองนี้”

            “ไม่ชอบแล้วไยทำหน้าระรื่นเวลาได้สูดกลิ่นหอมจากมัน หรือข้าตาฝาดไปเอง” จักรคำเอ่ยแซว เพราะเห็นภาพนั้นเข้าพอดี

            “ก็ข้า...” แสงหล้าไม่รู้จะอธิบายยังไงดี เพราะสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมานั้นมันคือเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

            “เอาเถอะข้าแค่หยอกเจ้าเล่น วันนี้ข้าจักพาเจ้าไปชมคุ้มของข้า รวมถึงสถานที่สำคัญในเมืองเชียงราชคำ และห้ามปฏิเสธเด็ดขาด” จักรคำพูดดักทางเอาไว้ เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายต้องปฏิเสธเป็นแน่

            “เจ้าพ่อลูกขอไปด้วย” คนที่ดีใจกลับเป็นอินเหลาซะอย่างนั้น

            “ได้สิลูก เราจักไปด้วยกันทั้งหมดนี่ล่ะ” จักรคำบอกกับลูกชาย

            “เย้!” อินเหลาเต้นโหยงเมื่อได้ยินอย่างนั้น

            แสงหล้าเอาแต่ปรายตามองดูสองพ่อลูกด้วยความหมั่นไส้ แต่ทว่าความน่ารักของอินเหลานั้นกลับทำให้เขาเกลียดไม่ลง แม้ว่าจะโกรธแค้นจักรคำมากเพียงใด แต่เขาก็แยกแยะออกว่าอินเหลาเป็นเพียงเด็กที่บริสุทธิ์ ไม่ได้รับรู้สิ่งที่ผู้ใหญ่กระทำเลยแม้แต่น้อย

 

            เจ้าอุปราชเดินนำหน้าขบวนไปพร้อมกับลูกชาย ข้างหลังนั้นก็มีเชลยต่างเมืองเดินตามอย่างไร้อารมณ์พร้อมกับข้าไทคนสนิท ส่วนคำป้อและทหารก็เดินตามอารักขามาติดๆ

            แสงหล้าเอาแต่แหงนชมความงดงามของสถาปัตยกรรมเมืองเชียงราชคำ จนเผลอเดินชนแผ่นหลังกว้างเข้าให้

            “เหตุใดเจ้าพี่ไม่บอกข้าว่าจักหยุดเดิน” แสงหล้ามองหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตาที่ขุ่นมัว

            “ก็เจ้ามัวแต่เดินเหม่อลอยเยี่ยงนั้น เหตุใดมาโทษข้าเล่า” คนพูดยิ้มละมุนให้ ทำเอาแสงหล้ารีบหลุบตาลง รู้สึกเหมือนกำลังโดนคุกคามผ่านดวงตาคมคู่นั้น

            “ข้าขออภัย” แสงหล้ายอมเอ่ยปากขอโทษ

            “มาเดินเคียงข้างข้า ตอนนี้เจ้าคือชายาของข้าแล้วลืมไปแล้วรึ”

            “ข้าไม่ลืม เพียงแต่ขอให้ข้าได้ปรับตัวอีกสักหน่อย ตอนนี้ข้าอาจจักยังไม่ชินกับการต้องมาเป็นเมียของผู้ใด” แสงหล้าเอ่ยแกมประชดประชัน นั่นจักรคำก็รู้ดี

            “ต่อไปนี้เจ้าพ่อกับเจ้าน้าจักอยู่กับข้าที่นี่ตลอดไปใช่หรือไม่” อินเหลาเดินมาแทรกกลาง จับมือคนทั้งสองเอาไว้ แล้วส่งยิ้มให้

            เมื่อเห็นรอยยิ้มของเด็กชาย แสงหล้าก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มตอบ ตอนแรกมันอาจจะดูฝืนๆ แต่ไม่นานมันก็ออกมาจากใจ ความไร้เดียงสาของอินเหลา อาจจะเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้เขาเห็นมุมที่ดีงามของบ้านเมืองนี้ และอาจจะเป็นเพียงแค่สิ่งเดียวที่เขาเปิดใจยอมรับได้

