ทาสรักเชลยหัวใจ [พีเรียด]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,313 Views

  • 17 Comments

  • 52 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    37

    Overall
    1,313

ตอนที่ 20 : ศึกนอกศึกใน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 65
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    9 ก.พ. 62

 บทที่ 20

ศึกนอกศึกใน

         

            ในที่สุดวันนี้แสงหล้าก็ได้พบหน้าชายที่เขารักมากที่สุดในชีวิต บิดาที่เฝ้าคิดถึงตลอดเวลาได้นั่งอยู่ในหอหลวงแห่งนี้แล้ว เป็นแขกบ้านแขกเมืองในฐานะเจ้าหลวงผู้ครองเมืองประเทศราช เจ้าตัวไม่เคยล่วงรู้มาก่อนว่าบิดาจะเข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย แม้แต่จักรคำเองก็ไม่เคยได้บอกกล่าวเลยสักนิด

แสงหล้าทำได้เพียงส่งยิ้มให้บิดา น้ำตาแห่งความปลื้มปีติหลั่งไหลอาบสองแก้มอยู่เนือง ๆ หากไม่ติดว่าตอนนี้พิธีการอันสำคัญกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว เขาคงจะรีบวิ่งเข้าไปสวมกอดบิดาให้หายคิดถึงเป็นแน่แท้

            “บัดนี้ถึงเวลาอันเป็นมงคลฤกษ์แล้ว ข้า...เจ้าหลวงพรหมวงศ์ขอสละราชบัลลังก์ให้กับลูกชายสุดที่รักของข้า ต่อจากนี้ไปเมืองเชียงราชคำอันยิ่งใหญ่จักมีเจ้าหลวงองค์ใหม่นามว่า เจ้าหลวงจักรคำ ขอให้เจ้าเมืองประเทศราชจงให้เกียรติเจ้าหลวงองค์ใหม่เยี่ยงที่ให้เกียรติข้า หากแม้นผู้ใดคิดกระด้างกระเดื่องเชียงราชคำจักนำทัพไปกำราบให้สิ้นซาก หาได้มีความปรานีไม่”

นั่นคือคำปราศรัยสุดท้ายของเจ้าหลวงพรหมาวงศ์ในการครองราชย์ ก่อนที่จักรคำจะเดินเข้ามาในหอหลวงอย่างช้า ๆ สวมชุดตามราชประเพณีเต็มยศ ตามทางเดินที่ปูด้วยพรมกำมะยี่สีแดง ตรงไปยังบัลลังก์ตั่งทองเพื่อให้ผู้เป็นบิดาสวมศิราภรณ์ทองคำให้ พร้อมมอบดาบประจำกายของกษัตริย์ซึ่งเป็นสมบัติตกทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

            แสงหล้ารู้สึกตื้นตันใจเป็นที่สุดเมื่อเห็นชายผู้เป็นที่รักเดินเข้ามาอย่างสง่างาม หากวันนี้ผ่านพ้นไปแล้วเขาหวังว่าความบาดหมางระหว่างเมืองทั้งสองจะได้จบสิ้นลงเสียที แต่ทว่าในใจกลับรู้สึกกังวลเพราะไม่รู้ว่าตอนนี้พี่ชายยังคงคิดจะนำทัพเข้ามาโจมตีอยู่อีกหรือไม่ ครั้นจะเดินไปถามบิดาให้รู้ความก็ทำไม่ได้

            ก่อนจะเดินไปถึงปรัมพิธีจักรคำก็ส่งยิ้มให้ชายาผู้ซึ่งนั่งอยู่บนตั่งประจำตำแหน่งพร้อมกับลูกชายตัวน้อย ซึ่งอยู่เหนือกว่าข้าราชบริพารและเจ้าเมืองประเทศราชทุกพระองค์ รอยยิ้มหวานที่แสงหล้าส่งตอบกลับเต็มไปด้วยความปรารถนาดีเป็นที่สุด

            “ข้าขอสาบานต่อหน้าบัลลังก์ตั่งทอง ผีบ้านผีเมือง ผีบรรพบุรุษที่คอยปกปักษ์รักษาเมืองเชียงราชคำมาโดยตลอด ว่าจักเป็นกษัตริย์ที่มีความเที่ยงตรง และถือความผาสุขของประชาชนมาเป็นที่หนึ่ง” จักรคำกล่าวสาบานตนต่อหน้าผู้เป็นบิดา เจ้าหลวงพรหมาวงศ์มอบดาบคู่กายกษัตริย์ให้เป็นอันดับแรก จากนั้นถอดศิราภรณ์ที่ตนสวมอยู่ออกมาถือไว้ตรงกลางอก กำลังจะสวมให้จักรคำแต่ทว่า...

