ตอนที่ 4 : เมีย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 164
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    4 ก.ค. 61

-๔-

เมีย

 

          เชลยต่างเมืองทั้งสองคนเดินตามหลังเจ้าอุปราชเข้าไปในคุ้มอย่างระแวดระวัง คุ้มนี้ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากคุ้มของเจ้าหลวง นอกคุ้มเต็มไปด้วยเหล่าทหารหลวงที่เฝ้ายามตลอดทั้งวันทั้งคืน ส่วนด้านในก็เต็มไปด้วยบรรดาข้าไท ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาดูแลทำความสะอาดและคอยรับใช้เจ้านายอยู่ไม่ขาดช่วง  

            “เจ้าพ่อ!!!!” เสียงเล็กแหลมของเด็กชายตัวน้อยดังขึ้น ทำให้แสงหล้าหลุดจากภวังค์แล้วหันไปมองยังต้นเสียง ก็พบกับเด็กชายตัวน้อยวิ่งเข้ามากอดผู้เป็นเจ้าของคุ้มด้วยความดีใจ สีหน้าของอินเหลาเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขหลังจากตั้งตาคอยบิดามาเสียนาน

            “อินเหลาลูกพ่อ” จักรคำนั่งย่อตัวกอดลูกชายเอาไว้ด้วยความดีใจไม่ต่างกัน ทั้งสองกอดกันครู่หนึ่งก่อนที่จักรคำจะผละออกมาแล้วจ้องมองใบหน้าลูกชายให้ถนัดตา

            “เหตุใดเจ้าพ่อหายไปนานเยี่ยงนี้ ลูกคิดถึงเจ้าพ่อที่สุด” อินเหลาเอ่ยกับบิดาพร้อมกับร้องไห้ไปด้วยความตื้นตันดีใจ

            “พ่อกลับมาแล้วอย่าร้องไห้ไปเลยคนดีของพ่อ นับจากนี้พ่อสัญญาว่าจะไม่จากลูกไปที่ใดอีกแล้ว” จักรคำเอื้อมมือไปปาดน้ำตาบนแก้มให้กับลูกชายแล้วกอดเอาไว้อีกครั้ง

            แสงหล้าเห็นภาพนั้นก็น้ำตาไหลลงมาเป็นสาย ไม่ใช่เพราะซึ้งไปกับคนทั้งสองที่อยู่ตรงหน้า แต่เจ้าตัวรู้สึกคิดถึงบิดาและพี่ชายขึ้นมา ป่านนี้คนทั้งสองเองก็คงจะคิดถึงเขาอยู่เหมือนกันแน่นอน

            “คำน้อย...ข้าคิดถึงเจ้าพ่อกับเจ้าพี่เหลือเกิน” แสงหล้าเอ่ยกับข้าไปคนสนิทเพื่อระบายความอัดอั้นภายในใจ

            “อย่าร้องไปเลยนะเจ้า เจ้านายน้องต้องเข้มแข็งเอาไว้ ข้าเจ้าเชื่อว่าสักวันเราคงมีโอกาสได้กลับเมืองผาพิงค์เป็นแน่เจ้า” คำน้อยจับมือของผู้เป็นนายเอาไว้เพื่อปลอบใจ

            “ถ้าไม่มีเอ็งทั้งคนข้าก็ไม่รู้จักอยู่ได้อย่างไร” แสงหล้ายิ้มให้กับข้าไทคนสนิท กำลังใจจากคำน้อยทำให้เขารู้สึกไม่โดดเดี่ยว เขาเองก็ไม่ควรอ่อนแอจนทำให้อีกฝ่ายต้องเป็นกังวลตามไปด้วย

            เมื่อจักรคำกอดลูกชายจนคลายความคิดถึงไปได้บ้างแล้ว ก็หันมามองเชลยทั้งสองคน เขาตั้งใจจะให้แสงหล้าเข้ามาอยู่ที่นี่ในฐานะเมีย เพื่อไม่ให้ผู้ใดมารังแกหรือดูหมิ่นดูแคลนได้ เขาเป็นต้นเหตุให้อีกฝ่ายต้องจากบ้านจากเมืองมาไกล จึงพยายามชดเชยให้อยู่อย่างสุขสบายที่สุดเท่าที่จะช่วยได้

