ทาสรักเชลยหัวใจ [พีเรียด]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,312 Views

  • 17 Comments

  • 52 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    36

    Overall
    1,312

ตอนที่ 18 : ความกังวลใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 51
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    25 พ.ย. 61

บทที่ 18

ความกังวลใจ

         

            อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะถึงวันราชาภิเษกของเจ้าหลวงพระองค์ใหม่แล้ว ชาวเมืองเชียงราชคำทั้งในและนอกกำแพงเมืองต่างก็ตื่นเต้นกับงานราชพิธีอันสำคัญนี้ บรรดาห้างร้านและสถานที่สำคัญถูกประดับตกแต่งด้วยดอกไม้นานาพรรณ พร้อมทั้งตุงหลากสีสันที่ห้อยระโยงระยางตามถนนสายหลัก

            หอหลวงซึ่งเป็นสถานที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของเมืองนี้ ถูกบูรณะปรับปรุงใหม่ให้สวยงามยิ่งขึ้น เพื่อต้อนรับการขึ้นครองราชย์ของเจ้าหลวงพระองค์ใหม่

            “ข้าตื่นเต้นเหลือเกินอยากให้ถึงวันราชาภิเษกเร็วๆ”

            “นั่นสิ...ข้าก็ตื่นเต้นไม่น้อยไปกว่าเอ็งเลย เจ้าหลวงพระองค์ใหม่ทรงพระปรีชาสามารถทั้งในการศึกและการบ้านการเมือง หากได้ขึ้นนั่งบนตั่งทองแล้วเมืองเชียงราชคำจักต้องเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปอีก หามีเมืองใดทัดเทียมได้อย่างแน่นอน”

            เสียงบทสนทนาของหญิงสาวชาวบ้าน ที่กำลังเดินเที่ยวในตลาดดังขึ้นอยู่ไม่ไกล ทำให้แสงชัยทำทีเดินเข้าไปใกล้ๆ เพื่อจะฟังบทสนทนาให้ได้ถนัดหูยิ่งขึ้น        

            “ช้าก่อนแม่หญิง!

แสงชัยเดินมาพร้อมกับองครักษ์ทั้งสองคน แต่งตัวให้กลมกลืนกับชาวบ้านทั่วไป แต่ทว่าความสง่างามของความเป็นเจ้าชายทำให้ทั้งสองสาวมองตาเป็นมัน กระดี้กระด๊าราวกับได้เห็นเทพบุตรก็ไม่ปาน

            “มีอันใดรึพ่อหนุ่มรูปงาม” เจ้าหล่อนทั้งสองทำท่าทีเหนียมอายเมื่อเห็นใบหน้าคมสันของแสงชัย

            “ข้ามาจากต่างเมืองอยากทราบว่าที่เชียงราชคำมีงานมงคลอันใดงั้นรึ”

            “อีกห้าวันจักมีการผลัดแผ่นดินแล้วเจ้าไม่รู้รึ เจ้าอุปราชจักรคำจักได้ขึ้นนั่งตั่งทองแทนเจ้าหลวงองค์ปัจจุบัน ชาวเมืองจึงได้เตรียมงานเพื่อเฉลิมฉลองงานสำคัญนี้เช่นใดเล่า”

            “ช่างเป็นข่าวดีเสียนี่กระไร ขอบน้ำใจแม่หญิงมากข้าสัญญาว่าจักมาร่วมงานสำคัญในครั้งนี้ให้จงได้”

            “ไม่เป็นไรว่าแต่ท่าน....” กำลังจะเอ่ยถามชื่อเสียงเรียงนาม แต่ทว่าแสงชัยกับองครักษ์ทั้งสองกลับเดินจากไปเสียแล้ว เจ้าหล่อนจึงทำหน้าเสียดายอย่างเป็นที่สุด

            “เหตุใดจึงรีบเยี่ยงนี้นะ เฮ้อ...”