            แปะ แปะ แปะ

            “ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียนี่กระไร” เมืองแมนลุกขึ้นจากตั่ง พร้อมทั้งปรบมือเสียงดังกึกก้องท้องพระโรง ทำให้ผู้คนที่อยู่ในงานต่างจ้องมองมาเป็นตาเดียวกัน

            คำน้อยตกใจกับสิ่งที่สวามีได้กระทำออกไป แต่เจ้าตัวทำได้เพียงนั่งอยู่บนตั่งดังเดิม ไม่สามารถลุกขึ้นไปห้ามปรามได้ เพราะตามกฎมณเฑียรบาล ในขณะกำลังทำพิธีห้ามมิให้ผู้ใดส่งเสียงพูดคุย หรือแม้กระทั่งลุกจากตั่งของตนเอง แต่เขาก็ไม่รู้ว่าเหตุใดเมืองแมนจึงทำเช่นนั้นทั้งที่รู้และเข้าใจกฎเป็นอย่างดี

            “บังอาจ! ไยเจ้าจึงกล้าทำลายพิธีอันศักดิ์สิทธิ์เยี่ยงนี้เมืองแมน รู้หรือไม่ว่าสิ่งที่เจ้าทำอยู่มันคือการก่อกบฏ” คนเป็นพ่อมองลูกชายคนเล็กด้วยแววตาที่แข็งกร้าว สื่อว่าตอนนี้ไม่พอใจเป็นที่สุด

            “เจ้าพ่อรักและเทิดทูนเจ้าพี่ยิ่งกว่าข้ามาโดยตลอด ที่เป็นเช่นนั้นเพราะข้าเป็นเพียงลูกที่เกิดจากนางสนมใช่หรือไม่”

            “หุบปาก! หากเจ้ายังไม่ยอมหยุดข้าจักสั่งจำตรุเจ้าบัดเดี๋ยวนี้” เจ้าหลวงชี้หน้าลูกชายด้วยความเดือดดาล อับอายแขกเหรื่อรวมถึงขุนนางที่อยู่ในหอหลวงมากเหลือเกิน ไม่เคยคิดว่าจะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในวันสำคัญอย่างนี้

            “เจ้าพ่อหามีอำนาจเหมือนเดิมไม่ เพราะตอนนี้ข้าคือผู้คุมอำนาจทั้งหมดไว้แล้ว ตำแหน่งเจ้าหลวงจักต้องเป็นของข้าเท่านั้น”

            ในวินาทีนั้นเสียงประชาชนที่มารอเข้าเฝ้าเจ้าหลวงองค์ใหม่ที่หน้าหอหลวงส่งเสียงกรีดร้อง วิ่งหนีกันจ้าละหวั่น นั่นเพราะกองทัพกบฏของเมืองแมนได้เข้ามาโจมตียึดอำนาจเสียแล้ว ภายในหอหลวงเซ็งแซ่ไปด้วยเสียงสนทนาของเหล่าขุนนางทั้งหลาย ต่างก็พูดคุยกันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

            “ไอ้ลูกทรพี เจ้าอยากนั่งตั่งทองถึงขนาดกับก่อกบฏเลยงั้นรึ ข้าผิดหวังในตัวเจ้ามากเหลือเกิน อ๊อก..” กล่าวจบเจ้าหลวงก็รู้สึกเจ็บหน้าอกจนไม่สามารถทรงตัวได้ จักรคำจำต้องทิ้งดาบเพื่อรีบไปพยุงร่างผู้เป็นบิดาไว้

            “เจ้าพ่อ! เจ้าพ่อทรงเป็นอันใด”