            “ยินดีต้อนรับพวกเจ้าเข้ามาอยู่ในคุ้มของข้า หากพวกเจ้าทั้งสองไม่สร้างความเดือดร้อนอันใดให้ข้า ข้ารับรองว่าพวกเจ้าทั้งสองจะอยู่ที่นี่อย่างสงบสุข ไม่มีผู้ใดมาทำอันตรายพวกเจ้าได้” จักรคำขึ้นไปนั่งบนตั่งไม้ที่แกะสลักลวดลายไว้อย่างสวยงาม ข้างกายก็มีลูกชายตัวน้อยนั่งอยู่ไม่ห่าง

            “เป็นพระกรุณาที่เจ้าอุปราชอุตส่าห์ให้ความสำคัญกับเชลยเยี่ยงข้าทั้งสองคนถึงเพียงนี้” แสงหล้าเอ่ยประชดประชันเจ้าอุปราชแห่งเชียงราชคำ

            “คนพวกนี้เป็นใครกันรึเจ้าพ่อ” อินเหลามองแขกผู้มาใหม่ด้วยความสงสัย

            “คนที่ยืนอยู่ข้างหน้าคือเจ้าแสงหล้า ส่วนด้านหลังชื่อคำน้อยเป็นข้าไทที่ติดตามมาด้วย ทั้งสองคนมาจากเมืองผาพิงค์และจะมาอยู่ที่คุ้มกับเราไงลูก” จักรคำเอ่ยเสียงดังชัดเจนเพื่อให้บรรดาข้าไทในคุ้มได้ยินกันอย่างถ้วนหน้า

            “เหตุใดต้องมาอยู่ที่คุ้มเราด้วยล่ะเจ้าพ่อ” อินเหลายังคงไม่หายสงสัย

            “เพราะเจ้าแสงหล้าเป็นเมียพ่อและก็เป็นแม่เลี้ยงของเจ้าด้วยไงล่ะ ลูกเข้าใจพ่อใช่หรือไม่” จักรคำเอ่ยตรงๆกับลูกชาย ด้วยความเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่ายทำให้อินเหลาไม่ได้มีท่าทีต่อต้านบิดาเลย เพียงแต่มองหน้าแม่เลี้ยงคนใหม่อย่างสนใจ ราวกับกำลังมีของเล่นชิ้นใหม่ซะอย่างนั้น

            “ลูกดีใจที่เจ้าพ่อจักได้มีความสุขเสียที” อินเหลายิ้มรับกับความรักครั้งใหม่ของบิดา

            “พ่อดีใจที่ลูกเข้าใจ” จักรคำยิ้มให้กับลูกชาย ไม่เสียแรงที่เขาตั้งใจเลี้ยงดูลูกชายคนนี้มาอย่างดี ทำให้อินเหลาเป็นเด็กมีความคิดเป็นผู้ใหญ่และว่านอนสอนง่าย “นี่คือเจ้าอินเหลาลูกชายคนเดียวของข้า”

            อินเหลายิ้มให้กับคนทั้งสองอย่างเป็นมิตร แต่ทว่าแสงหล้ากลับทำหน้านิ่งไม่ยินดีกับการได้รู้จักลูกชายของศัตรูเลยแม้แต่น้อย ส่วนคำน้อยข้าไทผู้ซื่อสัตย์ก็ก้มลงกราบบนพื้นด้วยเข้าใจในสถานะของตนเป็นอย่างดี

            “คำป้อ” จักรคำเอ่ยกับข้าไทคนสนิทที่นั่งอยู่ไม่ไกล

            “เจ้า” ชายหนุ่มคมเข้มยกมือขึ้นไหว้รอรับคำบัญชาจากเจ้านาย

            “ข้าจักให้คำน้อยไปพักอยู่กับเอ็ง เอ็งจักว่าอย่างไร”