            “ใช่แล้วลูก ต่อไปนี้พ่อกับเจ้าน้าจักอยู่ที่นี่กับลูกตลอดไป” จักรคำบอกกับลูกชาย แล้วหันไปจ้องตากับอีกฝ่าย เหมือนสื่อว่าให้ตามน้ำไป แสงหล้าจึงตอบรับโดยการส่งยิ้มให้เด็กชายทันที

 

            จักรคำแนะนำสถานที่ต่างๆ ให้กับผู้มาใหม่ได้รู้จัก เริ่มจากภายในคุ้มจนหมดทุกซอกทุกมุม จากนั้นก็เป็นนอกคุ้ม ไม่ว่าจะเป็นคุ้มของเจ้านายองค์อื่นๆ หรือสถานที่สำคัญทางราชการ ได้บอกข้อห้ามและกฎระเบียบไว้อย่างคร่าวๆ อีกด้วย

            “ฝั่งโน้นเป็นวัดหลวง เจ้าจักเข้าไปกราบตนบุญหรือไม่”

            “ดีเหมือนกัน เผื่อวันหลังข้าจักได้เข้าไปถือศีลปฏิบัติธรรมบ้าง” แสงหล้าพอจะเห็นทางสว่างแล้ว คือวัดนั่นเองที่จะทำให้จิตใจของเขามีความสงบสุข ขณะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่

            “ถ้าเช่นนั้นก็ตามข้ามา”

ว่าแล้วจักรคำก็เดินนำหน้าเข้าไปในวัดหลวง ที่ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของเจ้านายชั้นสูงทุกพระองค์ รวมถึงขุนนางชั้นผู้ใหญ่เท่านั้นที่จะมีสิทธิ์เข้าไปกราบไหว้ตนบุญที่นี่

            มาถึงแล้วจักรคำก็พาทั้งหมดเข้าไปกราบตนบุญที่กำลังนั่งภาวนาศีลอยู่บนอาสนะ ตนบุญรูปนั้นยังคงนั่งสมาธิหลับตาในอาการสำรวม แต่กลับรับรู้ได้ว่าคนที่มานั่นคือใคร

            “กลับมาแล้วรึเจ้าอุปราช”

            “ข้าขออภัยท่านตนบุญที่ไม่ได้เข้ามากราบตั้งแต่วันแรกที่มาถึง เพราะมีหลายเรื่องให้จัดการ” จักรคำเอ่ย

            “เรื่องที่ว่านั้นคือเรื่องของคนที่นั่งอยู่ข้างท่านใช่หรือไม่” ท่านตนบุญเอ่ย แม้จะยังคงหลับตาอยู่ ทำเอาแสงหล้าถึงกับอึ้งในญาณวิเศษนั้น

            “ท่านรู้ด้วยรึว่าข้าเป็นใคร” แสงหล้าเอ่ยถาม

            “ไยข้าจักไม่รู้ล่ะเจ้าแสงหล้า ส่วนคนที่นั่งอยู่ข้างหลังท่านคือคำน้อย ข้าไทที่ติดตามมาจากเมืองผาพิงค์ใช่หรือไม่”

            “ข้าขอกราบท่านอีกครั้งท่านตนบุญผู้วิเศษ ไยท่านรู้แม้ยังไม่ได้ลืมตาขึ้นมาดู” แสงหล้าเอ่ยถาม

            “เรื่องนั้นท่านไม่ต้องรู้ดอก รู้เพียงว่าข้ารู้เรื่องของพวกท่านทุกเรื่อง” ว่าแล้วท่านตนบุญก็ลืมตาขึ้นมา