“ข้าไม่เป็นไรแล้ว”

เมื่อเห็นว่าบิดาเริ่มอาการดีขึ้นแล้วจึงหันมาหาน้องชาย “ข้าไม่นึกเลยว่าเจ้าจักกล้าทำเยี่ยงนี้ หากเจ้าอยากได้บัลลังก์เหตุใดจึงไม่บอกข้าตรง ๆ ข้าจะเสียสละมันให้เจ้า”

            “มันไม่มีประโยชน์แล้วเจ้าพี่สุดที่รักของน้อง บัดนี้มันถึงเวลาของข้าเสียที”

            เมืองแมนเดินไปหยิบดาบขึ้นมาถือไว้ จากนั้นจึงชูขึ้นประกาศกร้าวต่อหน้าทุกคน

            “หากผู้ใดยังอยากมีชีวิตกลับไปหาลูกเมีย จงยอมสยบแทบเท้าข้า หากมันผู้ใดคิดจะอยู่คนละฝั่งกับข้ามันผู้นั้นต้องถูกตัดหัวสถานเดียว”

            กล่าวจบกองทัพทหารของเมืองแมนก็หลั่งไหลก็เข้ามาภายในหอหลวง แม้นข้างนอกจะยังคงมีเสียงดาบฟาดฟันกันอยู่ แต่ทว่าด้วยกำลังพลที่มากกว่าทำให้ทางฝั่งกบฏเป็นต่ออยู่มากโข

            “คุ้มกันเจ้าหลวงให้พ้นจากเนื้อมมือของพวกกบฏ” องครักษ์ประจำตัวของจักรคำอย่างคำป้อ อดรนทนไม่ไหวเมื่อเห็นศัตรูหัวใจคิดการใหญ่เช่นนี้ จึงยืนหยัดที่จะสู้เพื่อให้บัลลังก์ตั่งทองยังคงเป็นของเจ้านายผู้เป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิต

            องครักษ์นับสิบชักดาบออกจากฝัก ตั้งการ์ดพร้อมสู้ ภายในหอหลวงเกิดความระส่ำระสายผู้คนที่เข้ามาร่วมงานต่างหวาดกลัว ยกเว้นเจ้าหลวงแสงคำที่ยิ้มในใจ ไม่นึกว่าเรื่องมันจะง่ายอย่างนี้ เกิดการก่อกบฏในวันที่ลูกชายของตนจะยกทัพมา ทำให้อะไรหลาย ๆ อย่างง่ายขึ้น

            “เหิมเกริม คิดรึว่าเอ็งจักช่วยรักษาตั่งทองไว้ให้นายเอ็งได้ไอ้คำป้อ จัดการมัน” ทหารกบฏกำลังจะเข้ามาปะทะกับกลุ่มองครักษ์ แต่ทว่าจักรคำทนเห็นความพังพินาศของเชียงราชคำอีกไม่ได้แล้ว คนเมืองเดียวกันแต่กลับต้องมาเข่นฆ่ากันเองเช่นนี้ มันน่าอนาถใจนัก

            “หยุดได้แล้วเมืองแมน หากเจ้าอยากนั่งตั่งทองข้าจักยกให้ เพราะข้าไม่อาจทนเห็นพี่น้องชาวเชียงราชคำต้องมาเข่นฆ่ากันเยี่ยงนี้” ว่าแล้วก็หันไปเอ่ยกับบิดา “เจ้าพ่อข้าไม่อาจรับหน้าที่ต่อจากท่านได้แล้ว โปรดยกหน้าที่นี้ให้เมืองแมนเถิดเจ้า”

            “ข้าไม่มีวันปล่อยให้เชียงราชคำตกไปอยู่ในกำมือไอ้ลูกเลวเยี่ยงเจ้าเป็นแน่แท้”

            “นั่นเพราะเจ้าพ่อไม่เคยรักข้าเหมือนที่รักเจ้าพี่ ทำให้ข้าต้องทำเยี่ยงนี้เช่นใดเล่า” เห็นสายตาอันชิงชังจากบิดายิ่งทำให้โทสะทวีความรุนแรงขึ้น