            “ข้าเจ้าไม่มีปัญหาอันใดเจ้า”

            คำน้อยเหลือบมองชายหนุ่มที่จะต้องไปพักอาศัยอยู่ด้วยนับจากนี้ ก็พบว่าเป็นหนุ่มรูปงามหน่วยก้านดีไม่น้อย  ดูท่าทางซื่อๆไม่น่าจะเป็นคนชั่วร้ายอะไร

            “ดี...ถ้าเช่นนั้นเอ็งจงพาคำน้อยเอาสัมภาระไปเก็บก่อนเถิด เดินทางมาเสียนานคงจักเพลียอยู่ไม่น้อย”

            “เจ้า” คำป้อรับคำสั่งแล้วก้มลงกราบบนพื้น แล้วหันไปมองเพื่อนใหม่อย่างเป็นมิตร

            “แล้วข้าล่ะ ทำไมต้องแยกคำน้อยกับข้าด้วยเล่า” แสงหล้ารู้สึกไม่พอใจที่ถูกจับแยกกับคำน้อย หากเป็นเช่นนั้นเขาไม่มีทางยอมแน่นอน

            “เจ้าต้องไปอยู่กับข้า อย่าลืมว่าตอนนี้เจ้ามีสถานะเป็นเมียข้าแล้ว” จักรคำเอ่ยย้ำสถานะของอีกฝ่ายให้ได้ยินอย่างชัดเจนอีกครั้ง ทำเอาแสงหล้าเถียงไม่ออกได้แต่ถอนหายใจเสียงดังด้วยความขัดใจ

            “เจ้านายน้อยอย่าเป็นกังวลเลยเจ้า อย่างน้อยเราก็ได้อยู่ในคุ้มเดียวกัน ข้าเจ้าสัญญาว่าจักมารับใช้เจ้านายน้อยเช่นเดิม”

            “ดูแลตัวเลงด้วยล่ะข้าไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น” แสงหล้าเอ่ยกับข้าไทคนสนิทด้วยความเป็นห่วง

            “เจ้านายน้อยก็เหมือนกันนะเจ้า”

            “เอ็งไม่ต้องห่วงข้าจักดูแลตัวเองให้ดี” แสงหล้ายิ้มให้กับคำน้อยอย่างอ่อนโยน

            “ถ้าเช่นนั้นข้าเจ้าขอตัวก่อน” คำน้อยก้มลงกราบแทบเท้าผู้เป็นนาย แล้วเดินตามหลังคำป้อไป

            เมื่อคำน้อยเดินออกไปแล้วแสงหล้าก็รู้สึกวังเวงอย่างบอกไม่ถูก เหมือนอยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้ เขาจะต้องมาเป็นเมียคนที่ทำลายบ้านเมืองตัวเองจริงๆหรือนี่ ศักดิ์ศรีของเจ้าฟ้าเมืองผาพิงค์ต้องมาย่อยยับลงที่นี่หรือไร คิดแล้วก็ได้แต่น้อยใจกับโชคชะตาของตัวเอง

            “อยู่กับบัวตองสักประเดี๋ยวนะลูก”

            “เจ้าเจ้าพ่อ”

            “ดีมากลูกรักของพ่อ” จักรคำยิ้มให้ลูกชายแล้วหันไปเอ่ยกับข้าไทซึ่งเป็นพี่เลี้ยง “ดูแลลูกข้าให้ดีล่ะบัวตอง ประเดี๋ยวข้าจะกลับมา”

            “เจ้าค่ะ”

            หลังจากสั่งข้าไทไว้ดิบดีแล้วจักรคำก็หันไปมองหน้าแขกผู้มาใหม่ แสงหล้าเอาแต่ยืนนิ่งราวกับหุ่นไร้ซึ่งชีวิตชีวา จักรคำเข้าใจว่าอีกฝ่ายคงจะไม่พอใจที่ต้องตกอยู่ในสถานะเมียของตัวเองอย่างนี้