            “คำน้อยเอ็งเข้ามาหาข้าหน่อยสิ” เมื่อโดนเรียก คำน้อยก็ทำหน้างง มองหน้าผู้เป็นนายทันที แสงหล้าพยักหน้าเชิงอนุญาตให้เข้าไปได้ คำน้อยจึงคลานเข่าเข้าไปหาท่านตนบุญ

            “มีอันใดรึท่านตนบุญ”

            “เจ้าจงเอาตะกรุดนี้ติดตัวไว้ตลอด มันอาจจะช่วยให้เจ้าแคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้หรือในอนาคต” ท่านตนบุญเอ่ยพลางหยิบตะกรุดชิ้นหนึ่ง วางลงบนฝ่ามือให้

            “ขอบน้ำใจท่านมาก ข้าจักเก็บมันไว้อย่างดี” คำน้อยก้มกราบแล้วกลับไปนั่งที่เดิม

            “จักมีเหตุอันใดเกิดขึ้นกับคำน้อยรึท่าน ข้าได้ยินเยี่ยงนี้แล้วรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย” แสงหล้าได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกเป็นห่วงคำน้อยขึ้นมาทันที

            “หามีเรื่องอันใดไม่ ท่านจงอย่าทุกข์ใจไปเลย” ท่านตนบุญเอ่ยอย่างนั้นออกไปเพื่อให้แสงหล้าสบายใจ แต่สิ่งที่อยู่ในนิมิตมันกลับไม่ใช่อย่างนั้น ชะตากรรมของคำน้อยนั้นช่างน่าสงสารเสียเหลือเกิน

            “ได้ยินท่านเอ่ยเยี่ยงนั้นข้าก็เบาใจ”

            “ข้ารู้ว่าในใจท่านยังคงไม่คลายทุกข์โศกเรื่องบ้านเมือง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้าอยากจักบอกให้ท่านรู้เอาไว้ ในอนาคตข้างหน้าท่านจักได้กลับไปเมืองผาพิงค์อย่างแน่นอน”

            “จริงรึท่าน ข้าดีใจเหลือเกิน” แสงหล้ายิ้มออกเมื่อได้ยินอย่างนั้น

            “ก่อนที่ข้าเข้าฌานต่อ ข้ามีสิ่งที่จะบอกท่านอีกเรื่อง ผู้ชายที่อยู่ข้างท่านจักเป็นคนที่นำพาท่านกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอน และคนที่ท่านจักไว้ใจได้มากที่สุดในเมืองนี้ก็คือเจ้าอุปราชท่านนี้ จำคำของข้าเอาไว้” พูดจบท่านตนบุญก็หลับตาลง เข้าสู่ห้วงแห่งธรรมะ ละทิ้งความวุ่นวายจากสิ่งรอบกาย

            จักรคำยิ้มมุมปากอย่างพอใจ เพราะสิ่งที่ท่านตนบุญเอ่ยออกมามันคือสิ่งที่เขาตั้งใจจะทำอยู่แล้ว ไม่เสียแรงที่ศรัทธาท่านมาตั้งแต่เด็กจนโต

            ส่วนแสงหล้าได้ยินอย่างนั้นก็กลอกลูกตาไปมา เขามั่นใจว่าสิ่งที่ท่านตนบุญเอ่ยออกมานั้นคือเรื่องจริง แต่การจะปรับตัวเข้าหาคนที่นั่งข้างกันนั้น มันเป็นอะไรที่ฝืนใจมากเหลือเกินนั่น ยิ่งรู้ว่าอีกฝ่ายคือที่พึ่งหนึ่งเดียวในเมืองนี้ ยิ่งรู้สึกกังวลหนักเข้าไปใหญ่

           

 

           

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #16 Mega_Yajiru (@Mega_Yajiru) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 11:56
    ไปจ้า กราบตักสามีเสีย
    #16
    0
  2. #2 sunday59_59 (@sunday59_59) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2561 / 22:17
    เราชอบเรื่องนี้มากๆเลยค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ รอติดตามตอนต่อไปเสมอค่ะ
    #2
    0