            “ข้ารักลูกเท่ากันเพียงแต่เจ้าไม่เคยทำตัวดีให้ข้ารักเยี่ยงพี่ชายเจ้า เจ้าไม่เคยมีคุณสมบัติความเป็นผู้นำเลยแม้แต่น้อย เช่นนี้แล้วข้าจักฝากบ้านเมืองไว้ที่เจ้าได้เช่นใดเล่าไอ้ลูกชั่ว อ็อก! ผีปู่ผีย่าจักไม่ปล่อยให้เจ้าตายดีแน่” กล่าวแล้วก็รู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจจนศิราภรณ์ทองคำที่อยู่ในมือหล่นลงบนพื้น กลิ้งไปหยุดอยู่ที่เท้าของเมืองแมน จากนั้นจึงสิ้นลมลงต่อหน้าต่อตาจักรคำ

            “เจ้าพ่อ! เจ้าพ่อทรงเป็นอันใด”

            จักรคำพยายามส่งเสียงเรียกอยู่อย่างนั้น แต่ทว่าบิดากลับไม่มีทีท่าจะฟื้นจึงตะโกนเรียกหาหมอหลวง

“หมอหลวงมาช่วยพ่อข้าเร็ว! เจ้าพ่ออย่าเป็นอันใดไปนะเจ้า”

            “เอ่อเจ้าหลวงทรงสิ้นพระชนม์แล้วเจ้า”

            “ไม่นะเจ้าพ่อ ฮือๆๆ เจ้าพ่อฟื้นขึ้นมาสิ” จักรคำกอดร่างไร้วิญญาณของบิดาไว้ด้วยความเจ็บปวด ดวงใจที่แข็งแกร่งแตกเป็นเสี่ยง ๆ ราวกับจะขาดใจตายตกตามบิดาไป

แสงหล้ารีบพาลูกเลี้ยงวิ่งเข้าไปหาด้วยความตื่นตกใจ อินเหลาน้อยร้องไห้ร้องห่มตามบิดาเมื่อรู้ว่าเจ้าปู่ได้สิ้นบุญเสียแล้ว

            “เจ้าปู่ ฮือ ๆๆ เจ้าปู่ต้องไม่ตายนะเจ้า ฮือๆๆ”

            แสงหล้าได้แต่นั่งปลอบใจอยู่ข้าง ๆ เมื่อเห็นภาพอันน่าสะเทือนใจ กเขาเองก็หลั่งน้ำตาออกมาไม่ขาดสาย รู้สึกสงสารสวามีและลูกเลี้ยงจับใจ แค่ห่างอกบิดามาต่างบ้านต่างเมืองเขายังเจ็บปวดเจียนจะขาดใจ แต่นี่เจ้าหลวงไม่สามารถกลับมามีชีวิตได้อีกแล้ว มันเป็นอะไรที่เจ็บปวดยิ่งกว่า

เมื่อเห็นบิดาสิ้นลมไปต่อหน้าต่อตาเมืองแมนได้แต่มองทั้งน้ำตา แต่ทว่าในวินาทีนี้เขาต้องใจแข็งเข้าไว้ เพราะมาไกลเกินกว่าจะกลับตัวเสียแล้ว แม้จะเจ็บปวดที่เป็นต้นเหตุให้บิดาต้องจากไป แต่ทว่าทิฐิและความมักใหญ่ใฝ่สูงยังคงเป็นแรงผลักดันให้ชายหนุ่ม ยืนหยัดที่จะควบคุมอำนาจไว้ในมือตัวเองอยู่ดี

            “จากนี้ไปข้าคือเจ้าหลวงองค์ใหม่แห่งเชียงราชคำ หากมันผู้ใดในที่นี้ไม่ไหว้สาข้า มันผู้นั้นจักต้องถูกตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร”

            “ข้ายอมตายดีกว่าจะต้องก้มหัวให้กับคนอย่างเจ้า” คำป้อไม่อาจทนเห็นความล่มจมของเชียงราชคำได้ จึงถือดาบคู่กายวิ่งเข้าไปหมายจะฆ่าเมืองแมนให้ตายเสีย แต่ในวินาทีนั้นทหารฝีมือดีฝ่ายกบฏจึงวิ่งเข้ามาอารักขา เกิดการปะทะกันในหอหลวงอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งไม่เคยเกิดเรื่องอย่างนี้มาก่อน