            “เดินตามข้ามา” จักรคำเอ่ยแล้วเดินนำหน้าไปยังห้องนอนของตัวเอง

            แสงหล้าเดินตามหลังอย่างจำยอมพร้อมกับเบะปากใส่อีกฝ่ายอยู่ตลอดทาง

 

เมื่อเข้าไปถึงภายในห้องแล้วจักรคำก็สั่งให้ข้าไทที่ตามมาออกไปจนหมด ทำเอาแสงหล้าถึงกับตกอกตกใจเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะทำมิดีมิร้าย

            “เหตุใดเจ้าต้องสั่งให้ข้าไทพวกนั้นออกไปด้วย เจ้าหมายจักทำอันใด ข้าบอกไว้ก่อนว่าข้าจักสู้ไม่ยอมให้ผู้ใดมาเข่มเหงได้แน่” แสงหล้าพยายามอยู่ให้ห่างจากเจ้าของคุ้มให้มากที่สุด

            “ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าฟ้าแห่งเมืองผาพิงค์ผู้มีความกล้าหาญจักตื่นกลัวได้ถึงเพียงนี้ เจ้าคิดว่าคนอย่างข้าจักพิศวาสเจ้าหรืออย่างไร” จักรคำไม่อยากให้อีกฝ่ายคิดมากไปกว่านี้จึงเผยความในใจให้ได้รับรู้เสียก่อน

            “ถ้าเจ้าไม่พิศวาสข้าแล้วเหตุใดต้องป่าวประกาศ ให้คนทั้งพระนครรู้ว่าข้าคือเมียของเจ้าด้วยล่ะ”

            “ถ้าข้าไม่ทำเยี่ยงนี้อย่าหวังเลยว่าเจ้าจักอยู่ที่เมืองนี้ได้อย่างสงบสุข ที่ข้าทำเพราะต้องการช่วยเจ้าจำเอาไว้ด้วย” จักรคำตะโกนใส่เสียงดัง เพราะโมโหว่าอีกฝ่ายช่างเข้าใจอะไรยากซะเหลือเกิน

            “นี่ข้าต้องขอบน้ำใจเจ้าสินะ” แสงหล้าแค่นยิ้มออกมา

            “เหตุใดต้องประชดประชันข้าด้วย หรือเจ้าต้องการเข้าไปอยู่ในตรุเฉกเช่นนักโทษไร้ซึ่งอิสรภาพ ถ้าเจ้าต้องการเยี่ยงนั้นข้าจะไปบอกเจ้าพ่อให้ดีหรือไม่เล่า” เมื่อเรื่องมากดีนักเขาจะทำให้ได้ลำบากสมใจอยาก

            “อย่านะ! ข้ายอมทนอยู่ที่นี่ในฐานะเมียของเจ้าก็ได้ แต่เจ้าห้ามมาแตะเนื้อต้องตัวข้าเด็ดขาด” แม้จะไม่ได้อยู่ในสถานะที่ต่อรองได้ แต่แสงหล้าก็เอ่ยวาจาสามหาวออกไปอย่างไม่ได้เกรงกลัวเลย

            “เจ้าคิดว่าจักห้ามคนอย่างข้าได้งั้นรึ” จักรคำทำหน้าเหี้ยมมองอีกฝ่ายปานจะกลืนกิน แต่นั่นมันคือการแสดงเท่านั้น เขาอยากจะแกล้งให้เจ้าฟ้าเชลยอวดเก่งผู้นี้ได้สำนึกเสียบ้าง

            “จะ...เจ้าจักทำอันใด ถอยห่างออกไปบัดเดี๋ยวนี้มิเช่นนั้น ข้าจักเอาโถใบนี้ทุบเจ้าให้ตายลงตรงนี้เสีย” แสงหล้ามองเห็นโถสำริดวางอยู่บนโต๊ะไม้ก็รีบหยิบขึ้นมาป้องกันตัวทันที