 

            แสงชัยรีบเดินออกจากตลาดลัดเลาะเข้าไปยังป่าละเมาะ ซึ่งเป็นที่ซ่อนตัวในเมืองใหญ่แห่งนี้ เมื่อไปถึงก็มีพรรคพวกอยู่ที่นั่นอีกสี่ห้าคน วันนี้เขาต้องเดินทางกลับเมืองผาพิงค์เพื่อเคลื่อนทัพกลับมาที่นี่อีกครั้ง เพื่อทำลายพิธีอันสำคัญที่สุดที่กำลังจะเกิดขึ้นในเมืองนี้

            “เก็บของให้เรียบร้อยเราจักกลับเมืองผาพิงค์บัดเดี๋ยวนี้”

            “เหตุใดเจ้าอุปราชจึงเร่งกำหนดการเยี่ยงนี้เจ้า” หนึ่งในทหารเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะกำหนดการเดิมคือต้องอยู่ดูลาดเลาอีกหนึ่งสัปดาห์

            “เรามีเวลาแค่ห้าวันเพื่อเคลื่อนทัพเข้ามาโจมตีเมืองนี้ เพราะจักมีการผลัดแผ่นดิน ช่วงเวลานี้เหมาะแก่การเข้าโจมตีเป็นที่สุด”

            “เจ้าอุปราชจักเข้าไปพบเจ้าแสงหล้าอีกครั้งก่อนหรือไม่เจ้า”

            “ไม่ล่ะ...ข้าจักมารับน้องข้ากลับบ้านในวันประกาศชัยชนะบนผืนแผ่นดินนี้ พวกมันจักได้รู้ว่าเมืองเล็กๆ ที่เคยกดขี่ข่มเหง หาได้ก้มหัวยอมมันเสมอไป”

            อีกไม่กี่อึดใจเขาจะทำลายเมืองแห่งนี้ไม่ให้เหลือแม้แต่ซาก ให้สาสมกับที่พวกมันเคยทำกับเมืองผาพิงค์เอาไว้ เจ้านายทุกพระองค์จะต้องถูกจองจำไม่ให้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวัน ประชาชนเมืองนี้จะต้องถูกนำตัวไปเป็นทาสรับใช้หัวเมืองน้อยใหญ่ ที่เมืองเชียงราชคำเคยกดขี่ข่มเหงมาตลอดหลายทศวรรษ

*-*-*-*-*-*-*

            หลังจากแปรพักตร์มาอยู่กับคำน้อยแล้ว นางเขียนก็เริ่มเอาอกเอาใจเจ้านายใหม่อย่างออกนอกหน้า จะเรียกว่าเลียแข้งเลียขาเพื่อความอยู่รอดก็เห็นจะได้ ทำตัวเด่นกว่านางข้าไทคนอื่นๆ หวังจะเป็นที่โปรดปรานของคำน้อยเหมือนที่เคยทำกับเครือแก้วมาแล้ว

            วันนี้คำน้อยได้เรียกนางเขียนเข้ามาพบเป็นการส่วนตัว เขาอยากมั่นใจว่านางข้าไทผู้นี้ยอมสวามิภักดิ์จากใจจริงหรือไม่ งานที่จะมอบหมายให้ในครั้งนี้ จึงเป็นบทพิสูจน์ในตัวนางเขียนได้เป็นอย่างดี

            “เจ้าคำน้อยมีเรื่องอันใดให้ข้าเจ้ารับใช้เจ้าคะ” เมื่อเดินเข่าเข้ามาในตำหนักนางเขียนก็ก้มลงกราบ เงยหน้าขึ้นมารับคำสั่งด้วยรอยยิ้ม

            “เอ็งคิดดีแล้วรึที่มาอยู่ฝั่งข้า” คำน้อยไม่อยากให้เสียเวลาจึงยิงคำถามไปตรงๆ

            “นี่คือการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิตของข้าเจ้าแล้วเจ้าค่ะ ขืนอยู่กับเจ้านางเครือแก้วต่อไป มีหวังต้องโดนฆ่าตายในสักวันเป็นแน่” นางเขียนกล่าวพลางหยีหน้า ราวกับรังเกียจเดียดฉันท์เจ้านายเก่าซะเต็มประดา

            “ข้ามีงานให้เอ็งทำ เพื่อเป็นบทพิสูจน์ว่าเอ็งจักอยู่ข้างข้าอย่างบริสุทธิ์ใจหรือไม่”

            “ข้าเจ้าทำได้ทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ตัวเองเจ้าค่ะ”

            “งานที่ข้าจักให้เอ็งทำก็คือ จัดการกับเจ้านางเครือแก้ว เอ็งทำให้ข้าได้หรือไม่”

            “ทำได้สิเจ้าคะ ข้าเจ้าอยากตบหน้าเจ้าเครือแก้วด้วยมือของข้าเจ้าเอง แต่ขืนทำเยี่ยงนั้นมีหวังข้าเจ้าโดนลงอาญาจนตายเป็นแน่” แม้ว่าอยากจะเอาคืนให้สาสมแต่นางเขียนรู้ดีว่าตนอยู่ในสถานะใด ไม่อาจทำอย่างนั้นได้ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม

            “หากไม่มีผู้ใดรู้เรื่อง เอ็งจักโดนอาญาได้เยี่ยงไรเล่านังเขียน” คำน้อยแสยะยิ้มราวโดนวิญญาณร้ายเข้าสิงร่าง ความเจ็บปวดจากการโดนกระทำมานักต่อนัก ทำให้คำน้อยผู้ใสซื่อในอดีตเริ่มรู้ทันคนและพร้อมจะตอบโต้ได้ทุกเมื่อถ้ามีโอกาส

            “จักเป็นไปได้เยี่ยงไรเจ้าคะ ในเมื่อผู้ที่มีเรื่องกับเจ้านางก็มีเพียงแค่ข้าเจ้าและ...เจ้าคำน้อยเท่านั้น”

            “หากเป็นเช่นนั้นเราต้องหาคนมารับผิดแทนเช่นใดเล่า”

            “เช่นใดรึเจ้าคะ” นางเขียนทำหน้าสงสัยเล็กน้อย

            “ทำเช่นใดก็ได้ให้เจ้านางเครือแก้ว ไม่มีโอกาสเข้าไปนั่งชูคอในหอหลวง ในวันราชาภิเษกเจ้าหลวงพระองค์ใหม่ ไม่ต้องให้ถึงตายเพราะข้าไม่อยากจองเวรจองกรรมกับผู้ใดอีกแล้ว ในวันนั้นข้าจักเข้าร่วมพิธีกับเจ้าพี่แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น” นั่นคือโจทย์ที่คำน้อยให้ไป

            คำน้อยต้องการยืมมือนางเขียนเล่นงานเครือแก้ว หากเครือแก้วไม่มายุ่งวุ่นวายกับเขาอีก นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะจองเวรจองกรรมกับอีกฝ่าย เมื่อใดที่จักรคำได้ขึ้นครองราชย์แล้ว เขาหวังว่าจะได้มีโอกาสไปมาหาสู่แสงหล้าอย่างเป็นปกติ นั่นเพราะมั่นใจว่าเมืองแมนคงไม่กล้าไปทำรุ่มร่ามกับแสงหล้าเป็นแน่แท้ เพราะเป็นถึงชายาของเจ้าหลวง นั่นทำให้คำที่เมืองแมนขู่ไว้ไม่มีผลต่อเขาอีกต่อไปแล้ว ส่วนจะยังคงอยู่ในสถานะเดิมหรือไม่ ก็ยังไม่แน่ใจในความรู้สึกของตัวเองอยู่เหมือนกัน

            “หากต้องการเช่นนั้นข้าเจ้าจักจัดการให้เจ้าค่ะ รับรองว่าเจ้านางเครือแก้วต้องจำเหตุการณ์ในครั้งนี้ไปตลอดชีวิตอย่างแน่นอน” นางเขียนยิ้มอย่างมีเลศนัย นางอยากจะเอาคืนเครือแก้วมานานแล้ว บัดนี้ฝันจะได้กลายเป็นจริงเสียที

            “หากเอ็งทำสำเร็จข้าจักมีรางวัลให้อย่างงาม”

            “เป็นพระคุณยิ่งนักเจ้าค่ะ” พูดจบนางเขียนก็ก้มลงกราบพร้อมกับรอยยิ้มร้ายกาจ นางอยากให้ถึงวันนั้นโดยเร็วเสียจริงๆ

*-*-*-*-*-*-*

            ภายในตำหนักเจ้าอุปราช แสงหล้าเดินกลับไปวนมาด้วยความร้อนใจ เพราะกำลังคิดหาวิธีเพื่อจะได้เจอกับพี่ชายอีกครั้ง ก่อนที่อะไรมันจะสายเกินไป

แสงหล้ากลัวว่าพี่ชายของตนจะนำทัพเข้ามาในงานสำคัญที่กำลังจะมาถึง เพราะในวันนั้นทุกคนในเมืองต่างก็ต้องมารวมตัวกันภายในกำแพงเมือง นั่งรอชมพระบารมีของเจ้าหลวงพระองค์ใหม่ นั่นเพราะหลังจากพิธีการในหอหลวงเสร็จสิ้นลงแล้ว จักรคำจะต้องสวมชุดตามราชประเพณีเต็มยศ เดินออกไปพบปะกับชาวเมืองที่มานั่งรอนั่นเอง

            “เจ้ามีเรื่องอันใดไม่สบายใจรึแสงหล้า” จักรคำเดินเข้ามาพร้อมกับลูกชายตัวน้อย เมื่อเห็นอย่างนั้นจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงปนสงสัยเล็กน้อย อีกฝ่ายทำท่าทีมีพิรุธ สีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด

            “ไม่มีอันใดเจ้า ข้าแค่รู้สึกตื่นเต้นกับงานสำคัญของเจ้าพี่” คนพูดพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะเดินตรงไปหาเด็กชายตัวน้อย นั่งลงตรงหน้าแล้วสวมกอดหลวมๆ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ

            “หากเจ้าพ่อได้เป็นเจ้าหลวงแล้ว เจ้าน้าต้องได้เจ้านางหลวงด้วยใช่หรือไม่เจ้า” เด็กชายเอ่ยถามตามประสาเด็ก ได้ยินอย่างนั้นแสงหล้าจึงยิ้มให้แล้วตอบกลับทันที

            “จงฟังให้ดีนะอินเหลาของน้า หามีผู้ใดมาแทนที่แม่ของเจ้าได้ดอก ตำแหน่งเจ้านางหลวงจักต้องเป็นของแม่เจ้าตลอดไป แต่ถึงอย่างนั้นน้าจักอยู่ที่นี่กับเจ้าเช่นเดิมไม่ไปไหนแน่นอน”

            “แต่แม่ของข้าตายไปแล้วนี่นา” อินเหลายังคงไม่เข้าใจว่าทำไมแสงหล้าจึงต้องเว้นตำแหน่งนี้ไว้ให้มารดาตนเอง ทั้งที่ไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว

            “ขนาดเด็กยังรู้เลยว่าอะไรเป็นอะไร เหตุใดเจ้าจึงได้กล่าวเยี่ยงนี้ เจ้าคือเมียเพียงหนึ่งเดียวของข้า หากไม่ใช่เจ้าแล้วจักมีผู้ใดเหมาะสมกว่านี้เล่าแสงหล้า” จักรคำยิ้ม กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เขาไม่มีทางยอมให้มันเป็นอย่างนั้นแน่นอน แม้ว่าเขาจะรักอิงฟ้ามากแค่ไหน แต่ตอนนี้แสงหล้าคือคนที่เขาพร้อมจะอยู่ด้วยไปตลอดชีวิต ยังไงซะตำแหน่งเจ้านางหลวงก็จะต้องเป็นของแสงหล้าเท่านั้น

            “แต่ข้าเป็นเพียงเมียเชลยหาควรขึ้นนั่งเคียงข้างเจ้าพี่ไม่ ข้ากลัวว่าขุนนางในราชสำนักจักไม่พอใจจนเป็นเหตุให้กระด้างกระเดื่องกับเจ้าพี่ได้”

            “หาต้องกลัวอันใดไม่ ข้าเชื่อว่าเจ้าจักทำให้คนอื่นรักได้ เหมือนที่ทำให้ข้าและอินเหลารัก” จักรคำเอื้อมมือไปวางบนบ่าของคนรัก บีบเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ

            “หากในภายภาคหน้าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น เจ้าพี่สัญญาได้หรือไม่ว่าจักเชื่อมั่นในตัวข้า”

            “ไม่ว่าจักเกิดอันใดขึ้นเราจักร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ข้าจักเชื่อมั่นในตัวเจ้า เราจักเชื่อมั่นในกันและกัน” สายตาคมที่มองมาสื่อว่าจักรคำจริงจังกับคำพูดมากแค่ไหน

            ทั้งสองส่งยิ้มให้กันอย่างหวานซึ้ง เด็กชายตัวน้อยเห็นอย่างนั้นจึงยกมือน้อยๆ ขึ้นไปคล้องคอคนทั้งสองแล้วโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้กัน อินเหลายิ้มกว้างอย่างพอใจราวกับได้ทำเรื่องสนุกซะอย่างนั้น

            “เจ้าพ่อกับเจ้าน้าจักต้องอยู่ข้างๆ ข้าเยี่ยงนี้ตลอดไป” อินเหลาเอ่ยกับคนทั้งสองด้วยรอยยิ้ม

            เมื่อได้ยินอย่างนั้นจักรคำและแสงหล้าจึงเปลี่ยนเป้าหมาย โน้มใบหน้าเข้าไปหมอแก้มนุ่มๆ ของเด็กชายพร้อมกัน

            รอยยิ้มและเสียงหัวเราะดังขึ้นหลังจากนั้น แต่ทว่าในใจแสงหล้ากลับยังคงมีแต่ความกังวล คิดไม่ตกว่าจะหาทางยับยั้งแผนการของพี่ชายได้อย่างไร มันแทบไม่มีหนทางเลยจริงๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

0 ความคิดเห็น