            “ตัดหัวมันให้ได้” เมืองแมนออกคำสั่งเสียงดังกึกก้อง อำนาจทำให้เขาลุ่มหลงจนไม่รู้ดีรู้ชั่ว ตั่งทองคือสิ่งเดียวที่อยู่ในความคิดและวันนี้เขาจะต้องขึ้นไปนั่งให้จงได้

            “ไยเจ้าพี่จึงทำเยี่ยงนี้ นั่นบิดาแท้ ๆ ของท่านนะ” คำน้อยอดรนทนไม่ไหวจึงรั้งมือสวามีห้ามไม่ให้เดินเข้าไปยังตั่งทอง

            “ปล่อย! ข้าจักขึ้นไปนั่งบนตั่งทอง” เมืองแมนสลัดแขนแต่ทว่าคำน้อยไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ

            “ข้าไม่อาจทนอยู่กับคนไร้จิตใจ ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีเยี่ยงท่านได้อีกแล้ว” ทุกอย่างกำลังจะดีอยู่แล้วเชียว เขากำลังมอบความรู้สึกดี ๆ ให้ แต่ทำไมอีกฝ่ายถึงชั่วช้าจนขุดไม่ขึ้นอย่างนี้

            “เจ้าไม่มีสิทธิ์พูดอันใด ไม่มีสิทธิ์จากข้าไปไหนจำใส่หัวเอาไว้ จับตัวคำน้อยไว้บัดเดี๋ยวนี้” เมื่อชายาไม่ยอมเชื่อฟังแถมยังจะตีตัวออกห่าง เมืองแมนจึงสั่งทหารให้จับตัวไว้ เพื่อจะเดินขึ้นไปนั่งบนตั่งทองโดยสะดวก ไม่สนแม้กระทั่งบิดาที่นอนสิ้นลมหายใจอยู่ตรงหน้า

            “ปล่อยข้าบัดเดี๋ยวนี้! หากเจ้าพี่ไม่หยุดกระทำเรื่องเลวทรามเยี่ยงนี้ ข้าจักไม่มีวันยอมเป็นชายาท่านอีกต่อไป” คำน้อยพยายามดิ้นรนขัดขืน สายตาจับจ้องไปยังสวามีที่ไม่แม้จะชายตาแลกลับมามอง

            เมื่อเห็นว่าน้องชายกำลังเดินตรงไปยังตั่งทองราวกับคนบ้าเสียสติ ที่โดนอำนาจแห่งความโลภเข้าครอบงำ จักรคำจึงคว้าดาบขององครักษ์จะเดินไปเผชิญหน้ากับน้องชาย แต่แสงหล้าไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น จึงรั้งแขนสวามีไว้แน่น ส่งสายตาเว้าวอนขอร้องว่าอย่าไปเด็ดขาด

            “เจ้าพี่หาควรทำเยี่ยงนั้น ข้ากลัวว่าท่านจะเป็นอะไรไปอีกคน”

            “ข้าไม่ยอมให้ไอ้น้องชายสารเลวลอยนวลไปได้แน่ มันทำให้เจ้าพ่อสิ้นพระชนม์เจ้าไม่เห็นรึไง” จักรคำเอ่ยทั้งน้ำตา สะบัดแขนจนหลุดแล้วลุกขึ้นเดินเข้าไปหาน้องชาย ในวินาทีนี้เขาไม่สนอะไรทั้งนั้น แม้แต่ชีวิตของน้องชายก็ไม่สามารถชดเชยกับการสูญเสียในครั้งนี้ได้

            “ระวังตัวด้วยนะเจ้า ฮือๆๆ”

            “เจ้าน้าข้ากลัว ฮือๆๆ”

            “คนเก่งของน้าหาต้องกลัวอันใดไม่ น้าจักอยู่ข้างเจ้าเยี่ยงนี้ไม่ไปไหน”

            แสงหล้านั่งกอดอินเหลาไว้แน่น พยายามปลอบประโลมให้เจ้าเด็กน้อยไม่หวาดกลัวต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่ยอมให้เห็นภาพอันรุนแรงจากการสู้รบกันของผู้ใหญ่