            “ข้าไม่เคยรู้ว่าเจ้าเป็นคนขี้กลัวเยี่ยงนี้ หมดกันเจ้าฟ้าผู้สูงศักดิ์แห่งเมืองผาพิงค์” จักรคำยืนกอดอกยิ้มเยาะเย้ยอีกฝ่ายอย่างเต็มที่ ไม่ได้รู้สึกกลัวกับท่าทีของอีกฝ่ายเลย

            “เรื่องของข้าอย่าเข้ามานะ”

            “พอได้แล้วข้าล้อเจ้าเล่น ข้ายังยืนยันว่าคนอย่างเจ้าไม่ทำให้ข้าพิศวาสได้เลยแม้แต่น้อย ที่ข้าช่วยเพราะรู้สึกผิดที่ทำให้เจ้าต้องจากบ้านจากเมืองมาก็เท่านั้น” จักรคำเฉลยสิ่งที่ทำลงไปให้อีกฝ่ายรับรู้ แต่แสงหล้ากลับยังลังเลไม่เชื่อใจ

            “ข้าจักเชื่อเจ้าได้อย่างไรกัน”

            “ถ้าเจ้าต้องการอยู่อย่างหวาดระแวงอย่างนี้ก็แล้วแต่นะ ข้าไม่สามารถห้ามความคิดเจ้าได้ แต่วันนี้ข้ามีเรื่องที่จักต้องทำความตกลงกับเจ้าให้เข้าใจเสียก่อน”

            “ว่ามาสิข้ารอฟังอยู่” แสงหล้ายอมวางโถสำริดลงบนโต๊ะเช่นเดิม

            “ในฐานะที่เจ้าได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมียข้าแล้ว ต่อไปให้เรียกข้าว่าเจ้าพี่”

            “ไม่มีทาง! หัวเด็ดตีนขาดข้าก็ไม่มีทางเรียกเจ้าอย่างนั้นแน่” แสงหล้ารีบปฏิเสธทันควัน

            “ถ้าเจ้าไม่ให้เกียรติข้าซึ่งมีฐานะเป็นผัวของเจ้า แล้วผู้ใดมันจักเคารพนับถือให้เกียรติเจ้าในฐานะเมียของข้ากันล่ะ” จักรคำเอ่ยเสียงเข้มย้ำถึงความจำเป็นที่อีกฝ่ายจะต้องทำตาม หากต้องการอยู่ที่นี่อย่างมีหน้ามีตาและไม่สามารถมีใครทำอะไรได้ก็ต้องทำตามทุกอย่างที่เขาแนะนำเท่านั้น

            “ข้า...” แสงหล้าทำหน้าไม่ถูกเพราะไม่รู้จะตอบโต้อย่างไรดี เขาต้องทำตามเพื่อเอาตัวรอดก่อนใช่ไหม

            “ทำตามที่ข้าบอกแล้วเจ้าจักอยู่ที่นี่อย่างสุขสบาย ข้าคิดว่าเจ้าหลวงแสงคำเองก็คงอยากให้เจ้าทำเยี่ยงนี้เช่นเดียวกัน” จักรคำหวังว่าความหวังดีที่มีให้นั้นมันจะช่วยทำให้แสงหล้ามองเขาในแง่ดีขึ้นมาบ้าง ไม่รู้ทำไมเขาถึงได้ห่วงใยความรู้สึกของเจ้านายน้อยแห่งเมืองผาพิงค์มากขนาดนี้ หรือนั่นอาจเป็นเพราะความรู้สึกผิดที่พรากอีกฝ่ายมาจากอกบิดา เขาก็ยังหาคำตอบที่ชัดเจนให้กับตัวเองไม่ได้

            “ตกลง! ข้าจักยอมเรียกเจ้าว่าเจ้าพี่ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นเท่านั้น หากอยู่กันเพียงลำพังข้ามิอาจแสร้งทำอย่างนั้นได้แน่ แต่ท่านต้องสัญญาว่าจักไม่ล่วงเกินข้า มิเช่นนั้นแล้วข้าจะไม่ปล่อยให้ท่านมีชีวิตรอดไปแน่”

            “ผัวเมียกันก็ต้องมีเรื่องอย่างนั้นบ้าง เจ้าไม่มีสิทธิ์ต่อรองใดๆทั้งสิ้น” จักรคำไม่อาจให้คำสัญญากับอีกฝ่ายได้ เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าในอนาคตเรื่องราวมันจะเป็นอย่างไร แต่ในตอนนี้เขาไม่ได้คิดจะล่วงเกินหรือทำอะไรแสงหล้าอยู่แล้ว

            “เจ้ามัน” แสงหล้าหาคำก่นด่าที่เหมาะสมกับอีกฝ่ายไม่ถูก

            “ข้าช่วยเจ้าได้เท่านี้จริงๆ กฎของบ้านเมืองข้ามันไม่ได้เหมือนบ้านเมืองเจ้า จงเรียนรู้ที่จักใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ให้ได้ มิเช่นนั้นแล้วตัวเจ้าเองอาจไม่มีชีวิตรอดกลับไปหาพ่อของเจ้าเป็นแน่” จักรคำพยายามเอ่ยเตือนสติด้วยความหวังดี

            “นี่ท่านขู่ข้ารึ”

            “ไม่ได้ขู่ข้าพูดเรื่องจริง มีอีกหลายอย่างที่เจ้าไม่รู้ เชื่อฟังข้าแล้วทุกอย่างจักดีเอง” จักรคำเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาเกรงว่าหากแสงหล้ายังคงดื้อดึงอยู่อย่างนี้ อาจจะไม่เข้าตาเจ้านายฝ่ายในบางพระองค์จนทำให้อยู่ในเมืองนี้ได้ลำบากมากยิ่งขึ้น เขาไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น

            “ข้าทำอะไรไม่ได้อยู่แล้วนี่ อยู่ในฐานะเชลยก็ต้องเชื่อฟังอย่างไม่มีข้อแม้” แสงหล้าเอ่ยประชดประชัน ในขณะเดียวกันก็น้อยใจกับสิ่งที่ตัวเองต้องมาเผชิญอยู่ในตอนนี้

            “ข้าจักถือว่าเจ้าไม่ได้พูดประชดก็แล้วกัน พักผ่อนให้สบายเถิดข้าจักไปหาลูกชาย หากต้องการสิ่งใดให้เรียกข้าไทที่อยู่ด้านนอกได้ตลอดเพลา” พูดแล้วจักรคำก็เดินออกไปจากห้อง

            แสงหล้ายืนสำรวจภายในห้องนอนขนาดใหญ่ ที่ถูกประดับตกแต่งไปด้วยไม้ที่แกะสลักเป็นลวดลายได้อย่างสวยงาม แม้ศิลปะการตกแต่งภายในของเชียงราชคำจะมีความใกล้เคียงกับเมืองผาพิงค์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ทำให้แสงหล้าคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนลดลงได้เลย เจ้าตัวเดินไปยืนข้างเตียงที่อยู่กลางห้อง ก่อนจะหย่อนก้นนั่งลงอย่างช้าๆ

            “ข้าคิดถึงเจ้าพ่อกับเจ้าพี่เหลือเกิน ไม่ว่าจักเกิดอันใดขึ้นข้าจักอดทนให้ได้”

            พูดจบแสงหล้าก็นอนซบใบหน้าลงบนเตียงที่ไม่คุ้นเคย ไม่นานน้ำตาแห่งความคิดถึงก็ไหลพรากลงมาเป็นสาย น้ำตาทุกหยดที่ไหลลงมาถูกซึมซับลงบนเตียงนุ่มจนหมด ด้วยความอ่อนเพลียจึงทำให้เปลือกตาสวยค่อยๆปิดลงอย่างเชื่องช้า และแสงหล้าก็เข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

0 ความคิดเห็น