            ตอนนี้จักรคำยืนถือดาบอยู่ด้านหลังน้องชาย จ้องมองคนที่มีสายเลือดเดียวกันอย่างอาฆาตแค้น ไม่นึกฝันว่าวันนี้จะต้องมาฆ่ากันเองเพราะราชบัลลังก์

            “อย่าแม้แต่จะคิดขึ้นไปเหยียบบนตั่งทอง ข้าไม่มีวันยอมให้คนบาปเยี่ยงเจ้าได้ครอบครองมันแน่นอน”

            เมืองแมนชะงักเมื่อได้ยินเสียงพี่ชายจากด้านหลัง หันขวับมามองก็เห็นอีกฝ่ายพร้อมจะดวลดาบ จึงชักดาบออกมาพร้อมสู้เช่นเดียวกัน

            “แน่จริงก็เข้ามา มาถึงตอนนี้แล้วข้าไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดแม้แต่เจ้า” ว่าพร้อมชี้ปลายดาบไปยังพี่ชายร่วมสายเลือดอย่างไม่เกรงกลัว

            “ข้าไม่เคยคิดอยากจะฆ่าเจ้าเลยสักนิด แต่วันนี้หากไม่ได้ตัดหัวเจ้า ข้าจักไม่มีวันอภัยให้ตัวเองเด็ดขาด” กล่าวจบผู้เป็นพี่ชายก็วิ่งเข้าไปหา

            คมมีดที่ปะทะกันเกิดเสียงดังไปทั่วท้องพระโรง บรรดาขุนนางที่นั่งอยู่ต่างก็หวาดกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น พยายามลุกขึ้นวิ่งหนีเอาตัวรอด แต่ในวินาทีนั้นเจ้าหลวงแสงคำกลับภาวนาให้ลูกชายรีบยกทัพเข้ามาโดยเร็ว เพราะช่วงเวลานี้เหมาะที่จะเข้ามายึดอำนาจเป็นที่สุด

            ในระหว่างทั้งสองฝ่ายกำลังดวลดาบอยู่ในหอหลวงนั้น กองทัพนิรนามก็เคลื่อนเข้ามาควบคุมพื้นที่โดยรอบของคุ้มหลวงไว้ ส่วนหนึ่งตรงมายังบริเวณรอบหอหลวงโดยมีผู้นำทัพอย่างแสงชัย เดินอย่างอาจหาญและไม่เกรงกลัวผู้ใดนำเข้ามา

ทหารของเชียงราชคำได้ห้ำหั่นกันเองทำให้กำลังพลบาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมาก นั่นทำให้ง่ายต่อการควบคุมอำนาจในทุกพื้นที่ จะเหลือก็เพียงในหอหลวงแห่งนี้ที่หน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์คนสำคัญทั้งสองกำลังต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายจนตอนนี้สะบักสะบอมกันทั้งคู่

            คำน้อยเห็นท่าไม่ดีจึงขัดขืนจากการถูกจับกุมวิ่งมาหาเจ้านาย จากนั้นก้มลงกราบแทบเท้าด้วยความคิดถึงและสำนึกกับสิ่งที่ได้ทำมาตลอดระยะเวลาที่ผ่าน แม้เจ้าตัวจะไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นอย่างนั้นก็ตามที

            “เจ้านายน้อย ฮึก...จักทำเช่นใดให้ทั้งสองหยุดต่อสู้กัน ข้าเจ้ากลัวว่าจักมีผู้ใดต้องเพลี่ยงพล้ำจนถึงขั้นต้องมีการสูญเสีย” คนพูดร้องไห้ร้องห่ม นั่งหมอบกราบแทบเท้าผู้เป็นเจ้านายอยู่อย่างนั้นราวกับคิดถึงจับใจ

            “ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกเสียจากรอ” แสงหล้าเอ่ยด้วยความหวัง ขณะวางสายตาไว้ที่การดวลดาบอย่างเอาเป็นเอาตายของสองพี่น้อง โดยมีตั่งทองเป็นฉากหลัง เป็นภาพที่เขาไม่เคยนึกฝันว่ามันจะเกิดขึ้นกับเมืองที่ถูกขนานนามว่ามีอำนาจสูงสุดในภูมิภาคนี้

            “รออันใดเจ้านายน้อย หรือว่ารอให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้อง...” คำน้อยเงยหน้าขึ้นมาถามด้วยความฉงน

            “รอเจ้าพี่แสงชัยเข้ามาคุมอำนาจในเมืองนี้ ข้าคิดว่าคงอีกไม่นานหรอกคำน้อย”

            “เป็นเรื่องจริงรึเจ้านายน้อย” คำน้อยมีสีหน้าตื่นตระหนกเมื่อได้ยินข่าว ไม่นึกว่าแสงชัยจะกล้าทำเรื่องเกินตัวขนาดนี้ได้ เชียงราชคำหากใครได้ยินชื่อนี้จะต้องกลัวจนตัวสั่นเลยทีเดียว

            “เป็นเรื่องจริง มันเป็นทางเดียวที่จะหยุดสองคนนี้ได้”

            “ข้าเจ้ากลัวว่า...หากเจ้าแสงชัยมาถึงแล้วจักไม่ไว้ชีวิต ผู้ที่มีเชื้อสายของเจ้าหลวงพรหมาวงศ์แม้แต่คนเดียว รวมถึง...” คนพูดจ้องมองไปยังเด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมกอดแสงหล้า ด้วยความเป็นห่วง

            “ข้าจักไม่มีวันให้มันเกิดขึ้นแน่” แสงหล้ากระชับกอดเด็กน้อยไว้แน่น เขาจะไม่ให้ใครต้องมาสูญเสียอะไรอีกแล้ว นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะต้องมีการนองเลือด

             ปัง!

            เสียงปืนดังขึ้นในหอหลวงนั่นทำให้ทุกชีวิตหันไปมองยังต้นเสียงเป็นตาเดียวกัน บางส่วนเอามือปิดหูหมอบลงพื้นด้วยความหวาดกลัวว่าจะโดนลูกหลงเข้าให้ แม้กระทั่งจักรคำและเมืองแมนก็ต้องหยุดชะงักในขณะกำลังยกดาบขึ้นจะฟาดฟันกัน

            การปรากฏตัวของแสงชัยทำให้ทุกคนต่างประหลาดใจ โดยเฉพาะจักรคำที่รู้ว่าชายผู้นี้เป็นใคร เมื่อเห็นท่าทีแข็งกร้าวของผู้มาใหม่ที่มาพร้อมกำลังทหารจำนวนไม่น้อย มีอาวุธครบครัน เช่นนี้ก็รู้แล้วว่ามาเพื่อจุดประสงค์ใด

            “ข้าไม่นึกเลยว่าการมายึดอำนาจเชียงราชคำจักง่ายดายเพียงนี้ เจ้าหลวงนอนสิ้นพระชนม์อยู่หน้าตั่งทอง ลูกชายทั้งสองแก่งแย่งอำนาจชิงดีชิงเด่นกัน มันเป็นบาปที่พ่อของพวกเจ้าได้สร้างไว้ รวมถึงตัวพวกเจ้าที่เคยทำไว้กับเมืองอื่น ๆ บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เชียงราชคำจักอยู่ใต้อำนาจเมืองเล็ก ๆ เยี่ยงเมืองผาพิงค์ ฮ่าๆๆๆ” กล่าวจบแสงชัยก็หัวเราะด้วยความสะใจท่วมท้องพระโรง

สร้างความเจ็บปวดและเคียดแค้นให้บรรดาขุนนาง และแน่นอนว่าจักรคำคือผู้ที่ต้องคิดหนักมากที่สุด ไหนจะศึกสายเลือดกับน้องชาย แถมยังมีกองทัพกบฏจากเมืองผาพิงค์อีก ในวินาทีนี้เขามองไม่เห็นหนทางที่จะรักษาบ้านเมืองไว้ได้เลย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #12 phurita saelim (@nan-noii) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:08
    สู้ๆค่ะ
    #12
    0
  2. #11 Kt88 (@popo810) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 09:42
    เอาใจช่วยไม่ถูกเลยค่ะ
    #11
    0